บทที่ 36
แม่ทัพไร้พ่าย
เจียงเฉินรู้จักกันในฐานะแม่ทัพไร้พ่าย
เขาเป็เช่นนี้จริงๆเมื่อหลายปีก่อน ในตอนนี้ต้าเฉินยังมีการสู้รบอย่างดุเดือด
การรุกรานรอบทิศทาง มันมีราชวงศ์มากมายที่้ากลืนกินต้าเฉิน
เพราะว่าต้าเฉินนั้นตั้งอยู่ทางเหนือของทวีปเทียนหยางแดนเหนือ ราชวงศ์รอบๆเองก็อยากจะกลืนกินสถานที่แห่งนี้เพื่อที่จะเพิ่มอาณาเขตของราชวงศ์ตนเอง
ในตอนที่ต้าเฉินรับศึกอย่างหนัก แทบจะไม่สามารถต้านทานเกี่ยวกับการรุกรานของราชวงศ์ต่างๆได้แล้ว
ในตอนนั้นกับมีแม่ทัพในกองหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏกายออกมา
แม่ทัพในกองผู้นั้นเป็เพียงแค่พลทหารตัวเล็กๆ เริ่มจากการนำทัพเพียงแค่ไม่กี่สิบคน
หลังจากที่สร้างความดีความชอบกองทัพของเขาเองก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นเริ่มควบคุมทหารหลายพัน ต่อกรกับกองทัพของราชวงศ์ที่บุกรุกเข้ามา
สิ่งที่ทำให้ผู้คนนั้นตกตะลึงในยามนั่นก็คือ สมรภูมิที่แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นควบคุมไม่เคยพ่ายแพ้เลยสักครั้ง
ไม่รู้ว่ามันเป็เื่ที่ผู้คนพูดกันปากต่อปาก หรือว่ามันเป็เื่จริงที่บอกว่าเขาไม่เคยพ่ายแพ้เลย
รู้เพียงอย่างเดียวว่ากองทัพของแม่ทัพหนุ่มผู้นั้น ยิ่งนานวันก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในตอนแรกควบคุมทหารเพียงไม่กี่สิบขึ้นมาเป็หลักร้อย ต่อมาก็เป็หลักพัน ในที่สุดกองทัพของเขาก็ขึ้นไปเป็กองทัพหลักหมื่นคน
และในตอนที่แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นได้ควบคุมกองทัพเป็หมื่นคน ตัวของเขาอายุเพียงแค่สิบเก้าปีเท่านั้น
เด็กหนุ่มสิบเก้าที่ได้ควบคุมทัพนับหมื่น แน่นอนว่าพวกขุนนางมากมายภายในราชสำนัก ไม่้าให้เป็แบบนี้
มีคนมากมายคัดค้านแม่ทัพหนุ่มที่เพิ่งไต่เต้าขึ้นมาจากพลทหารตัวเล็กๆ
เด็กหนุ่มวัยสิบเก้าไม่มีผู้คนหนุนหลังไม่มีเส้นสายทางขุนนาง
ตัวของเขาเป็เพียงแค่บุรุษผู้หนึ่งที่เติบโตมาจากครอบครัวยากจน
บิดาและมารดาเองก็จากโลกไปั้แ่เขาอายุยังน้อย ในขณะที่ท่านปู่ของตนเองก็ตายจากไปก่อนที่ตนเองจะเข้ากองทัพ
เด็กหนุ่มคนนั้นเหลือเพียงแค่ตัวคนเดียว เขามีแค่ดาบในมือของตนเองหนึ่งเล่ม
และเขาก็สามารถประสบความสำเร็จในการสู้รบจนสามารถควบคุมกองทัพเป็หมื่นคนได้
พวกขุนนางมากมายแน่นอนว่าย่อมไม่พึงพอใจเกี่ยวกับเื่นี้
ถึงแม้ว่าในตอนนั้นสถานการณ์ของราชวงศ์ต้าเฉินจะย่ำแย่
แต่ว่าพวกขุนนางเองก็ยังมีพวกคนเห็นแก่ตัวอยู่มากมาย
กองทัพเป็หมื่นคนแน่นอนว่าไม่ใช่กองทัพเล็กๆแล้ว ถ้าเกิดว่ามีคนที่จะได้ควบคุมกองทัพเป็หมื่นคนจริงๆมันควรจะเป็บุตรชายของพวกเขา ที่อยู่ภายในกองทัพสิถือจะถูกต้อง
เหตุใดถึงเป็เด็กหนุ่มยากจนที่มาจากครอบครัวที่ยากจน เป็เพียงชนชั้นล่างผู้นึงกัน
ในขณะที่พวกขุนนางมากมายคัดค้านและก็ปฏิเสธเกี่ยวกับเื่นี้
แต่ว่าผลงานสู้รบนั้นกลับเป็สิ่งที่สามารถยืนยันได้
หลังจากที่แม่ทัพหนุ่มได้ควบคุมกองทหารนับหมื่นคน ศึกครั้งแรกที่เขาออกรบพบเจอกับทหารของราชวงศ์อื่นถึงห้าหมื่นคน
สรุปว่าผลการสู้รบในสนามรบครั้งนั้นกองทัพเหมือนคนของต้าเฉินกับชนะ
