่เวลาที่ฉันอยู่โรงพยาบาลแผนที่จะช่วยกายติวหนังสือเป็อันว่าต้องหยุดพักไปอย่างถาวรเพราะหลังจากวันที่เ้าตัวอาละวาดในครั้งนั้นอาการก็ทรุดลงอย่างต่อเนื่อง ฉันที่คอยเฝ้าดูแลก็ไม่เป็อันทำอะไรไปด้วย แม่ของฉันและเจมส์มาเยี่ยมกายเกือบทุกวัน
กายมีอาการแพ้คีโมอย่างหนักจนต้องรีบดำเนินการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ให้เร็วที่สุด แต่ใน่เวลานี้ไม่มีผู้บริจาคคนไหนเลยที่มีสเต็มเซลล์ที่เข้ากับกายได้ เหลือทางเลือกเดียวที่จะยื้อชีวิตของกายได้ก็คือการปลูกถ่ายไขกระดูกจากสเต็มเซลล์ของตัวเอง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก
"เราคงต้องย้ายโรงพยาบาล อาจจะมีที่อื่นที่รักษาได้ดีกว่านี้ แพรวยังจะอยู่ดูแลกายต่อไหม"
พ่อของกายหันมาพูดคุยกับฉัน ที่จริงพ่อของกายเสนอเงินค่าจ้างดูแลกายแต่ฉันยืนยันว่าจะไม่รับเพราะฉัน้าดูแลกายด้วยใจจริง ทั้งสัปดาห์ที่อยู่ดูแลกายฉันรับเอาความรู้สึกของทั้งคุณลุงและกาย เข้ามาไว้กับตัวเองเกือบ 100% ฉันเคยคิดมาตลอดว่าพ่อกับแม่ของกายรักกายมาก แต่กายทำตัวมีปัญหาเอง ตอนนี้ความคิดฉันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ครอบครัวของกายมีปัญหาจริงและมีมาโดยตลอด แค่กายไม่เคยกล่าวว่าครอบครัวของตนเองให้คนอื่นฟังเลยสักครั้ง ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้หญิงคนนั้นคนที่กายเคยเรียกว่าแม่เธอไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวอะไรกับทั้งกายและพ่ออีกเลย
"ค่ะ"
"ที่จริงหนูไม่จำเป็ต้องมารับภาระตรงนี้ก็ได้นะ ลุงเกรงใจหนูมาก"
"ไม่เป็ไรค่ะ หนูไม่เหนื่อยเลย" เหนื่อยกายฉันยังพอทนได้ แต่เห็นคนตรงหน้าต้องทรมานฉันก็แทบอยากตายตามไปเหมือนกัน
"แพรว..." เสียงคนที่นอนอยู่บนเตียงแ่เบาลงทุกที
"ว่าไง" ฉันรีบไปคว้ามือของกายเอาไว้
"กูอยู่ได้...อย่า...ลำบากเพราะกู" กายพูดจาติดขัดแบบนี้มาได้ 2 วันแล้ว เพราะอาการเหนื่อยและร่างกายไม่ยอมรับเืหรือยาคีโมที่ได้รับไปเลย
"ไม่ลำบากเลย กายไม่ต้องกังวลเื่นี้นะ" ฉันพูดด้วยรอยยิ้ม
กายยิ้มเล็กน้อยและนอนหลับตาพร้อมจับมือของฉันไว้อย่างหลวมๆ
"หนูแพรว ออกมาคุยกับลุงหน่อยสิ" พ่อของแพรวเรียกฉันออกไปคุยนอกห้องหลังจากที่กายนอนหลับไปแล้ว
เมื่อออกมาจากห้อง คนเป็พ่อก็ปล่อยโฮออกมาต่อหน้าเด็กสาววัย 17 ปีแบบไม่อาย
"กายไม่หายหรอกหนู มันสายไปแล้ว"
"ไม่ คุณลุง กายต้องหายเดี๋ยวเราจะปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แล้ว กายต้องหายค่ะ"
"สายเกินไป ร่างกายเขาทรุดเร็วจนหมอเองก็ไม่สามารถรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ได้อีกต่อไป"
