สนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 36 ปิศาจกลับชาติมาเกิด

             “ต้าซือ ท่านได้โปรดอะลุ้มอล่วยด้วยเถิดตอนนี้พวกเราหาเงินมากมายเช่นนี้มาให้ไม่ได้จริงๆ” หยวนต้าจ้วงกล่าวด้วยความร้อนใจ

             ทั้งบ้านมีเหรียญทองแดงเพียงสองร้อยเหวิน [1] เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมเกินกว่านี้แม้แต่แดงเดียวก็ไม่มีจ่าย 

             “พวกท่านไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวนนี้เลยแม้แต่เหวินเดียว”

             หมิงเป่าจูทนดูไม่ไหวจริงๆ นางเบียดคนที่มุงล้อมอยู่ไปยืนด้านหน้าสุด “บุตรชายของท่านเดิมทีก็ไม่ได้ถูกมารปิศาจสิงร่างอยู่แล้วนี่คือโรคอย่างหนึ่งสามารถรักษาได้”

             ไม่จ่ายเงินน้ำศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้ผลบ้าบออะไรกัน โกหกทั้งเพชัดเจนอยู่ว่านักพรตเต๋าจอมปลอมผู้นี้กลัวจะไม่ได้เงิน จึงกุเรื่องขึ้นมาเพื่อจะรับเงินมาให้ได้ก่อน

             ต่อให้ภายหลังการขับไล่ปิศาจไร้ผล โรคภัยก็ยังอยู่เขาก็หนีไปไกลสุดหล้าฟ้าเขียวแล้ว จะไปตามหาที่ใดได้อีก

             “แม่หนู เจ้าอย่ามาพูดส่งเดช รีบกลับบ้านไปเถอะ” หยวนต้าจ้วงนิ่วหน้าพลางกล่าวเตือน

             “ข้ามิได้พูดส่งเดช คนผู้นี้เป็นนักพรตปลอมชัดๆ น้ำถ้วยนี้ก็เป็นเพียงขี้เถ้าผสมน้ำเปล่าดื่มเข้าไปมีแต่จะทำให้บุตรชายของท่านเจ็บป่วยหนักขึ้น”

             หมิงเป่าจูฉวยโอกาสดูเด็กในอ้อมแขนของสะใภ้สกุลหยวน อายุราวขวบสองขวบสีหน้าม่วงคล้ำ เห็นได้ว่ามีอาการหายใจไม่สะดวก 

             การคาดคะเนของนางไม่ผิดจริงๆ นี่ไม่ใช่เรื่องผีสางบ้าบออะไรเลยแต่เป็นอาการของโรคกล่องเสียงอักเสบอุดกลั้น [2]

             “เจ้าพูดเหลวอะไรอันใด นี่คือผู้สูงส่งที่ข้าอุตส่าห์เพียรเชิญมาด้วยความยากลำบากเชียวนะ”       

             มีคนผู้หนึ่งลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ข้างแท่นบูชาเทพเจ้าเสื้อผ้าที่สวมใส่ดูธรรมดามากแต่ก็ดีกว่าเสื้อจากผ้าป่านเนื้อหยาบของชาวบ้านคนอื่นๆ

             เมื่อเขาเป็นผู้เชิญมา หมิงเป่าจูก็เดาได้ว่าเขาคือท่านหมอหลี่หมอประจำหมู่บ้านที่ชาวบ้านกล่าวถึง

             “ท่านหมอหลี่ อย่างท่านคู่ควรกับที่เรียกตนเองว่าเป็นหมอแล้วหรือเพ็ดทูลเบื้องสูงปิดบังเบื้องล่าง [3] ไร้จรรยาแพทย์หลอกลวงชาวบ้าน ความประพฤติมิชอบ แอบอ้างว่าเป็นหมอ”

             หมิงเป่าจูโกรธจัด ด่ากราดออกมาเป็นชุดถึงพอจะระบายโทสะที่อัดแน่นในอกออกมาได้บ้าง 

             เจ้าหมอประจำหมู่บ้านหน้าซื่อใจคด รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นโรคตนเองไร้ความสามารถไม่อาจรักษาได้ จึงอ้างไสยศาสตร์งมงายมาหลอกลวงทุกคน!

