บทที่ 21 สวมเสื้อผ้า
ชิวหลินเหม่ารีบคุกเข่ากราบลงกับพื้น “ลูกมิกล้า แต่...แต่ลูกเห็นกับตาของลูกเองจริง ๆ เสด็จพ่อโปรดพิจารณาด้วย!”
คำพูดเหล่านี้เต็มไปด้วยความจริงใจ แม้ว่าภายนอกชิวหลินเหม่าจะแสดงความกังวล แต่ในใจกลับเบิกบานเป็อย่างยิ่งเขาคิดว่าเื่แบบนี้ไม่ควรนำมาล้อเล่น และคาดว่าฝ่าาคงเริ่มมีข้อกังขาบ้างแล้ว
เป็ไปตามคาด สีหน้าของชิวไท่ซือยิ่งเคร่งขรึมมากขึ้น “เห็นกับตาตัวเอง? แล้วเื่เมื่อห้าปีก่อนล่ะ เ้าเห็นกับตาตัวเองหรือไม่!”
“เื่นี้...ลูกก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่แน่นอนว่าลูกเห็นจริง ๆ เห็นศพของพระชายาอ๋อง แต่...แต่ครั้งนี้ลูกก็เห็นกับตาตัวเองจริง ๆ นะพ่ะย่ะค่ะ”
ชิวไท่ซือเป็คนที่มีนิสัยขี้ระแวงอยู่แล้ว ชิวหลินเหม่าเองก็เป็คนละเอียดรอบคอบไม่มีทางนำเื่ที่ไม่มีมูลมารายงานเป็แน่ เมื่อเห็นว่าชิวหลินเหม่าพูดอย่างมั่นใจชิวไท่ซือจึงเริ่มเกิดความสงสัยขึ้นในใจ
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?!”
“ลูกไม่ทราบจริง ๆ ไม่รู้ว่าน้องสามกล้าหลอกลวงฝ่าาได้อย่างไร ลูกผิดเองที่ประมาทเกินไป ไม่ได้สืบสวนให้ชัดเจนก่อนก็รีบมารายงานเสียแล้ว”
คำพูดนี้ฟังดูดี ทั้งที่กล่าวโทษตัวเอง แต่กลับไม่ได้มีท่าทีรู้สึกผิดเลยสักนิด ทั้งยังป้ายความผิดฐานหลอกลวงฮ่องเต้ให้กับชิวหลินรุ่ยอีก
คำพูดเหล่านี้ล้วนเป็สิ่งที่ฮวาจุ้ยเตี๋ยสอนชิวหลินเหม่าไว้ทั้งนั้น นางร่วมหอกับฮ่องเต้มานานขนาดนี้ จะไม่รู้วิธีเอาใจฮ่องเต้ได้อย่างไร
ชิวไท่ซือดูเหมือนกำลังพยายามหักห้ามอารมณ์โกรธเอาไว้ “ดี! ไปตามชิวหลินรุ่ยมาพบข้า!”
ขันทีใหญ่รับบัญชาแล้วรีบถอยออกไปนอกตำหนัก สั่งให้ขันทีน้อยรีบไปที่จวนอ๋องรุ่ย เพื่อเรียกองค์ชายสามให้เข้าเฝ้า
เวลานี้ชิวหลินรุ่ยกำลังอยู่ที่จวนอ๋องรุ่ยเพื่อปรนนิบัติเด็กน้อยที่กำลังตื่นนอน เด็กน้อยเซี่ยมู่อายุห้าขวบแล้ว หน้าตาหล่อเหลาน่ารัก ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก แต่ไม่ยอมแต่งตัวเอง ต้องมีคนคอยดูแลราวกับเป็คุณชายน้อย
แต่เดิมเื่พวกนี้ปล่อยให้ข้ารับใช้ทำก็ได้ แต่ชิวหลินรุ่ยกลับมาจากงานราชการในตอนเช้าแล้ว เห็นเซี่ยมู่ยังนอนขี้เซาอยู่ ในใจพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
หากลูกของเขายังมีชีวิตอยู่ป่านนี้คงจะโตเท่านี้แล้ว ต้องหล่อเหลาฉลาดหลักแหลมเช่นนี้แน่ ๆ ตัวเขาเองก็คงจะสวมเสื้อผ้าให้แล้วพาไปเล่นในสวน
เซี่ยมู่ลืมตาขึ้นมาเมื่อถูกเขาจ้องมอง เมื่อเห็นว่าเ้าตัวเล็กลืมตาขึ้นมา ชิวหลินรุ่ยก็แกล้งกลับไปทำสีหน้าเย็นราวกับูเาน้ำแข็งทันที ทำทีเป็ก้มหน้าจิบชาและไม่แสดงอาการใด ๆ
เซี่ยมู่มองเขาด้วยหางตาพลางคิดในใจว่า ‘ชิ! แกล้งวางท่าทำไมกัน? คิดว่าคุณชายน้อยอย่างข้าไม่รู้หรือว่าเ้ามองข้ามานานเพียงใดแล้วน่ะ!’
