ผมกลายเป็นแวมไพร์แถมใช้ได้แต่เวทมนตร์สายSupportซะงั้น!

    บทที่ 5

    บทที่ 5



    เมื่อเย็นวันนี้อาหารค่อนข้างหรูหราเป็นพิเศษ ตอนแรกผมกลัวว่าพวกเขาจะเอาเลือดมาเป็นมื้ออาหารให้ผม… แต่กุนเทอร์คงกำชับพวกข้ารับใช้ไว้แล้วว่าให้เสริฟอาหารตามปกติ ตอนนี้ผมอยู่ในห้องทานอาหารซึ่งเหมือนฉากในหนังที่คนรวยๆนั่งกินข้าวกัน โต๊ะยาวๆที่ปูด้วยผ้าปูโต๊ะสีขาวสะอาด บนโต๊ะมีอาหารที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามราวกับหลุดออกมาจากภัตตาคาร วางเรียงรายอยู่ให้เลือกได้ตามใจชอบ… ผมพอเข้าใจขึ้นมาหน่อยว่าทำไมกุนเทอร์ไม่ค่อยอยากกลับบ้าน เพราะที่นี่ให้ความรู้สึกกดดันในบางครั้ง ผมค่อนข้างเกร็งทุกครั้งเวลาตักอาหารเข้าปาก ถ้าถามว่าเพราะอะไร…คงเป็นเพราะว่ามีเมดและพ่อบ้านยืนเฝ้าเวลาทานอาหารเย็นอยู่ตลอด โดยเฉพาะ...เอน่า เมดสาวผู้ยืนจ้องผมกินอาหารไม่วางตา… ดูเหมือนพ่อบ้านฟรานจะรู้ว่าผมอึดอัดเลยสะกิดให้เอน่าเลิกจ้องมาที่ผมบางทีนี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นแวมไพร์กินอาหารปกติแบบมนุษย์ หลังทานอาหารเย็นเสร็จ กุนเทอร์ก็ชวนผมไปนั่งเล่นที่ห้องทำงาน และเขาเองก็มีเรื่องอยากจะคุยด้วยนิดหน่อย ผมคิดว่าคงไม่พ้นเรื่องภารกิจหรอก สุดท้ายผมเลยตกลงแล้วเดินตามเขาไปแน่นอนว่าห้องทำงานของกุนเทอร์เองก็ตกแต่งออกมาดูสมกับฐานะของเขา ถึงจะดูเรียบๆกว่าห้องอื่นๆที่ผ่านมาก็ตาม ในห้องมีโซฟายาวอยู่หนึ่งตัว โต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารตรงหน้าผมดูจะไม่ได้ถูกใครแตะต้องมานานพอสมควรแล้ว เห็นได้ชัดจากฝุ่นที่เริ่มเกาะบนเอกสารพวกนั้น คิดว่ากุนเทอร์คงไม่อนุญาตให้ใครมาทำความสะอาดโต๊ะเขา บางทีเอกสารพวกนี้อาจค่อนข้างสำคัญก็ได้ แต่ผมไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับโต๊ะทำงานของเขาหรอก ผมเลือกที่จะนั่งลงบนโซฟาขณะที่กุนเทอร์เดินตรงไปหยิบกล่องบางอย่างออกมาจากชั้นเก็บของ มันคืออะไรนะ?“นั่นคืออะไรหรือครับ? คุณกุนเทอร์?”ผมถามขณะที่กุนเทอร์ถือกล่องที่ว่าเดินมายังโซฟา เขาวางกล่องลงบนโต๊ะตรงหน้าโซฟาแล้วเปิดกล่องกางออก ข้างในมีหมากเล็กๆรูปทรงคล้ายๆกับหมากรุกและลวดลายภายในกล่องนั้นเป็นลายตารางหมากรุก ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันคืออะไร มันคือ กระดานหมากรุก “นี่คือ‘เกมกระดาน’ไว้เล่นแก้เบื่อได้น่ะ ไม่ยากหรอก เดี๋ยวฉันสอนให้”กุนเทอร์พูดแล้วเริ่มอธิบายกฏของเกมกระดาน...เรื่องที่น่าตกใจก็คือ กฏของเกมมีความเหมือนกับหมากรุกมากๆ อืม… บังเอิญอะไรขนาดนี้นะ… พอกุนเทอร์อธิบายกติกาเรียบร้อยแล้ว พวกเราเริ่มเล่นกัน ระหว่างเล่นผมก็ลองถามเรื่องภารกิจที่เขาไปรับมาวันนี้ดู“พรุ่งนี้ฉันต้องไปคุยเรื่องภารกิจต่อตั้งแต่เช้า น่าจะกลับมาตอนบ่ายๆน่ะ”“แสดงว่าวันนี้ที่ไปคุยมายังไม่เรียบร้อยดีสินะครับ”“จะว่าอย่างงั้นก็ใช่ ดูเหมือนรอบนี้จะเป็นภารกิจจะค่อนข้างอันตราย ผู้ว่าจ้างเลยจะจัดทีมน่ะ”“จัดทีมเหรอครับ?”