             “เจ้าดูนางพูดเป็นตุเป็นตะ ไม่รู้ว่าจริงรึเปล่า”

             “ข้าว่าเหมือนจริงอยู่นะ หากไม่มีมูลความจริง เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งจะกล้าเข้าไปเกี่ยวข้องได้อย่างไร”

             “ไม่แน่หรอก ข้าคิดว่าต้าซือท่านนี้ดูเก่งไม่เบาน่าจะมีตบะแก่กล้าอยู่บ้างแหละ”

             เมื่อเห็นว่าหมิงเป่าจูพูดจาหนักแน่นไม่เหมือนพูดโกหกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็เริ่มดังขึ้นทีละน้อยจากกลุ่มคน

             มีคนสงสัยว่านักพรตเรียกราคาสูงเกินไป ไม่สมเหตุผลแต่ก็มีคนที่ยังตกตะลึงกับการเผาไหม้ของแผ่นยันต์สีเหลืองเมื่อครู่นี้อยู่จึงคิดว่าเขาเป็นต้าซือที่แท้จริง

             เสียงของผู้คนเริ่มดังเกรียวกราว หลี่ฟู่กุ้ยเห็นท่าไม่ดีจึงเตะเก้าอี้กระเด็นไป เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงหยุดลงทันที

             “นางเด็กปากเสีย พูดเหลวไหลทั้งเพ เด็กคนนี้ข้าตรวจอย่างละเอียดแล้วไม่ได้เป็นโรคอะไรทั้งนั้น หลังจากเชิญต้าซือมาถึงรู้ว่าถูกมารร้ายเข้าสิงท่านต้าซือมีเมตตาและคุณธรรมสูงส่งรับแค่สองร้อยเหวินก็รอนแรมนับพันลี้มาปราบปิศาจกำจัดมารร้ายแล้วหากพวกเจ้าฟังถ้อยคำโอหังเช่นนี้ ถ้าต้าซือโกรธขึ้นมา ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”

             ถูกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งออกมาด่าทอจนยับเยินไม่เหลือซากผู้ใหญ่ที่มีหน้ามีตาคนหนึ่งย่อมรับไม่ได้ยิ่งไปกว่านั้นหลี่ฟู่กุ้ยยังเป็นคนรักเกียรติและศักดิ์ศรีเป็นที่สุด 

             ท่านหมอหลี่ตวาดเสียงดังพลางอาศัยช่วงจังหวะเหมาะสมส่งสัญญาณสายตาให้นักพรต นักพรตย่อมเข้าใจความหมาย เริ่มมีความเคลื่อนไหวทันที

             “ข้านักพรตพเนจรมาไกลจนถึงที่นี่ ได้พบกับท่านหมอหลี่โดยบังเอิญมีโอกาสได้ผูกสัมพันธ์กันถึงรับปากมาทำพิธีเบิกแท่นบูชาขับไล่ปิศาจไม่นึกว่าพวกเจ้าจะโง่งม ระแวงสงสัยนักพรตเช่นข้าตอนนี้คงต้องให้พวกเจ้าเปิดหูเปิดตากับความร้ายกาจของกระบี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้เสียแล้ว”

             นักพรตเต๋าชูมือซ้ายขึ้นมานับข้อนิ้วทำนายอยู่พักหนึ่งก่อนชูกระบี่คู่กายขึ้นมาอีกครา ใช้ปลายกระบี่แตะไปที่ทรายในชามกระเบื้องลายครามก่อนตวัดร่ายรำไปในอากาศ 

             แสงสีฟ้าสว่างวาบตามการกวัดแกว่งของกระบี่ดูราวกับสายฟ้าแลบกลางวันแสกๆ พร้อมกับเสียงระเบิดเปรี้ยงดังกึกก้องชวนให้คนอกสั่นขวัญผวา 