"..." ฉันยืนน้ำตาไหลอยู่ตรงนั้นโดยไม่มีการสะอึกสะอื้นหรือโวยวายแต่อย่างใด ทำไม ทำไม ต้องเร็วแบบนี้ "แล้วทำไมคุณลุงถึงจะบอกว่าให้กายไปรักษาที่อื่นละคะ"
"หมอบอกลุงว่า จะให้เขาไป...เสียที่บ้าน หรือให้เสียที่โรงพยาบาลให้เลือกเอา" พ่อของกายพยายามกลั้นน้ำตาและเสียงสะอื้นเอาไว้ "ทีแรกลุงว่าจะรักษาที่โรงพยาบาลอื่น แต่คิดว่าเ้าตัวคงเหนื่อยกับการรักษามามากพอแล้วพ่อเลยว่าจะให้เขากลับมาอยู่บ้าน"
"หมอบอกว่าเหลือเวลานานแค่ไหนคะ"
"หมอประเมินไว้ว่าไม่เกินสัปดาห์หน้า... เพราะร่างกายไม่รับอะไรเลย" ฉันพยายามข่มความใและพยายามกดอารมณ์ไม่ให้ร้องไห้ไปมากกว่านี้เพราะตอนนี้คนที่อยู่รอบข้างของฉันอ่อนแอแบบไร้ที่พึ่งกันมากพอแล้วฉันจะทำตัวเป็ภาระอีกไม่ได้
่นี้ฉันจึงดูแลตัวเองดีเป็พิเศษจะให้เจ็บป่วยอีกไม่ได้ ฉันจะเสียเวลาไปนอนป่วยไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว เพราะฉันไม่แน่ใจเลยว่าแค่ฉันเผลอหลับไปตอนนี้ตื่นมาอีกทีคนตรงหน้าจะยังอยู่กับฉันอีกไหม
หลังจากที่คุณลุงคุยกับฉันเสร็จก็ขอตัวไปจัดที่จัดทางที่บ้านให้กายได้เข้าพัก
"แพรว" ฉันหันไปหาต้นเสียง ฟ้า เจมส์ และเพื่อนผู้ชายที่อยู่แก๊งเดียวกับกายต่างก็เดินทางมาเยี่ยมกาย ฉันฉีกยิ้มแบบฝืนไปหาทุกคน
"ถ้ามันฝืนยิ้มไม่ไหวก็ไม่ต้องหรอกมึง" ฟ้าเดินเข้ามากอดฉันที่กำลังจะหมดแรง
"เข้าไปแล้ว อย่าเศร้ากันนะ ทำตัวตามปกติกายคงอยากให้ทุกคนเป็แบบนั้น" ฉันรีบอธิบายให้ทุกคนเข้าใจก่อนล่วงหน้า
ทุกคนพยักหน้ารับคำ
"เดี๋ยวเราไปดูให้ก่อนว่าตอนนี้กายเป็ยังไงบ้าง เมื่อครู่พึ่งจะหลับไป"
ภายนอกห้อง
"ฟ้า มันยังไงวะ"
"อะไรยังไง"
"ก็...แพรวมันดูแลกายอย่างกับเป็แฟนกัน" ฟ้ารีบหันกลับไปมองเจมส์แต่เจมส์เป็คนเก็บสีหน้าและอาการได้ดีเยี่ยมอยู่แล้วทุกคนเลยไม่รู้ว่าเจมส์คิดอย่างไรกับแพรวก่อนหน้าที่แพรวจะรู้ว่ากายป่วย
"พวกมึงสนใจแต่คนป่วยก็พอ เข้าไปคุยให้สนุกแบบที่มึงเคยคุยกัน"
"หรือว่านี่พวกมันยังไงก็ไม่คิดจะบอกรักกันแล้วปล่อยให้เป็แบบนี้เหรอวะ"
เจมส์รำคาญเพื่อนของกายกลุ่มนี้เป็ทุนเดิมจึงอดพูดไม่ได้
"เขาจะพูดหรือไม่พูดคำว่ารักแล้วมันจะยังไง ก็ที่เห็นอยู่มันไม่ได้เป็เครื่องยืนยันหรือไงว่าเขารักกัน" เื่ส่วนตัวของแพรวเจมส์ไม่ขอก้าวก่ายให้แพรวได้พูดกันเพื่อนๆ เองเื่การคบกับกายจะดีที่สุด
ทุกคนเลยได้แต่ยืนกันเงียบๆ
ในห้องผู้ป่วย
"กาย" ฉันค่อยๆ เรียกกายพร้อมจับที่แขนและใบหน้าเบาๆ เพราะกลัวคนหลับจะใเสียงเรียกของฉัน
กายเอามือมาจับมือของฉันแต่ตายังไม่ลืม "มีอะไรเหรอแพรว"
"ข้างนอกมีเพื่อนมาหา อยากเจอพวกเขาไหม"
กายลืมตาขึ้นมา พร้อมพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นฉันที่ทำหน้านี้ตรงนี้มาหลายวันช่วยจับกายแบบทะมัดทะแมง ฉันทราบเงื่อนไขการดูแลคนป่วยในหลายข้อหรือแม้ว่าต้องปรับเตียงนอนระดับไหนเพื่อให้กายอยู่ในท่าที่สบายที่สุด "อยากเจอ"
