การแต่งตั้งเซียวเฟิงเป็ประมุขสำนักเป็ความลับที่รู้กันเฉพาะในหมู่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้นภายนอกเซียวเฟิงยังคงเป็เพียงศิษย์เอกของสำนักกระบี่เหินฟ้าจุดประสงค์นี้ก็เพื่อปกป้องเซียวเฟิง ให้เขาเติบโตขึ้นอย่างปลอดภัยเพราะตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เซียวเฟิงจะแสดงความสามารถออกมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้หลายสำนักกำลังจ้องมองสำนักกระบี่เหินฟ้าด้วยความริษยาหากเซียวเฟิงยังไม่เติบใหญ่แล้วเปิดเผยตัวตนของเขาเร็วเกินไปจะนำมาซึ่งอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อตัวเขาเอง
"ท่านประมุขสำนักตอนนี้ท่านมีสิทธิ์เลือกสิ่งของสามอย่างในหอจักรพรรดิ!" ผู้าุโใหญ่หลินหรานคำนับเซียวเฟิงพลางกล่าวขณะนี้เซียวเฟิงดำรงตำแหน่งประมุขสำนักกระบี่เหินฟ้า มีสถานะสูงส่งกว่าผู้ใดแม้แต่เขาซึ่งเป็ผู้าุโใหญ่และบรรดาผู้าุโสูงสุดก็ยังไม่อาจเทียบได้ประมุขสำนักคือผู้กุมบังเหียนที่แท้จริงของทั้งสำนัก
"หอจักรพรรดิ!"
เมื่อได้ยินดังนั้นแววตาของเซียวเฟิงก็เป็ประกายขึ้นเล็กน้อยจากนั้นข้อมูลเกี่ยวกับหอจักรพรรดิก็ปรากฏขึ้นจากความทรงจำของเซียวหาน
ว่ากันว่าหอจักรพรรดิเป็สิ่งที่จักรพรรดิกระบี่หลิงเทียนทิ้งไว้ให้ภายในนั้นมีสมบัติล้ำค่ามากมายสมบัติเหล่านี้ถึงขนาดที่ทำให้ผู้บรรลุสู่ขั้นศักดิ์สิทธิ์ต้องตาลุกวาวแต่สิบล้านปีผ่านไปสำนักกระบี่เหินฟ้าเสื่อมถอยลงสมบัติล้ำค่าในหอจักรพรรดิเ่าั้ก็ค่อยๆ หายไปด้วยเช่นกันแม้จะยังเหลืออยู่บ้างแต่ก็คงมีอยู่เพียงน้อยนิด
ศิษย์ของสำนักกระบี่เหินฟ้าทุกคนเมื่อได้เป็ผู้าุโของสำนักกระบี่เหินฟ้าจะมีสิทธิ์เข้าไปเลือกสมบัติล้ำค่าที่ตนเองปรารถนาในหอจักรพรรดิได้หนึ่งชิ้นแต่สิ่งของจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับสายตาและโชคชะตาของแต่ละคน
ส่วนประมุขสำนักกระบี่เหินฟ้จะมีสิทธิ์เลือกสมบัติล้ำค่าสามชิ้นตลอดชีวิต สมบัติล้ำค่าทั้งสามนี้อาจเป็วิชายุทธ์อันไร้เทียมทาน อาจเป็เคล็ดวิชามหัศจรรย์ ศาสตราเทพหรือโอสถวิเศษต่างๆ
