สองวันต่อมา นาวินยังคงหมกมุ่นอยู่กับเื่ราวของพาฝันเขาพยายามชวนครูคนอื่นๆ คุยเื่นี้ แต่กลับไม่มีใครสนใจสักเท่าไหร่ทุกคนพูดเป็สิ่งเดียวกันว่า จะมั่วเสียเวลากับเด็กคนเดียวที่มีปัญหาอยู่ทำไม สู้เอาเวลาไปให้ความสนใจกับเด็กส่วนใหญ่ดีกว่า
เมื่อคนอื่นไม่สนใจก็ยิ่งทำให้นาวินอยากรู้มากยิ่งขึ้น เขาจะต้องสืบให้ได้ว่า เื่นี้มันเป็ยังไงกันแน่
ในขณะที่นั่งคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้น ก็มีเสียงทักดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“ว่างหรือค่ะ”
นาวินหันไปมองที่มาของเสียงก็แปลกใจนิดหน่อย
“ครูจันจิรา ครับ ่เช้าผมไม่มีคาบสอนครับ”
“มิน่าละเห็นนั่งใจลอยอยู่นานแล้ว คิดถึงใครอยู่เหรอค่ะ” เธอพูดพร้อมกับนั่งลงที่โต๊ะข้างๆ โต๊ะทำงานของนาวิน
“ก็แค่คิดอะไรเพลินๆไม่มีอะไรมากหรอกครับ” นาวินบอกไปตรงๆ ครูจันจิรา มีท่าทีลุกลี้ลุกลน เธอหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ ห้องเมื่อเห็นว่าอยู่กันตามลำพัง เธอก็ชะโงกหน้าเข้ามาหานาวิน พร้อมกับพูดอะไรบางอย่าง
“ได้ยินมาว่า ครูนาวินกำลังสืบเื่ราวของยัยเด็กนั่นอยู่เหรอค่ะ”
“ครับ” นาวินตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก
ครูจันจิรา ก้มหน้าเข้ามาใกล้นาวินมากกว่าเดิมพร้อมกับพูดด้วยเสียงที่เบา จนนาวินแทบจะไม่ได้ยิน “ถ้าครูวินอยากรู้ จิราก็จะเล่าให้ฟัง แต่ครูวินห้ามบอกใครเด็ดขาดนะค่ะว่ารู้มาจากจิรา”
นาวินพยักหน้ารับคำปาก
“ยัยเด็กนั่นมันเป็ฆาตรกร แถมยังคิดจะเอาท่านผอ. เป็ผัวค่ะ แต่ท่าน ผอ.ไม่เล่นด้วย สุดท้ายเป็ท่านประธานที่ขอไว้ว่ายังไงก็ให้ยัยเด็กนั่นเรียนให้จบ ม.6 ที่นี่ เพราะพ่อของพาฝันกับท่านประธานเป็เพื่อนสนิทกันและได้ฝากฝังไว้กับท่านประธานก่อนตาย ว่าให้ช่วยดูแล กรรมจึงตกมาที่ท่าน ผอ.”
“นี่เื่จริงเหรอครับ” นาวินเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ทุกคนที่นี่รู้ดีจึงไม่มีใครอยากจะไปยุ่งกับเด็กนั่น แต่ถ้าครูวินอยากรู้รายละเอียดให้เยอะกว่านี้คืนนี้เราค่อยเจอกันนะค่ะ จิราจะเล่าให้หมดเลย” ครูจันจิราพูดพร้อมกับลุกจากเก้าอี้ พร้อมๆกับครูคนอื่นที่เดินเข้ามาในห้องพักครู
“คืนนี้โทรมานะค่ะ” จันจิราทำมือเป็โทรศัพท์ยกขึ้นมาแนบหูพร้อมส่งสายตาหวานให้ครูวิน ก่อนจะเดินออกไป
………………………………………………………………
ภาสกรนั่งเอามือเท้าคางพลางใช้ความคิดอย่างหนัก ขณะเดียวกันตรงข้ามของเขาเป็ภรรยาคนสวยที่มีสีหน้าเครียดไม่ต่างกัน ถึงแม้ห้องนี้จะเป็ห้องทำงานส่วนตัวของผู้อำนวยการ แต่ในฐานะภรรยาวนิดาสามารถเข้าออกห้องนี้ได้สะดวกตามความ้า และดูเหมือนว่าเธอจะใช้เวลาอยู่ในห้องนี้มากกว่า อยู่ประจำที่โต๊ะทำงานของตัวเองเสียอีก