"โอเคงั้นรอเดี๋ยวนะ จะออกไปเรียกให้"
"แพรว...สภาพของกายเป็อย่างไรบ้าง" ฉันหันกลับไปยิ้มให้แล้วบอกว่า "แพรวดูแลของแพรวมาอย่างดี ตอนนี้ดูดีสุดๆ ไปเลย" คนฟังยิ้มด้วยความพอใจในคำตอบ ในใจกายตอนนี้รู้ดีว่าสภาพตัวเองเป็อย่างไร จนไม่กล้าแม้แต่จะส่องกระจกเพียงแค่มีผู้หญิงคนนี้คอยบอกว่าเขายังดูดีอยู่แค่นี้การส่องกระจกหรือคำพูดของใครก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
"อยู่กับกายตอนที่เพื่อนๆ เข้ามาด้วยได้ไหม"
"ทำไมล่ะ ไม่อยากคุยกับเพื่อนอย่างสนุกสนานเหรอ"
"เปล่า...กายแค่กลัว" คำว่ากลัวของกายเป็ความกลัวในความหมายเดียวกับฉัน คือกลัวว่าถ้าเราคลาดกันแม้เสี้ยววินาทีเราอาจจะไม่ได้เจอกันอีก
"เดี๋ยวแพรวจะนั่งอยู่ตรงนี้ตลอดที่กายคุยกับเพื่อนๆ ดีไหม" ฉันพูดพลางตบไปที่เบาะปลายเตียงผู้ป่วยเบาๆ ยืนยันว่าจะนั่งใกล้ๆ ตรงนี้ กายได้ยินดังนั้นก็เผยรอยยิ้มที่สดใสออกมา
"เฮ้ย...มึง" ทุกคนที่เดินเข้ามาเมื่อเห็นกายที่ผิดไปจากเมื่อก่อนก็ชะงัก ในตอนนี้กายซูบผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ต้องใส่หมวกไหมพรมเพราะอาการแพ้คีโมอย่างรุนแรงทำให้ผมที่เคยดกดำตอนนี้ไม่มีอีกต่อไป กว่าทุกคนจะตั้งสติได้คนป่วยก็คงรู้หมดแล้วว่าคิดอะไรกัน "พวกกูมาแล้ว"
"ใกูละสิ" กายถามแบบสีหน้ากวนประสาทตามนิสัยเดิมของกาย
"ใอะไร มึงดูปกติจะตาย" แต่ละคนดูท่าต้องไปเรียนการแสดงกันมาใหม่แล้วล่ะ มองจากดาวอังคารยังรู้เลยว่าโกหก
ฉันนั่งอยู่ปลายเตียงตามสัญญา กายจับมือฉันไว้ตลอดขณะที่คุยกับเพื่อน สายตาทุกคู่จดจ้องมาที่การกระทำของฉันกับกายแต่เลือกที่จะไม่ถามเื่นี้ ทุกวันนี้กายมักจะจับมือฉันเอาไว้บ่อยๆ เหมือนกลัวว่าอีกคนจะหายไป
ทุกคนอยู่ในความเงียบ ฉันมองไปที่ทุกคนและสบตาไปที่เจมส์เพื่อขอความช่วยเหลือให้พูดอะไรสักอย่าง อย่าให้บรรยากาศมันเครียดแบบนี้ ฉันอยากให้กายได้รับแต่ความรู้สึกดีๆ เพราะที่ผ่านมากายบอบช้ำกับสภาพครอบครัวและร่างกายของตัวเองมากเกินพอแล้ว ต่อแต่นี้ขอเวลาที่เหลือน้อยนิดทำให้กายมีความสุขให้มากที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้
“มึง…” เจมส์เริ่มพูดแต่ก็ต้องหยุดชะงัก เพราะกำลังกดอารมณ์ตัวเองไม่ให้แสดงอาการเศร้าออกมาทั้งที่สภาพแวดล้อมตอนนี้ถ้าบอกว่าทุกคนร้องไห้ได้คงไม่มีใครไม่เสียน้ำตา
"เป็อะไรกัน" กลายเป็กายที่เป็คนเริ่มพูดก่อน ่เวลาระยะสั้นๆ ที่อาการของกายทรุดลงอย่างรวดเร็ว ฉันได้เห็นคนช่างพูดช่างกวนคนนี้กลายเป็คนอีกคนที่เข้าใจโลกแบบที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน "ไม่ต้องเก็บอาการกัน...หรอก สภาพกู กูรู้ว่ามันเป็ยังไง" กายพูดด้วยเสียงที่เหนื่อยหอบ