มาถึงตาผมพอดี ผมวางหมากในมือลงบนกระดานขณะที่รอกุนเทอร์ตอบคำถาม“ใช่ ปกติแล้วถ้าภารกิจไหนยาก ผู้ว่าจ้างมักจะจ้างมากกว่าหนึ่งคน ส่วนใหญ่ขั้นต่ำสามคนและไม่เกินห้าคน แล้วแต่รูปแบบภารกิจกับทุนของผู้ว่าจ้าง” กุนเทอร์วางหมากลงบนกระดาน เขากินเบี้ยผมไปอีกตัวแล้ว… เอาเถอะ ผมไม่ถนัดหมากรุกอยู่แล้ว ปล่อยให้เขาชนะไปแล้วกัน ถ้าโลกนี้มีหมากล้อมก็ดีสิ ผมชอบหมากล้อมมากกว่า “...ขอโทษนะ เอสก้า ...ฉันไม่อยากให้นายต้องไปเสี่ยงอันตราย ก็เลยไม่ได้เสนอชื่อนายออกไป เพราะฉะนั้นระหว่างที่ฉันไปทำภารกิจ นายอยู่ที่บ้านฉันได้ ตามสบายเลยนะ ฟรานจะคอยจัดการทุกๆอย่างให้นายเอง”กุนเทอร์พูด… เดี๋ยวสิ แบบนี้ก็เหมือนกับผมมาเกาะเขาอยู่อะสิ… ผมคิดว่าเวทมนตร์ของผมพอจะช่วยเขาทำภารกิจได้นะ… จริงอยู่ที่ผมไม่ได้แข็งแรงแต่ถ้าเขาไม่มีนักเวทคอยซัพพอร์ตจะดีเหรอ?คงเพราะผมเผลอแสดงสีหน้ากังวลออกไป กุนเทอร์เลยรีบอธิบายอีกครั้ง“ไม่ต้องห่วง เอสก้า พวกเขาบอกว่าจัดหานักเวทฝีมือดีมาร่วมภารกิจด้วย ภารกิจเสร็จแล้วฉันจะรีบกลับมา ฉันสัญญา”เขายื่นนิ้วก้อยมาทางผม.. อย่าบอกนะว่า ที่โลกนี้ก็มีเกี่ยวก้อยสัญญากันด้วย สุดท้ายผมก็ยื่นนิ้วก้อยดตัวเองไปเกี่ยวนิ้วก้อยของกุนเทอร์ เขายิ้มอย่างอบอุ่นให้ผม… บางทีผมก็รู้สึกแปลกๆ..ที่เขาพยายามทะนุทะนอมผมมากเกินไป เหมือนผมเป็นเด็ก…แต่ถ้านับตามอายุผมก็เด็กกว่าเขาจริงๆนั่นแหละ“แต่ถ้าคุณกุนเทอร์มีอะไรอยากให้ผมช่วย รีบบอกผมนะ ผมยินดีช่วยเสมอ”“ขอบคุณนะ เอสก้า”เราเล่นเกมกระดานหรือก็คือหมากรุกสำหรับผมกันต่อสักพัก พวกเรามีคุยกันถึงเรื่องเรย์ทริสบ้าง ทำให้ผมรู้เรื่องของเรย์ทริสมากขึ้น เขากับกุนเทอร์เจอกันในสนามรบช่วงสงคราม หลังจากจบสงครามพวกเขาเลยกลายเป็นคู่หูกัน ช่วยกันทำภารกิจมาหลายภารกิจแล้ว ความจริงแล้วผมอยากถามกุนเทอร์เรื่องสงคราม… แต่เขาดูเงียบไปทุกทีที่นึกถึง ผมว่าเขาคงเจอเรื่องแย่ๆในสงครามมา เลยทำให้เขาซึมทุกครั้งเอ่ยถึง ไว้ผมถามเรย์ทริสไม่ก็คาร์เทลหรือใครสักคนที่น่าจะรู้เรื่องสงครามที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปี ก่อนดีกว่า ไม่ว่ายังไงผมก็ไม่คิดจะถามกุนเทอร์แน่นอน พวกเราจบการเล่นเกมกระดานกันที่รอบที่ 5 ผมชนะแค่ครั้งเดียวเอง! ...อย่าได้แข่งหมากล้อมกับผมเชียว! ผมจัดเต็มแน่นอนบอกเลย!กุนเทอร์ไม่อยากให้ผมนอนดึกเลยบอกให้ผมกลับห้องไปนอนได้แล้ว แน่นอนว่าผมก็ไม่ได้ขัดอะไรเขา เพราะผมเองก็เริ่มง่วงแล้วเหมือนกัน ระหว่างที่กุนเทอร์เดินออกมาส่งผมเข้าห้องนอน ผมก็เพิ่งสังเกตเห็นประตูห้อง ห้องหนึ่งที่ต่างไปจากห้องอื่น มันถูกล็อคด้วยกรประตูสองชั้น ผมเลยถามกุนเทอร์ออกไป ว่าห้องนั้นคืออะไร?“อ่อ ห้องเก็บชุดเกราะน่ะ.. ทั้งของพ่อฉันและของฉันเอง… แต่ว่าไม่ได้เอาออกมาใช้นานแล้วล่ะ”คงได้ใช้ช่วงสงครามสินะ… แสดงว่ากุนเทอร์คงมีชุดเกราะดีๆอยู่แล้ว แต่คงเลือกใส่ชุดเกราะธรรมดาๆแทน..อาจจะเพื่อไม่ให้สะดุดตาหรือเปล่า? ...พอมานึกดูผมเริ่มรู้สึกถึงความไม่สมเหตุสมผลในตัวของกุนเทอร์ขึ้นเรื่อยๆ… เขามีทุกอย่างแล้ว แต่พออยู่ข้างนอกนั่นเขากลับทำตัวเป็นแค่ทหารรับจ้างธรรมดาๆ ทั้งที่ความจริงแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องออกไปทำภารกิจเสี่ยงๆเพื่อหาเงินเลยด้วยซ้ำ…“ทำไม...