“น้ำ” เซี่ยมู่ทำท่าทางเหมือนคุณชายน้อยที่กำลังออกคำสั่งกับข้ารับใช้
ข้ารับใช้ที่คอยรับใช้อยู่หน้าประตูก็รีบนำอ่างทองแดงเล็ก ๆ พร้อมกับผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กและเกลือสีเขียวมาให้ ซึ่งเป็ของที่เตรียมไว้สำหรับ เซี่ยมู่โดยเฉพาะ ต้องบอกว่าชิวหลินรุ่ยปฏิบัติต่อเซี่ยมู่อย่างเอาใจใส่ดีมาก
เซี่ยมู่บ้วนปากเสร็จก็พูดต่อ “เสื้อผ้า”
ข้ารับใช้นำเสื้อผ้ามาให้เขา แต่ครั้งนี้เซี่ยมู่ไม่ยอมให้ข้ารับใช้ช่วยสวมเสื้อผ้าให้ แม้ว่าเขาจะยังเด็กแต่เขาก็เป็คนอ่อนไหวมาก ไม่ยอมให้คนแปลกหน้าแตะต้องตัวเขา
เวลาอยู่ที่บ้านท่านแม่จะเป็คนสวมเสื้อผ้าให้เขา แต่ตอนนี้มาอยู่ที่นี่ ไม่มีท่านแม่แล้ว ใครจะมาสวมเสื้อผ้าให้เขาได้อีก
ชิวหลินรุ่ยชายตามองไปทางนั้นก็เห็นว่าเซี่ยมู่กำลังขัดขืนสาวใช้อยู่ จึงถามว่า “เป็อะไรไป?”
เซี่ยมู่เงยหน้าขึ้นใบหน้าเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “ก่อนหน้านี้ท่านแม่เป็คนสวมเสื้อผ้าให้ข้ามาตลอด”
ชิวหลินรุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง เขาจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ครั้งที่ยังอาศัยอยู่ในวังหลัง ตอนนั้นทุกวันมีมารดาอยู่เคียงข้าง เขาเองก็ไม่อยากให้ข้ารับใช้แตะต้องตัวเช่นกัน ทุกครั้งต้องรอให้มารดาสวมเสื้อผ้าให้
ชิวหลินรุ่ยเห็นเซี่ยมู่ในตอนนี้ก็เหม่อลอยไปชั่วขณะ ราวกับว่าเขาได้เห็นตัวเองในอดีตจึงยอมใจอ่อน “ไปพาลู่จือฉิงมาที่นี่เถอะ”
เซี่ยมู่ยิ้มกว้างออกมาใบหน้าเล็ก ๆ เต็มไปด้วยความประหลาดใจ ดูเหมือนว่าคนหน้าเ็าผู้นี้ก็ไม่เลวเลย จะให้ท่านแม่ของเขามาที่นี่จริงหรือนี่?
ข้ารับใช้ถอยออกไปอย่างนอบน้อม แล้วจึงเดินออกไป ชิวหลินรุ่ยยังคงจิบชาต่อไปอย่างใจเย็นแต่กลับเห็นเซี่ยมู่น้อยนั่งขดอยู่บนเตียง กอดตัวเองเป็ก้อนเล็ก ๆ
่นี้ในเมืองหลวงยังมีความหนาวเย็นอยู่บ้าง การสวมเสื้อผ้าชั้นเดียวแล้วนั่งอยู่เช่นนี้คงไม่ดีแน่ ชิวหลินรุ่ยจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปปิดหน้าต่างทั้งสองด้านด้วยตัวเอง
เซี่ยมู่มองตามเขาไป ในใจก็เพิ่มความประทับใจอีกสองสามส่วน หากมีท่านพ่ออยู่ด้วยคงต้องปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้แน่นอน
ชิวหลินรุ่ยตั้งใจจะกลับไปอ่านตำราและดื่มชาต่อ แต่เมื่อเห็นสภาพของเซี่ยมู่ เขาก็เปลี่ยนใจกะทันหัน ด้วยเหตุผลบางอย่างที่แม้แต่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจ เขาก็เดินไปหาเซี่ยมู่ทันที
“ท่านจะทำอะไรน่ะ?”