"ก็ดีเหมือนกันตอนนี้กำลังไม่มีอะไรทำ ไปเดินเล่นที่หอจักรพรรดิสักหน่อยก็คงไม่เลว!"เซียวเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยเขาก็อยากจะไปดูหอจักรพรรดิที่ว่านี้เหมือนกันจะว่าไปแล้วตอนนี้เขาก็ยังขาดกระบี่ิญญาที่เข้ามืออยู่จริงๆ
"นี่ๆ พี่ใหญ่ท่านว่าน้องเล็กอย่างข้าสามารถไปชื่นชมบารมีด้วยได้ไหม?" หม่าเหลียงเฉินที่อยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็รีบเอามือถูไปมาอย่างเขินอายพร้อมกับหัวเราะแห้งๆ
"ฮ่าๆ เื่นี้ไม่มีปัญหาอะไรหรอกตอนนี้สำนักกระบี่เหินฟ้าคงไม่มีสิ่งดีๆ ที่จะเข้าตาคุณชายหม่าได้แล้วกระมัง"เซียวเฟิงไม่ได้พูดอะไร แต่หลินหรานกลับยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว
แน่นอนว่าถึงแม้หลินหรานจะพูดเช่นนั้นแต่การเดินทางไปยังหอจักรพรรดิครั้งนี้ จะมีเพียงผู้าุโไม่กี่ท่านรวมทั้งเซียวเฟิงและหม่าเหลียงเฉินเท่านั้นที่จะสามารถไปได้เพราะหอจักรพรรดิเป็สถานที่สำคัญของสำนักกระบี่เหินฟ้าแม้แต่ศิษย์สายในของสำนักกระบี่เหินฟ้าก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือศิษย์ส่วนใหญ่ของสำนักกระบี่เหินฟ้าไม่รู้ว่าหอจักรพรรดิตั้งอยู่ที่ใดบางทีพวกเขาอาจรู้ว่ามีสถานที่ที่เรียกว่าหอจักรพรรดิแต่ไม่มีใครรู้ตำแหน่งที่แน่นอน
ว่ากันว่าสำนักกระบี่เหินฟ้านั้นมียอดเขาทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดลูกแต่เมื่อมองจากที่สูงลงมายังสำนักกระบี่เหินฟ้า จะพบว่าสำนักกระบี่เหินฟ้านั้นมียอดเขาเพียงหนึ่งร้อยเจ็ดลูก ดูเหมือนจะขาดไปหนึ่งลูก
ณ ยอดเขาเหินฟ้าหลินหรานและผู้าุโอีกหลายท่านพาเซียวเฟิงและหม่าเหลียงเฉินยืนตระหง่านอยู่บนยอดเขาไม่มีใครสังเกตเห็นว่าที่มุมหนึ่งของยอดเขานั้นมีแท่นเล็กๆ ตั้งอยู่แท่นนั้นมีประตูหินบานเล็กบานหนึ่งประตูหินสีเขียวให้กลิ่นอายความเก่าแก่โบราณอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับค่ายกลเคลื่อนย้ายของสำนักกระบี่เหินฟ้า
"นี่คือประตูเคลื่อนย้ายอย่างนั้นหรือ?!"หม่าเหลียงเฉินมองไปที่ประตูหินขนาดเล็กเพียงฝ่ามือก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้างุนงง ประตูเคลื่อนย้ายที่เล็กขนาดนี้เขาเพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรก แต่ถ้าหากนี่เป็ประตูเคลื่อนย้ายจะสามารถเคลื่อนย้ายคนได้หรือไม่?
"จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่!"หลินหรานยิ้ม มือที่เหี่ยวย่นยื่นออกมาอย่างช้าๆไม้เท้าสีดำในมือของเขาััไปที่ประตูหินเล็กๆ อย่างเบามือ ในชั่วพริบตาเซียวเฟิงและหม่าเหลียงเฉินรู้สึกเพียงว่าหัวหมุนดาวเคลื่อนคล้อยอย่างรุนแรงแล้วพวกเขาก็หายตัวไปจากตรงนั้นในพริบตา
สะพานเล็ก ลำธารไหล ผู้คนอาศัยอยู่มีควันไฟลอยขึ้นมาอย่างช้าๆ ราวกับว่ามีคนกำลังหุงหาอาหารอยู่และนี่คือภาพที่ปรากฏต่อหน้าต่อตาเซียวเฟิงและหม่าเหลียงเฉินในขณะนี้
ลานบ้านหลังเล็กๆตั้งตระหง่านอยู่เบื่องล่างยอดเขาลูกเล็กๆ ราวกับสรวง์นอกลานบ้านมีไร่นาอยู่หลายหมู่ มีแม่น้ำสายเล็กๆ คดเคี้ยว น้ำใสไหลรินและในขณะนี้ทุกคนกำลังยืนอยู่หน้าสะพานไม้
"ที่นี่...คือหอจักรพรรดิหรือ?"หม่าเหลียงเฉินมองไปที่ภาพที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเลื่อนลอยอย่างอดไม่ได้เขาคิดว่าหอจักรพรรดิของสำนักกระบี่เหินฟ้าจะต้องยิ่งใหญ่และโอ่อ่าตระการตาไม่คิดว่าจะเป็ภาพชนบทเช่นนี้ บางทีถ้าเปลี่ยนเป็คนอื่นก็คงไม่มีใครกล้าเชื่อ
"ฮ่าๆที่นี่คือสถานที่ที่พวกเราคนแก่ใช้ชีวิตอยู่ สำหรับพวกเราแล้วการอยู่ห่างไกลจากโลกภายนอก ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็เป็ความสุขที่หาได้ยากอย่างยิ่ง" หลินหรานชี้ไปที่กระท่อมเล็กๆหลายหลังที่อยู่ทางซ้ายและขวาของลานบ้าน พร้อมกับยิ้มเล็กน้อย
"ไปกันเถอะพวกตาแก่เ่าั้กำลังปิดตัวฝึกฝนอยู่ เราจะไม่ไปรบกวนพวกเขาเข้าไปในหอจักรพรรดิด้วยกันเถอะ" หลินหรานกล่าวพร้อมกับค้ำไม้เท้าเดินไปยังลานบ้านหลังเล็กๆ
ทุกคนเดินตามไปติดๆรอจนกระทั่งทุกคนเดินเข้าไปแล้ว ก็พบว่าลานบ้านหลังเล็กๆ และกระท่อมเล็กๆหลายหลังนั้นไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก การตกแต่งค่อนข้างเรียบง่ายแต่บนประตูไม้ของลานบ้านกลับมีป้ายที่สลักตัวอักษรโบราณเอาไว้
"นี่คือตัวอักษรอะไรหรือ? ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นมาก่อน?" มองไปที่ตัวอักษรสีดำสนิทบนป้ายโบราณเหนือประตูไม้ของลานบ้านหม่าเหลียงเฉินก็แสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
แต่หม่าเหลียงเฉินไม่ได้สังเกตว่าในขณะนี้สายตาของเซียวเฟิงกำลังจับจ้องอยู่ที่ตัวอักษรโบราณสีดำสนิทนั้นราวกับ้าที่จะมองให้ทะลุปรุโปร่ง
"หอจักรพรรดิ!"
เมื่อมองไปยังที่ตัวอักษรโบราณสีดำสนิทนั้นหัวใจของเซียวเฟิงก็สั่นสะท้านอย่างมาก เขารู้จักตัวอักษรสีดำสนิทนี้และยังคุ้นเคยเป็อย่างยิ่งเพราะตัวอักษรนี้ถูกเขียนด้วยอักษรโบราณของทวีปฮว่าเซี่ย
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวอักษรนี้ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยเป็อย่างยิ่งราวกับว่าตัวอักษรนี้มีความสัมพันธ์อย่างใหญ่หลวงกับเขาแต่เขาก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าความสัมพันธ์นั้นคืออะไร
สายตาจับจ้องอยู่ที่ตัวอักษรโบราณนั้นเซียวเฟิงก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาในทันที เขายกมือกุมหน้าผากตัวเองในเวลานั้นความทรงจำแวบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสมองของเซียวเฟิงทว่าความทรงจำนั้นแวบผ่านไปอย่างรวดเร็วดูเหมือนว่าจะมีชายชุดขาวกำลังใช้พู่กันเขียนตัวอักษรอยู่
และชายคนนั้นก็ทำให้เซียวเฟิงรู้สึกคุ้นเคยเป็อย่างยิ่งแต่ไม่ว่าเซียวเฟิงจะพยายามคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกและความทรงจำที่แวบผ่านไปนั้นก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
"เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงเป็เช่นนี้?" เซียวเฟิงส่ายหัวเขาไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกว่าตอนนี้เขากำลังขาดอะไรบางอย่างไปและยังเป็สิ่งที่สำคัญมากอีกด้วย
"ข้าศิษย์น้องหลินหรานพาเซียวหานประมุขสำนักคนใหม่ของสำนักกระบี่เหินฟ้ามายังที่แห่งนี้เพื่อเข้าสู่หอจักรพรรดิหวังว่าท่านผู้ดูแลหอจะเปิดประตูให้ด้วย!" หลินหรานที่เดินอยู่ข้างหน้าสุดโค้งคำนับพร้อมกับกล่าวด้วยสีหน้าเคารพนอบน้อม และเช่นเดียวกับเขา ผู้าุโสองไช่ป๋อผู้าุโสามหลิวจาง ผู้าุโแปดหลิงอวิ๋นและผู้าุโสิบซุนลี่ก็แสดงสีหน้าเคารพนอบน้อมเช่นกัน
"เข้ามาได้!"