คุณกุนเทอร์ถึงได้ไปเป็นทหารรับจ้างล่ะครับ?”ผมอดใจถามไม่ได้ พอผมถามคำถามนี้ไป เราทั้งคู่ก็หยุดฝีเท้าลง ผมมองกลับไปที่ดวงตาเศร้าๆของกุนเทอร์ เขายิ้มอ่อนๆมาทางผม แล้วตอบเสียงแผ่วเบา“..............มันเป็นสิ่งเดียวที่ฉันพอจะทำได้”“...”เขาหลุบสายตาลงแล้วกล่าวต่อ“.....ฉันหวัง……...ว่านี่คือการไถ่บาป”“...ไถ่บาป...?”“...”เราต่างเงียบกันทั้งคู่ท่ามกลางความเงียบสงัดนั้นจู่ๆเสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ก็ร้องเตือนบอกเวลาเที่ยงคืน ทำให้กุนเทอร์ที่เงียบไปเมื่อครู่มองกลับมาที่ผมเหมือนอย่างปกติทุกที “อา..ดึกจนได้นะ… ได้เวลานอนแล้วนะเอสก้า”“คะ ครับ”ผมตอบรับกลับ แล้วหันหลังเดินต่อไปยังประตูห้องนอน เมื่อมาถึงห้องนอนผมก็หันไปราตรีสวัสดิ์กุนเทอร์ที่อุส่าห์เดินมาส่งถึงที่ “ฝันดี เอสก้า”“ฝันดีครับ คุณกุนเทอร์”ผมปิดประตูลง พอเดินเข้าห้องนอนมาได้ ผมก็เอนตัวลงนอนบนเตียงทันที… ในหัวผมตอนนี้มีเรื่องให้คิดเต็มไปหมด.. โดยเฉพาะเรื่องของกุนเทอร์… เกิดอะไรขึ้นกับเขานะ… ไหนจะที่คาร์เทลพูดกับผมก่อนไปว่า ให้ระวังกุนเทอร์…ผมคิดจนปวดหัวไปก็ไม่มีทางได้คำตอบ… แต่..มีสิ่งหนึ่งที่ผมรับรู้ได้จากสายตาของกุนเทอร์เมื่อครู่เขาดู...เจ็บปวด… ผมไม่รู้ว่าเขาไปทำอะไรไว้… จนเขาต้องมาเป็นทหารรับจ้างเพื่อที่จะไถ่บาป…...เขาคิดจะทำอะไรของเขานะผมมารู้สึกตัวอีกที ก็รู้สึกว่าผมเองอยากจะเข้าใจกุนเทอร์มากขึ้น…“มะ ไม่… เราไม่ควรไปยุ่งเรื่องชาวบ้านสิ…”ผมเอาหน้าตัวเองซุกลงหมอนอีกครั้ง… ดูเหมือนผมถามอะไรที่ไม่ควรถามไปสินะระหว่างที่ผมนอนคิดอะไรไปเรื่อยๆ สติผมก็ขาดหายไป… ตอนนี้ผมได้เข้าสู่ห้วงนิทราแล้ว……..........“ท่านเอสก้า อาหารเช้าจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วนะคะ”เสียงของเมดสาวนาม เอน่า ดังขึ้นจากหลังประตู หลังจากที่ผมขานรับเธอไปตอนแรกว่า ตื่นแล้วผมซึ่งแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย รีบเดินไปเปิดประตูห้องนอนออกทันที“เพราะเกรงว่าท่านเอสก้าอาจจะยังจำทางไปห้องรับประทานอาหารไม่ได้ ดิฉันเลยมารับท่านเอสก้าค่ะ”เอน่ายังคงอยู่ในชุดเมดเหมือนเมื่อวาน เธอยืนต้อนรับผมอยู่หน้าประตูแล้วเดินนำทางผมไปอีกครั้ง“ขอบคุณมากเลยนะครับ คุณเอน่า”“...ไม่เป็นไรค่ะ นี่เป็นหน้าที่ของดิฉัน”เมื่อคืนผมหลับสบายมากๆ การตื่นเช้ามาบนเตียงนุ่มๆเนี่ยดีจริงๆ เป็นเช้าที่สดใสสุดๆ ระหว่างที่เดินไปตามโถงทางเดิน ผมก็ถามเอน่าเรื่องกุนเทอร์ไปด้วย“นายท่านออกไปตั้งแต่เช้าเรียบร้อยแล้วค่ะ”เอน่ายืนยันว่ากุนเทอร์ได้ออกเดินทางไปที่กลุ่มลีเซนต์เดลแล้ว แสดงว่าตอนนี้ก็เหลือผมคนเดียว… เครียดแฮะ… ผมไม่มีทางทำตัวตามสบายในคฤหาสน์หลังใหญ่นี้ได้หรอกอยากมีเพื่อนจัง… ผมไม่รู้ว่าเอน่ารังเกียจผมที่เป็นแวมไพร์หรือเปล่าด้วยสิ.. ถ้าชวนเธอคุยมากๆ ผมอาจจะทำให้เธออึดอัดได้… เมื่อมาถึงห้องรับประทานอาหาร ผมก็จัดการมื้อเช้าจนเรียบ อา… อร่อยจัง ซุปเห็ด อันนี้สุดยอดเลยน้ารอบนี้เอน่าไม่ได้จ้องมองผมแล้วผมเลยกินอย่างสบายใจ พอเธอเห็นว่าผมกินมื้อเช้าเสร็จแล้ว ก็เข้ามาจัดเก็บจานบนโต๊ะ ส่วนพ่อบ้านฟรานก็เดินตรงมาหาผมพร้อมบอกว่าได้เตรียมชุดน้ำชาไว้ให้ในห้องรับแขกแล้ว เขาแนะนำให้ผมไปนั่งเล่นที่นั่น ซึ่งเขาจะให้เอน่าไปอยู่ดูแลผมด้วยและถ้าต้องการอะไรก็สามารถสั่นกระดิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะเรียกเขาได้ทุกเมื่อ ผมไม่มีทางเลือกให้ออกไปเดินเล่นหรือสำรวจที่ไหน… ใช่แล้ว ผมมานั่งเหงาอยู่ในห้องรับแขกกว่าๆนี่ ….