ในขณะที่เรากำลังนั่งรอพวกเพื่อนๆ ผลัดกันขึ้นไปดูแสงวิบวับบนหลังคา เราก็ต้องตกใจที่จู่ๆมีชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่ง แต่งกายในชุดชาวบ้านธรรมดา เดินเข้ามายืนตรงหน้าศาลาที่เรานั่งกันอยู่ หลี่จวินและองครักษ์ของท่านอ๋องจึงตั้งท่าเตรียมพร้อมอารักขา ส่วนคนที่กำลังอยู่บนหลังคาต่างก็ตกใจ ซึ่งลี่ถังกับจินไห่ก็ตั้งท่าคุ้มครองคนที่กำลังอยู่บนหลังคาเช่นกัน
แต่ชายหนุ่มแปลกหน้ากลับไม่มีทีท่าคิดร้าย เขายืนนิ่งสงบเสงี่ยมเว้นระยะห่างกับเราอยู่ตรงนั้น เหมือนคนที่ได้รับการฝึกอบรมมาดี หลี่จวินจึงถามออกไปว่าชายแปลกหน้านั้นเป็นใคร
ชายแปลกหน้าจึงแนะนำตัวเองว่าเขาชื่อ ชิงหมิง เป็นศิษย์ผู้ติดตามท่านอาจารย์ซิ่นเฉิง อดีตเจ้าสำนักไป๋หู่ที่กระโดดหอบูชาเทพเสียชีวิต และตั้งแต่ที่อาจารย์ซิ่นเฉิงจากไปเขาก็หนีไปหลบซ่อนตัว เพราะถูกชงอวี้ส่งคนมาตามจับตัว
พอเขารู้ว่าท่านอ๋องหกมาที่เมืองนี้ และเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของชงอวี้คนชั่วได้ เขาจึงออกมาพบกับท่านอ๋อง และได้เห็นพวกเราไขปริศนาบทกลอนดื่มเหล้าบนหลังคาได้ ชิงหมิงจึงมั่นใจว่าพวกเราจะสามารถช่วยกำจัดชงอวี้ไปจากสำนักไป๋หู่ เขาจึงเล่าถึงสาเหตุที่ชงอวี้ฆ่าอาจารย์ซิ่นเฉิงกับเศรษฐีเจ้าให้เราฟังว่า
ก่อนที่อาจารย์ซิ่นเฉิงกับเศรษฐีเจ้าจะเสียชีวิต คนทั้งสองได้ค้นพบทางเข้าหมู่บ้านชนเผ่าไม้ดำเข้าโดยบังเอิญ เพราะมีบุคคลผู้หนึ่งอ้างว่า ปู่ทวดของเขาเคยทำงานอยู่ในสุสานเก่าวังหลวง
ได้เจอแผนที่เก่าโบราณจึงแอบนำออกมาจากสุสาน เพราะคิดว่าเป็นแผนที่ขุดหาสมบัติ จึงพยายามเดินทางไปตามแผนที่ด้วยตัวเองอยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยเจอสมบัติเลย มิหนำซ้ำแผนที่ยังพาไปหลง
จนกระทั่งแผนที่ตกสู่มือรุ่นลูกรุ่นหลาน แผนที่จึงถูกนำมาขายให้กับเศรษฐีเจ้าในราคาถูก เศรษฐีเจ้าจึงนำแผนที่ไปให้ท่านอาจารย์ซิ่นเฉิงช่วยดู ท่านอาจารย์ซิ่นเฉิงบอกว่าเป็นแผนที่หมู่บ้านชนเผ่าไม้ดำ คนทั้งสองจึงเดินทางไปตามแผนที่ แต่ไม่พบทางเข้าหมู่บ้าน แต่กลับพบเจอกับหน้าผาสูงชัน
วันต่อมาคนทั้งสองกลับไปดูตรงที่เดิมอีกครั้ง แต่หน้าผาที่เจอในครั้งแรก กลับเปลี่ยนเป็นทางตัน สถานที่นั้นมันเปลี่ยนไปเหมือนป่ามันมีชีวิต จากนั้นคนทั้งสองจึงเดินทางกลับมานั่งดื่มเหล้าพุดคุยปรึกษา และเกิดนึกสนุกขึ้นไปนั่งดื่มเหล้าชมจันทร์กันบนหลังคา จนพบกับแสงกระพริบประหลาดบนภูเขา
