การเดินทางครั้งใหม่เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เร่งฝีเท้าขึ้นสู่รถบัสประจำทางและโดยสารจากใจกลางไปยังทิศตะวันออก เพียงหนึ่งชั่วโมงเศษก็มาถึงจุดหมายปลายทางซึ่งเป็นแถบชานเมือง
ณ ละแวกดังกล่าวเรียงรายไปด้วยร้านอาหารมากมายอย่างละลานตา ในยามนี้คือยามบ่าย ผู้คนจึงพลุกพล่านพลางแสวงหาอาหารกลางวันเพื่อเติมพลังสำหรับงานในช่วงต่อไป
เมื่อมาถึงที่นี่ได้ ก็แสดงว่ากวีนั้นได้ไขคำใบ้บางส่วนเป็นที่เรียบร้อย
“ต่อไปก็คำใบ้ที่ห้า.. สามบวกสองไม่ได้เท่ากับห้า แต่เป็นสามบวกสองเท่ากับคลังวัตถุดิบจากท้องทะเลอันไร้ขีดจำกัด.. เขียนไปเขียนมาแล้วหิวข้าวจังเลยวุ้ย ถ้ามีหมูสามชั้นผัดน้ำมันหอยจานด่วนเผ็ดกลาง ๆ สักจานก็น่าจะดี”
“อะไรของมันวะ ไม่เห็นเข้าใจสักนิด” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นด้วยความฉงน แววตาจดจ้องไปยังแผ่นกระดาษ กระนั้นกลับมิอาจควานหาคำตอบได้เลยแม้แต่น้อย
ยังมีหนึ่งข้อสังเกตที่น่าดึงดูด เมื่อเปรียบคำใบ้ที่ห้ากับคำใบ้ที่สามหรือคำใบ้ที่สี่ คำใบ้นี้กลับถูกขั้นกลางด้วยเครื่องหมายไม่เท่ากับ ถึงกระนั้น เหตุไฉนสามบวกสองจึงมิได้เท่ากับห้า
ทันใดนั้น กวีได้ตระหนักได้ถึงบางสิ่งอย่างฉับพลัน สายตาหุนหันพลันแล่นเร่งเหลียวมองไปรอบตัวในทันที
“จริงสิ! ละแวกนี้เป็นสถานที่ที่พวกพนักงานออฟฟิศมาหาข้าวกินกันสินะ งั้นก็อะไรสักอย่างที่จะสามารถนำมาใช้ในการไขปริศนาข้อที่ห้าได้บ้าง”
เมื่อลองสังเกตดูให้ดี ร้านอาหารส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ขายอาหารซึ่งทำจากเนื้อเสียส่วนใหญ่
“เจอแล้ว” เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง ในขณะเดียวกันสายตาของเขากลับกำลังจดจ้องไปยังสถานที่อันห่างไกล
ถัดออกไปทางตะวันตกจากตำแหน่งที่เขายืนอยู่ราวห้าคูหา
ณ สถานที่ดังกล่าวคือร้านอาหารร้านหนึ่งซึ่งขายบุฟเฟ่ต์ประเภทอาหารทะเล
ช่างง่ายดายจนน่าเขกกบาลตนเองเสียให้เข็ด สามบวกสองมิใช่ห้า หากแต่สามบวกสองคือคลังวัตถุดิบจากท้องทะเลอันไร้ขีดจำกัด คำใบ้นี้มีข้อน่าสงสัยสองจุด หนึ่งคือวัตถุดิบจากท้องทะเล สองคือไร้ขีดจำกัด และเมื่อนำคำตอบซึ่งคำใบ้ที่สองและสามนำพามาถึง จึงจะปรากฏเป็นร้านบุฟเฟ่ต์กินไม่อั้นและนั่นคือคำตอบ
ภายในร้านตกแต่งให้บรรยากาศเป็นกันเอง เรียบง่ายแต่ดูหรูหรา ไม่หวือหวาแต่งดงามประหนึ่งงานวิจิตรศิลป์
กวีนั่งลงบนเก้าอี้ ณ ริมหน้าต่าง เพียงสามนาทีต่อมาได้ปรากฏรูปลักษณ์ของบริกรสาวกำลังก้าวเดินเข้ามาหาพร้อมเปล่งวาจาด้วยเสียงใส
“หนึ่งท่านใช่ไหมคะ ?”