โซฟากว้างขนาดนี้ผมเอนตัวลงไปนอนเล่นจะดูเสียมารยาทไหมนะ..? ผมเหลือบมองไปที่เอน่าซึ่งยืนอยู่ในห้องอีกคน… เธอยืนมาได้ชั่วโมงกว่าแล้ว เธอไม่เมื่อยเลยหรือไงนะ เอน่าหลุบตาลงอยู่ ไม่ได้มองมาที่ผมเลย… หรือเธอโดนพ่อบ้านฟรานตำหนิเมื่อวานเรื่องจ้องผมตอนทานอาหารเย็น? “...ขะ ขอโทษนะครับนะครับ คุณเอน่า… ขอผมคุยด้วยได้ไหม?”ผมเหงาปาก… ขืนนั่งจิบแต่ชาอย่างเดียวผมคงได้เข้าห้องน้ำหลายรอบ... “ค่ะ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้รับใช้คะ? ท่านเอสก้า”“ไม่มีอะไรหรอกครับ… แค่ผมอยากคุยด้วย”ผมยิ้มให้เธอ เอน่าเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วกลับมาทำหน้านิ่งๆแบบปกติ“ไม่ทราบว่าอยากคุยเรื่องอะไรคะ?”“...นั่นสินะ…. เป็นเรื่องของคุณกุนเทอร์จะได้ไหมครับ?”สุดท้ายผมก็หยุดคิดเรื่องกุนเทอร์ไม่ได้จริง ลองถามเธอดูหน่อยคงไม่เสียหายอะไรหรอกมั้ง“เรื่องของนายท่านเหรอคะ?”“ครับ… แบบว่า เขาอยู่คนเดียวเหรอครับ? คือ นอกจากพวกคุณแล้ว ผมยังไม่เห็นใครเลย”เอน่าทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยแล้วตอบ…“เห็นว่า...นายท่านอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็กๆแล้วค่ะ…”“....เอ๋? แล้ว...ครอบครัวคนอื่นๆของคุณกุนเทอร์ล่ะครับ?”“...ดิฉันไม่ทราบรายละเอียดมากเท่าไหร่… ที่ดิฉันฟังมาจากพ่อบ้านฟรานคือ ทั้งๆนายท่านเอลเบอร์คนก่อนและคุณนายเอลเบอร์เสียชีวิตไปตั้งแต่ท่านกุนเทอร์อายุเพียงแค่ 10 ขวบ”ดูเหมือนผมจะคิดถูกที่ไม่ถามเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของกุนเทอร์จากเจ้าตัวโดยตรง… “ดูเหมือนว่า…ทั้งคู่จะถูกพวกแวมไพร์สังหารค่ะ...”“...”เอน่ามองตรงมาที่ผมขณะที่พูดถึงสาเหตุการตายของคุณพ่อกับคุณแม่กุนเทอร์...ถ้าผมเป็นแวมไพร์โดยชาติกำเนิดไม่ได้มีสามัญสำนึกแบบมนุษย์มาก่อนผมคงจะพูดอะไรไม่ออกแต่พอดีว่าผมไม่ใช่“คุณเอน่าก็เลยสงสัยสินะครับ ว่าทำไมคุณกุนเทอร์ถึงพาแวมไพร์เข้ามาอยู่ในบ้านตัวเองแบบนี้”เอน่าเบิกตากว้างทันที ที่ผมพูดออกมาตรงๆ เธอกระอึกกระอักอยู่สักพักก่อนจะยอมรับความสงสัยที่ว่า“....ค่ะ ใช่ ฉันสงสัย…”“คุณรู้ไหมครับ ว่าผู้ชายชื่อ คาร์เทล ที่มาหาคุณกุนเทอร์เมื่อวานเป็นแวมไพร์เหมือนกัน”“ทราบค่ะ เพราะท่านคาร์เทลเดิมทีก็อยู่ฝ่ายเดียวกับมนุษย์มาตั้งแต่ช่วงแรกๆของสงครามแล้ว”อย่างที่กุนเทอร์เคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ว่าคาร์เทลเข้ามาช่วยช่วงสงครามด้วยสินะ…“ความจริงแล้ว...ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจคุณกุนเทอร์เท่าไหร่เหมือนกัน… ผมเองก็สงสัยว่าเขาคิดอะไรอยู่”“...อย่างงั้นเหรอคะ…..”