             “แย่แล้ว ท่านเทพหยวนสื่อเทียนจุนได้ยินถ้อยคำดูหมิ่นเทพเจ้าของพวกเจ้าก็โกรธกริ้วอย่างหนัก จะบันดาลให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านของพวกเจ้าทำให้ฝนฟ้าไม่ตกเป็นเวลาสิบปี เรือกสวนไร่นาทั้งหมดจะเก็บเกี่ยวพืชผลไม่ได้อีกเลย”นักพรตเอ่ยปากขึ้นมาอย่างกะทันหันหลังจากแสดงสัญลักษณ์มือบางอย่าง

             “ข้าพูดอะไรออกไปกันเนี่ย ต้าซือมีพลังเวทสูงส่ง เชื่อไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ”

             “ต้องโทษนางเด็กสารเลวหมิงเป่าจูนี่คนเดียว ไปทำให้เทพเจ้าพิโรธต้องการลงทัณฑ์พวกเราทั้งหมู่บ้าน”

             “แล้วจะทำอย่างไรกันดีเล่า หากเก็บเกี่ยวพืชผลไม่ได้ก็อดตายกันพอดีน่ะสิ”

             เรื่องเกี่ยวพันถึงความเป็นความตายชาวบ้านจึงเลือกที่จะเชื่อคำพูดของนักพรตปลอมโดยไม่ลังเล ต่างหันหน้าซุบซิบกันหวาดกลัวว่าภัยพิบัติใหญ่จะมาถึงตัว

             นักพรตเห็นชาวบ้านคุยกันเช่นนั้นก็กวัดแกว่งกระบี่ชี้มาที่หมิงเป่าจูดวงตาทอประกายคมกริบ

             “ข้านักพรตจับยามสามตาคำนวณดูเมื่อครู่ คนผู้นี้ชาติก่อนเป็นปิศาจร้ายบัดนี้กลับชาติมาเกิดในโลกมนุษย์ จะนำพาหายนะมาสู่ปวงประชาปิศาจที่มาสิงสู่เด็กคนนี้ก็เป็นนางที่ปล่อยออกมา รีบจับตัวนางไว้ ใช้ไฟเผาเสียก็จะช่วยคลายโทสะขององค์เทพเทียนจุนได้”

             ชาวบ้านกำลังวิตกว่าจะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์กลัวว่าตนเองจะต้องเดือดร้อนเพราะหมิงเป่าจู พอได้ยินว่ามีวิธีช่วยกู้สถานการณ์ก็ร้องตะโกนให้จับตัวหมิงเป่าจูมัดไว้ แล้วใช้ไฟเผาให้ตาย

             “ที่แท้เจ้าก็เป็นดาวหายนะทำให้บุตรชายข้าเป็นเช่นนี้ ข้าจะฆ่าเจ้า”ภรรยาสกุลหยวนทั้งหวาดกลัวและจดจ้องหมิงเป่าจูพลางเอ่ยด้วยความโกรธแค้น

             “เร็วเข้า รีบจับนางไว้ ถ้าปล่อยให้หนีไป คนที่จะตายก็คือพวกเรา”

             พวกชาวบ้านโง่เขลาไร้วิชาความรู้ จึงถูกความเชื่องมงายเรื่องภูตผีปิศาจมอมเมาได้ง่ายนักพรตปลอมแค่นำชื่อเทพเซียนมาอ้างพูดบิดเบือนสองสามคำก็พลิกกระแสเปลี่ยนทิศทางลมพุ่งเป้ามาที่นางได้แล้ว

             จะว่าไปก็ช่างน่าขันยิ่งนัก

             นางหาใช่คนเขลาที่จะยอมตายเพื่อช่วยชีวิตคนจริงๆการต้องมาสละชีวิตเพื่อคนเหล่านี้ช่างเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า

             หมิงเป่าจูมองคนที่วิ่งกรูเข้ามาราวกับฝูงผึ้งก็แค่นเสียงเยาะแล้วหมุนตัววิ่งหนีทันที แต่ด้วยร่างกายที่ผ่ายผอมอ่อนแอ วิ่งได้ไม่กี่ก้าวก็หมดกำลังเกือบถูกคนคว้าตัวได้

             ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ก็บังเอิญวิ่งชนเข้ากับกำแพงเนื้อร่างหนึ่งเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นใบหน้าเหยียดหยันไม่เคารพยำเกรงผู้ใดของหลี่ไหวฺอวี้ 

             เนตรหงส์คู่นั้นมิได้มองมาที่นาง แต่จ้องชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังจนพวกเขาต่างขนลุกขนพองหนาวสะท้านไปถึงกระดูก

             อาจเป็นเพราะชนถูกจมูก หมิงเป่าจูรู้สึกแสบจมูกขอบตาจึงแดงขึ้นมาอย่างไม่อาจสะกดกลั้น

             “หลี่ไหวฺอวี้...” เขามาได้อย่างไร ไม่ถูกสิ เขามาแล้วเป่าอวี้เล่า?