ชิวหลินรุ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ช่วยเ้าสวมเสื้อผ้า”
นี่เป็ท่าทีของการช่วยคนสวมเสื้อผ้าหรือ? เซี่ยมู่รู้สึกอึดอัด เปลวไฟแห่งความประทับใจเล็ก ๆ ที่เพิ่งลุกโชนขึ้นมาได้ไม่นานก็จะดับไปเสียแล้ว เด็กน้อยเบ้ปากแล้วไม่ได้สนใจชิวหลินรุ่ยอีก
ชิวหลินรุ่ยไม่สนใจว่าเด็กน้อยจะสนใจหรือไม่ เขาหยิบเสื้อผ้าสีน้ำเงินที่ปักลายเต่าทองดูแล้วน่ารักน่าชังขึ้นมาจากหัวเตียง เขาสั่งให้คนตัดมาให้เป็พิเศษเมื่อวานนี้เอง
เซี่ยมู่มองมาที่เขา แต่บุรุษผู้นี้กลับยังคงยืนนิ่ง ๆ โดยไม่พูดอะไร เซี่ยมู่หวังว่าเขาจะพูดจาดี ๆ ปลอบโยนสักสองสามคำ แต่ไม่คิดว่าเขาจะถือเสื้อผ้าแล้วยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่พูดอะไรเลย
ในที่สุดเซี่ยมู่ก็ยอมแพ้อย่างราบคาบ ช่างเถอะ เขาี้เีจะทะเลาะกับชายผู้นี้แล้ว เด็กน้อยจึงยื่นมือออกไปโดยไม่ขัดขืน ชิวหลินรุ่ยสวมเสื้อผ้าให้เด็กน้อยด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เซี่ยมู่เองก็ไม่ได้ขัดขืนเลย
เซี่ยมู่มองใบหน้าด้านข้างของชิวหลินรุ่ยอย่างใกล้ชิด เพิ่งรู้สึกว่าเขามีใบหน้าคมราวกับคมมีด โครงหน้าที่สมบูรณ์แบบ คิ้วตาดั่งภาพวาด จมูกโด่งเหมือนแขวนไว้ แม้ว่าใบหน้าทั้งหมดจะเหมือนถูกแช่แข็ง แต่ก็ยังดูดีจริง ๆ
เซี่ยมู่เคยเห็นชายหนุ่มรูปงามมาก่อน ตอนอยู่ที่หมู่บ้านต้าซู่เขามักจะเห็นชายหนุ่มรูปงามในภาพวาดต่าง ๆ ของท่านแม่ แต่เซี่ยมู่คิดว่าชายหนุ่มรูปงามเ่าั้เทียบไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของคนที่อยู่ตรงหน้าเขา
ถ้าตัวเขาโตขึ้นมาแล้วมีหน้าตาเช่นนี้ก็คงดี ถ้าเป็เช่นนี้ได้ละก็...
ขณะที่เซี่ยมู่กำลังคิดเพ้อฝันอยู่นั้น ชิวหลินรุ่ยก็หยิบเสื้อคลุมตัวนอกของขึ้นมาแล้ว ตอนนี้อากาศในเมืองหลวงยังเย็นอยู่การสวมเสื้อคลุมจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นได้
เซี่ยมู่มัวแต่เหม่อลอย ชิวหลินรุ่ยจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเ็า “ยื่นมือมา”
“อื้อ” เซี่ยมู่ทำหน้าบึ้ง ถ้าเขาโตขึ้นมาแล้วมีหน้าตาเช่นนี้ เขาจะไม่ทำหน้าเ็าทั้งวันเช่นนี้แน่ เขาจะเป็หนุ่มรูปงามที่ร่าเริงสดใส จนทำให้เหล่าหญิงงามทั้งหลายหลงใหลและคลั่งรักเขาอย่างแน่นอน ฮึ่ม!
ก่อนที่เซี่ยมู่จะสวมเสื้อคลุมเสร็จ ก็มีคนเดินเข้ามา เซี่ยมู่จึงะโเรียกทันที “ท่านแม่!”
แม้ว่าเซี่ยมู่กับลู่จือฉิงจะทะเลาะกันบ่อย ๆ แต่ทั้งสองก็อยู่ด้วยกันมาห้าปีแล้ว ความผูกพันระหว่างแม่ลูกย่อมลึกซึ้งเป็พิเศษ เมื่อเซี่ยมู่เห็นว่าลู่จือฉิงมาเขาจึงไม่อาจระงับความยินดีในใจได้
ลู่จือฉิงเองก็ดีใจเช่นกัน “เซี่ยมู่!”