“ใช่ครับ”
“แล้วคุณลูกค้าจะรับอะไรดีคะ ?”
สิ้นสุดคำถามที่สอง กวีจึงกวาดสายตามองดูเมนูอาหารพลางคำนึงครุ่นคิด
“ไม่มีแฮะ หรือว่า..” ราวกับล่วงรู้บางสิ่ง กระนั้นเขากลับเลือกที่จะไม่ยอมเปล่งวาจาออกมาจนกระทั่งวันเวลาล่วงผ่านไปราวสามนาทีเศษ
บริกรสาวยังคงเฝ้ารอคอยคำตอบ จนกระทั่งในท้ายที่สุดกวีจึงเริ่มต้นเปล่งวาจาขึ้นมาอีกครั้ง
“หมูสามชั้นผัดน้ำมันหอยจานด่วน แน่นอนว่า.. เผ็ดกลาง ๆ ครับ”
พลันสิ้นเสียง บริกรสาวคนดังกล่าวจึงเผยยิ้มอย่างมีเลศนัยและตอบว่า “ทราบแล้วค่ะ กรุณารอสักครู่” เธอเดินจากไปเมื่อกล่าวจบ โดยที่มิได้บอกใบ้คำตอบว่าถ้อยคำเมื่อครู่หมายถึงสิ่งใด
ราวสิบห้านาทีต่อมา อาหารหนึ่งจานได้ถูกจัดเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอันแปลกตาโดยบริกรสาวคนเดิม
กลิ่นหอมของหมูสามชั้นที่ถูกผัดด้วยไฟอ่อน ๆ พลันเข้าแตะจมูก ดึงสัมผัสอันนุ่มลึกอย่างมากที่สุดด้วยเครื่องเทศจากดินแดนตะวันตก
“เมื่ออิ่มแล้ว เพื่อให้การย่อยอาหารเป็นไปได้ง่ายขึ้น ดิฉันขอแนะนำให้คุณลูกค้าไปเดินเล่น ณ บริเวณสวนสาธารณะ ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากจุดนี้ไปยังทิศตะวันออกราวร้อยเมตรก็ดีนะคะ” บริกรสาวยิ้มกรุ้มกริ่มประหนึ่งกำลังบอกใบ้ถึงบางสิ่งบางอย่าง และเมื่อกล่าวจบ เธอจึงเร่งเหลียวหลังพลางเดินจากไปโดยมิได้กล่าวสิ่งใดอีก
เมื่อนั้นกวีจึงน้อมรับความปรารถนาดีด้วยรอยยิ้ม อาหารจานนี้มิได้มากมีเพียงรสชาติ ทว่ากลับแฝงไปด้วยบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในขณะเดียวกัน
คำใบ้ที่หนึ่งจนถึงคำใบ้ที่ห้าได้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย
ทั้งหมดมิได้ถูกเขียนขึ้นโดยปราศจากการไตร่ตรองครุ่นคิด ทุกใจความล้วนแล้วแต่แอบแฝงเบาะแสเพื่อชี้แจงแถลงไข
อาหารทั้งหมดหมดลงเพียงห้านาทีเศษ พลันสิ้นสุดมื้ออาหาร กวีจึงลุกออกจากที่นั่งพลางทำท่าทีราวกำลังจะจากลา
“เอาล่ะ งั้นก็ไปกันเถอะ ไปยังสวนสาธารณะตามที่พี่สาวคนสวยบอก” เมื่อสิ้นเสียงว่ากล่าว กวีจึงก้าวเดินออกจากร้านไปพร้อมรอยยิ้มอันปลื้มปีติ
เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง คนผู้นั้นจำเป็นต้องเคลียร์หนึ่งเงื่อนไขให้ได้เสียก่อน
เริ่มต้นจากหนึ่งข้อสงสัย ว่าเหตุไฉนร้านบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลจึงมีตัวเลือกเป็นอาหารตามสั่ง มิหนำซ้ำยังเป็นอาหารประเภทอื่นที่มิใช่อาหารทะเล
คำตอบก็ช่างง่ายดาย..