แถมยังสามารถชนะได้โดยที่มีทหารสูญเสียไปเพียงแค่ไม่กี่พันคนเท่านั้น
ในขณะที่กองทัพอีกฝ่ายที่มีห้าหมื่นคนคนตายไปมากกว่าเจ็ดส่วน ที่เหลือก็ได้แต่หลบหนีไปจนหมด
ั้แ่สมรภูมินั้นทำให้ผู้คนภายในราชสำนักและขุนนางไม่กล้าดูถูกบุรุษหนุ่มที่เติบโตขึ้นมาจากครอบครัวที่ยากไร้อีก
และเด็กหนุ่มผู้นั้นใช้เพียงหนึ่งดาบสร้างชื่อเสียงอีกครั้ง
สมรภูมิครั้งต่อไปชื่อเสียงของกองทัพของเด็กๆหนุ่ม ได้เป็ที่พูดถึงของผู้คนมากมาย
ทหารและผู้คนภายในต้าเฉินต่างขนานนามแม่ทัพหนุ่มในตอนที่มีอายุเพียงแค่สิบเก้าปี ว่าเป็แม่ทัพไร้พ่ายแล้ว
และนั่นก็คือเจียงเฉิน ในวัยสิบเก้าปีเท่านั้น
กองทัพของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่ชนะาติดต่อกัน มีผู้คนอยากเข้ามาร่วมในกองทัพเพิ่มขึ้น
จากผู้คนจำนวนเพียงแค่หมื่นคนขึ้นไปเป็หลักแสน และหลังจากนั้นกองทัพของเขาก็ยิ่งขยายใหญ่มากขึ้นไปอีก
เรียกได้ว่าอำนาจของแม่ทัพหนุ่มใน่เป็บุรุษฉกรรจ์ เป็เหมือนกับตะวันกลางนภาที่ส่องแสงสว่างไสว
เหล่าบุตรชายของแม่ทัพใหญ่บุตรของขุนนางที่มากความสามารถ ล้วนไม่มีใครที่สามารถเทียบกับแม่ทัพหนุ่มที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ยากจนได้เลย
ในขณะเดียวกันเมื่อกองทัพเติบโตขึ้นฐานะของแม่ทัพหนุ่มก็สูงขึ้น
มีผู้คนมากมายอิจฉาริษยาโดยเฉพาะพวกขุนนางและแม่ทัพเก่าแก่ในราชสำนัก
พวกเขาพยายามเป่าหูโอรส์ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ เพื่อที่จะให้ยึดอำนาจของแม่ทัพหนุ่มผู้นั้นกลับมา
แต่แน่นอนว่าในตอนนั้นสถานการณ์านั้นยังคงไม่สงบสุข ทั่วทั้งดินแดนเต็มไปด้วยความวุ่นวายและการสู้รบ
แม่ทัพไร้พ่ายของราชวงศ์ต้าเฉินเป็สิ่งที่สำคัญอย่างมากที่จำเป็จะต้องมี
จากเด็กหนุ่มยากจนที่มีเพียงแค่ดาบเล่มเดียวเข้าร่วมกองทัพ เมื่อเขาเติบโตกลายเป็ชายฉกรรจ์กับควบคุมกองทัพหลายแสนคน
หลังจากนั้นบุรุษหนุ่มผู้นั้นที่ไต่เต้าจากครอบครัวที่ยากจนก็มีบุตรชาย
ใช่แล้วเขามีบุตรชายกับสตรีผู้หนึ่ง
ทั้งสองแม้จะมีบุตรชายด้วยกันแต่ก็อยู่ด้วยกันได้ไม่นานนัก ในขณะที่แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นเพิ่งสามารถใช้ชีวิตครอบครัวได้อย่างที่ตนเอง้า แต่นางได้จากเขาไปแล้วก็ไม่ได้กลับมาอีก
และหลังจากที่นางจากไป
ในตอนนั้นหนึ่งบุรุษวัยฉกรรจ์ที่กำลังอยู่ใน่วัยที่รุ่งโรจน์ที่สุด กำลังจูงมือกับเด็กน้อยคนหนึ่งที่จ้องมองมารดาที่จากไป
ในตอนนั้นเด็กน้อยคนนั้นหันไปมองหน้าบิดา บิดาที่สงบนิ่งมาโดยตลอด และเปรียบเสมือนกับแม่ทัพผู้ไร้พ่ายนั่นเป็ครั้งแรกที่เด็กน้อยมองเห็นน้ำตาที่ค่อยๆไหลออกมาจากดวงตาของแม่ทัพไร้พ่ายผู้นั้น
แต่เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยไร้เดียงสากำลังมองมาที่ตนเอง
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นก็หันมาแล้วก็ยิ้มอย่างอ่อนโยนลูบหัวบุตรชายของตนเอง ในตอนนั้นเด็กชายยังคงจำได้ถึงตอนนี้ว่าบิดาของตนเองพูดว่าอันใด “วางใจเถอะ ถึงแม้ว่าพ่อจะไม่สามารถอยู่กับท่านแม่ของเ้าได้ในตอนนี้ แต่ต้องมีสักวันที่พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง”