แต่ฉากอบอุ่นเหมือนในละครโทรทัศน์ที่แม่ลูกพบกันหลังจากที่พลัดพรากกันไปนาน แล้วต่างก็พุ่งเขามากอดกันด้วยความคิดถึงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นหรอกนะ ลู่จือฉิงกลับเดินไปที่โต๊ะอย่างใจเย็น “เดี๋ยวข้าดื่มน้ำก่อน”
น่าสงสารเซี่ยมู่ที่กางแขนรอเก้อ ไฟแห่งความประทับใจที่มีต่อชิวหลินรุ่ยว่าริบหรี่แล้ว แต่กับลู่จือฉิงคนนี้เรียกได้ว่าดับมอดจนก้านที่จุดไฟเย็นชืดไปเลยดีกว่า!
ลู่จือฉิงรินชาใส่ถ้วยที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด สวนสั่ว
เสวี่ยอยู่ไกลจากที่นี่เกินไป กว่านางจะเดินมาถึงเล่นเอาเหนื่อยจนกระหายน้ำแทบแย่
ชิวหลินรุ่ยกำลังจะห้าม แต่ลู่จือฉิงรีบดื่มน้ำเร็วเกินไป เขายังไม่ทันได้พูดอะไรลู่จือฉิงก็ดื่มน้ำในแก้วหมดแล้ว
หลังจากที่นางดื่มเสร็จแล้วมองไปที่เตียง คิดว่าชิวหลินรุ่ยมีอะไรจะพูดกับนาง แต่พอมองไปชิวหลินรุ่ยก็กลับมาทำหน้าเ็าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เซี่ยมู่ตื่นเต้นจนจะะโลงจากเตียง “อ๊ะ ท่านแม่! ท่านใช้ถ้วยชาของเขา!”
ลู่จือฉิงยังอมน้ำอึกสุดท้ายไว้อยู่ พอได้ยินเซี่ยมู่พูดนางก็พ่นชาในปากออกมาจนหมด แล้วก็สำลักจนหน้าดำหน้าแดงน้ำหนูน้ำตาไหลพราก
พอหายใจทันแล้วลู่จือฉิงก็ชี้ไปที่ชิวหลินรุ่ยพูดว่า “ท่าน! ท่าน!”
มัวแต่ ‘ท่าน’ อยู่นานก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ชิวหลินรุ่ยทำหน้านิ่ง ๆ ในมือยังคงถือเสื้อคลุมตัวเล็กไว้ ทั้งที่นางดื่มชาโดยใช้แก้วของเขาเองแท้ ๆ แต่กลับมาโทษเขา สตรีผู้นี้ช่างไร้เหตุผลเสียจริง
ลู่จือฉิงยังคงพูดไม่หยุด “ท่านรู้หรือไม่ว่านี่เรียกว่าอะไร! นี่เรียกว่าจูบทางอ้อม!”
อะไรนะ?
ชิวหลินรุ่ยขมวดคิ้ว จูบทางอ้อมอะไรกัน? เขาไม่เห็นจะเข้าใจสิ่งที่สตรีผู้นี้พูดเลยสักนิด
ลู่จือฉิงเห็นท่าทางของเขาแล้วก็ยิ่งโกรธหนักกว่าเดิม ตัวเองเป็ฝ่ายได้เปรียบแล้วยังไม่ขอโทษ ทั้งยังกล้าใส่เสื้อผ้าให้ลูกชายของนางอีก เอ๊ะเขากล้าใส่เสื้อผ้าให้เซี่ยมู่?!
ทว่าเซี่ยมู่กลับยอมให้เขาช่วยสวมเสื้อผ้า?!
คนอื่นอาจไม่เข้าใจแต่ลู่จือฉิงรู้ดี ั้แ่เด็กเขาไม่เคยให้ผู้ใดช่วยสวมเสื้อผ้าให้นอกจากนาง ตอนนี้เพิ่งรู้จักชิวหลินรุ่ยได้เพียงไม่กี่วัน ก็ให้เขาช่วยสวมเสื้อผ้าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นชิวหลินรุ่ยเป็คนที่ลักพาตัวนางกับเขามาไม่ใช่หรือ!
ลู่จือฉิงคิดว่าสิ่งที่นางคิดไว้ไม่ผิดแน่ ๆ หากเซี่ยมู่ยังอยู่กับเขาอีกแม้แต่วันเดียว ต้องถูกเขาหลอกพาตัวไปจากนางเป็แน่