ห้องโถงหลักตระกูลหลิน เวลานี้หลินโจวิ่รองผู้นำตระกูลกำลังเล่าถึงเหตุการณ์ร้ายที่หมู่บ้านจิ้งซานให้ทุกคนฟัง
"มีสัตว์อสูรระดับกลางสองตัวที่ออกมาจากป่าลึกเพื่อมาจับสัตว์อสูรระดับต่ำเป็อาหาร คนในหมู่บ้านเข้าใจว่าคงเป็เพราะพวกเขาออกล่าสัตว์อสูรระดับต่ำกันบ่อยมาก ทำให้จำนวนสัตว์อสูรในป่าใกล้ๆหมู่บ้านลดน้อยลงเมื่อสัตว์อสูรระดับกลางหากินยากกว่าเดิม จึงออกไล่ล่ามานอกพื้นที่ของมัน ทำให้พวกฝูงสัตว์อสูรระดับต่ำแตกตื่นวิ่งหนีกระเจิงเข้ามาทางหมู่บ้านราว 500 กว่าตัว"
“ซี้ดดดด…” หลายคนในที่ประชุมสูดปาก 500 ตัวเชียวนะนั่น!!!
หลินโจวิ่เล่าต่อ
"คนในหมู่บ้านจิ้งซานช่วยกันต้านเอาไว้ดันมันให้ออกห่างจากรั้วของหมู่บ้าน แต่ในที่สุดก็ต้านไม่อยู่ รั้วด้านหนึ่งพังลงมา พวกสัตว์อสูรที่ตื่นใ เข้าทำร้ายคนในหมู่บ้านเป็จำนวนมาก พวกเขาช่วยกันสังหารมันไปได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว แต่ทันใดนั้นสัตว์อสูรระดับกลางสองตัวก็ตามกลิ่นเืเข้ามา พวกมันทั้งสู้กันเอง ทั้งสังหารชาวบ้านไปในเวลาเดียวกัน โชคดีที่สัตว์อสูรระดับกลางตัวหนึ่งถูกฝูงสัตว์อสูรระดับต่ำรุมกัดทึ้งจนตาย แต่อีกตัวหนึ่งที่เหลือ ซึ่งน่าจะเป็คู่ของมันยิ่งทวีความบ้าคลั่งสังหารทุกชีวิตที่มันเดินผ่าน"
หลินโจวิ่เล่าเหตุการณ์ที่ได้ยินมาจากชาวบ้านด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าตาทั้งสองข้างตัวสั่นเทิ้ม คนอื่นๆที่ฟังอยู่ก็ะเืใจกันไม่น้อย ยิ่งกลุ่มบรรดาสตรีต่างก็ยกมือขึ้นปิดปากร่ำไห้ออกมา
“สัตว์อสูรระดับต่ำที่เหลือบางตัวก็วิ่งเตลิดหนีหายไป บางตัวก็หาที่หลบโดยเข้าไปในบ้านของผู้คน กลุ่มชาวบ้านที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ช่วยกันรุมสังหารสัตว์อสูรระดับกลางตัวนั้นจนาเ็ล้มตายไปอีกหลายคน แต่ในที่สุดก็สามารถสังหารมันได้สำเร็จและจัดการเก็บกวาดสัตว์อสูรที่หลงเหลืออยู่ทั้งหมดจนสิ้น ชาวบ้านในหมู่บ้านทั้งหมดมี 300 กว่าชีวิตสุดท้ายแล้วเหลือรอด 68 ชีวิต….”