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ขอบดวงตาของชายฉกรรจ์ยังคงมีคราบน้ำตาที่หลงเหลืออยู่
ในตอนนั้นเด็กน้อยยังไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นเป็อย่างไร แต่เมื่อเด็กน้อยเติบใหญ่ขึ้นเขาเองก็ค่อยๆรู้แล้วว่าตอนนั้นบิดาของตนเองคงจะรู้สึกเ็ปเป็อย่างมาก
และนั่นก็คือบิดาของเขา
จากบุรุษหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่เป็แม่ทัพไร้พ่าย ตอนนี้ก็กลายเป็ชายวัยกลางคนไปแล้วเขากำลังนั่งอยู่บนหลังม้าตัวสีดำที่น่าเกรงขาม
อีกฝ่ายกำลังเงยหน้ามองขึ้นมาบนกำแพงและเผยรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วก็มองมายังบุตรชายของตนเองที่กำลังยืนอยู่บนกำแพง และก็กำลังมองเขาอยู่จะใกล้ๆ เหมือนที่ทั้งสองในตอนนั้น ในตอนที่บุรุษวัยกลางคนผู้นี้ยังคงเป็บุรุษวัยฉกรรจ์ แล้วก็ในตอนที่คนหนุ่มผู้นี้ยังคงเป็เด็กน้อย
ในอดีตผ่านมาแล้ว
ในตอนนั้นเด็กน้อยที่มารดาไม่อยู่กับตนแล้ว ผู้นั้นเฝ้ารอการกลับมาของบิดาของตนเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อกองทัพนั้นกลับมาถึงเด็กน้อยก็จะวิ่งขึ้นไปบนกำแพงเมืองหลวงชะโงกมองกองทัพจากไกลๆ
และเขาเองก็จะเห็นท่าทางอันสง่างามของบิดาบนหลังม้ามาตลอดหลายปี
ภาพในวันนั้นหวนกลับมาอีกครั้งนึง แม้ว่าในตอนนี้ชายฉกรรจ์จะเปลี่ยนกลายเป็ชายวัยกลาง เด็กน้อยจะเปลี่ยนกลายเป็บุรุษหนุ่มแต่ว่าความรู้สึกทุกอย่างยังเป็เหมือนเดิม
เจียงเฟิงยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาของตนเองที่หลั่งไหลออกมาจากดวงตา ดวงตาที่ไม่เคยหลั่งน้ำตามาตลอดหลายปี ไม่ว่าจะเจอความอยากลำนากขนาดไหน
แน่นอนว่าความรู้สึกที่ปรากฏออกมาคือความคิดถึง แถมยังเป็ความรู้สึก
เป็การหวนกลับมาอีกครั้งของครอบครัว เหมือนกับเด็กน้อยออกเดินทางไกลได้กลับมาพบบิดาของตนเองอีกครั้งนึง
บทที่ 36
แม่ทัพไร้พ่าย
เจียงเฉินรู้จักกันในฐานะแม่ทัพไร้พ่าย
เขาเป็เช่นนี้จริงๆเมื่อหลายปีก่อน ในตอนนี้ต้าเฉินยังมีการสู้รบอย่างดุเดือด
การรุกรานรอบทิศทาง มันมีราชวงศ์มากมายที่้ากลืนกินต้าเฉิน
เพราะว่าต้าเฉินนั้นตั้งอยู่ทางเหนือของทวีปเทียนหยางแดนเหนือ ราชวงศ์รอบๆเองก็อยากจะกลืนกินสถานที่แห่งนี้เพื่อที่จะเพิ่มอาณาเขตของราชวงศ์ตนเอง
ในตอนที่ต้าเฉินรับศึกอย่างหนัก แทบจะไม่สามารถต้านทานเกี่ยวกับการรุกรานของราชวงศ์ต่างๆได้แล้ว
ในตอนนั้นกับมีแม่ทัพในกองหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏกายออกมา
แม่ทัพในกองผู้นั้นเป็เพียงแค่พลทหารตัวเล็กๆ เริ่มจากการนำทัพเพียงแค่ไม่กี่สิบคน
หลังจากที่สร้างความดีความชอบกองทัพของเขาเองก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นเริ่มควบคุมทหารหลายพัน ต่อกรกับกองทัพของราชวงศ์ที่บุกรุกเข้ามา
สิ่งที่ทำให้ผู้คนนั้นตกตะลึงในยามนั่นก็คือ สมรภูมิที่แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นควบคุมไม่เคยพ่ายแพ้เลยสักครั้ง
ไม่รู้ว่ามันเป็เื่ที่ผู้คนพูดกันปากต่อปาก หรือว่ามันเป็เื่จริงที่บอกว่าเขาไม่เคยพ่ายแพ้เลย