สีหน้าของภาสกรไม่สู้ดีนักเนื่องจากเพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่วนิดาขุ่นข้องหมองใจตัวเขาจะเป็ที่รองรับอารมณ์ของเธอมาตลอด เหมือนที่หลายคนพูดเป็เสียงเดียวกันว่าภาสกรเวลาอยู่ต่อหน้านักเรียนและคณะครูเป็เหมือนราชสีห์ที่พร้ะปบเหยื่อแต่หากอยู่ต่อหน้าภรรยาเพียงลำพัง เขาจะกลายเป็ลูกแมวตัวน้อยๆ ที่แสนเชื่อง
“ไหนคุณบอกว่าจะรีบจัดการนังเด็กนั่นให้เร็วไง แล้วนี่เป็ไงมันยังเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ในโรงเรียนอยู่อีก คุณจะให้ฉันทำยังไง” เป็อีกครั้งที่เธอะเิอารมณ์ใส่สามี ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงนิ่งเฉยไม่ไหวติง
“มิหนำซ้ำถึงตอนนี้ก็มีตัวปัญหาเพิ่มเข้ามาอีกคน คุณก็ยังคงนิ่งเฉยไม่ทำอะไร” เธอพร่ำบ่นต่อไป
“ผมก็กำลังคิดหาทางออกอยู่คุณก็ใจเย็นหน่อยสิ” เป็ครั้งแรกที่ภาสกรพูดออกมา
“แต่ฉันก็ไม่เห็นคุณทำอะไรเลยสักอย่าง”
“คุณก็รู้ว่า สองคนนี้เป็คนที่คุณพ่อท่านฝากเอาไว้ จะให้ผมไปหักหน้าคุณพ่อได้อย่างไรกันเล่าและอีกอย่าง อีกไม่กี่เดือนเด็กคนนั้นก็จะจบแล้ว ตอนนี้คุณก็ทนๆเอาหน่อยก็แล้วกัน”
“จะให้ฉันทนไปถึงไหน ตอนนี้ลับหลังพวกเราพวกครูเขาก็พูดถึงกันแต่เื่นี้ นับวัน ฉันก็กลายเป็ตัวตลกของพวกเขาไปแล้ว คุณจะให้ฉันเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแค่คดีฆาตรกรรมก็น่าจะพอที่จะไล่เด็กนั่นให้ไปไกลๆ ได้แล้ว ”
“คุณก็อย่าไปสนใจขี้ปากของคนพวกนั้นว่างๆ ก็มาอยู่ในห้องนี้ไม่ต้องไปสนใจใคร เื่นี้ผมสั่งให้คนไปเฝ้าดูอยู่แล้ว ใครที่พูดมาก ผมก็จะไม่ต่อสัญญาแล้วให้พวกมันไปหางานที่อื่นทำซะ แค่นี้ก็จบแล้ว”
“จบเหรอ ถ้าจะให้มันจบจริงๆคุณก็คงต้องไล่ครูออกให้หมดโรงเรียนนั่นแหละ”
“ถ้าทำแบบนั้นแล้วมันทำให้คุณสบายใจ ผมก็จะทำ” ภาสกรยื่นคำขาดให้กับภรรยานั่นทำให้เธออารมณ์ดีขึ้นมานิดนึง
“แล้วเื่ของครูนาวินละคุณจะทำยังไง” วนิดายังถามต่อ
ภาสกรไม่ตอบเขายังคงนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดต่อไป จนภรรยาของเขาทนไม่ได้ เธอโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ขยับเก้าอี้ลุกขึ้นเดินจากไป แต่ก่อนที่ก้าวเท้าออกจากห้องหล่อนหันมาพูดกับภาสกร
“ถ้าคุณยังไม่กล้าขัดคำสั่งของคุณพ่อบ้างแล้วคุณจะพาโรงเรียนนี้ไปถึงจุดที่้าได้อย่างไร”
วนิดาออกจากห้องไปนานแล้วแต่ภาสกรยังนั่งทบทวนคำพูดของภรรยาของเขา
โรงเรียนแห่งนี้มีชื่อเสียงมาแต่ไหนแต่ไหร ั้แ่ยุคบุกเบิกที่พ่อของเขาร่วมกับเพื่อนๆสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมา จนเมื่อเวลาผ่านไป คนเ่าั้ได้ทยอยลาออกไปปล่อยให้คนรุ่นใหม่เช่นเขาได้มาดูแลรับ่กิจการต่อ เพียงแค่สองปีแรกที่เขาเข้ามาก็มีปัญหาและอุปสรรคมากมาย จนเขาต้องปรับเปลี่ยนหลายสิ่งหลายอย่าง