เอน่าที่ทำหน้าฉงนอยู่ค่อยๆเอ่ยต่ออย่างช้าๆ…“แต่ดิฉันว่า.. บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าท่านเอสก้าค่อนข้างแตกต่างจากพวกแวมไพร์ปกติอยู่พอสมควรเลยก็ว่าได้ค่ะ...”“....อย่างงั้นเหรอครับ?”“...ค่ะ ฉันอยู่มาจนอายุจะ 30 ปีแล้ว ยังไม่เคยเห็นแวมไพร์ที่ไหน ทานอาหารเหมือนกับมนุษย์เลยค่ะ…”อา… นั่นสินะ… ก็พวกเขากินเลือดกันนี่นะ ผมเริ่มสงสัยแล้วตอนนี้ผมอยู่ในหมวดหมู่ไหนของพวกแวมไพร์… นับว่าเป็นแวมไพร์ประเภทมังสวิรัติได้ไหม?... แต่ไม่น่าใช่ ผมน่าจะอยู่ในหมวดแวมไพร์ประเภทกินอาหารปรุงสุกมากกว่า… แน่นอนว่าไอ้หมวดแบบนี้มันไม่น่ามีมาก่อนนะ...“ผมชอบซุปเห็ดเมื่อเช้ามากๆเลยครับ อร่อยมากๆเลยล่ะ”ผมนึกไปถึงซุปเห็ดเมื่อเช้า ก็เลยชมสักหน่อย“งั้นหรือคะ ถ้าแบบนั้นมื้อเที่ยงอยากให้เสริฟด้วยไหมคะ?”เอน่ายิ้มแป้น เธอดูดีใจที่ผมชม หรือว่าเธอเป็นคนทำซุปเหรอ? ผมรีบถามกลับไปทันที เธอตอบกลับผมว่าเธอได้มีโอกาสไปช่วยทำซุปเห็ดที่หลังครัวมา เพราะเมื่อเช้าพ่อครัวที่คอยหน้าที่ทำอาหารปวดหลังเลยลุกขึ้นมาทำไม่ไหว“พ่อครัวยังปวดหลังอยู่หรือเปล่าครับ?”“เอ๋?...ใช่ค่ะ ตอนนี้เห็นว่านอนพักอยู่บนเตียง”“ช่วยพาผมไปหาเขาหน่อยได้ไหมครับ?”เอน่ามีท่าทางกังวลขึ้นมา ผมเลยอธิบายเธอไปว่าผมสามารถรักษาอาการเจ็บปวดได้ เธอดูยังไม่ค่อยเชื่อผมเท่าไหร่ แต่ก็จำใจพาผมเดินออกมาจากห้องรับแขกไปยังห้องพักของพ่อครัวอยู่ดี ระหว่างก็ดันเจอเข้ากับพ่อบ้านฟรานอีก ผมจำต้องอธิบายให้พ่อบ้านฟรานซ้ำอีกรอบเลยกลายเป็นว่า พวกเราสามคนเดินไปเยี่ยมพ่อครัวที่ห้องพร้อมกันหมด…“ทางนี้ค่ะ ท่านเอสก้า” ณ อาคารเล็กๆที่อยู่นอกคฤหาสน์นี่เป็นที่พักของเหล่าข้ารับใช้ตระกูลเอลเบอร์ ถึงแม้ผมจะบอกว่ามันเป็นอาคารเล็กๆ แต่มันไม่ได้ดูแออัดขนาดนั้นหรอกนะ พวกเขามีห้องเป็นของตัวเองทุกคนและมีพื้นที่ให้เดินในห้องได้นิดหน่อย พอเราเปิดประตูเข้าห้องของพ่อครัวไป ก็เห็นว่าพ่อครัวกำลังนอนคว่ำอยู่ เขาเจ็บหลังไม่สามารถนอนเงยได้ ผมถามพ่อครัวที่นอนอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลังเขา “ตอนผมปีนขึ้นไปหยิบหม้อที่ชั้นบนสุดเมื่อคืน… ผมพลาดตกลงมาหลังกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะที่อยู่ด้านล่าง… ผมนึกว่านอนพักแล้วน่าจะหาย แต่พอเช้ามา…”คงช้ำในสินะ… ผมขอให้เขาเปิดเสื้อขึ้นเพื่อดูสภาพหลังของเขา ปรากฏว่าหลังของเขาช้ำจนห้อเลือด…โอเค.. ผมอยากรักษาเขามากเลยตอนนี้ เห็นแบบเจ็บแทนสุดๆ…ผมขยับเข้าไปใกล้ๆเขา แล้วกางฝ่ามือออก‘ Heal ’ผมร่ายเวทรักษา… เหมือนทุกๆครั้งที่ผมร่ายมักจะมีวงแหวนเวทเกิดขึ้นบริเวณจุดที่ผมยืน แสงสว่างที่อบอุ่นส่องประกายขึ้นอีกครั้ง ร่างของพ่อครัวตรงหน้าผมถูกแสงสว่างปกคลุมได้ครู่หนึ่งก่อนจะวูบหายไปพร้อมกับวงแหวนเวท แทบไม่ต้องเล่าว่าปฏิกิริยาคนรอบข้างเป็นยังไง ทุกคนต่างมองตาค้างมาที่ผมส่วนผมก็ตรวจเช็ครอยช้ำห้อเลือดของเขาอีกที… ซึ่งตอนนี้มันได้หายไปเรียบร้อยแล้ว“ลองขยับตัวดูนะครับ”ผมบอกพ่อครัวที่นอนอึ้งอยู่ให้ขยับตัว เขาค่อยๆลุกขึ้นแล้วเอนหลังไปมา ตอนนี้เขาขยับตัวได้อย่างคล่องแคล่วและไม่มีอาการเจ็บที่หลังอีกแล้ว“สะ สุดยอด”พ่อครัวเอ่ยขึ้นอย่างทึ่งๆ เขามองตรงมาทางผมด้วยสายตาเลื่อมใส“ท่าน…! ท่านเป็นท่านนักบุญใช่ไหม!?”