รู้เพียงอย่างเดียวว่ากองทัพของแม่ทัพหนุ่มผู้นั้น ยิ่งนานวันก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในตอนแรกควบคุมทหารเพียงไม่กี่สิบขึ้นมาเป็หลักร้อย ต่อมาก็เป็หลักพัน ในที่สุดกองทัพของเขาก็ขึ้นไปเป็กองทัพหลักหมื่นคน
และในตอนที่แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นได้ควบคุมกองทัพเป็หมื่นคน ตัวของเขาอายุเพียงแค่สิบเก้าปีเท่านั้น
เด็กหนุ่มสิบเก้าที่ได้ควบคุมทัพนับหมื่น แน่นอนว่าพวกขุนนางมากมายภายในราชสำนัก ไม่้าให้เป็แบบนี้
มีคนมากมายคัดค้านแม่ทัพหนุ่มที่เพิ่งไต่เต้าขึ้นมาจากพลทหารตัวเล็กๆ
เด็กหนุ่มวัยสิบเก้าไม่มีผู้คนหนุนหลังไม่มีเส้นสายทางขุนนาง
ตัวของเขาเป็เพียงแค่บุรุษผู้หนึ่งที่เติบโตมาจากครอบครัวยากจน
บิดาและมารดาเองก็จากโลกไปั้แ่เขาอายุยังน้อย ในขณะที่ท่านปู่ของตนเองก็ตายจากไปก่อนที่ตนเองจะเข้ากองทัพ
เด็กหนุ่มคนนั้นเหลือเพียงแค่ตัวคนเดียว เขามีแค่ดาบในมือของตนเองหนึ่งเล่ม
และเขาก็สามารถประสบความสำเร็จในการสู้รบจนสามารถควบคุมกองทัพเป็หมื่นคนได้
พวกขุนนางมากมายแน่นอนว่าย่อมไม่พึงพอใจเกี่ยวกับเื่นี้
ถึงแม้ว่าในตอนนั้นสถานการณ์ของราชวงศ์ต้าเฉินจะย่ำแย่
แต่ว่าพวกขุนนางเองก็ยังมีพวกคนเห็นแก่ตัวอยู่มากมาย
กองทัพเป็หมื่นคนแน่นอนว่าไม่ใช่กองทัพเล็กๆแล้ว ถ้าเกิดว่ามีคนที่จะได้ควบคุมกองทัพเป็หมื่นคนจริงๆมันควรจะเป็บุตรชายของพวกเขา ที่อยู่ภายในกองทัพสิถือจะถูกต้อง
เหตุใดถึงเป็เด็กหนุ่มยากจนที่มาจากครอบครัวที่ยากจน เป็เพียงชนชั้นล่างผู้นึงกัน
ในขณะที่พวกขุนนางมากมายคัดค้านและก็ปฏิเสธเกี่ยวกับเื่นี้
แต่ว่าผลงานสู้รบนั้นกลับเป็สิ่งที่สามารถยืนยันได้
หลังจากที่แม่ทัพหนุ่มได้ควบคุมกองทหารนับหมื่นคน ศึกครั้งแรกที่เขาออกรบพบเจอกับทหารของราชวงศ์อื่นถึงห้าหมื่นคน
สรุปว่าผลการสู้รบในสนามรบครั้งนั้นกองทัพเหมือนคนของต้าเฉินกับชนะ
แถมยังสามารถชนะได้โดยที่มีทหารสูญเสียไปเพียงแค่ไม่กี่พันคนเท่านั้น
ในขณะที่กองทัพอีกฝ่ายที่มีห้าหมื่นคนคนตายไปมากกว่าเจ็ดส่วน ที่เหลือก็ได้แต่หลบหนีไปจนหมด
ั้แ่สมรภูมินั้นทำให้ผู้คนภายในราชสำนักและขุนนางไม่กล้าดูถูกบุรุษหนุ่มที่เติบโตขึ้นมาจากครอบครัวที่ยากไร้อีก
และเด็กหนุ่มผู้นั้นใช้เพียงหนึ่งดาบสร้างชื่อเสียงอีกครั้ง
สมรภูมิครั้งต่อไปชื่อเสียงของกองทัพของเด็กๆหนุ่ม ได้เป็ที่พูดถึงของผู้คนมากมาย
ทหารและผู้คนภายในต้าเฉินต่างขนานนามแม่ทัพหนุ่มในตอนที่มีอายุเพียงแค่สิบเก้าปี ว่าเป็แม่ทัพไร้พ่ายแล้ว
และนั่นก็คือเจียงเฉิน ในวัยสิบเก้าปีเท่านั้น
กองทัพของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่ชนะาติดต่อกัน มีผู้คนอยากเข้ามาร่วมในกองทัพเพิ่มขึ้น
จากผู้คนจำนวนเพียงแค่หมื่นคนขึ้นไปเป็หลักแสน และหลังจากนั้นกองทัพของเขาก็ยิ่งขยายใหญ่มากขึ้นไปอีก
เรียกได้ว่าอำนาจของแม่ทัพหนุ่มใน่เป็บุรุษฉกรรจ์ เป็เหมือนกับตะวันกลางนภาที่ส่องแสงสว่างไสว
เหล่าบุตรชายของแม่ทัพใหญ่บุตรของขุนนางที่มากความสามารถ ล้วนไม่มีใครที่สามารถเทียบกับแม่ทัพหนุ่มที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ยากจนได้เลย
ในขณะเดียวกันเมื่อกองทัพเติบโตขึ้นฐานะของแม่ทัพหนุ่มก็สูงขึ้น
มีผู้คนมากมายอิจฉาริษยาโดยเฉพาะพวกขุนนางและแม่ทัพเก่าแก่ในราชสำนัก
พวกเขาพยายามเป่าหูโอรส์ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ เพื่อที่จะให้ยึดอำนาจของแม่ทัพหนุ่มผู้นั้นกลับมา
แต่แน่นอนว่าในตอนนั้นสถานการณ์านั้นยังคงไม่สงบสุข ทั่วทั้งดินแดนเต็มไปด้วยความวุ่นวายและการสู้รบ
แม่ทัพไร้พ่ายของราชวงศ์ต้าเฉินเป็สิ่งที่สำคัญอย่างมากที่จำเป็จะต้องมี
จากเด็กหนุ่มยากจนที่มีเพียงแค่ดาบเล่มเดียวเข้าร่วมกองทัพ เมื่อเขาเติบโตกลายเป็ชายฉกรรจ์กับควบคุมกองทัพหลายแสนคน
หลังจากนั้นบุรุษหนุ่มผู้นั้นที่ไต่เต้าจากครอบครัวที่ยากจนก็มีบุตรชาย
ใช่แล้วเขามีบุตรชายกับสตรีผู้หนึ่ง
ทั้งสองแม้จะมีบุตรชายด้วยกันแต่ก็อยู่ด้วยกันได้ไม่นานนัก ในขณะที่แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นเพิ่งสามารถใช้ชีวิตครอบครัวได้อย่างที่ตนเอง้า แต่นางได้จากเขาไปแล้วก็ไม่ได้กลับมาอีก
และหลังจากที่นางจากไป
ในตอนนั้นหนึ่งบุรุษวัยฉกรรจ์ที่กำลังอยู่ใน่วัยที่รุ่งโรจน์ที่สุด กำลังจูงมือกับเด็กน้อยคนหนึ่งที่จ้องมองมารดาที่จากไป
ในตอนนั้นเด็กน้อยคนนั้นหันไปมองหน้าบิดา บิดาที่สงบนิ่งมาโดยตลอด และเปรียบเสมือนกับแม่ทัพผู้ไร้พ่ายนั่นเป็ครั้งแรกที่เด็กน้อยมองเห็นน้ำตาที่ค่อยๆไหลออกมาจากดวงตาของแม่ทัพไร้พ่ายผู้นั้น
แต่เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยไร้เดียงสากำลังมองมาที่ตนเอง
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นก็หันมาแล้วก็ยิ้มอย่างอ่อนโยนลูบหัวบุตรชายของตนเอง ในตอนนั้นเด็กชายยังคงจำได้ถึงตอนนี้ว่าบิดาของตนเองพูดว่าอันใด “วางใจเถอะ ถึงแม้ว่าพ่อจะไม่สามารถอยู่กับท่านแม่ของเ้าได้ในตอนนี้ แต่ต้องมีสักวันที่พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง”
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ขอบดวงตาของชายฉกรรจ์ยังคงมีคราบน้ำตาที่หลงเหลืออยู่
ในตอนนั้นเด็กน้อยยังไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นเป็อย่างไร แต่เมื่อเด็กน้อยเติบใหญ่ขึ้นเขาเองก็ค่อยๆรู้แล้วว่าตอนนั้นบิดาของตนเองคงจะรู้สึกเ็ปเป็อย่างมาก
และนั่นก็คือบิดาของเขา
จากบุรุษหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่เป็แม่ทัพไร้พ่าย ตอนนี้ก็กลายเป็ชายวัยกลางคนไปแล้วเขากำลังนั่งอยู่บนหลังม้าตัวสีดำที่น่าเกรงขาม
อีกฝ่ายกำลังเงยหน้ามองขึ้นมาบนกำแพงและเผยรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วก็มองมายังบุตรชายของตนเองที่กำลังยืนอยู่บนกำแพง และก็กำลังมองเขาอยู่จะใกล้ๆ เหมือนที่ทั้งสองในตอนนั้น ในตอนที่บุรุษวัยกลางคนผู้นี้ยังคงเป็บุรุษวัยฉกรรจ์ แล้วก็ในตอนที่คนหนุ่มผู้นี้ยังคงเป็เด็กน้อย
ในอดีตผ่านมาแล้ว
ในตอนนั้นเด็กน้อยที่มารดาไม่อยู่กับตนแล้ว ผู้นั้นเฝ้ารอการกลับมาของบิดาของตนเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อกองทัพนั้นกลับมาถึงเด็กน้อยก็จะวิ่งขึ้นไปบนกำแพงเมืองหลวงชะโงกมองกองทัพจากไกลๆ
