"อี้เอ๋อร์เด็กดี มาหาข้าเร็ว"
น้ำเสียงแหบทุ้ม แต่ฟังแล้วนุ่มละมุน ช่างต่างกับจ้าวเยี่ยหยางเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว เจียงอี้หลินเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย ชายหนุ่มนั่งคุกเข่าลงข้างหนึ่ง แล้วอุ้มเด็กน้อยให้นั่งลงบนขาของตัวเอง จากนั้นก็ฉวยโอกาสกอดเอวเล็กไว้หลวม ๆ กลิ่นหอมอ่อน ๆ นั่น ลอยมาเตะจมูกจ้าวเยี่ยหยางอีกแล้ว ชายหนุ่มเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะก่อนจะรีบตั้งสติและกระแอมไอเบา ๆ
"ท่านพี่เยี่ยหยาง เรียกหาข้ามีอะไรเหรอ" เจียงอี้หลินแหงนหน้าขึ้นไปมอง
"อี้เอ๋อร์ เกือกม้าที่เ้าพูดถึง เ้าเคยเห็นรูปลักษณ์ของมันหรือไม่ บอกข้าหน่อย ว่าหน้าตาของมันเป็อย่างไร"
"อ๋อ เคยสิเดี๋ยวข้าจะวาดให้ท่านดูเอง" เด็กน้อยยิ้มหน้าบาน ก่อนจะลงจากตักของจ้าวเยี่ยหยางแล้วไปหยิบเศษไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ มา จากนั้นค่อยลงมือวาด
"เกือกม้าจะต้องโค้งมน ขนาดพอดี เข้ากับกีบม้า ความกว้างประมาณนี้ เจาะรูไว้ตรงนี้ เพื่อเอาไว้ตอกตะปูยึดเกือกม้าเข้ากับกีบม้า แบบนี้ ขนาดตะปูก็ต้องไม่สั้นไม่ยาว ตอกแล้วต้องไม่หลุดออกมาง่าย ๆ แล้วก็ไม่ยาวจนทิ่มเนื้อ ไม่งั้นม้าจะได้รับาเ็ได้ เอ้า เสร็จแล้ว"
เขาวาดพร้อมกับเขียนบรรยายอย่างละเอียด แต่เขาลืมไปเสียสนิทว่าตัวอักษรของยุคโบราณกับศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมันเขียนไม่เหมือนกัน และเขาก็ดันไม่ค่อยจะแตกฉานตัวอักษรโบราณเสียด้วยสิ เพราะเคยเรียนทางด้านนี้
"อี้เอ๋อร์ ของข้าเป็เด็กที่ฉลาดจริง ๆ"
จ้าวเยี่ยหยางลูบหัวทุยของเด็กน้อยอย่างชมเชย แม้จะอ่านอักษรนั่นไม่ออกแต่แค่เห็นรูปวาดเขาก็พอจะเข้าใจลักษณะ และวิธีใช้งานของมันแล้ว ไม่นานจึงให้คนไปเอาม้วนหนังสัตว์มาและลงมือแกะสลักตามรูปลักษณ์ที่เด็กน้อยวาดให้ดู พร้อมทั้งบรรยายตามที่เด็กน้อยพูด
“ทีนี้ เ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่" จ้าวเยี่ยหยางส่งม้วนแผ่นหนังนั้นให้กับนายช่างฝาน อีกฝ่ายรีบรับไปดู ก่อนจะพยักหน้ารัว ๆ
"คิดว่าได้ขอรับ เช่นนั้นข้าน้อยขอเวลาห้าวัน"
