“ต้าซือ ท่านได้โปรดอะลุ้มอล่วยด้วยเถิดตอนนี้พวกเราหาเงินมากมายเช่นนี้มาให้ไม่ได้จริงๆ” หยวนต้าจ้วงกล่าวด้วยความร้อนใจ
ทั้งบ้านมีเหรียญทองแดงเพียงสองร้อยเหวิน [1] เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมเกินกว่านี้แม้แต่แดงเดียวก็ไม่มีจ่าย
“พวกท่านไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวนนี้เลยแม้แต่เหวินเดียว”
หมิงเป่าจูทนดูไม่ไหวจริงๆ นางเบียดคนที่มุงล้อมอยู่ไปยืนด้านหน้าสุด “บุตรชายของท่านเดิมทีก็ไม่ได้ถูกมารปิศาจสิงร่างอยู่แล้วนี่คือโรคอย่างหนึ่งสามารถรักษาได้”
ไม่จ่ายเงินน้ำศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้ผลบ้าบออะไรกัน โกหกทั้งเพชัดเจนอยู่ว่านักพรตเต๋าจอมปลอมผู้นี้กลัวจะไม่ได้เงิน จึงกุเรื่องขึ้นมาเพื่อจะรับเงินมาให้ได้ก่อน
ต่อให้ภายหลังการขับไล่ปิศาจไร้ผล โรคภัยก็ยังอยู่เขาก็หนีไปไกลสุดหล้าฟ้าเขียวแล้ว จะไปตามหาที่ใดได้อีก
“แม่หนู เจ้าอย่ามาพูดส่งเดช รีบกลับบ้านไปเถอะ” หยวนต้าจ้วงนิ่วหน้าพลางกล่าวเตือน
“ข้ามิได้พูดส่งเดช คนผู้นี้เป็นนักพรตปลอมชัดๆ น้ำถ้วยนี้ก็เป็นเพียงขี้เถ้าผสมน้ำเปล่าดื่มเข้าไปมีแต่จะทำให้บุตรชายของท่านเจ็บป่วยหนักขึ้น”
หมิงเป่าจูฉวยโอกาสดูเด็กในอ้อมแขนของสะใภ้สกุลหยวน อายุราวขวบสองขวบสีหน้าม่วงคล้ำ เห็นได้ว่ามีอาการหายใจไม่สะดวก
การคาดคะเนของนางไม่ผิดจริงๆ นี่ไม่ใช่เรื่องผีสางบ้าบออะไรเลยแต่เป็นอาการของโรคกล่องเสียงอักเสบอุดกลั้น [2]
“เจ้าพูดเหลวอะไรอันใด นี่คือผู้สูงส่งที่ข้าอุตส่าห์เพียรเชิญมาด้วยความยากลำบากเชียวนะ”
มีคนผู้หนึ่งลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ข้างแท่นบูชาเทพเจ้าเสื้อผ้าที่สวมใส่ดูธรรมดามากแต่ก็ดีกว่าเสื้อจากผ้าป่านเนื้อหยาบของชาวบ้านคนอื่นๆ
เมื่อเขาเป็นผู้เชิญมา หมิงเป่าจูก็เดาได้ว่าเขาคือท่านหมอหลี่หมอประจำหมู่บ้านที่ชาวบ้านกล่าวถึง
“ท่านหมอหลี่ อย่างท่านคู่ควรกับที่เรียกตนเองว่าเป็นหมอแล้วหรือเพ็ดทูลเบื้องสูงปิดบังเบื้องล่าง [3] ไร้จรรยาแพทย์หลอกลวงชาวบ้าน ความประพฤติมิชอบ แอบอ้างว่าเป็นหมอ”
หมิงเป่าจูโกรธจัด ด่ากราดออกมาเป็นชุดถึงพอจะระบายโทสะที่อัดแน่นในอกออกมาได้บ้าง
เจ้าหมอประจำหมู่บ้านหน้าซื่อใจคด รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นโรคตนเองไร้ความสามารถไม่อาจรักษาได้ จึงอ้างไสยศาสตร์งมงายมาหลอกลวงทุกคน!