และเขาเองก็จะเห็นท่าทางอันสง่างามของบิดาบนหลังม้ามาตลอดหลายปี
ภาพในวันนั้นหวนกลับมาอีกครั้งนึง แม้ว่าในตอนนี้ชายฉกรรจ์จะเปลี่ยนกลายเป็ชายวัยกลาง เด็กน้อยจะเปลี่ยนกลายเป็บุรุษหนุ่มแต่ว่าความรู้สึกทุกอย่างยังเป็เหมือนเดิม
เจียงเฟิงยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาของตนเองที่หลั่งไหลออกมาจากดวงตา ดวงตาที่ไม่เคยหลั่งน้ำตามาตลอดหลายปี ไม่ว่าจะเจอความอยากลำนากขนาดไหน
แน่นอนว่าความรู้สึกที่ปรากฏออกมาคือความคิดถึง แถมยังเป็ความรู้สึก
เป็การหวนกลับมาอีกครั้งของครอบครัว เหมือนกับเด็กน้อยออกเดินทางไกลได้กลับมาพบบิดาของตนเองอีกครั้งนึง
เฉินอวี้และซินอวี้ก็มองไปที่แผ่นหลังของคุณชาย พวกนางรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้
บทที่ 36
แม่ทัพไร้พ่าย
เจียงเฉินรู้จักกันในฐานะแม่ทัพไร้พ่าย
เขาเป็เช่นนี้จริงๆเมื่อหลายปีก่อน ในตอนนี้ต้าเฉินยังมีการสู้รบอย่างดุเดือด
การรุกรานรอบทิศทาง มันมีราชวงศ์มากมายที่้ากลืนกินต้าเฉิน
เพราะว่าต้าเฉินนั้นตั้งอยู่ทางเหนือของทวีปเทียนหยางแดนเหนือ ราชวงศ์รอบๆเองก็อยากจะกลืนกินสถานที่แห่งนี้เพื่อที่จะเพิ่มอาณาเขตของราชวงศ์ตนเอง
ในตอนที่ต้าเฉินรับศึกอย่างหนัก แทบจะไม่สามารถต้านทานเกี่ยวกับการรุกรานของราชวงศ์ต่างๆได้แล้ว
ในตอนนั้นกับมีแม่ทัพในกองหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏกายออกมา
แม่ทัพในกองผู้นั้นเป็เพียงแค่พลทหารตัวเล็กๆ เริ่มจากการนำทัพเพียงแค่ไม่กี่สิบคน
หลังจากที่สร้างความดีความชอบกองทัพของเขาเองก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นเริ่มควบคุมทหารหลายพัน ต่อกรกับกองทัพของราชวงศ์ที่บุกรุกเข้ามา
สิ่งที่ทำให้ผู้คนนั้นตกตะลึงในยามนั่นก็คือ สมรภูมิที่แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นควบคุมไม่เคยพ่ายแพ้เลยสักครั้ง
ไม่รู้ว่ามันเป็เื่ที่ผู้คนพูดกันปากต่อปาก หรือว่ามันเป็เื่จริงที่บอกว่าเขาไม่เคยพ่ายแพ้เลย
รู้เพียงอย่างเดียวว่ากองทัพของแม่ทัพหนุ่มผู้นั้น ยิ่งนานวันก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในตอนแรกควบคุมทหารเพียงไม่กี่สิบขึ้นมาเป็หลักร้อย ต่อมาก็เป็หลักพัน ในที่สุดกองทัพของเขาก็ขึ้นไปเป็กองทัพหลักหมื่นคน
และในตอนที่แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นได้ควบคุมกองทัพเป็หมื่นคน ตัวของเขาอายุเพียงแค่สิบเก้าปีเท่านั้น
เด็กหนุ่มสิบเก้าที่ได้ควบคุมทัพนับหมื่น แน่นอนว่าพวกขุนนางมากมายภายในราชสำนัก ไม่้าให้เป็แบบนี้
มีคนมากมายคัดค้านแม่ทัพหนุ่มที่เพิ่งไต่เต้าขึ้นมาจากพลทหารตัวเล็กๆ
เด็กหนุ่มวัยสิบเก้าไม่มีผู้คนหนุนหลังไม่มีเส้นสายทางขุนนาง
ตัวของเขาเป็เพียงแค่บุรุษผู้หนึ่งที่เติบโตมาจากครอบครัวยากจน
บิดาและมารดาเองก็จากโลกไปั้แ่เขาอายุยังน้อย ในขณะที่ท่านปู่ของตนเองก็ตายจากไปก่อนที่ตนเองจะเข้ากองทัพ
เด็กหนุ่มคนนั้นเหลือเพียงแค่ตัวคนเดียว เขามีแค่ดาบในมือของตนเองหนึ่งเล่ม