"ข้าให้สามวัน" จ้าวเยี่ยหยางยื่นคำขาด อีกฝ่ายไม่กล้าเอ่ยคำทัดทานใด ๆ อีกแล้ว เขารีบขอตัวไปทำงาน เพื่อเร่งให้เสร็จทันเวลาสามวัน
"ว่าแต่อีเอ๋อร์ เ้าไปเรียนเขียนตัวอักษรมาจากที่ใด"
ชายหนุ่มถามอย่างสงสัย เพราะตัวอักษรบนพื้นดินนั่น ดูไม่เหมือนเด็กเพิ่งเริ่มหัดเขียน แม้ว่าบางตัวขีดจะขาด ๆ เกิน ๆ จนอ่านแทบไม่ออก แต่ก็ไม่เหมือนตัวอักษรที่เขียนขึ้นมามั่ว ๆ
"ท่านพ่อข้าเป็คนสอนให้ แต่สงสัยข้าคงความจำไม่ดี เลยจำไม่ได้เสียที" เจียงอี้หลินยกมือเขกหัวตัวเองอย่างน่ารัก พร้อมตีหน้าเศร้า จ้าวเยี่ยหยางรู้สึกรักและเอ็นดูท่าทางทุกอย่างของเด็กน้อยจริง ๆ
"เอาอย่างนี้ ข้าจะไปรับเ้าที่เรือนทุกวัน และจะสอนเ้าเขียนอักษร ดีหรือไม่"
จ้าวเยี่ยหยางออกอุบายเพื่อหาข้ออ้างไปรับตัวเจียงอี้หลินมาที่นี่ ไม่รู้รองแม่ทัพหนุ่มผู้นี้จะรู้ตัวเองบ้างหรือไม่ว่า นับวันเขาจะยิ่งทำตัวโรคจิตขึ้นทุกวัน
"จริงเหรอ ท่านจะสอนข้าเขียนอักษรจริงเหรอ"
เด็กน้อยเข้าไปกอดคอจ้าวเยี่ยหยางอย่างออดอ้อน ตัวของเขามักชอบเข้าไปกอดไปััตามความเคยชิน โดยที่ไม่รู้เลยว่ารองแม่ทัพหนุ่มจะต้องคอยสู้รบตบตีกับความดำมืดในจิตใจของตนเองมากน้อยแค่ไหน ร่างสูงช้อนตัวเด็กน้อยขึ้นอุ้ม ตั้งใจจะพาไปขี่ม้าเล่นสักรอบก่อน ค่อยพาไปส่งที่เรือน
ั้แ่นั้นมา เมื่อเสร็จสิ้นจากการฝึก่เช้าของตัวเอง ชายหนุ่มจะไปรับเด็กน้อยที่บ้านทุกวัน เพื่อสอนฟันดาบ ขี่ม้า ยิงธนู และเรียนเขียนอักษร โดยหากระบะทรายมาให้ใช้ฝึกเขียน ค่อยมาหัดแกะสลักกับม้วนไม้ไผ่อีกที
วันนี้จ้าวเสวียนเฟิงว่างจากการประชุมอันเคร่งเครียด จึงได้ออกมายืดเส้นยืดสายแถวลานฝึก เื่ที่ว่าบุตรชายของเขาไปรับตัวเด็กจากในหมู่บ้านมาที่ค่ายทุกวันนั้น เขารู้ตั้งนานแล้ว และเขาไม่ได้คิดจะห้าม แต่ถึงอย่างนั้นก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ ที่จู่ ๆ บุตรชายก็ให้ความสำคัญกับเด็กคนนี้
เพราะปกติแล้วบุตรชายเป็คนเ็า เงียบขรึม พูดน้อย เขาเองยังเป็กังวลเลยว่าหากเป็เช่นนี้ บุตรชายจะสามารถหาภรรยาได้หรือไม่ เพราะเอาแต่หมกตัวอยู่ที่ชายแดน ั้แ่ที่จ้าวเยี่ยหยางติดตามเขาออกสู่สนามรบเมื่อสามปีก่อน เขาก็ไม่เคยกลับบ้านเลยสักครั้ง ตอนนี้ฮูหยินของเขากำลังร้อนใจเพราะคิดถึงและเป็ห่วงบุตรชาย
