ตอนที่หนึ่งร้อยห้าสิบห้า The last magician
ในเรื่องราวของการที่เราจะจัดการทางการเงิน
เราควรจะสงสัยตั้งแต่แรกแล้วว่าทั้งที่เงินในกระเป๋าของเราน่าจะเป็นของเรา
ทำไม่เราถึงไม่สามารถเผาธนบัตรที่อยู่ในกระเป๋าของเราได้ทั้งที่เราสามารถเผาสิ่งของทุกอย่างที่เป็นของเราได้
หากคนธรรมดาทั่วไปเริ่มรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าเราไม่ใช่ของเราเอง
ก็จะเกิดเหตุกาณณ์อย่างที่ยุคเงินดิจิตัลเบ่งบานเช่นนี้
ไม่ใช่เพราะเงินดิจิตัลมีคุณธรรมมากกว่า
แต่เพราะเงินดิจิตัลก็เป็นมหาโจรที่ชั่วช้าเลวทรามเช่นกัน...แค่เป็นมหาโจรที่ไม่ชั่วช้าเลวทรามเท่ากับรัฐบาลเท่านั้นเอง
เพราะอ้างว่าจำนวนเงินมีข้อจำกัด
ต่างกับรัฐที่สามารถเสกเงินขึ้นมาเท่าไรก็ได้ตามแนวคิดทฤษฎีทางการเงินยุคใหม่ที่หลักประกันค่าเงินคือความเชื่อถือที่มีต่อองค์กรนั้นล้วนๆ
หากอธิบายภาษาการเงินนั้นยากที่จะเข้าใจ
การอธิบายแบบการเล่นแร่แปรธาตุสำหรับคนที่ผ่านการอ่านแนวเล่นแร่แปรธาตุของแขนกลคนแปรธาตุ Fullmetal Alchemist
น่าจะทำให้คนเข้าใจได้ง่ายกว่า
เมื่อสรรพสิ่งในโลกนี้นั้นตกอยู่ภายใต้กฎ
การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกันEquivalent Exchange
การที่รัฐเสกเงินพิมพ์ธนบัตรเพิ่มมากขึ้นหรือเพิ่มจำนวนหนี้มากขึ้น
รัฐจ่ายอะไรไปตามหลักการเล่นแร่แปรธาตุ?
แม้แต่การ “ซัดตะกั่วให้กลายเป็นทอง”หรือการหาเหล็กไหล เราก็ต้องเอาเหล็กธรรมดาและการเตรียมพิธีกรรมนั้นมาหลอกล่อและตัดเหล็กไหลหรือเตรียมอุปกรณ์ปรอทต่างๆเพื่อเปลี่ยนตะกั่วให้กลายเป็นทองคำ
รัฐขายวิญญาณของคนไปกี่คนเพื่อแลกกับเงินจำนวนที่เสกขึ้นมาใหม่นั้น?
มีคำกล่าวว่า ไอแซค นิวตัน ไม่ใช่
นักวิทยาศาสตร์คนแรกของโลกยุคใหม่
First of modern scientist
แต่เขาคือ
จอมเวทย์คนสุดท้าย
The last magician
ว่าอย่างที่เดคิซึงิคุงว่าเอาไว้
วิทยาศาสตร์กับเวทย์ไม่ได้แยกจากกันมันคือจุดเริ่มต้นของวิทยาศาสตร์
ไอแซค นิวตัน ไม่ได้มองว่าโลกนี้ไร้จิตวิญญาณทุกอย่างเป็นแค่กลไกเครื่องจักรตามกลไกของนาฬิกา
แต่ทุกอย่างมาจากพระเจ้าต่างหาก
การที่เราศึกษาวิทยาศาสตร์หรือปรัชญาธรรมชาติก็เพื่อทำให้เราสามารถเข้าใจพระเจ้าได้มากยิ่งขึ้น
การศึกษาวิทยาศาสตร์หรือปรัชญาธรรมชาติทำให้เราใกล้ชิดกับพระเจ้าได้มากยิ่งขึ้น
อะไรที่คนในปัจจุบันอย่างคนใส่สูทใส่แว่นอธิบายให้คนทั่วไปงงในเรื่องการเงินการธนาคาร
เราถอยมาสักก้าวและมองมันอย่างการเล่นแร่แปรธาตุจะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่ามันตั้งใจจะโกงเรานี่หว่า?
เพราะสรรพสิ่งเกิดมาจากรากฐานเดียวกันตามแนวความคิดของไอแซคนิวตัน คือพระเจ้า
เราเข้าใจจักรวาลเราก็เข้าใจพระเจ้า
ไม่มีอะไรที่ขัดแย้งกันแต่ประการใด
ยิ่งผมมาในโลกยุคนี้และสามารถใช้เวทย์ได้เช่นนี้ยิ่งทำให้การมองโลกยิ่งต่างออกไป
ไม่มีความแตกต่างกันในที่สุดระหว่างศาสตร์เวทย์หรือวิทยาศาสตร์
สิ่งที่ผมจะจ่ายไปเพื่อให้ได้เงินขึ้นมาคือความสุขในชีวิตของลูกหลานของคนในหมู่บ้านเสือดำในอนาคตและอัตราการกำเนิดประชากรที่จะตกต่ำลงจากากรมาถึงของสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่
ตามหลักพิธีบูชายัญที่ข้อดีของมันคือเราไม่ต้อง“จ่าย” ค่าตอบแทนด้วยตนเอง
หากเราสามารถ “จ่าย”ได้ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณของคนอื่นๆ
แบบเดียวกับที่รัฐบาลและคนใส่สูทใส่แว่นในระบบการเงินทำในการเสกเงินออกมาจากความว่างเปล่าด้วยวิชาการเล่นแร่แปรธาตุนี้
และหาว่าประชาชนทั่วไปนั้นโง่เขลาไม่เข้าใจเรื่องราวทางการเงิน
ทั้งที่ประชาชนทั่วไปแค่คิดตามสามัญสำนึกของมนุษย์ปรกติว่า
ไม่น่าจะมีใครนิสัยชั่วช้าสารเลวขนาดนี้อยู่ในโลกได้
คนประเภทไหนกันที่ขายวิญญาณของคนในประเทศนับไม่ถ้วนเพื่อแลกกับเงินตรา?
ว่ามนุษย์แม้แต่คนที่ชั่วช้าและรังเกียจกันตามสามัญสำนึกของมนุษย์ปรกติก็ยังไม่ทำกันขนาดนี้
แต่อย่างที่ดัมเบิ้ลดอร์ว่าเอาไว้ยิ่งเราเก่งกาจเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่เก่งกาจอย่างคนใส่สูทใส่แว่น
ความผิดพลาดและความชั่วร้ายของเราก็ยิ่งมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปหลายเท่านัก
สิ่งที่ปลอบประโยมอย่างหนึ่งคือ
อย่างน้อยเงินบริษัทของผม
ก็ทำร้ายพวกเขาไม่เท่ากับเงินของรัฐบาล
“พวกเอ็งจะเจ็บป่วยอยากได้หยูกยาสามารถบอกข้ามาได้ราจะสร้างเป็นสวัสดิการให้กับพวกเอ็ง”
เจิดจะพูดต่อแต่เห็นคนทำหน้างง
“อะไรหรือ?”
ทลายคนหันไปมองหน้ากัน
“สะหวาด ดีกันนี่มันคืออะไรจ๊ะ?พวกเราก็สวัสดีกันตลอดอยู่แล้วนี่จ๊ะ”