และเขาก็สามารถประสบความสำเร็จในการสู้รบจนสามารถควบคุมกองทัพเป็หมื่นคนได้
พวกขุนนางมากมายแน่นอนว่าย่อมไม่พึงพอใจเกี่ยวกับเื่นี้
ถึงแม้ว่าในตอนนั้นสถานการณ์ของราชวงศ์ต้าเฉินจะย่ำแย่
แต่ว่าพวกขุนนางเองก็ยังมีพวกคนเห็นแก่ตัวอยู่มากมาย
กองทัพเป็หมื่นคนแน่นอนว่าไม่ใช่กองทัพเล็กๆแล้ว ถ้าเกิดว่ามีคนที่จะได้ควบคุมกองทัพเป็หมื่นคนจริงๆมันควรจะเป็บุตรชายของพวกเขา ที่อยู่ภายในกองทัพสิถือจะถูกต้อง
เหตุใดถึงเป็เด็กหนุ่มยากจนที่มาจากครอบครัวที่ยากจน เป็เพียงชนชั้นล่างผู้นึงกัน
ในขณะที่พวกขุนนางมากมายคัดค้านและก็ปฏิเสธเกี่ยวกับเื่นี้
แต่ว่าผลงานสู้รบนั้นกลับเป็สิ่งที่สามารถยืนยันได้
หลังจากที่แม่ทัพหนุ่มได้ควบคุมกองทหารนับหมื่นคน ศึกครั้งแรกที่เขาออกรบพบเจอกับทหารของราชวงศ์อื่นถึงห้าหมื่นคน
สรุปว่าผลการสู้รบในสนามรบครั้งนั้นกองทัพเหมือนคนของต้าเฉินกับชนะ
แถมยังสามารถชนะได้โดยที่มีทหารสูญเสียไปเพียงแค่ไม่กี่พันคนเท่านั้น
ในขณะที่กองทัพอีกฝ่ายที่มีห้าหมื่นคนคนตายไปมากกว่าเจ็ดส่วน ที่เหลือก็ได้แต่หลบหนีไปจนหมด
ั้แ่สมรภูมินั้นทำให้ผู้คนภายในราชสำนักและขุนนางไม่กล้าดูถูกบุรุษหนุ่มที่เติบโตขึ้นมาจากครอบครัวที่ยากไร้อีก
และเด็กหนุ่มผู้นั้นใช้เพียงหนึ่งดาบสร้างชื่อเสียงอีกครั้ง
สมรภูมิครั้งต่อไปชื่อเสียงของกองทัพของเด็กๆหนุ่ม ได้เป็ที่พูดถึงของผู้คนมากมาย
ทหารและผู้คนภายในต้าเฉินต่างขนานนามแม่ทัพหนุ่มในตอนที่มีอายุเพียงแค่สิบเก้าปี ว่าเป็แม่ทัพไร้พ่ายแล้ว
และนั่นก็คือเจียงเฉิน ในวัยสิบเก้าปีเท่านั้น
กองทัพของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่ชนะาติดต่อกัน มีผู้คนอยากเข้ามาร่วมในกองทัพเพิ่มขึ้น
จากผู้คนจำนวนเพียงแค่หมื่นคนขึ้นไปเป็หลักแสน และหลังจากนั้นกองทัพของเขาก็ยิ่งขยายใหญ่มากขึ้นไปอีก
เรียกได้ว่าอำนาจของแม่ทัพหนุ่มใน่เป็บุรุษฉกรรจ์ เป็เหมือนกับตะวันกลางนภาที่ส่องแสงสว่างไสว
เหล่าบุตรชายของแม่ทัพใหญ่บุตรของขุนนางที่มากความสามารถ ล้วนไม่มีใครที่สามารถเทียบกับแม่ทัพหนุ่มที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ยากจนได้เลย
ในขณะเดียวกันเมื่อกองทัพเติบโตขึ้นฐานะของแม่ทัพหนุ่มก็สูงขึ้น
มีผู้คนมากมายอิจฉาริษยาโดยเฉพาะพวกขุนนางและแม่ทัพเก่าแก่ในราชสำนัก
พวกเขาพยายามเป่าหูโอรส์ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ เพื่อที่จะให้ยึดอำนาจของแม่ทัพหนุ่มผู้นั้นกลับมา
แต่แน่นอนว่าในตอนนั้นสถานการณ์านั้นยังคงไม่สงบสุข ทั่วทั้งดินแดนเต็มไปด้วยความวุ่นวายและการสู้รบ
แม่ทัพไร้พ่ายของราชวงศ์ต้าเฉินเป็สิ่งที่สำคัญอย่างมากที่จำเป็จะต้องมี
จากเด็กหนุ่มยากจนที่มีเพียงแค่ดาบเล่มเดียวเข้าร่วมกองทัพ เมื่อเขาเติบโตกลายเป็ชายฉกรรจ์กับควบคุมกองทัพหลายแสนคน
หลังจากนั้นบุรุษหนุ่มผู้นั้นที่ไต่เต้าจากครอบครัวที่ยากจนก็มีบุตรชาย
ใช่แล้วเขามีบุตรชายกับสตรีผู้หนึ่ง
ทั้งสองแม้จะมีบุตรชายด้วยกันแต่ก็อยู่ด้วยกันได้ไม่นานนัก ในขณะที่แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นเพิ่งสามารถใช้ชีวิตครอบครัวได้อย่างที่ตนเอง้า แต่นางได้จากเขาไปแล้วก็ไม่ได้กลับมาอีก