‘ก็เพราะนั่นคือเงื่อนไข’
ประหนึ่งรหัสลับที่ใช้สื่อสารระหว่างพันธมิตร เมื่อฝ่ายหนึ่งให้รหัสถูกต้อง อีกหนึ่งฝ่ายจึงจะมอบคำตอบให้กลับคืนไปในรูปแบบรหัสลับ
เริ่มต้นจากตามหาร้านอาหารที่ต้องการ เมื่อมาถึงจึงสั่งอาหารตามรายการที่ถูกบอกใบ้ และช่างโชคดีเสียนี่กระไร เมื่อการคาดเดาของกวีกลับเป็นไปตามที่วางเอาไว้ตั้งแต่ต้น
ห่างออกไปทางทิศตะวันออกร้อยเมตร ณ ที่แห่งนั้นคือถิ่นที่ตั้งของสวนสาธารณะในละแวกนี้ เต็มไปด้วยต้นไม้คอยให้ร่มเงา เป็นสถานที่โล่งกว้างซึ่งปราศจากผู้คน
คำใบ้ที่หกถูกสะสางไปโดยเร็ว และแล้วจึงมาถึงคราวที่คำใบ้สุดท้ายจำต้องถูกชี้แจง
“สวัสดียามบ่าย” เสียงของใครบางคนดังก้องกังวานมาจากด้านหลัง กวีจึงหยุดชะงักพลันเหลียวมองไปตามต้นตอของเสียง
เบื้องหน้าของเขาปรากฏชายรูปงามผู้หนึ่ง ร่างกายสูงทว่าไม่กำยำกระนั้นกลับมิได้ผอมแห้งเป็นโครงกระดูก
กวีพลันนิ่งเงียบไปในชั่วครู่ขณะ สีหน้าราวกับครุ่นคิดสิ่งใดอยู่
“นายสินะที่แอบมองชั้นตอนอยู่ที่สำนักงานใหญ่” เขาเอ่ยตอบกลับไปหลังจากคิดคำนึงอยู่ครู่ใหญ่
“แย่จริง นี่ทักษะการสอดแนมของชั้นมันห่วยบรมถึงขนาดนี้เลยหรือเนี่ย แต่ไม่สิ คงต้องบอกว่านายต่างหากที่มีจมูกที่ดีกว่าชาวบ้านจึงจะถูก” ชายหน้าซื่อเผยยิ้มและโต้ตอบด้วยท่าทีไร้กังวล ประหนึ่งว่าต่อให้ตนถูกจับได้ก็ไม่เป็นไร
ทั้งสองฝ่ายต่างจดจ้องมองหน้ากัน ในขณะที่ชายตรงหน้ายังคงเผยยิ้มอย่างไร้ความกังวล กวีกลับแสดงท่าทีเพื่อบอกว่าตนไม่ชอบเจ้าหมอนี่เอาซะเลย
ไร้ซึ่งหนทางคาดเดา เจ้าหมอนี่กำลังคิดสิ่งใดอยู่ ในตลอดเส้นทางที่ผ่านมา กวีถูกชายผู้นี้จับตามองจนมาถึงปัจจุบัน ถึงกระนั้น ท่าทีอันไม่แยแสของเขากลับทำให้ยากเกินจะอ่านใจ
กวีหันหลังกลับไปประหนึ่งว่าตนกำลังเมินเฉยต่อฝ่ายตรงข้าม “ชั้นไม่สนว่านายจะเป็นใคร แต่อย่ามายุ่งกับชั้นจะดีกว่า” เสียงอันเย็นชาถูกเปล่งขึ้นพร้อมการเดินจากไป แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นมิตรหรือศัตรู กระนั้นกวีกลับไม่ถูกชะตากับคนที่ร่าเริงจนเกินเหตุเช่นนี้เอาเสียเลย
“ไม่เอาน่า อย่าเมินกันสิพวก ชั้นออกจะชอบนายนะ” พ่อหนุ่มรูปงามยังคงไม่ยอมล่าถอย ยังคงเดินหน้าเพื่อสานสัมพันธไมตรีอย่างไม่ลดละ ถึงกระนั้น ถ้อยคำและน้ำเสียงกลับให้ผลลัพธ์ในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
“ขนลุกว่ะ” กวีทำหน้าขยะแขยงพลางแสดงท่าทีประหนึ่งว่าต้องการล่าถอยโดยแล้ว