หลังจากที่หลินหรานกล่าวจบไปไม่นานเสียงทุ้มนุ่มและเลือนลางก็ดังขึ้นอย่างช้าๆ พร้อมประตูไม้ของลานบ้านที่ค่อยๆเปิดออก และหม่าเหลียงเฉินที่อยากรู้อยากเห็นก็ยื่นหน้าเข้าไปมองจนต้องตกตะลึงอยู่กับที่
ภาพตรงหน้าคือลานบ้านธรรมดาๆที่มีชายชราในชุดคลุมสีขาวเรียบง่ายกำลังใช้ไม้กวาดกวาดใบไม้แห้งที่อยู่บนพื้นอย่างเบามือชายชรามีผม คิ้ว และหนวดเคราสีขาวโพลน ทั้งยังยาวมากราวกับมีความยาวเท่ากับชุดคลุมสีขาวที่สวมอยู่
ชายชราตั้งใจกวาดใบไม้แห่งที่พื้นต่อไปอย่างเงียบๆโดยไม่สนใจการเข้ามาของทุกคนเลย เห็นเพียงเขากวาดใบไม้แห้งอย่างเบามือทุกครั้งที่ใบไม้แห้งร่วงหล่นลงพื้น ก็จะกวาดใหม่อีกครั้งวนเวียนอยู่เช่นนั้นไม่มีที่สิ้นสุด
"ช่างเป็หนึ่งเดียวกับฟ้าดินกลับคืนสู่ความเรียบง่ายโดยแท้!"
อย่างไรก็ตามสายตาของเซียวเฟิงจับจ้องอยู่ที่ชายชรา เมื่อนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากออกมาเบาๆด้วยความชื่นชม ถึงแม้ว่าสายตาของเขาจะมองเห็นชายชราได้แต่ในการรับรู้ของเขานั้นชายชราได้รวมเป็หนึ่งเดียวกับฟ้าดินไปแล้วถึงแม้ว่าชายชราจะยืนอยู่ที่นั่นกวาดพื้นอยู่ แต่ในการรับรู้ของเขากลับว่างเปล่า
เมื่อเซียวเฟิงกล่าวจบชายชราที่กำลังกวาดใบไม้แห้งอยู่ก็หยุดชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นก็กวาดใบไม้แห้งต่อไป
และในครั้งนี้เซียวเฟิงก็จับจ้องสายตาไปที่ไม้กวาดของชายชราและใบไม้แห้งที่อยู่บนพื้นจากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอีกครั้งว่า "วิถีแห่งธรรมชาติ วิถีที่ยิ่งใหญ่นั้นเรียบง่าย!"
เพียงแค่สองครั้งเซียวเฟิงก็มีคำจำกัดความที่ชัดเจนในใจเกี่ยวกับชายชราแล้วชายชราคนนี้จะต้องเป็ผู้ดำรงอยู่อันไร้เทียมทานที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแน่นอนชายชราคนนี้คือเทพผู้พิทักษ์คนสุดท้ายของสำนักกระบี่เหินฟ้าอย่างแน่นอนตราบใดที่ชายชราคนนี้ยังอยู่ สำนักกระบี่เหินฟ้าจะไม่มีวันล่มสลาย