“หา!?”พ่อครัวลุกพรวดพลาดขึ้นจากเตียงตรงดิ่งมากุมมือผมเอาไว้ทั้งสองข้าง… ใจเย็นๆก่อน.. พ่อหนุ่ม…อีกสองคนที่ยืนแข็งอยู่ในห้องทำอะไรไม่ถูก เพราะยังตกใจในสิ่งที่เห็นอยู่ พ่อบ้านฟรานที่ตั้งสติได้ก่อนเอน่าพุ่งตัวเข้าปัดมือพ่อครัวออกจากผม“เจ้าบ้า! ท่านเอสก้าเป็นแขกคนสำคัญของนายท่าน อย่าได้สัมผัสตัวท่านเอสก้าง่ายๆแบบนี้”“ขะ ขออภัย ท่านเอสก้า!”ทั้งพ่อครัวและพ่อบ้านฟรานต่างก้มหัวให้ผม ผมรีบบอกให้พวกเขาเงยหน้าขึ้นทันที แต่พ่อครัวยังคงพยายามจะแสดงการขอบคุณต่อผม ทำให้เขาโดนพ่อบ้านฟรานต้องเข้าไปหยิกหูและตักเตือนให้รักษามารยาทมากกว่านี้ “มะ ไม่เป็นไรครับ! ถ้าหายเจ็บหลังก็ดีแล้วล่ะครับ ยังไงก็ขอบคุณสำหรับอาหารเย็นเมื่อวานด้วยนะครับ อร่อยมากๆเลย”ผมกล่าวพร้อมรอยยิ้ม...ไม่รู้ทำไมพ่อครัวถึงกับร้องไห้ออกมาแล้วบอกว่าคุ้มค่าจริงๆที่ยอมทนเจ็บหลัง… ผมว่ามันไม่คุ้มเลยนะ…ไม่นานพวกคนรับใช้ที่อยู่บริเวณรอบๆซึ่งบังเอิญเห็นแสงสว่างเมื่อครู่เข้า ก็พากันเดินเข้าดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น พอทุกคนเห็นพ่อครัวหายบาดเจ็บแล้วต่างพากันงุนงงพยายามถามหาสาเหตุจนวุ่นวาย โชคดีที่พ่อบ้านฟรานเข้ามาคุมสถานการณ์ไว้ ทุกอย่างจึงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่จบลง พ่อบ้านฟรานขอให้ผมกลับไปนั่งดื่มชาต่อที่ห้องรับแขก ผมกับเอน่าก็เลยต้องกลับไปพร้อมกัน แต่ไม่รู้ทำไมเอน่าถึงดูเกร็งๆ… เธอดูตื่นๆทุกครั้งที่ผมชวนเธอคุย แถมผมไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงขอโทษผมอยู่หลายครั้ง เธอบอกว่าเธอได้ทำเรื่องเสียมารยาทไปท้ายที่สุด ผมก็จบลงด้วยการนั่งจิบชาเงียบๆคนเดียว… เหงาปากอะ… พอต้องนั่งเงียบๆแบบนี้ ผมก็ได้มีโอกาสทบทวนเรื่องต่างๆในหัว… เวทที่ผมใช้ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เป็นเวทขั้นสูง ถ้าใครมาเห็นแล้วจะแตกตื่นกันคงไม่แปลก แต่เวทรักษาที่ผมใช้เมื่อกี้มันน่าจะเป็นเวทขั้นพื้นฐานเลยไม่ใช่เหรอ? ทำไมพวกเขาถึงได้ตกใจกันนักล่ะ? ขณะที่ผมนั่งอมน้ำลายจนใกล้จะบูดแล้ว ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นตามด้วยเสียงของพ่อบ้านฟราน ตอนแรกผมนึกว่าเขาจะบอกว่า กุนเทอร์กลับมาแล้ว กลายเป็นว่า... “ท่านเอสก้าขอรับ ท่านเรย์ทริสต้องการพบ”น้ำชาในปากผมแทบพุ่งออกมา เมื่อประตูห้องที่ถูกเปิดนั่นเผยให้เห็นร่างของเรย์ทริสที่มีสีหน้าหงุดหงิดมองมาทางผม…“ไอ้กุ้งแห้ง...ทำไมแกถึงได้มานั่งจิบชาสบายใจเฉิบอยู่นี่ล่ะ!”...แล้วนั่งจิบชามันผิดอะไรไม่ทราบ!? ไอ้เอลฟ์ขี้เหยียดนี่! ...แต่ผมมีมารยาทพอที่จะไม่ด่ากลับตรงๆผมวางถ้วยชาในมือลงแล้วส่งยิ้มน้อยๆให้เอลฟ์ตรงหน้า“คุณกุนเทอร์ให้ผมมาอยู่ที่นี่ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ? คุณเรย์ทิส”ความจริงนี่ยังไม่ถึงเวลาที่กุนเทอร์บอกว่าจะกลับมาด้วยซ้ำ แล้วทำไมจู่ๆเจ้าเอลฟ์บ้านี่ถึงโผล่มาที่นี่ได้เนี่ย? แถมไม่ได้มาหากุนเทอร์ด้วย แต่มาหาผมเนี่ยนะ? “เจ้าบ้านั่น ดูแลยังกับไข่ในหิน.. มันจะสปอยมากเกินไปแล้ว…มานี่! ตามฉันมา! ถ้าภารกิจนี้ไม่มีแกไปด้วย ได้ตายกันหมดทั้งกลุ่มนั่นแหละ”“อะ เอ๋!? เดี๋ยวก่อนครับ! ภารกิจอะไร!?”