แต่แล้วอีกฝ่ายกลับยื่นมือขวาเขามาหาราวกับต้องการจะจับมือ และที่สำคัญยิ่งกว่า คือข้อมือข้างขวาของเขากลับมีนาฬิกาเรือนใหม่ซึ่งผู้สมัครทุกคนย่อมมีมัน
ก็หมายความว่าชายผู้นี้เองก็มีเป้าหมายเดียวกัน
“ชั้นชื่อเรเวน เซริสก้า ยินดีที่ได้รู้จัก”
กวียืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังไตร่ตรองว่าตนควรยื่นมือออกไปดีหรือไม่
ทันใดนั้น อีกฝ่ายได้ยื่นมือเข้ามาแย่งกระดาษคำใบ้มาจากมือของกวี
“ชื่อกวีนี่เอง”
ดวงตาของกวีเข้มขึ้นอย่างน่าสะพรึง มือขวายื่นออกไปเพื่อนำกระดาษคำใบ้กลับคืนมา
ชายผู้นี้ช่างไม่มีกาลเทศะ ซึ่งเป็นคนประเภทที่กวีไม่อยากคบค้าสมาคมเป็นที่สุด
กวีจึงไม่รอช้าและเดินจากไปโดยปราศจากการรีรอ
“ดูเหมือนชั้นจะถูกเกลียดเข้าให้แล้วสิ” ชายผู้มีนามว่าเรเวนส่ายหัวไปมาพลางเปล่งวาจาเพื่อว่ากล่าว
กลับมาสู่การไขปริศนากันต่อ สถานที่ต่อไปอยู่ที่เบาะแสจากคำใบ้ที่เจ็ด
.
< แย่ล่ะสิ รู้สึกว่าเราคงจะกินมากเกินไปหน่อย รู้สักปวดขี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่เอ๊ะ! ทำไมห้องน้ำชายถึงมีแต่โถเยี่ยวกันล่ะ ถ้าตูขี้แตกขึ้นมาจะทำยังไง เอาไงดี!! เอาไงดี!! >
.
กวีมาถึงห้องน้ำชายซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบก้าว
“เฮอะๆ ใครกันที่เป็นคนออกแบบห้องน้ำของที่นี่กันนะ ทั้ง ๆ มีโถเยี่ยวตั้งเยอะ แต่กลับไม่มีห้องสำหรับปลดทุกข์หนักแม้แต่ห้องเดียว ต่างโลกนี่มันต่างโลกจริงๆ เรื่องแบบนี้ก็มีเหมือนกัน”
เป็นไปดั่งที่คำใบ้บอก ห้องน้ำชายของสวนสาธารณะแห่งนี้มิได้มีห้องสุขาดังคาด
ถึงกระนั้นก็ยังไม่เข้าใจ ว่าคำใบ้ที่เจ็ดต้องการสื่อความนัยถึงสิ่งใดกันแน่
ชายผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามาหาในขณะที่กวีกำลังครุ่นคิด มิใช่ใครอื่น เขาคือเรเวนซึ่งพึ่งพบเจอกันราวห้านาทีที่ผ่านมา
“แย่ชะมัด ใครกันที่มันออกแบบห้องน้ำสาธารณะให้เป็นแบบนี้กัน ลองคิดดูสิ ถ้าชั้นปวดอึขึ้นมามันคงจะทรมานใจน่าดู”
มิใช่เพียงกวี เพราะแม้กระทั่งชายผู้นี้ที่เป็นคนท้องถิ่นกลับยังรู้สึกสงสัย
ถึงกระนั้น ถ้อยคำที่เขาได้กล่าวออกไปกลับสร้างแรงบันดาลใจให้แก่อีกหนึ่งคน
“จริงสิ อาจจะใช่ก็ได้ !!” กวีเปล่งวาจาด้วยเสียงดัง เร่งหันหน้าไปอีกทางพลางทำท่าจะจากไป
ในช่วงเวลาต่อมา ณ บริเวณด้านหน้าห้องน้ำหญิง
กวีมาถึงจุดหมายใหม่ แต่ที่ขัดใจยิ่งกว่าคือการติดตามมาติด ๆ ของเจ้าเรเวน
“พวกเรามาทำอะไรที่นี่กันแน่ ไม่ใช่ว่านายเป็นพวกอย่างว่าหรอกนะ ?”