“เจ้าดูนางพูดเป็นตุเป็นตะ ไม่รู้ว่าจริงรึเปล่า”
“ข้าว่าเหมือนจริงอยู่นะ หากไม่มีมูลความจริง เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งจะกล้าเข้าไปเกี่ยวข้องได้อย่างไร”
“ไม่แน่หรอก ข้าคิดว่าต้าซือท่านนี้ดูเก่งไม่เบาน่าจะมีตบะแก่กล้าอยู่บ้างแหละ”
เมื่อเห็นว่าหมิงเป่าจูพูดจาหนักแน่นไม่เหมือนพูดโกหกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็เริ่มดังขึ้นทีละน้อยจากกลุ่มคน
มีคนสงสัยว่านักพรตเรียกราคาสูงเกินไป ไม่สมเหตุผลแต่ก็มีคนที่ยังตกตะลึงกับการเผาไหม้ของแผ่นยันต์สีเหลืองเมื่อครู่นี้อยู่จึงคิดว่าเขาเป็นต้าซือที่แท้จริง
เสียงของผู้คนเริ่มดังเกรียวกราว หลี่ฟู่กุ้ยเห็นท่าไม่ดีจึงเตะเก้าอี้กระเด็นไป เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงหยุดลงทันที
“นางเด็กปากเสีย พูดเหลวไหลทั้งเพ เด็กคนนี้ข้าตรวจอย่างละเอียดแล้วไม่ได้เป็นโรคอะไรทั้งนั้น หลังจากเชิญต้าซือมาถึงรู้ว่าถูกมารร้ายเข้าสิงท่านต้าซือมีเมตตาและคุณธรรมสูงส่งรับแค่สองร้อยเหวินก็รอนแรมนับพันลี้มาปราบปิศาจกำจัดมารร้ายแล้วหากพวกเจ้าฟังถ้อยคำโอหังเช่นนี้ ถ้าต้าซือโกรธขึ้นมา ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
ถูกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งออกมาด่าทอจนยับเยินไม่เหลือซากผู้ใหญ่ที่มีหน้ามีตาคนหนึ่งย่อมรับไม่ได้ยิ่งไปกว่านั้นหลี่ฟู่กุ้ยยังเป็นคนรักเกียรติและศักดิ์ศรีเป็นที่สุด
ท่านหมอหลี่ตวาดเสียงดังพลางอาศัยช่วงจังหวะเหมาะสมส่งสัญญาณสายตาให้นักพรต นักพรตย่อมเข้าใจความหมาย เริ่มมีความเคลื่อนไหวทันที
“ข้านักพรตพเนจรมาไกลจนถึงที่นี่ ได้พบกับท่านหมอหลี่โดยบังเอิญมีโอกาสได้ผูกสัมพันธ์กันถึงรับปากมาทำพิธีเบิกแท่นบูชาขับไล่ปิศาจไม่นึกว่าพวกเจ้าจะโง่งม ระแวงสงสัยนักพรตเช่นข้าตอนนี้คงต้องให้พวกเจ้าเปิดหูเปิดตากับความร้ายกาจของกระบี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้เสียแล้ว”
นักพรตเต๋าชูมือซ้ายขึ้นมานับข้อนิ้วทำนายอยู่พักหนึ่งก่อนชูกระบี่คู่กายขึ้นมาอีกครา ใช้ปลายกระบี่แตะไปที่ทรายในชามกระเบื้องลายครามก่อนตวัดร่ายรำไปในอากาศ
แสงสีฟ้าสว่างวาบตามการกวัดแกว่งของกระบี่ดูราวกับสายฟ้าแลบกลางวันแสกๆ พร้อมกับเสียงระเบิดเปรี้ยงดังกึกก้องชวนให้คนอกสั่นขวัญผวา
“แย่แล้ว ท่านเทพหยวนสื่อเทียนจุนได้ยินถ้อยคำดูหมิ่นเทพเจ้าของพวกเจ้าก็โกรธกริ้วอย่างหนัก จะบันดาลให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านของพวกเจ้าทำให้ฝนฟ้าไม่ตกเป็นเวลาสิบปี เรือกสวนไร่นาทั้งหมดจะเก็บเกี่ยวพืชผลไม่ได้อีกเลย”นักพรตเอ่ยปากขึ้นมาอย่างกะทันหันหลังจากแสดงสัญลักษณ์มือบางอย่าง