และหลังจากที่นางจากไป
ในตอนนั้นหนึ่งบุรุษวัยฉกรรจ์ที่กำลังอยู่ใน่วัยที่รุ่งโรจน์ที่สุด กำลังจูงมือกับเด็กน้อยคนหนึ่งที่จ้องมองมารดาที่จากไป
ในตอนนั้นเด็กน้อยคนนั้นหันไปมองหน้าบิดา บิดาที่สงบนิ่งมาโดยตลอด และเปรียบเสมือนกับแม่ทัพผู้ไร้พ่ายนั่นเป็ครั้งแรกที่เด็กน้อยมองเห็นน้ำตาที่ค่อยๆไหลออกมาจากดวงตาของแม่ทัพไร้พ่ายผู้นั้น
แต่เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยไร้เดียงสากำลังมองมาที่ตนเอง
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นก็หันมาแล้วก็ยิ้มอย่างอ่อนโยนลูบหัวบุตรชายของตนเอง ในตอนนั้นเด็กชายยังคงจำได้ถึงตอนนี้ว่าบิดาของตนเองพูดว่าอันใด “วางใจเถอะ ถึงแม้ว่าพ่อจะไม่สามารถอยู่กับท่านแม่ของเ้าได้ในตอนนี้ แต่ต้องมีสักวันที่พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง”
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ขอบดวงตาของชายฉกรรจ์ยังคงมีคราบน้ำตาที่หลงเหลืออยู่
ในตอนนั้นเด็กน้อยยังไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นเป็อย่างไร แต่เมื่อเด็กน้อยเติบใหญ่ขึ้นเขาเองก็ค่อยๆรู้แล้วว่าตอนนั้นบิดาของตนเองคงจะรู้สึกเ็ปเป็อย่างมาก
และนั่นก็คือบิดาของเขา
จากบุรุษหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่เป็แม่ทัพไร้พ่าย ตอนนี้ก็กลายเป็ชายวัยกลางคนไปแล้วเขากำลังนั่งอยู่บนหลังม้าตัวสีดำที่น่าเกรงขาม
อีกฝ่ายกำลังเงยหน้ามองขึ้นมาบนกำแพงและเผยรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วก็มองมายังบุตรชายของตนเองที่กำลังยืนอยู่บนกำแพง และก็กำลังมองเขาอยู่จะใกล้ๆ เหมือนที่ทั้งสองในตอนนั้น ในตอนที่บุรุษวัยกลางคนผู้นี้ยังคงเป็บุรุษวัยฉกรรจ์ แล้วก็ในตอนที่คนหนุ่มผู้นี้ยังคงเป็เด็กน้อย
ในอดีตผ่านมาแล้ว
ในตอนนั้นเด็กน้อยที่มารดาไม่อยู่กับตนแล้ว ผู้นั้นเฝ้ารอการกลับมาของบิดาของตนเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อกองทัพนั้นกลับมาถึงเด็กน้อยก็จะวิ่งขึ้นไปบนกำแพงเมืองหลวงชะโงกมองกองทัพจากไกลๆ
และเขาเองก็จะเห็นท่าทางอันสง่างามของบิดาบนหลังม้ามาตลอดหลายปี
ภาพในวันนั้นหวนกลับมาอีกครั้งนึง แม้ว่าในตอนนี้ชายฉกรรจ์จะเปลี่ยนกลายเป็ชายวัยกลาง เด็กน้อยจะเปลี่ยนกลายเป็บุรุษหนุ่มแต่ว่าความรู้สึกทุกอย่างยังเป็เหมือนเดิม
เจียงเฟิงยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาของตนเองที่หลั่งไหลออกมาจากดวงตา ดวงตาที่ไม่เคยหลั่งน้ำตามาตลอดหลายปี ไม่ว่าจะเจอความอยากลำนากขนาดไหน
แน่นอนว่าความรู้สึกที่ปรากฏออกมาคือความคิดถึง แถมยังเป็ความรู้สึก
เป็การหวนกลับมาอีกครั้งของครอบครัว เหมือนกับเด็กน้อยออกเดินทางไกลได้กลับมาพบบิดาของตนเองอีกครั้งนึง
เฉินอวี้และซินอวี้ก็มองไปที่แผ่นหลังของคุณชาย พวกนางรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้
เฉินอวี้และซินอวี้ก็มองไปที่แผ่นหลังของคุณชาย พวกนางรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้