แต่แล้วเมื่อเขาได้เห็นใบหน้าของเด็กคนนั้นชัด ๆ จ้าวเสวียนเฟิงก็ต้องใ เพราะใบหน้านี้ช่างคล้ายกับองค์ชายรองฉินเฉิงรุ่ยไม่มีผิด แม้ว่าเขาจะไม่ได้พบหน้าองค์ชายรองมานานหลายปีแล้ว แต่เค้าโครงใบหน้านี้ ช่างเหมือนกันราวกับฝาแฝด
แต่เขาคงคิดมากไปเอง บนโลกนี้จะมีคนที่หน้าเหมือนกันราวกับแฝด โดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเืได้ยังไงกันละ
วันเวลาผ่านไปร่วมเดือนที่เจียงอี้หลินเทียวไปเทียวมา และ วิ่งเล่นอยู่ในค่าย จนกลายเป็ที่ชินตาของบรรดาทหารที่นั่นไปเสียแล้ว แม้จ้าวเยี่ยหยางจะชอบหาเวลาว่างมาเกาะติดเด็กน้อย แต่เมื่อถึงยามฝึกตัวเขาก็ไม่เคยหย่อนยาน จวบจนเมื่อทุกคนเสร็จสิ้นจากการฝึกอันแสนหฤโหด พวกเขาก็มานั่งพักกันที่ใต้ร่มไม้
อากาศที่นี่เย็นสดชื่น สายลมพัดเบา ๆ ทำให้รู้สึกสบายตัว เจียงอี้หลินนอนกางแขนกางขาสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดหลับตาพริ้ม หัวของเขาหนุนอยู่บนตักของจ้าวเยี่ยหยาง ช่างสบายเสียนี่กระไร รองแม่ทัพหนุ่มเองก็เขี่ยปอยผมของเด็กน้อยเล่นอย่างเบามือ
"วันนี้เราออกไปล่าสัตว์กันดีหรือไม่ ท่านรองแม่ทัพ"
ลู่ผิงเสนอความคิด เมื่อเจียงอี้หลินได้ยินว่าพวกทหารกับองครักษ์จะออกไปล่าสัตว์กัน ตนก็หูผึ่งรีบเด้งตัวลุกขึ้นจากตักของจ้าวเยี่ยหยางทันที ทำให้ชายหนุ่มแอบเสียดายเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตามองผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างดุดัน คนถูกมองถึงกับสะดุ้งโหยง
"พี่ลู่ผิงจะไปล่าสัตว์กันเหรอ ขอข้าไปด้วยคนสิ ท่านพี่เยี่ยหยาง ขอข้าไปด้วยได้ไหม" เจียงอี้หลินส่งเสียงอ้อน เกาะแขนจ้าวเยี่ยหยาง
"เอาสิ ถ้าเ้าอยากไป เดี๋ยวข้าพาไป" คนถูกอ้อนมองเด็กน้อยด้วยสายตาละมุนแล้วเกลี่ยแก้มนุ่มเบา ๆ
‘ท่านรองแม่ทัพ เหตุใดท่านถึงเป็คนลำเอียงเช่นนี้ เมื่อครู่ยังมองข้าด้วยแววตาโเี้แท้ ๆ แต่พอเป็คุณชายน้อย ท่านกลับมองเสียอ่อนโยนเชียว’ ลู่ผิงได้แต่ลอบคิดในใจ
จ้าวเยี่ยหยางนำเหล่าทหารและองครักษ์ 4-5 คน ออกไปช่วยกันล่าสัตว์
"ท่านพี่เยี่ยหยาง ขี่ม้าไปเช่นนี้แล้วพวกสัตว์ป่าไม่หนีกระเจิงหมดเหรอ"
เด็กน้อยแหงนหน้าขึ้นมาถาม จ้าวเยี่ยหยางที่นั่งซ้อนท้ายอยู่ด้านหลัง
อันที่จริงเจียงอี้หลินก็ขี่ม้าได้คล่องแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่ยอมให้เด็กน้อยขี่ม้าคนเดียวเป็อันขาด จึงเอาเด็กน้อยมานั่งบนม้าตัวเดียวกับตน พร้อมกับเอามือกอดเอวไว้ เพื่อกันไม่ให้เจียงอี้หลินตกลงไป
"ไว้ไปถึงตีนเขาแล้วพวกเราค่อยเดินเท้าขึ้นไป แต่อี้เอ๋อร์ เ้าจงจำไว้ อย่าอยู่ห่างจากข้าเด็ดขาด เข้าใจไหม"
จ้าวเยี่ยหยางกำชับ เด็กน้อยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะฮัมเพลงไปตลอดทางอย่างอารมณ์ดี
ทำไมเ้าก้อนแป้งกลม ๆ นี่ถึงได้น่ารักขนาดนี้นะ อยากจับมาม้วน ๆ แล้วกลืนลงท้องเสียจริง ไม่คิดเปล่า แต่ชายหนุ่มกลับกลืนน้ำลายซะเสียงดัง ช่างเป็รองแม่ทัพที่ไร้ยางอายจริง ๆ
นับวันจ้าวเยี่ยหยางยิ่งติดเด็กน้อยมากขึ้นทุกที ส่วนเ้าเด็กแสบนี่ก็ชอบแหย่เขาเล่นด้วยการหอมแก้มเขาบ้างละ จูบหน้าผากเขาบ้างละ เอาหัวทุย ๆ นั่นถูไถอกเขาบ้างละ เรียกได้ว่าศีลธรรมในใจของท่านรองแม่ทัพถูกรีดเค้นเอาออกมาใช้จนหมดแล้ว แต่ก็ยังแทบจะอดใจไม่ไหว
เมื่อทั้งหมดเดินทางมาถึงตีนเขา พวกเขาต่างก็แยกย้ายกันออกไปล่าสัตว์ จ้าวเยี่ยหยางพาเจียงอี้หลินขี่ม้าลึกเข้าไปในป่า พื้นที่บนูเาแถบนี้แทบจะไม่มีสัตว์ดุร้าย เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเคยออกมาสำรวจที่นี่หลายครั้งแล้ว
และูเาลูกนี้ยังเต็มไปด้วยพืชพรรณสมุนไพรนานาชนิด ชาวบ้านจึงมักขึ้นเขามาล่าสัตว์กับเก็บผักป่าและสมุนไพรไปใช้รักษาโรคภัย บ้างก็นำไปขาย
"เอ๊ะนั่น! กระต่ายป่านี่" เจียงอี้หลินชี้ไปยังกระต่ายสีน้ำตาลตัวน้อยด้วยความตื่นเต้น แต่คงเพราะเสียงดังเกินไปหน่อย จึงทำให้กระต่ายตัวนั้นใจนเตลิดไป
"อ่าว หนีไปซะแล้ว" เด็กน้อยยู่ปากด้วยความเสียดาย
"ฮ่าฮ่าฮ่า! มันคงใเสียงของเ้ากระมัง"
จ้าวเยี่ยหยางแกล้งขยี้ผมของเขาด้วยความหมั่นเขี้ยว เจียงอี้หลินหันไปมองค้อนหนึ่งทีพร้อมเอามือจับหัวตัวเอง “ใครว่าล่ะ มันใเสียฝีเท้าม้าต่างหาก”
“งั้นเราผูกเ้าไป๋หยุนให้เล็มหญ้ากินแถว ๆ นี้ ส่วนพวกเราค่อยเดินเท้าเข้าไปดีไหม?”
“ดี”
จ้าวเยี่ยหยางะโลงจากหลังม้าก่อนแล้วค่อยอุ้มเด็กน้อยลงมา จากนั้นก็นำไป๋หยุนไปผูกไว้กับต้นไม้ใกล้ ๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินจูงมือกันเข้าไปในป่า
"ชู่วว~" จ้าวเยี่ยหยางยกนิ้วชี้แตะที่ริมฝีปาก เจียงอี้หลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ ทั้งสองจึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้ไก่ตัวนั้น
"อี้เอ๋อร์ เ้าอยากล่าไก่ป่าตัวนั้นเองหรือไม่" เขาหันไปกระซิบถาม เด็กน้อยพยักหน้ารัว ๆ ด้วยประกายตาแวววาว จ้าวเยี่ยหยางส่งคันธนูอันขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ให้กับเจียงอี้หลิน คันธนูนี่เขาทำให้เด็กน้อยเพื่อไว้ใช้ในการฝึกโดยเฉพาะ
เจียงอี้หลินรับคันธนูมาถือ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบลูกศรที่เขาสะพายไว้ด้านหลัง เขาใส่แหวนอันจิ๋วลงที่นิ้วหัวแม่มือจากนั้นก็เริ่มน้าวสาย น้าวอยู่สองสามครั้งก็กะจังหวะยิงไม่ได้เสียที เนื่องจากธนูคันนี้เป็แบบพิเศษสำหรับการฝึกของเขา
หากจะน้าวสายธนูจนเต็มระยะดึง ต้องใช้แรงอย่างน้อยห้าสิบจิน[1] แขนของเจียงอี้หลินทั้งบางและเล็กมาก เพราะงั้นเขาจึงน้าวสายธนูได้แค่ครึ่งระยะเท่านั้น
ร่างสูงย่อตัวลงขยับไปยืนซ้อนอยู่ด้านหลังของเด็กน้อย เขาจับมือกลมเล็กและค่อย ๆ น้าวสาย ปลายลูกศรถูกดึงจนสุด ร่างเล็กช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่ม เมื่อััได้ว่าตนกำลังถูกจ้องมองอยู่
จ้าวเยี่ยหยางจึงละสายตาจากเหยื่อตรงหน้าแล้วหันมาสบตาเด็กน้อยอย่างอ่อนละมุน ก่อนจะส่งยิ้มให้บาง ๆ
เจียงอี้หลินรู้สึกวูบไหวตรงช่องท้อง ราวกับมีกองทัพแมลงบินอยู่ในนั้น อกน้อย ๆ สั่นไหวอย่างควบคุมไม่อยู่ เขารีบหันกลับไปหาไก่ป่า แล้วหลับตาลงเพื่อรวบรวมสมาธิ แม้จ้าวเยี่ยหยางจะช่วยอีกฝ่ายน้าวสายธนู แต่ก็ไม่ได้ช่วยปรับองศายิงให้ เด็กน้อยจึงต้องเล็งยิงด้วยตัวเอง เมื่อรวบรวมสมาธิกลับมาได้อีกครั้ง มือของเขาจึงค่อยปล่อยลูกธนู
ศรปลายแหลมพุ่งออกจากคัน แหวกอากาศปักลงบนตัวไก่ป่าผู้โชคร้ายอย่างแม่นยำ เด็กน้อยเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะะโโลดเต้นด้วยความดีใจแล้วหันไปกอดคนด้านหลัง
"โดนแล้ว ท่านพี่เยี่ยหยาง ท่านเห็นหรือไม่"
"อื้ม เ้าเก่งมาก อี้เอ๋อร์ของข้าเก่งที่สุด" เขาหันไปยิ้มให้ แล้วเอ่ยชม
"เรารีบไปเก็บไก่ป่าตัวนั้นกันเถอะ"
ทั้งสองเน้นล่าแต่สัตว์ตัวเล็ก ๆ เพราะคิดว่าหากล่าได้ตัวใหญ่ จะเอากลับลำบาก
.
.
จบตอน.
เชิงอรรถ
[1] เป็หน่วยวัดของจีน หนึ่งจิน เท่ากับ ครึ่งกิโลกรัม