             นางชะโงกมองไปด้านหลังก็ไม่เห็นเงาใครสักคน

             หลี่ไหวฺอวี้เหมือนจะคาดเดาได้ว่านางจะถามสิ่งใดมือใหญ่ช่วยประคองนางขึ้นมา พลางตบที่แขนของนางเบาๆ

             “เป่าอวี้ไปหาท่านป้าจง” อันที่จริงเขาเป็นคนให้เป่าอวี้ไปหาท่านป้าจงเอง

             เมื่อครู่นี้เขากับเป่าอวี้กำลังช่วยกันต่อเพิงไม้ในสวนตามที่หมิงเป่าจูมอบหมายก่อนออกจากเรือน

             ใกล้จะถึงฤดูใบไม้ร่วงนางกังวลว่าอากาศกับน้ำฝนที่หนาวเย็นจะทำให้สมุนไพรเสียหาย จึงให้พวกเขาทำเพิงไม้แบบง่ายๆคลุมไว้ป้องกันลมฝน

             ทำงานมาครึ่งวันไม่เห็นหมิงเป่าจูกลับมาเสียทีพอดีตอนนั้นเห็นชาวบ้านสามถึงห้าคนที่เดินผ่านไปเอ่ยถึงหมิงเป่าจู

             หมิงเป่าอวี้เข้าไปสอบถาม ถึงพอรู้สถานการณ์คร่าวๆจึงรีบมาปรึกษากับหลี่ไหวฺอวี้เพื่อหาทางรับมือ

             คราก่อนหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อมาหาเรื่องถึงในบ้าน แม้หลี่ไหวฺอวี้จะไม่สอดมือเข้ามาก้าวก่ายแต่กลับสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา

             เขาสังเกตได้ว่าท่านป้าจงดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหัวหน้าหมู่บ้านจึงให้เป่าอวี้ลองไปหาท่านป้าจงก่อนดูว่าพอจะช่วยตามหัวหน้าหมู่บ้านไปควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่

             ส่วนตนเองก็มารับมือกับทางนี้ด้วยเกรงว่าคนที่มักสร้างแต่ปัญหาอย่างหมิงเป่าจูจะเป็นอะไรไปเสียก่อนแล้วก็ไม่ผิดอย่างที่คาดไว้จริงๆ

             ทันทีที่มาถึงก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งไล่จับหมิงเป่าจูปากก็ร้องตะโกนแต่ให้ฆ่าทิ้ง

             “ความสามารถในการก่อเรื่องของเจ้า ข้าได้ประจักษ์แก่สายตาตนเองแล้วจริงๆ”

     

             เชิงอรรถ

             [1] เหวิน หรือ อีแปะคือหน่วยเงินที่เล็กที่สุดเป็นเหรียญทองแดง เหรียญทองแดง 1 เหรียญมีค่า 1 เหวิน (อีแปะ) 1,000 เหวินมีค่าเท่ากับ 1 ก้วน (เหรียญทองแดง 1 พวง)1 ก้วนมีค่าเท่ากับ 1 ตำลึงเงิน

             [2] โรคกล่องเสียงอักเสบอุดกลั้น(Laryngotrach eobronchitis) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนที่พบมากในเด็กมักเกิดในช่วงปลายฝนต้นหนาว ผู้ป่วยจะหายใจติดขัดและไอแบบมีเสียงก้องคล้ายอาการคำราม สืบเนื่องมาจากการบวมของกล่องเสียงและหลอดลม

             [3] เพ็ดทูลเบื้องสูงปิดบังเบื้องล่างหมายถึงการหลอกลวง บิดเบือน ปกปิดความจริงกับทุกคน