แต่ดูเหมือนว่ายิ่งเขาเปลี่ยนแปลงผลตอบรับกลับยิ่งดำดิ่งลง นักเรียนที่เคยแย่งกันสอบเข้ากลับต้องดิ้นรนไปเสาะหามาเพื่อให้เต็มห้องเรียน นั่นทำให้งบประมาณที่เคยมีไม่ขาดมือ กลับร่อยหรอลงไปเขาจึงแก้ปัญหาด้วยการเรียกเก็บเงินเพิ่มจากผู้ปกครอง และนั่นคือหายนะที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย
เขายังจำได้เมื่อครั้งแรกที่เขาเข้ามา สายตาของครูเก่าๆ หลายคนมองเขาแบบไม่เชื่อฝีมือ แินอกกรอบที่เขานำมาใช้ถูกต่อต้านจากหลายๆ คน
“เพราะพวกคุณยึดติดกับระบบเก่าๆไม่ยอมพัฒนาตัวเอง โลกไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว แต่พวกเรายังคงย่ำอยู่กับที่เหมือน 20ปีก่อน แบบนี้เราจะสู้กับคนอื่นๆ ได้ยังไง นับจากนี้ไปหากใครไม่ยอมก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับผม ก็เตรียมตัวที่จะถูกทิ้งได้เลย” นี่คือคำพูดที่ภาสกรเคยแจ้งกับคณะครูเมื่อตอนนั้น
ทุกอย่างดูเหมือนว่ากำลังจะไปได้สวยแต่กลับกลายเป็ว่า ผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนนับวันยิ่งตกต่ำ จนชื่อเสียงเก่าๆที่เคยสร้างมาไม่อาจมาช่วยกู้วิกฤตนี้ได้ จนครูรุ่นเก่าเริ่มทนไม่ได้และได้ส่งตัวแทนเข้ามายื่นข้อเสนอให้ภาสกรเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเองและนั่นยิ่งทำให้ภาสกรไม่พอใจเป็อย่างมากท้ายที่สุดเขาจึงต้องรวบอำนาจบริหารทั้งหมดมาไว้ในมือของเขาแต่เพียงผู้เดียว
นั่นจึงเป็ที่มาของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อครูเก่าๆ ที่เคยอยู่มานาน ทยอยลาออกไปที่ละคนสองคน และทั้งหมดถูกทดแทนด้วยเด็กรุ่นใหม่ไฟแดง ที่พร้อมจะทำตามนโยบายของภาสกร
ทั้งหมดไม่ได้รอดพ้นสายตาของท่านประธานเลยแต่ดูเหมือนว่า ท่านจะไว้ใจลูกชายคนนี้มากเป็พิเศษท่านจึงไม่เข้ามาแทรกแซงอะไรในกิจการของโรงเรียน ยกเว้นเพียงเื่เดียวเท่านั้นที่ท่านได้ขอไว้กับภาสกร
“เ้ากรแกจะต้องให้เด็กคนนั้นอยู่กับแกไปจนจบ ม.6 ให้ได้”
นี่คือคำขอเดียวที่ท่านประธานได้ขอเอาไว้เพราะเหตุนี้แหละ ภาสกรจึงไม่อาจทำตามความ้าของภรรยาของเขาได้
ภาสกรเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ มันไม่ใช่ว่าเขาจะมีนัดหรือประชุมที่ไหนแต่เขาไม่รู้จะทำอะไรดี คิดพลางเลื่อนมือไปหยิบโทรศัพท์มากด
“เข้ามาหาผมหน่อยเดี๋ยวนี้เลย”
เพียงไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูพร้อมกับคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง
ผู้ชายรูปร่างสัดทัดผมเผ้าที่หวีไว้อย่างเรียบร้อย พร้อมกับดวงตากลมโต ที่ขัดกับริมฝีปากที่หนาเตอะ กับอาการลุกลี้ลุกลน แต่เห็นได้ชัดว่า คนผู้นี้พร้อมเสมอที่รับคำสั่งจากภาสกร
“ท่าน ผอมีธุระอะไรกับผมหรือครับ” เขาโค้งเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่แ่เบา