ช่างน่าอึดอัดเสียนี่กระไร นับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมาตราบเท่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบัน ไม่มีคราใดแม้แต่ครั้งเดียว ที่กวีจักเกลียดชังใครก็ตามเท่าการพบเจอกับชายรูปงามจอมน่ารำคาญผู้นี้
เมื่อนั้นเขาจึงหันหน้ากลับไป ริมฝีปากสั่นไหวเพื่อกล่าววาจาแม้จะไม่สบอารมณ์
“ไม่ใช่ว่านายพึ่งบอกใบ้ชั้นไปเมื่อครู่ไม่ใช่รึไง”
สีหน้าของเรเวนแสดงออกมาว่าตนมิได้เข้าใจ “เอาจริงดิ ?” เปล่งเสียงขึ้นเพื่อยืนยันพลางชี้นิ้วไปที่ตนเอง
กวีได้ยินเช่นนั้นจึงรู้สึกรำคาญใจ ชายผู้นี้แกล้งลองเชิงหรือเพียงโดยธรรมชาติ ทั้ง ๆ ที่ตนพึ่งบอกใบ้ไปหยอกๆ กระนั้นกลับมิได้ล่วงรู้เลยว่าสิ่งที่ตนพึ่งกล่าวไปคือคำตอบสำหรับคำถาม
“เอาเถอะ นายไม่ต้องพูดอะไรแล้วก็ได้ มันจะเสียเวลาชั้นเปล่าๆ” เมื่อนั้นกวีจึงเลิกคิดมาก “ตามมาสิ” เสียงถูกเปล่งขึ้นอีกครั้งและจึงเริ่มต้นก้าวเดินไปยังด้านหลังของแดนสุขา
ทั้งสองหยุดอยู่ ณ เขตแดนห้องน้ำหญิง ภายนอกประดับประดาเฉกเช่นห้องน้ำชาย มิได้มีสิ่งใดแตกต่างกันเท่าใดนัก
กวีเริ่มต้นก้าวเดินเข้าสู่ภายใน เรเวนจึงไม่รอช้าเร่งฝีเท้าย่างก้าวตามเข้าไป
ด้านหน้ามีอ่างล้างหน้าราวสี่จุด ส่วนห้องสุขามีอยู่ราวห้าห้อง สี่ในห้าถูกติดป้ายเอาไว้ว่าชำรุด จึงมีเพียงห้องเดียวที่สามารถใช้การได้
“พวกเราเข้ามาทำอะไรในห้องน้ำหญิงกันแน่ ?” เสียงของเรเวนถูกเปล่งขึ้นด้วยความฉงน เร่งกวาดสายตามองซ้ายขวากลัวว่าหญิงใดจะผ่านมาเห็น
“หยิบกระดาษคำใบ้ขึ้นมาแล้วลองอ่านคำใบ้ที่เจ็ดดูสิ”
ได้ยินคำสั่งจากท่านหัวหน้า เรเวนจึงไม่รอช้าและหยิบกระดาษขึ้นมาตามที่ท่านสั่ง
“แย่ล่ะสิ.. รู้สึกว่าเราคงจะกินมากเกินไปหน่อย.. รู้สึกปวดขี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก.. แต่เอ๊ะ.. ทำไมห้องน้ำชายถึงมีแต่โถเยี่ยวกันล่ะ.. ถ้าตูขี้แตกขึ้นมาจะทำยังไง.. เอาไงดี.. เอาไงดี..”
แม้จะลองพึงพินิจพิจารณาอ่านสามหรือสี่ครั้ง เรเวนกลับมิอาจเข้าใจในสิ่งที่เนื้อความต้องการจะสื่อได้เลยแม้แต่น้อย
“มันก็แค่เรื่องไม่เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นมามั่ว ๆ ไม่ใช่รึไง”
กวีส่ายหัวไปมา “เจ้าโง่ ลองคิดตามชั้นดูนะ ในคำใบ้นี้มีสาระสำคัญอยู่สองข้อ” กล่าวและชูนิ้วชี้ข้างขวาขึ้นมาหนึ่งนิ้ว “สาระสำคัญข้อที่หนึ่ง นั่นคือโถเยี่ยว แต่ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องใช้โถ่เยี่ยวเหมือนผู้ชาย เพราะฉะนั้น ผู้เขียนคำใบ้เหล่านี้ขึ้นมาจำต้องเป็นผู้ชาย”
ชูนิ้วกลางข้างขวาขึ้นพร้อมเปล่งเสียงให้ดังก้องอีกครา “ข้อที่สอง จากเนื้อความ บ่งบอกว่าชายผู้นี้กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เร่งรีบ ซึ่งในกรณีที่อั้นไม่ไหวแล้วจริงๆ คนเราก็มักจะไม่สนเรื่องหน้าตาหรือฐานะทางสังคม ในกรณีนี้ นายคิดว่าเจ้าหมอนี่จะทำยังไงต่อกันล่ะ ?”
เรเวนเริ่มต้นครุ่นคิดพลันสิ้นสุดประโยคบอกเล่าของกวี และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา แววตาของเขาก็ตื่นตะลึงประหนึ่งได้ยาชูกำลังชั้นดี
“ก็ไปใช้ห้องน้ำหญิงซะสิ! ในเมื่อเป็นห้องน้ำสาธารณะ ยังไงก็ต้องมีทั้งห้องน้ำหญิงและห้องน้ำชายอยู่แล้ว !!”
“ถูกต้อง”
กวีไม่รอช้าพลางยื่นมือออกไปข้างหน้าเพื่อเปิดประหูห้องน้ำที่ใช้การได้เพียงหนึ่งเดียว
ภายในเป็นเพียงห้องน้ำธรรมดา ทว่าเมื่อลองยื่นเท้าออกไปข้างหน้า ปลายเท้ากลับหายไปประหนึ่งมันกำลังถูกดูดกลืน
รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกวี พร้อมกับร่างกายที่สูญหายไปพลันก้าวเดินเข้าสู่ภายในห้องสุขา
ณ ที่ใดสักแห่ง
บริเวณโดยรอบเป็นห้องโถงอันโล่งเปล่าพร้อมขนาดอันกว้างใหญ่ไพศาล
มีผู้คนมากมายเฝ้ารออยู่ ณ ที่แห่งนี้ บ้างก็นั่งฟุบหลับ บ้างก็ยืนเฝ้ารออย่างนิ่งสงบ หรือบ้างก็ฝึกฝนการตวัดดาบครั้งแล้วครั้งเล่า
ร่างกายของพวกเขาแต่ละคนล้วนต่างกำยำประหนึ่งได้รับการขัดเกลามาเป็นอย่างดี บริเวณข้อมือของทุกคนล้วนมีนาฬิกาอยู่คนละเรือน พวกเขาทั้งหมดคือเหล่าผู้เข้าร่วมทดสอบนักบุกเบิกฝึกหัด
“ซุ่มม !!”
แสงสว่างพลันส่องประกายขึ้นท่ามกลางพื้นที่อันว่างเปล่า ในช่วงต่อมาได้ปรากฏเรือนร่างของชายสองคน หนึ่งคือกวี และอีกหนึ่งคือเรเวน
“เรามาถึงจนได้เนอะ ไม่นึกเลยว่าจะยังทันเวลา ตอนแรกที่ได้ยินพี่สาวพนักงานพูดก็นึกว่าจะมาไม่ทันซะอีก” เรเวนกล่าวด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมล้นไปด้วยพลังงาน
ถึงกระนั้น กวีกลับไม่ชอบเอาเสียเลย ลำพังตัวเขาเป็นพวกไม่เข้าสังคม เขายังคิดเสียด้วยซ้ำว่าการสวมหน้ากากเข้าหากันเป็นเรื่องจำเป็น ทว่าในขณะเดียวกันกลับไม่ชอบคนจำพวกใสซื่อบริสุทธิ์ไร้ซึ่งเจตนาแฝงเจือปนเฉกเช่นเรเวน
“ไปไกล ๆ ซะไป” กวีขับไสไล่ส่งอย่างไม่ไยดี
“ไม่เอาน่า สองหัวยังดีกว่าหัวเดียวนะพวก”
เรเวนยังคงตามตื๊อประหนึ่งตนได้พบเจอกับหญิงงามที่ตนต้องตา
อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่ากวีไม่อยากมีเพื่อน ตัวเขานั้นเข้ากันได้ดีกับกลุ่มของแอนนาและแมรี่ ถึงกระนั้น เรเวนกลับเป็นข้อยกเว้น เสียงของเขาฟังแล้วชวนให้น่ารำคาญ หากให้เปรียบเปรยก็คงราวกับนกแก้วหรือนกขุนทองที่ร้องจ้อไม่ยอมหยุด
“ฟังทางนี้ !!”
เสียงของใครบางคนดังก้องกังวานมาจากที่ห่างไกล ทุกคนจึงพร้อมกันส่งสายตาไปยังทิศทางของต้นเสียงอย่างพร้อมเพรียง
ณ ทิศทางดังกล่าว ชายวัยกลางคนได้ก้าวเดินออกมา ศีรษะของเขาเป็นทรงสกินเฮด ใบหน้ามีหนวดเคลาคล้ายกับตาลุง ปรากฏตัวในชุดกางเกงยีนและเสื้อกั๊กสีเทา สวมใส่แว่นกันแดดสีดำจึงมิอาจล่วงรู้ได้ว่ารูปร่างของดวงตาเป็นเช่นไร
“ปีนี้มีตั้งแปดพันหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดคนเลยรึเนี่ย แบบนี้การคุมสอบคงยุ่งยากและน่ารำคาญไม่น้อย” เขากล่าวพลางจ้องไปยังนาฬิกา หากพวกกวีมาช้ากว่านี้เพียงเสี้ยววินาที พวกเขาคงถูกตัดสิทธิ์การเข้าสอบและจำต้องรอจนกว่าจะถึงปีต่อไป
ทันใดนั้น ริมฝีปากของชายวัยกลางคนจึงขยับยกขึ้นสูง กลายเป็นรอยยิ้มบาง ๆ พร้อมเสียงกล่าวที่ถูกเปล่งขึ้น
“ก่อนอื่นก็ขอยินดีต้อนรับทุกคนที่ผ่านการทดสอบในรอบที่ศูนย์ได้สำเร็จ ชั้นคือผู้คุมสอบ มีชื่อว่าโบโบโบ ตอนนี้พวกนายทั้งหมดได้ถูกเคลื่อนย้ายมายังเกาะร้างกลางทะเล และหลังจากนี้อีกไม่นานนัก พวกเราจะเริ่มทำการทดสอบที่หนึ่งกันในทันที จงเตรียมตัวกันให้พร้อม”
สมแล้วที่เป็นการทดสอบอาชีพนักบุกเบิกที่ทุกคนต่างเฝ้าฝันถึง เพียงการแสวงหาสถานที่ทดสอบยังถือเป็นหนึ่งในการทดสอบ อย่างไรก็ตาม นับจากนี้เป็นต้นไป..
‘การสอบที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้’