พอรุ่งเช้าคนทั้งสองจึงออกเดินทางไปดูแสงกระพริบที่เห็นเมื่อตอนกลางคืน ซึ่งเส้นทางที่เดินทางไปนั้นเป็นเส้นทางเดียวกันกับในแผนที่ แต่สถานที่ที่พบเจอกลับเปลี่ยนจากทางตันเป็นหนองน้ำที่สัตว์ป่าใช้ดื่มกิน คนทั้งสองจึงล้มเลิกความคิดที่จะเดินทางไปหมู่บ้านชนเผ่าไม้ดำ จึงนำแผนที่ไปเก็บซ่อนไว้
ส่วนชงอวี้ในขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นรองเจ้าสำนัก เมื่อรู้ว่าคนทั้งสองมีแผนที่ทางเข้าหมู่บ้านไม้ดำจึงพยายามแย่งชิง แต่อาจารย์ซิ่นเฉิงรู้นิสัยใจคอของชงอวี้ ว่าเป็นคนใจคอโหดร้ายมีความทะเยอทะยานมากเกินไป และรู้ถึงแผนการที่ชงอวี้ต้องการชิงตำแหน่งเจ้าสำนัก อาจารย์ซิ่นเฉิงจึงพยายามขัดขวางและนำแผนที่ไปเผาทำลาย
จนกระทั่งอาจารย์ซิ่นเฉิงต้องมาจบชีวิตลง เพราะแผนการสกปรกของชงอวี้ ตัวเขาจึงต้องหลบหนีออกจากสำนัก เพราะชงอวี้ส่งคนมาตามจับตัวเขาเพื่อให้เป็นคนนำทาง เพราะเขาจดจำเส้นทางในแผนที่ได้ เนื่องจากเคยเดินทางไปกับอาจารย์ซิ่นเฉิงครั้งหนึ่ง และในช่วงระหว่างที่เขากำลังซ่อนตัว ก็ได้ยินข่าวว่าเศรษฐีเจ้าฆ่าตัวตาย และมีข่าวลือว่าก่อนตายได้เขียนบทกลอนถึงหญิงชู้รัก ชิงหมิงจึงรู้ได้ทันทีว่าบทกลอนสื่อถึงสถานที่แปลกประหลาดนั่น
ชิงหมิงจึงรอให้ถึงคืนวันพระจันทร์เต็มดวง จึงหาโอกาสมาพบกับท่านอ๋อง เพราะอาจารย์ซิ่นเฉิงเคยพูดไว้ก่อนเสียชีวิตว่า เมื่อถึงคืนวันพระจันทร์เต็มดวงซึ่งก็คือคืนนี้ ท่านอาจารย์จะไปที่นั่นทันทีเมื่อเห็นแสงกระพริบจะได้ไม่คลาดกันอีก แต่ช่างน่าเศร้าที่ท่านอาจารย์จากไปเสียก่อน
ชิงหมิงจึงอาสาจะนำทางพวกเราไปยังจุดที่เห็นแสงกระพริบบนภูเขา พร้อมกับบอกแผนการกับท่านอ๋องว่า ถ้าชงอวี้ยังต้องการจะไปที่หมู่บ้านชนเผ่าไม้ดำ ยังไงซะชงอวี้ต้องหาวิธีติดตามพวกเราไปแน่ และเมื่อชงอวี้ปรากฏตัวก็ให้พวกเราล้อมจับชงอวี้ไปดำเนินคดี ชิงหมิงจึงพูดขอร้องท่านอ๋องด้วยน้ำตานองหน้าว่า ขอให้ท่านอ๋องช่วยจับตัวชงอวี้มาลงโทษให้ได้ เพื่ออาจารย์ซิ่นเฉิงจะได้นอนตายตาหลับ
แม้เรื่องที่ชิงหมิงเล่ามาฟังดูน่าเชื่อถือ แต่พวกเราก็ยังไม่แน่ใจว่า มันเป็นเรื่องจริงหรือโกหก แต่ฮูหยินเจ้าที่ลงจากหลังคามาแล้วยืนยันกับเราว่า เคยพบชิงหมิงติดตามอาจารย์ซิ่นเฉิงมาพบปะกับสามีของตนที่บ้าน
ท่านอ๋องจึงบอกกับเราว่าเขายังไม่เชื่อใจในตัวชิงหมิงซะทีเดียว บางทีชิงหมิงอาจจะเป็นพวกเดียวกับชงอวี้ที่มาหลอกลวงเราก็ได้ แต่ถึงยังไงพวกเราก็ต้องไปดูแสงกระพริบที่ภูเขาอยู่ดี ท่านอ๋องจึงให้ชิงหมิงนำทาง พร้อมกับสั่งองครักษ์ให้คอยจับตาดูชิงหมิงไว้ตลอดทาง
ซึ่งในระหว่างการเดินทางฉันหลับอยู่ในรถม้าเพราะเมาจนตั้งคอไว้ไม่ไหว จนกระทั่งรถม้าวิ่งมาจอดที่บริเวณชายป่า เหยียนเหล่ยจึงปลุกให้ฉันตื่น พอฉันเงยหัวขึ้นมาก็เกิดอาการคลื่นใส้ จึงเดินถือกระเป๋าใส่น้ำแยกตัวไปล้วงคออาเจียรหลังต้นไม้ โดยมีเหยียนเหล่ยเดินตามไปลูบหลังให้ เขาถามด้วยความห่วงใยว่าฉันไหวหรือเปล่า ฉันตอบว่าล้วงคออาเจียรเอาเหล้าออกแล้วเดี๋ยวก็ดีขึ้น ซึ่งตอนนี้ฉันเริ่มสร่างเมาบ้างแล้ว
หมิงจิวบอกเราว่าจากตรงนี้ต้องเดินเท้าเข้าไป เพราะด้านในเป็นป่ารกทึบ เราจะต้องเดินเข้าไปในป่าลึกและเดินขึ้นเขา รถม้าไม่สามารถวิ่งเข้าไปได้ ท่านอ๋องจึงสั่งให้เราเดินถือคบไฟตามหมิงจิวเข้าไปในป่า เหยียนเหล่ยจึงจูงมือฉันที่ยังมีอาการเดินเซอยู่นิดหน่อยเพราะเพิ่งสร่างเมา
หลี่จวินบอกให้เราเร่งฝีเท้าเดินกันให้เร็วขึ้นเพื่อไปให้ถึงที่หมายโดยเร็ว ในที่สุดเราก็เดินมาถึงบริเวณที่ปรากฏแสงวิบวับ เราจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆก็พบแค่ก้อนหินขนาดใหญ่ มีพื้นผิวเรียบก้อนหนึ่งอยู่หน้าปากถ้ำลึกลับที่มีเถาวัลย์ปกคลุมหน้าปากถ้ำอีกทั้งภายในยังมืดสนิท
ชิงหมิงหันหน้ามาบอกกับพวกเราด้วยสีหน้าประหลาดใจว่า เมื่อครั้งที่เขาเคยมาที่นี่กับอาจารย์ซิ่นเฉิง ตอนนั้นบริเวณตรงนี้เป็นหนองน้ำ ไม่เคยมีก้อนหินและถ้ำปรากฏอยู่ตรงนี้เลย หรืออาจเป็นเพราะเรามาในคืนพระจันทร์เต็มดวงจึงมีถ้ำปรากฏให้เราเห็น
เราจึงเริ่มสำรวจดูก้อนหินก่อนเป็นอันดับแรก แล้วสันนิษฐานกันว่าที่ก้อนหินเกิดแสงกระพริบอาจเป็นเพราะมุมและองศาที่ได้ฉากพอดีกับแสงจันทร์ตกกระทบทำให้เกิดประกายแสง พอเมฆลอยเคลื่อนผ่านดวงจันทร์ จึงทำให้มองดูคล้ายดวงดาวกระพริบ แต่ที่เราแปลกใจกันมากคือ ทำไมก้อนหินสามารถส่องประกายจนมองเห็นได้ไกลขนาดนั้น
ท่านอ๋องจึงสั่งให้พวกเราหลบซ่อนตัวกันอยู่แถวบริเวณนั้น เพื่อรอดักจับตัวชงอวี้แต่เรารอกันอยู่สักพักใหญ่ ยังไม่เห็นวี่แววชงอวี้หรือใครคนอื่นปรากฏตัวเลยสักคน เราจึงตัดสินใจกันว่าจะเดินเข้าไปสำรวจในถ้ำ ถ้าไม่พบทางออกอื่นในถ้ำพวกเราจะเดินย้อนกลับออกมา
ท่านอ๋องหกจึงสั่งให้ชิงหมิง กับเหวินเหอ และองครักษ์อีกสองคนรออยู่ที่ปากถ้ำ และถ้าตอนเช้าพวกเรายังไม่กลับออกมาหรือถ้ำนี้หายไป ให้องครักษ์พาชิงหมิงกับเหวินเหอไปรายงานเรื่องนี้กับฮ่องเต้และที่สำนักเฟยอวี่ด้วย จากนั้นให้ส่งคนมาตามหาพวกเราอีกครั้งที่นี่ในคืนพระจันทร์เต็มดวงครั้งถัดไป
เมื่อท่านอ๋องมอบหมายหน้าที่เสร็จเรียบร้อย พวกเราจึงถือคบไฟรีบเดินเข้าไปในถ้ำก่อนที่ถ้ำนี้จะหายไปในตอนเช้า หลี่จวินรับหน้าที่เดินถือคบไฟนำหน้าพาพวกเราแหวกเถาวัลย์ที่ปกคลุมอยู่ปากถ้ำ พร้อมกับบอกให้เราเดินระมัดระวัง
ภายในถ้ำมีอากาศค่อนข้างเย็น มีทั้งหินงอกหินย้อยสวยงามและมีค้างคาวบินอยู่พรึ่บพรั่บเพราะตกใจเมื่อเห็นแสงไฟและมนุษย์ เราเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆภายในถ้ำยิ่งสวยงดงามเหมือนไม่เคยมีใครแตะต้องหรือเหยียบย่างเท้าเข้ามาก่อน
บนเพดานถ้ำเป็นหินอ่อนสีขาวกระทบแสงสะท้อนจากธารน้ำภายในถ้ำสวยงาม เราเดินต่อไปเรื่อยๆก็พบโถงถ้ำที่มีแท่งผลึกสีขาวคล้ายคริสตัลมีทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็กอยู่เต็มไปหมด ใกล้ๆกันมีโพลงน้ำตกกลมๆขนาดใหญ่เกือบเท่าท่อปูน เป็นหินงอกยื่นออกมาจากเพดานถ้ำคล้ายท่ออาบน้ำ มันดูอะเมซิ่งตื่นตาตื่นใจจนไม่อยากเดินออกจากถ้ำเลย
เราเดินชมความสวยงามภายในถ้ำกันจนเพลิน จนลืมเวลาว่าเราอยู่ในถ้ำกันนานแค่ไหน จนกระทั่งเดินมาพบกับโถงถ้ำที่มีขนาดใหญ่ซึ่งเป็นทางตัน แต่ด้านบนเพดานถ้ำตรงสุดทางมีช่องโพรงขนาดใหญ่ และมีแสงสว่างส่องลงมาเหมือนด้านนอกเป็นเวลาเช้า เราจึงคิดกันว่าช่องโพรงขนาดใหญ่ด้านบนที่เห็น และสูงประมาณตึกสามชั้นน่าจะเป็นทางออก แต่ต้องปีนป่ายขึ้นไปตามก้อนหินและกิ่งไม้ที่เติบโตแทรกผ่านออกมาจากร่องหิน
หลวนเฉินจึงเอ่ยทักขึ้นว่า ทางออกฝั่งนี้ดูแปลกนักเพราะพวกเราเดินอยู่ในถ้ำกันไม่นาน แต่ทำไมตอนออกจากถ้ำจึงกลายเป็นเวลาเช้า พวกเราจึงคิดตามที่หลวนเฉินทัก ซึ่งก็จริงที่เราเดินอยู่ในถ้ำกันไม่นาน แต่ทำไมนอกถ้ำทางฝั่งนี้จึงกลายเป็นเวลาเช้ารวดเร็วกว่าอีกฝั่ง เหยียนเหล่ยจึงพูดขึ้นว่า บางที่ฝั่งนี้อาจเป็นเขตของหมู่บ้านชนเผ่าไม้ดำก็เป็นได้
องครักษ์คนหนึ่งของท่านอ๋องที่ติดตามเรามา จึงอาสาจะขึ้นไปดูที่ด้านบนถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ เขาจะหาเถาวัลย์หย่อนลงมาให้พวกเราปีนขึ้นไป ท่านอ๋องจึงพยักหน้าอนุญาต พร้อมกำชับกับองครักษ์คนนั้นว่าให้รีบไปรีบมา ถ้าเห็นว่าด้านบนมีอันตรายให้รีบกลับลงมาทันที องครักษ์หนุ่มรับทราบ จากนั้นจึงปีนป่ายขึ้นไปบนก้อนหินและกิ่งไม้อย่างคล่องแคล่วเหมือนเดินขึ้นบันไดบ้าน
จินไห่จึงกระโดดตามองครักษ์ขึ้นไปยืนดูลาดเลาที่โพลงปากถ้ำ เขายืนมองไปรอบๆก็ตะโกนบอกลงมาว่า ด้านหน้าห่างออกไปไม่ไกลมีลำธารไหลผ่าน และมีป่าทึบ และไกลออกไปอีกมีป่าที่มีหมอกสีขาวลงหนาทึบ จนมองแทบไม่เห็นต้นไม้ว่าเป็นต้นอะไร พอฉันได้ยินดังนั้นก็อยากเห็นบ้าง จึงบอกเหยียนเหล่ยว่าให้อุ้มฉันกระโดดขึ้นไปดูหน่อย
เหยียนเหล่ยจึงอุ้มฉันกระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนปากถ้ำใกล้ๆกับจินไห่ และเมื่อเท้าฉันแตะถึงพื้นดิน ก็รู้สึกสดชื่นกระชุ่มกระชวยอย่างแปลกประหลาด อาการมึนๆคนเพิ่งสร่างเมาหายเป็นปลิดทิ้ง
แล้วเหยียนเหล่ยก็หันไปพูดกับจินไห่ว่า เขาสัมผัสถึงพลังมนต์บางอย่างที่แข็งแกร่งเท่าอาจารย์เฟยเทียน หรือบางทีอาจจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ จินไห่ที่สายตายังคงมองไปรอบๆบริเวณ พูดตอบกลับเหยียนเหล่ยว่า เขาเองก็สัมผัสได้เช่นกันตั้งแต่ที่กระโดดขึ้นมายืนบนนี้ ถ้าที่นี่มีอันตรายถึงแม้เราจะอยู่กันหลายคน ก็ไม่แน่ใจว่าพวกเราจะรับมือกันไหว
เรายืนรอองครักษ์ที่ออกไปสำรวจรอบๆบริเวณถ้ำสักพัก เขาก็วิ่งกลับมาพร้อมเถาวัลย์เส้นใหญ่ขมวดเป็นวงม้วนใหญ่คล้องอยู่ที่ไหล่ องครักษ์บอกเราแบบเดียวกับจินไห่ว่า ป่าข้างหน้าเป็นป่าหนาทึบเหมือนเขาวงกต เขาจึงไม่กล้าเดินเข้าไปเพราะกลัวว่าจะหลงทางกลับออกมาไม่ได้ และมองออกไปไกลๆจะเป็นป่าที่มีหมอกลงหนา แต่บริเวณโดยรอบไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร
จากนั้นองครักษ์ก็หย่อนเถาวัลย์ที่เขาตัดมาจากต้นไม้ใกล้ๆ หย่อนลงไปที่ด้านล่างเพื่อให้ทุกคนปีนขึ้นมา ส่วนลี่ถังที่มีวิทยายุทธอุ้มพาฉิงซวงกระโดดขึ้นมาบนปากถ้ำด้วย หลี่จวินที่แข็งแรงหน่อยอุ้มเฝิ่นลู่กับเลี่ยงซูกระโดดตามขึ้นมา ส่วนผู้ชายที่เหลือให้ปีนเถาวัลย์ขึ้นมาเอง และองครักษ์ที่ติดตามมาด้วยอีกคนหนึ่งปีนเถาวัลย์ตามขึ้นมาเป็นคนสุดท้าย
●
●
●
หมายเหตุ
*ชิงหมิง แปลว่า แสงสว่าง แสงนวลๆ
*ซิ่นเฉิง แปลว่า ความเชื่อถือได้