“ยังไม่ต้องถามตอนนี้! ตามมา! เดี๋ยวก็ไม่ทันกันพอดี”เรย์ทริสเดินตรงดิ่งมาที่ผมแล้วกระชากแขนผมให้ยืนขึ้นทันที ผมพยายามแกะมือเขาออกแล้วแต่ไม่ได้ผล.. แถมบีบแขนผมแรงกว่าเดิมอีก! ไอ้พวกแรงช้างเอ๊ย! ผมโดนลากออกจากโซฟา…!!! ช่วยด้วย!! ต่อให้ผมส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางไหน ทั้งเอน่าและพ่อบ้านฟรานต่างก้มหน้าก้มตาด้วยสีหน้าที่ลำบากใจ… ไม่มีใครเข้ามาห้ามเรย์ทิสสักคน…ในที่สุดผมก็โดนลากออกมานอกบ้านจนได้ เจ้าบ้านี่ไม่รู้จะรีบไปไหน ถึงขนาดโบกมือเรียกรถม้าให้มารับพวกเรา… บอกไว้ก่อนผมไม่มีเงินจ่ายนะ แต่หมอนี่คงมีอยู่แล้วล่ะ “ปล่อยนะ! ผมเจ็บแขน โอ๊ย!”หมอนี่ผ่อนแรงไม่เป็นหรือไง!? ยังดีที่พอผมบอกเขาไปว่าเจ็บ เจ้าเอลฟ์ขี้เหยียดนี่ก็ยอมปล่อยแขนผมแต่โดยดี“ขึ้นไป”พอรถม้ามาจอดที่ตรงหน้าพวกเรา เรย์ทริสก็บังคับให้ผมขึ้นรถม้า ถ้าผมสู้แรงเขาได้ก็คงดี… เฮ้อ อย่าว่าแต่สู้แรงเขาได้เลยแค่วิ่งหนีผมยังทำไมไม่ได้เลย.. ผมก้มมองขาตัวเองแล้วถอนหายใจยอมเดินขึ้นรถม้าไปอย่างโดยดีระหว่างทางผมรีบถามเจ้าบ้าที่นั่งอยู่ข้างๆทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น“ภารกิจรอบนี้ได้รับตรงจากอณาจักร… ไม่สิต้องบอกว่าจากคนข้างในวังหลวงมากกว่า… แต่ปัญหาหลักของทีมตอนนี้เลยคือ ไอ้นักเวทที่เจ้าหน้าที่หามาเข้าทีมดันมีแต่พวกเก่งแต่ปาก!”เรย์ทริสพูดออกมาอย่างหัวเสีย ดูทรงแล้วคงมีปากเสียงกันมาแน่ๆ“...แล้วที่คุณลากผมมาเนี่ย ก็เพื่อให้ผมเข้าทีมแทนนักเวทพวกนั้นเหรอครับ?”“ใช่ กุนเทอร์คงไม่ได้ชวนแกเข้าร่วมภารกิจล่ะสิ ให้ตายสิ.. ทำไมต้องทำให้เรื่องมันยุ่งยากกว่าเดิม...”แสดงว่าเรย์ทริสได้รับภารกิจเดียวกับกุนเทอร์อย่างงั้นสินะ ผมพอรู้เหตุผลอยู่ว่าทำไมกุนเทอร์ไม่ชวนผม เพราะเขาเป็นคนบอกผมเองว่าภารกิจค่อนข้างอันตรายเลยไม่อยากให้ผมไปทำด้วย“แต่…นักเวทเก่งๆคนอื่นก็น่าจะมีนี่ครับ ไม่เห็นต้องเป็นผมเลย… ผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ที่ชื่อ คาร์เทล ก็น่าจะได้…อย่างคุณน่าจะรู้จักเขาอยู่แล้ว ใช่ไหมครับ”ผมขมวดคิ้วหันไปมองคนข้างๆที่หันหน้ามองผมอย่างเหนื่อยหน่าย“คาร์เทลเป็นนักเวทที่ปรึกษาส่วนพระองค์ เขาไม่ว่างมาทำอะไรแบบนี้หรอก…”“ทะ..ที่ปรึกษาส่วนพระองค์..?”“อ่าฮะ... ราชาของอาณาจักรนี้ ราชาอเล็กเซเวีย... กุนเทอร์ไม่ได้บอกรึไง?”หา….จริงดิ!? ผมเบิกตากว้าง… เพราะตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน...กุนเทอร์บอกกับผมแค่ว่าคาร์เทลเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์นี่หน่า หรือว่าเขาจะลืมบอกผมว่าจริงๆแล้วคาร์เทลเป็นใคร…?ไม่หรอก...บางทีเรื่องสถานะของคาร์เทลอาจจะเป็นความลับก็ได้ แต่เจ้าเอลฟ์นี่ดันเป็นพวกปากสว่าง ถึงได้บอกผมง่ายๆแบบนี้เรย์ทริสมองมาที่ผมซึ่งกำลังสับสนอยู่เงียบๆ เขาครุ่นคิดอะไรสักอย่างในใจก่อนจะพูดออกมา“งั้นนายคงไม่รู้สินะ…ว่าเคยมีนักเวทที่ใช้เวทมนตร์ได้แบบเดียวกับนายอยู่ด้วย”“เอ๋?”