“นั่งลงก่อนครับ ครูราชิด” ภาสกรผายมือไปยังเก้าอี้ตัวเดียวกับที่ภรรยาของนั่งเมื่อไม่นานมานี้
ครูราชิดนั่งลง พร้อมกับรอยยิ้มเห็นได้ชัดว่าเขาตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะเขารู้ดีว่าการที่ผู้อำนวยการเรียกเขามาพบเป็การส่วนตัวนั้นย่อมมีงานพิเศษให้เขาทำอย่างแน่นอน และนั่นคือโอกาสที่เขาจะได้สร้างความประทับใจให้กับท่านผู้อำนวยการ
“ครูราชิดสนิทกับครูคนใหม่หรือยัง” ภาสกรถามโดยไม่ได้หันไปมองอีกฝ่ายเขาทำเป็ยุ่งอยู่กับเอกสารบนโต๊ะ
“อ้อ ครูนาวินนั่นเหรอครับผมยังไม่ได้คุยด้วยเลยครับ” เขาทิ้งระยะนิดนึง ก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไป “ท่าน ผอ อยากจะทราบเื่ของครูนาวินใช่มั้ยครับ ผมยินดีสืบหามาให้”
“ไม่ต้องหรอก เื่แบบนั้นผมไม่ต้องรบกวนครูราชิดก็ได้แต่ที่ผมเรียกครูราชิดมาในวันนี้เพราะอยากจะให้ครูราชิดช่วยเป็หูเป็ตาแทนผมหน่อย ได้ข่าวว่า พักนี้ครูนาวินทำตัวแปลก ชอบทำตัวเป็สายลับ สืบโน่นสืบนี่อยู่ในโรงเรียน”
“เื่นั้นไม่ต้องห่วงครับผมยินดีไปสืบมาให้ท่าน ผอ. ในทันทีเลย” ครูราชิดตอบกลับด้วยความดีใจ “อ้อ อันที่จริง ผมก็มีบางอย่างจะบอกกับท่านผอ. ผมได้ข่าวมาว่า ่นี้ ครูนาวินชอบไปถามคนโน้นคนนี้ เื่ของพาฝันนักเรียนชั้น ม.6 เ้าปัญหาคนนั้นอยู่บ่อยๆ ครูหลายคนเค้าพูดกันหนะครับ แล้วอีกอย่าง ได้ข่าวมาว่า เมื่อวันก่อน ครูนาวินยังไปดักรอเด็กคนนั้นที่หน้าโรงเรียนเห็นว่ายืนคุยกันอยู่นานเลยนะครับ ไม่รู้คุยกันอะไรกัน”
“นั่นแหละที่ผมอยากรู้ว่าสองคนนี้กำลังทำอะไรกันอยู่”
“ครับท่าน ผอ. งานนี้เชื่อมือผมได้เลย”
“แล้วอย่าไปบอกใครละว่าผมสั่งให้ครูราชิดไปสืบ เข้าใจมั้ย”
“ครับท่าน”
“ออกไปได้แล้ว”
ครูราชิดเดินออกไปด้วยความดีใจเพราะนี่จะเป็โอกาสดีที่เขาได้สร้างความประทับใจให้กับท่าน ผอ. หากเป็เช่นนั้นโอกาสที่จะได้เลื่อนขั้นรับตำแหน่งใหญ่โตก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม ต่างกับภาสกร ที่ดูจะไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไหร่
ครูราชิดคนนี้เป็ครูรุ่นเก่าคนเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในโรงเรียน นั่นเพราะว่าเขาประกาศในที่ประชุมว่าพร้อมที่จะปรับตัวไปกับนโยบายใหม่ๆ ของโรงเรียนแต่ทุกคนรู้ดีว่า ความจริงแล้ว หาได้เป็เช่นนั้นไม่ แต่เป็เพราะคนอย่างครูราชิดคงหางานที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว ทำให้เข้าต้องทนอยู่ที่นี่และอาศัยความสามารถพิเศษในการตลบตะแลง แสดงละครไปวันวัน ที่สำคัญเขากลับเป็คนที่ภาสกรรู้สึกถูกใจมากเป็พิเศษ นั่นเป็เพราะว่า ครูราชิดคนนี้ ไม่เคยขัดใจเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว