่เวลา ป.4 ปลาย ๆผมเริ่มตระหนักแล้วว่าเวลาที่ผมจะได้อยู่กับนุ่นนั้นมีไม่มากแล้ว สิ่งที่ผมกลัวนอกจากเื่ที่ผมจะไม่ได้เรียนต่อก็คือเื่ที่นุ่นจะต้องไปเรียนต่อที่จังหวัดอื่นเมื่อเรียนจบ ป.6.................
วันนั้นผมได้ยินนุ่นคุยกับบัวเื่ที่คุณป้าของนุ่นบอกให้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนดังของอีกจังหวัดและนุ่นเองก็อยากไปลองสอบดู ผมได้ยินแล้วก็เท่านั้น ผมทำอะไรไม่ได้ จบ ป.6 แล้วตัวผมจะเป็ยังไงผมก็ยังไม่รู้
พ่อชัดเจนมากในเื่ที่ไม่ให้ผมเรียนต่อ พ่อถึงกับพาผมไปเจอเพื่อนพ่อคนที่ทำงานที่เกาะอะไรสักเกาะ เขากลับมาเยี่ยมบ้านเขาอีกหมู่บ้าน พ่อก็เลยพาผมไปหาฝากฝังผมให้ทำงาน เกาะนั่นอยู่ที่ไหนผมก็ไม่รู้จักผมนั่งกำหมัดแน่นตอนที่นั่งฟังพ่อพูดคุยกับเขาอย่างคนอารมณ์ดีคงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าผมอดกลั้นความโกรธไว้มากแค่ไหน
่นั้นผมไม่รู้ว่านั่นเรียกว่าความเครียด ผมแค่รู้สึกว่าผมหงุดหงิดไปหมดผมโกรธง่าย ๆ และไม่อยากระงับอะไรไว้ทั้งนั้น วันหนึ่งนุ่นพูดกับเด็กผู้ชายคนอื่นผมโมโหจนแตะเก้าอี้พังไปหนึ่งตัวต่อหน้าเพื่อนทุกคน แล้วเดินออกจากห้องไปเฉย ๆพออีกวันนุ่นไม่ค่อยคุยกับผม ผมก็เดินไปถามนุ่นตรง ๆ ว่าเป็อะไร นุ่นทำหน้างงแต่ก็ไม่ได้ด่าอะไรกลับมา
“ทำไมไม่เห็นพูดกับเราบ้าง”
“ตอนนี้ทำการบ้านอยู่นะดิน จะให้พูดอะไร”
“เฮ้อ”
ผมถอนหายใจใส่นุ่นก่อนจะหลบไปนั่งหงอยที่ริมคลองคนเดียวสักพักไอ้หนึ่งก็ตามผมไป
“มึงเป็อะไรวะ” ผมไม่ตอบ เบือนหน้ามองไปยังน้ำคลองที่กำลังไหลเอื่อย
“ทะเลาะกับพ่อเหรอ”
ผมส่ายหน้า
“แล้วเป็อะไรล่ะ” มันจับไหล่ผม
แค่คำถามธรรมดากับมือที่บีบไหล่ก็ทำให้ผมเริ่มร้องไห้กอดเข่าตัวเองแน่นไม่ได้อยากร้องเลยแต่ผมหยุดไม่ได้ ไอ้หนึ่งใ มันบีบไหล่ผมแน่นขึ้น
“มึงเป็อะไร บอกกูสิ”
“มึง......พ่อไม่ให้กูเรียนแล้ว”ผมพูดด้วยเสียงสะอื้น
“อ้าว ทำไมล่ะ ให้เรียนแค่ ป.6 เหรอ”
ผมพยักหน้า
ผมคิดว่าผมไม่ได้เศร้าขนาดนั้น แต่ผมกลับหยุดร้องไห้ไม่ได้ผมอยากจะะโลงคลองไปให้รู้แล้วรู้รอด ลอยไปกับน้ำแล้วไปเน่าตายที่ไหนสักที่..................
พอขึ้น ป.5 ความทุกข์ในใจของผมก็เหมือนจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับชั้นที่สูงขึ้นห้องเรียนใหม่ของพวกเราอยู่ชั้นบน ไม่รู้ทำไมพอเราย้ายขึ้นไปอยู่ชั้นบนผมก็รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นแบบกะทันหันเหมือนมันเร่งคืนเร่งวันให้ผมต้องกลายไปเป็อีกคนหนึ่งและบอกลาชีวิตวัยเยาว์ของผมซะ ผมมีเวลาอีกแค่สองปีที่จะได้อยู่ในวัยเรียนและใกล้ชิดกับนุ่นผมไม่รู้คิดอะไรในตอนนั้นแต่ผมเริ่มเขียนบันทึก ผมไม่มีเงินซื้อสมุดบันทึกสวย ๆ ด้วยซ้ำ มีแค่สมุดเรียนเล่มเก่า ๆ แต่ก็เริ่มเขียนมัน เขียนเฉพาะตอนอยู่ที่โรงเรียนและเก็บมันไว้กับตัวตลอดผมไม่ได้บ้านะ แต่อยากเขียนเื่ราวของผมกับนุ่นเก็บเอาไว้ พอถึงวันที่เราจากกันผมจะมอบให้นุ่น ผมคิดไว้แบบนั้น
เราขึ้น ป.5 มาได้ไม่นานโรงเรียนก็เตรียมจัดงานเลี้ยงศิษย์เก่าปกติก็มีทุกปีแต่ปีนั้นห้องเราได้รับหน้าที่ให้ทำการแสดงบนเวทีด้วยครูมะลิวรรณแบ่งพวกเราออกเป็กลุ่ม คัดตัวเท่า ๆ กันอยู่กลุ่มเดียวกันและผมก็ได้อยู่กลุ่มเดียวกับนุ่นกับไอ้หนึ่ง บัวตัวเล็กกว่าจึงต้องไปอยู่อีกกลุ่มกลุ่มของเรามีนุ่นเป็หัวหน้าทีมโดยครูมะลิวรรณให้นุ่นดูแลเื่การคัดเลือกเพลงและท่าเต้นที่จะแสดงผมตื่นเต้นจนลืมเื่โชคร้ายต่าง ๆ ไปซะหมด
เราฝึกซ้อมกันทุกวัน เพลงที่ทำการแสดงเป็เพลงที่กำลังดังอยู่ในตอนนั้นนุ่นไปดูท่าเต้นและชุดมาจากโรงเรียนใหญ่ซึ่งญาติของนุ่นเรียนอยู่เขาเคยแสดงเพลงนี้บนเวทีที่โรงเรียนเขามาก่อน ครูมะลิวรรณช่วยปรับและเพิ่มเติมให้พวกเราอีกนิดหน่อย
“ครูว่านะ ต้องคู่ชายหญิงนะ ไม่ใช่คู่หญิง ๆ ชาย ๆไม่เข้ากับเพลง เพราะเพลงเนื้อหาเขาจีบกัน”
ครูให้พวกเราเรียงแถวแล้วช่วยจับคู่ให้ ผมไม่เคยเห็นครูมะลิ วรรณน่าเคารพมาก่อนจนกระทั่งแกดึงแขนผมไปให้ยืนชิดกับนุ่น
“อ่ะ คู่นี้ได้”
จากนั้นแกก็จับคู่อื่น ๆ โดยเลือกคนที่ตัวสูงเท่า ๆ กันั้แ่นั้นมาผมก็ซ้อมอย่างมีความสุขมาตลอด ท่าเต้นก็ดีเหลือเกินผมรู้สึกว่านี่เป็ครั้งแรกที่ผมได้ใกล้ชิดนุ่นแบบแทบประชิด บางท่าทางก็ต้องจับไหล่นุ่น และจับมือกันด้วย.....
จนวันงานมาถึงพวกเราไปที่โรงเรียนก่อนเวลาเริ่มเพราะต้องไปแต่งหน้าแต่งตัวที่โรงเรียนชายหญิงแยกกันคนละห้อง แต่พอใครแต่งเสร็จแล้วก็ทะยอยออกมานั่งรอคนอื่น ๆที่ห้องโถง (ซึ่งใช้ห้อง ป.2 โดยเลื่อนโต๊ะเก้าอี้รวมกันไว้ที่มุมห้องด้านหนึ่งเพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอยกว้างๆ)
ตอนที่นุ่นเดินออกมาจากห้องแต่งตัว ผมตะลึงไปเลยชุดของผู้หญิงเป็เสื้อเอวลอยนิดหน่อย ตัดมาจากผ้าแพรสีเขียวเข้มวาว ๆ กระโปรงพอง ๆ เหมือนหนังอินเดีย มีสร้อยลูกปัดเป็เครื่องประดับและห้อยอยู่ที่หน้าผากอีกหนึ่งเส้น นุ่นเอวเล็กนิดเดียวแค่ผมกางมือออกก็คงโอบเอวนุ่นได้สบาย
“ชุดสวยดีนะ”
“ดินไม่ต้องแต่งหน้าเหรอ”
“แต่งนะ เขาทาแป้งให้นี่ เอาอะไรมาทาที่ปากนิดหน่อยด้วย”
นุ่นยื่นหน้ามามองใกล้ ๆ
“อือ ลิปมัน”
“เขาแต่งหน้านุ่น สวยนะ”
“ปากสีจัดจนอยากจะลบออก”
“ได้แล้ว อย่าลบออกเลย”
“ยืนคู่กันหน่อยสองคนนี้” เสียงครูมะลิวรรณดังขึ้นพร้อมกับกล้องอยู่ในมือเตรียมถ่าย
เราสองคนรีบหันหน้าให้กล้อง ยืนเคียงข้างกันหน้าประตูห้อง ป.2 พอยืนเทียบกันจริง ๆ แล้วผมสูงกว่านุ่นนิดหน่อยแสงแฟลชจ้าขึ้นพร้อมกับบันทึกภาพของเราสองคนเอาไว้ ผมจำนาทีนั้นได้ไม่ลืมเลือนไหล่ข้างซ้ายของนุ่นแนบซ้อนอยู่กับไหล่ขวาของผม เรายืนกันนิ่งผมเอามือสองข้างไพล่หลัง ส่วนนุ่นประสานมือสองข้างไว้ด้านหน้าสองครั้งที่ครูมะลิวรรณกดถ่าย ผมรู้สึกว่านี่เป็การเก็บความทรงจำระหว่างผมกับนุ่นไว้อย่างสมบูรณ์
“เดี๋ยวล้างรูปแล้วครูเอามาให้นะ”
ครูมะลิวรรณเดินไปถ่ายคนอื่นต่อโดยมีนุ่นเดินตามไปด้วยแต่ผมเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ และราวกับผมยังเป็คนนั้นมาเสมอ
คนที่อยู่ในรูปถ่ายหน้าประตูห้อง ป.2.............
“ไม่กี่วันต่อมา
ครูมะลิวรรณก็เอารูปถ่ายมาให้พวกเรา
รูปถ่ายที่เป็ที่ระลึก
รูปถ่ายที่ต่อมากลายเป็สิ่งที่ตราตรึงผมไว้ที่นั่นตลอดกาล”