“ข้าพูดอะไรออกไปกันเนี่ย ต้าซือมีพลังเวทสูงส่ง เชื่อไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ”
“ต้องโทษนางเด็กสารเลวหมิงเป่าจูนี่คนเดียว ไปทำให้เทพเจ้าพิโรธต้องการลงทัณฑ์พวกเราทั้งหมู่บ้าน”
“แล้วจะทำอย่างไรกันดีเล่า หากเก็บเกี่ยวพืชผลไม่ได้ก็อดตายกันพอดีน่ะสิ”
เรื่องเกี่ยวพันถึงความเป็นความตายชาวบ้านจึงเลือกที่จะเชื่อคำพูดของนักพรตปลอมโดยไม่ลังเล ต่างหันหน้าซุบซิบกันหวาดกลัวว่าภัยพิบัติใหญ่จะมาถึงตัว
นักพรตเห็นชาวบ้านคุยกันเช่นนั้นก็กวัดแกว่งกระบี่ชี้มาที่หมิงเป่าจูดวงตาทอประกายคมกริบ
“ข้านักพรตจับยามสามตาคำนวณดูเมื่อครู่ คนผู้นี้ชาติก่อนเป็นปิศาจร้ายบัดนี้กลับชาติมาเกิดในโลกมนุษย์ จะนำพาหายนะมาสู่ปวงประชาปิศาจที่มาสิงสู่เด็กคนนี้ก็เป็นนางที่ปล่อยออกมา รีบจับตัวนางไว้ ใช้ไฟเผาเสียก็จะช่วยคลายโทสะขององค์เทพเทียนจุนได้”
ชาวบ้านกำลังวิตกว่าจะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์กลัวว่าตนเองจะต้องเดือดร้อนเพราะหมิงเป่าจู พอได้ยินว่ามีวิธีช่วยกู้สถานการณ์ก็ร้องตะโกนให้จับตัวหมิงเป่าจูมัดไว้ แล้วใช้ไฟเผาให้ตาย
“ที่แท้เจ้าก็เป็นดาวหายนะทำให้บุตรชายข้าเป็นเช่นนี้ ข้าจะฆ่าเจ้า”ภรรยาสกุลหยวนทั้งหวาดกลัวและจดจ้องหมิงเป่าจูพลางเอ่ยด้วยความโกรธแค้น
“เร็วเข้า รีบจับนางไว้ ถ้าปล่อยให้หนีไป คนที่จะตายก็คือพวกเรา”
พวกชาวบ้านโง่เขลาไร้วิชาความรู้ จึงถูกความเชื่องมงายเรื่องภูตผีปิศาจมอมเมาได้ง่ายนักพรตปลอมแค่นำชื่อเทพเซียนมาอ้างพูดบิดเบือนสองสามคำก็พลิกกระแสเปลี่ยนทิศทางลมพุ่งเป้ามาที่นางได้แล้ว
จะว่าไปก็ช่างน่าขันยิ่งนัก
นางหาใช่คนเขลาที่จะยอมตายเพื่อช่วยชีวิตคนจริงๆการต้องมาสละชีวิตเพื่อคนเหล่านี้ช่างเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า
หมิงเป่าจูมองคนที่วิ่งกรูเข้ามาราวกับฝูงผึ้งก็แค่นเสียงเยาะแล้วหมุนตัววิ่งหนีทันที แต่ด้วยร่างกายที่ผ่ายผอมอ่อนแอ วิ่งได้ไม่กี่ก้าวก็หมดกำลังเกือบถูกคนคว้าตัวได้
ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ก็บังเอิญวิ่งชนเข้ากับกำแพงเนื้อร่างหนึ่งเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นใบหน้าเหยียดหยันไม่เคารพยำเกรงผู้ใดของหลี่ไหวฺอวี้
เนตรหงส์คู่นั้นมิได้มองมาที่นาง แต่จ้องชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังจนพวกเขาต่างขนลุกขนพองหนาวสะท้านไปถึงกระดูก
อาจเป็นเพราะชนถูกจมูก หมิงเป่าจูรู้สึกแสบจมูกขอบตาจึงแดงขึ้นมาอย่างไม่อาจสะกดกลั้น
“หลี่ไหวฺอวี้...” เขามาได้อย่างไร ไม่ถูกสิ เขามาแล้วเป่าอวี้เล่า?