“แล้วพวกเขามาที่นี่ได้อย่างไร พบพวกเ้าได้อย่างไร……มี…มีคนสกุลหลินเหลือรอดกี่คน” พ่อบ้านใหญ่หลินตงถามเสียงสั่น
“พวกเขาช่วยกันเก็บศพและเผาศพชาวบ้านกันตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้าอีกวัน ข้าวปราณและสมุนไพรปราณเสียหายเกือบทั้งหมด ส่วนที่เหลือพวกเขาบรรทุกมันขึ้นเกวียนเก็บเสบียงที่เหลืออยู่ไม่มากทั้งหมดแล้วเดินทางมาเมืองเป่ยถังเพื่อแจ้งข่าว” หลินโจวิ่ตอบ
“ยังดีที่หนิงชินได้ส่งโอสถประเภทรักษาไปที่หมู่บ้านจิ้งซาน 110 เม็ด พวกเขาเดินทางไปรักษาตัวเองไปโดยอาศัยโอสถเ่าั้.. เดินทางมาได้หกวันเสบียงก็หมดลง พวกเขากัดฟันสู้เดินทางต่อจนมาพบกับกลุ่มของพวกข้าที่ไปพลิกหน้าดินใหม่เพื่อเปิดพื้นที่เพาะปลูกในเช้าวันต่อมา ข้าได้จัดการให้พวกองครักษ์หาอาหารให้พวกเขาและได้พักผ่อนไปพักหนึ่ง แต่ที่พื้นที่ใหม่ยังไม่มีที่อยู่อาศัยให้พักได้จึงได้นำพวกที่าเ็ขึ้นเกวียนแล้วเดินทางต่ออีก 3 วัน จนมาถึงจวนตระกูลหลินในวันนี้
"คนสกุลหลินที่เหลืออยู่มีทั้งหมด 37 คน อีก 31 คนล้วนเป็คนต่างแซ่ มีเด็กชายอายุ 8 ขวบรอดมา 1 คน นอกนั้นที่อายุต่ำกว่า 13 ปี ล้วนถูกสัตว์อสูรสังหารไปทั้งหมด”
“อา…..” หลินลี่หยางทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง ชีวิตคน 200 กว่าคนมาจบสิ้นไปทั้งอย่างนี้ ทั้งโถงหลักเงียบสนิทไม่มีใครกล่าวอะไรออกมา มีเพียงสะอื้นไห้เบาๆ ลอยมาเป็ระยะ
“ท่านพ่อ พื้นที่หมู่บ้านจิ้งซานเป็พื้นที่เพาะปลูกที่ใหญ่ที่สุดของสกุลหลิน พวกเราอย่างไรก็ทิ้งมันไปไม่ได้ขอรับ” หลินเสวียน บุตรชายคนโตของหลินลี่หยางกล่าวเตือนสติผู้เป็บิดา
“อันดับแรกข้าขอให้ส่งผู้ฝึกยุทธ์ 200 พาคนไปก่อสร้างรั้วขึ้นมาใหม่ให้แข็งแรงกว่าเดิม จากนั้นก็ให้ซ่อมแซมบ้านเรือน” หลินกังเย่วพยักหน้าตามแล้วจึงกล่าว
“พื้นที่ใหม่ที่ข้ากำลังพลิกหน้าดินอยู่ นั่นสามารถทำการเพาะปลูกได้แล้ว เส้นทางระหว่างพื้นที่ใหม่กับหมู่บ้านจิ้งซานข้าจะไปทำการถากถางป่าเพื่อสร้างหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง เช่นนี้ตลอดเส้นทางจากตระกูลหลินถึงหมู่บ้านจิ้งซานก็จะมีหมู่บ้านทั้งหมด 3 หมู่บ้าน หากเกิดอะไรขึ้นพวกเขายังขอความช่วยเหลือซึ่งกันได้” หลินโจวิ่กล่าวเสริม
“การค้าของหอโอสถสกุลหลินทำรายได้มากมายให้กับพวกเรา เงินนี้สามารถนำออกมาเพื่อสร้างรั้วที่แข็งแรง และซ่อมแซมบ้านเรือนที่หมู่บ้านจิ้งซานได้อย่างสบาย หากรองผู้นำตระกูลคิดจะเปิดพื้นที่ให้คนเข้าไปทำการเพาะปลูกอีกสองแห่ง ข้าเสนอว่า +เราควรจ้างคนไปตัดไม้ ถางป่า สร้างถนนจากเมืองเป่ยถังยาวไปถึงหมู่บ้านจิ้งซานเลยทีเดียว เงินของตระกูลมีเพียงพอ” พ่อบ้านใหญ่หลินตงกล่าวเสริม
“เช่นนี้ข้าก็เห็นด้วยกับความคิดของพวกเ้า รายละเอียดเป็อย่างไรก็ให้ทุกคนช่วยกันคิดและเสนอกับท่านพ่อบ้านใหญ่ ข้าอนุญาตให้ดำเนินการได้ทันที ตอนนี้ยังมีเื่สำคัญคือพวกเราต้องปลอบโยนจิตใจของกลุ่มคนที่เหลือรอดด้วย”
ตระกูลหลินเปิดโถงหลักเพื่อประชุมร่วมกันคราวนี้ยาวนาน จนฟ้าเกือบสว่างจึงได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน
……….
หลินหนิงชินที่เก็บตัวปิดด่านหลอมโอสถอยู่ภายในเรือน +เพิ่งจะทราบข่าวร้ายนี้ในวันถัดมา..
“ตุ้บ..” เด็กหญิงทรุดตัวล้มลงทันทีที่ได้ยินเื่ราวจากพี่ชายหลินซ่งสวิน
“อาหนิง..ตั้งสติให้ดีเ้าอย่าทำให้พี่ใ” หลินซ่งสวินเข้าไปกอดน้องสาวเอาไว้ด้วยดวงตาแดงก่ำ เขาเองก็เพิ่งกลับมาถึงจวนวันนี้และได้รับข่าวร้ายเมื่อครู่ก่อนนี่เอง
“พี่ใหญ่ๆ ฮือ..ฮือ ..” นางร้องไห้เสียใจอย่างสุดซึ้ง หัวใจของนางเ็ปเป็อย่างมาก
“ข้าควรให้พวกเขาดื่มน้ำทิพย์ ข้าควรให้พวกเขาแข็งแกร่งกว่านี้ ข้าช่วยเขาได้มากกว่านี้ แต่ข้าไม่ได้ทำ โฮ…” หลินหนิงชินคร่ำครวญเหมือนว่าจะขาดใจ นางโทษตัวเองซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
“อาหนิง เ้าทำดีที่สุดแล้ว นี่มันเป็โชคชะตาเ้าอย่าได้โทษตัวเอง” หลินซ่งอวี้เข้ามาช่วยพี่ชายปลอบน้องสาว
ส่วนหลินจงเว่ย หันมองทางบุตรสาวที ภรรยาที สุดท้ายต้องรีบวิ่งไปรับร่างของฟางลี่ชินที่ร้องไห้จนเป็ลมไปแล้ว
“ข้าอยากเห็นพวกเขา พี่ใหญ่ พี่รองพวกท่านพาข้าไป ข้าอยากเห็นพวกเขาเ้าค่ะ”
“พวกเราก็เพิ่งรู้ข่าว ยังไม่ได้ไปดูเลย เช่นนั้นก็ไปพร้อมกันเถิด แต่เ้าต้องสัญญากับพี่ใหญ่ ว่าเ้าจะเข้มแข็งเข้าใจหรือไม่”
“ข้ารู้..ข้ารู้เ้าค่ะ ข้าสัญญา”
เรือนรับรองแขกในตระกูลหลินหลายหลังเวลานี้เต็มไปด้วยผู้คน บรรดาผู้าเ็จากหมู่บ้านจิ้งซานล้วนได้รับการรักษาและดูแลโดยศิษย์ผู้หลอมโอสถทั้ง 22 คน
บางคนที่าเ็เพียงเล็กน้อยก็นั่งจับกลุ่มเล็กๆ กอดกันร่ำไห้เบาๆอยู่ตามใต้ต้นไม้นอกเรือน ต้นไม้ใหญ่ที่เคยให้ความร่มรื่นเวลานี้กลับมีใบไม้ร่วงโรย พัดลอยผ่านไปคล้ายกับกำลังเศร้าโศกไปกับพวกเขาด้วย
พี่น้องทั้งสามคน เดินตามกันมาจนใกล้ถึงบริเวณเรือนพัก เสียงเรียกแ่เบาสายหนึ่งก็ลอยมา
“อาสวิน ข้าอยู่ทางนี้” บุรุษหนุ่มท่าทางอิดโรยเอื้อนเอ่ยออกมา
“พี่หยุนไค!! ฟงไห่!!” หลินซ่งสวินและหลินซ่งอวี้วิ่งไปหาเ้าของเสียงแ่เบานั้นในทันที
“อาสวิน อาอวี้ อาหนิงท่านพ่อท่านแม่ของพวกเราไม่อยู่แล้ว…” บุรุษหนุ่มวัย 20 ปีร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร
"ท่านลุงหลี่ ท่านป้าเหลียน….ตายแล้ว…. " หลินหนิงชินรำพันอีกครั้งสมองของนางว่างเปล่า เวลานี้นางไม่ได้ร้องไห้แต่หัวใจของนางเ็ปจนแทบฝืนยืนไม่อยู่
หลินซ่งสวินกับหลินซ่งอวี้เข้าไปกอดสองพี่น้องสกุลหลี่เอาไว้ ส่วนหลินหนิงชินนางรีบกวาดสายตามองหาคนอื่น ๆ ที่นางรู้จักโดยเร็ว
“พี่ใหญ่ข้าจะไปหาพี่สาวซานซานก่อน ไม่ต้องห่วงข้าเ้าค่ะ” นางสูดหายใจเข้าแรงๆทีหนึ่ง เริ่มมองหาคนไปตามเรือนทีละหลัง
“ไม่มีท่านผู้เฒ่าเจียง ไม่มีอาเหมย ไม่มีอาม่าน ไม่มีอาซิง” เด็กหญิงตัวน้อยรำพันไปวิ่งหาคนไปอย่างน่าเวทนา นางค้นหาดูจนเกือบจะหมดทุกแห่งแล้วยามนี้ก็ยังไม่พบคนที่นางอยากจะเห็น