นางชะโงกมองไปด้านหลังก็ไม่เห็นเงาใครสักคน
หลี่ไหวฺอวี้เหมือนจะคาดเดาได้ว่านางจะถามสิ่งใดมือใหญ่ช่วยประคองนางขึ้นมา พลางตบที่แขนของนางเบาๆ
“เป่าอวี้ไปหาท่านป้าจง” อันที่จริงเขาเป็นคนให้เป่าอวี้ไปหาท่านป้าจงเอง
เมื่อครู่นี้เขากับเป่าอวี้กำลังช่วยกันต่อเพิงไม้ในสวนตามที่หมิงเป่าจูมอบหมายก่อนออกจากเรือน
ใกล้จะถึงฤดูใบไม้ร่วงนางกังวลว่าอากาศกับน้ำฝนที่หนาวเย็นจะทำให้สมุนไพรเสียหาย จึงให้พวกเขาทำเพิงไม้แบบง่ายๆคลุมไว้ป้องกันลมฝน
ทำงานมาครึ่งวันไม่เห็นหมิงเป่าจูกลับมาเสียทีพอดีตอนนั้นเห็นชาวบ้านสามถึงห้าคนที่เดินผ่านไปเอ่ยถึงหมิงเป่าจู
หมิงเป่าอวี้เข้าไปสอบถาม ถึงพอรู้สถานการณ์คร่าวๆจึงรีบมาปรึกษากับหลี่ไหวฺอวี้เพื่อหาทางรับมือ
คราก่อนหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อมาหาเรื่องถึงในบ้าน แม้หลี่ไหวฺอวี้จะไม่สอดมือเข้ามาก้าวก่ายแต่กลับสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา
เขาสังเกตได้ว่าท่านป้าจงดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหัวหน้าหมู่บ้านจึงให้เป่าอวี้ลองไปหาท่านป้าจงก่อนดูว่าพอจะช่วยตามหัวหน้าหมู่บ้านไปควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่
ส่วนตนเองก็มารับมือกับทางนี้ด้วยเกรงว่าคนที่มักสร้างแต่ปัญหาอย่างหมิงเป่าจูจะเป็นอะไรไปเสียก่อนแล้วก็ไม่ผิดอย่างที่คาดไว้จริงๆ
ทันทีที่มาถึงก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งไล่จับหมิงเป่าจูปากก็ร้องตะโกนแต่ให้ฆ่าทิ้ง
“ความสามารถในการก่อเรื่องของเจ้า ข้าได้ประจักษ์แก่สายตาตนเองแล้วจริงๆ”
เชิงอรรถ
[1] เหวิน หรือ อีแปะคือหน่วยเงินที่เล็กที่สุดเป็นเหรียญทองแดง เหรียญทองแดง 1 เหรียญมีค่า 1 เหวิน (อีแปะ) 1,000 เหวินมีค่าเท่ากับ 1 ก้วน (เหรียญทองแดง 1 พวง)1 ก้วนมีค่าเท่ากับ 1 ตำลึงเงิน
[2] โรคกล่องเสียงอักเสบอุดกลั้น(Laryngotrach eobronchitis) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนที่พบมากในเด็กมักเกิดในช่วงปลายฝนต้นหนาว ผู้ป่วยจะหายใจติดขัดและไอแบบมีเสียงก้องคล้ายอาการคำราม สืบเนื่องมาจากการบวมของกล่องเสียงและหลอดลม
[3] เพ็ดทูลเบื้องสูงปิดบังเบื้องล่างหมายถึงการหลอกลวง บิดเบือน ปกปิดความจริงกับทุกคน