เรย์ทริสพูดแล้วหันหน้าไปมองข้างทาง รถม้าที่พวกเรานั่งกันอยู่กำลังเคลื่อนผ่านส่วนของใจกลางเมืองหลวงพอดี เขามองไปที่รูปปั้นหญิงสาวที่ตั้งตระหง่านตรงน้ำพุนั่น“ตลอด 9 ปี ที่ผ่านมาก็ไม่มีใครสามารถใช้เวทมนตร์แบบนั้นได้อีกเลย...” ...เขากำลังพูดถึงนักบุญเหรอ? …..แล้วเทย์ทริสก็ค่อยๆหันกลับมามองที่ผม“และนายก็โผล่มา…”“...”“นี่คือเหตุผลว่าทำไมฉันต้องการนาย..”ตอนที่ผมกำลังจะอ้าปากถามเขากลับ รถม้าก็มาจอดลงที่หน้ากลุ่มลีเซนต์เดลพอดี แต่เพราะผมกำลังจะขยับตัวตอนรถม้าที่กำลังเบรก ร่างกายผมเลยเซไปข้างหน้าอัตโนมัติ “ระวังหน่อย! ถ้ามาหัวแตกเอาตรงนี้ กุนเทอร์เล่นงานฉันแน่”เรย์ทริสเข้ามารับผมไว้ หน้าผมเลยไม่ทันได้กระแทกอะไร… แต่จริงๆแล้วผมควรบอกว่า ตอนนี้หน้าผมซบอยู่ที่อกของเขาแทนสินะ...“.......ต่อให้ผมหัวไม่แตก คุณเรย์ทริสก็โดนเล่นงานอยู่ดีเพราะคุณพาผมมาที่นี่”ผมรีบดันตัวออกจากเขา.. พอทรงตัวได้แล้วก็เดินลงจากรถม้า“ไม่… ฉันจะไม่โดนเล่นงาน..ถ้านายเต็มใจรับภารกิจด้วยตัวเอง”เรย์ทริสที่ลงจากรถม้า หันไปจ่ายค่าโดยสารให้คนขับก่อนจะหันมาทางผมอีกครั้งผมจ้องกลับไปที่เขา... “...แล้วถ้าผมไม่รับล่ะ?”เอลฟ์ตรงหน้าเดินเข้ามาใกล้ผมแล้วยิ้มที่มุมปาก… ผมเกลียดรอยยิ้มเขาชะมัด... ไอ้ขี้เก๊กเอ๊ย!“หึ...เชื่อเถอะ นายไม่มีปฏิเสธหรอก นายใจอ่อนจะตายไป จริงไหม?”“...”....เถียงไม่ออกแฮะ ก็ถูกของเขา ผมใจอ่อนจริงๆนั่นแหละ…เจ็บใจชะมัด ขอให้กุนเทอร์ตบกะโหลกไอ้หมอนี่สักทีจะได้เห็นเป็นบุญตาเพราะผมเดินช้า เรย์ทริสเลยดึงแขนผมไว้แล้วคอยลากผมให้เดินเร็วๆ… รอบนี้เขาเบาแรงลง ผมเลยไม่ได้เจ็บแขนเหมือนตอนแรก แต่ไอ้การที่เขาทำแบบนี้ก็เสียมารยาทอยู่ดีนั่นแหละ!! เจ้าบ้านี่จะรีบไปถึงไหน!!ตอนนี้ผมมาอยู่ในตัวอาคารแล้ว แน่นอนว่าที่นี่ยังคงเต็มไปด้วยผู้คนเหมือนเดิม ไอ้หมอนี่ยังคงลากผมต่อ เดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นสอง ผมเพิ่งเคยขึ้นมาชั้นนี้เป็นครั้งแรก... ที่ชั้นสองเหมือนจะมีคนคอยยืนเฝ้าอยู่ ดูจากชุดเกราะที่พวกเขาใส่แล้วคงเป็นอัศวินของอาณาจักรนี้... จากที่ผมสังเกตมา พวกชุดเกราะของทหารทั่วไปอย่างเช่น ทหารที่หน้าด่านตรวจคนเข้าเมืองชุดเกราะของพวกเขาจะค่อนข้างธรรมดา แต่ทหารอีกแบบที่เห็นแถวๆเขตของขุนนางจะใส่ชุดเกราะที่ดูดีกว่าและพวกเขามักมีผ้าคลุมสีแดงเข้มใส่ด้วยเสมอ เพราะฉะนั้นพวกเขาคงไม่ใช่ทหารธรรมดาๆแต่น่าจะอัศวินที่คอยคุ้มครองขุนนางรวมไปถึงชนชั้นสูงมากกว่า…จะว่าไปเรย์ทริสเองก็บอกผมไว้ว่าภารกิจครั้งนี้มาจากคนในวังหลวงด้วย… มีอัศวินมาคอยคุ้มครองบ้างคงไม่แปลกอะไรเรย์ทริสพาเดินตรงไปตามโถงทางเดินเรื่อยๆจนมาที่หน้าห้องๆหนึ่ง คิดว่าคงจะเป็นห้องประชุม...ดูจากขนาดของประตูบานใหญ่บานนี้แล้ว“รอเดี๋ยว… ที่พามาด้วยนี่ใคร?”เหมือนอัศวินที่ยืนเฝ้าหน้าประตูจะรู้จักกับเรย์ทริส เพราะเขาไม่เคยเห็นผมมาก่อนเลยหยุดเรย์ทริสที่เอาแต่เดินจ้ำอ้าวไว้“นักเวทที่มีประสิทธิภาพ! และเขาจะมาแทนไอ้หน้าหนอนที่นั่งอยู่ในห้องนี้!”เรย์ทริสอธิบายพร้อมใบหน้าที่เบิกบาน…นี่นายด่าคนที่อยู่ในห้องนี้ ทั้งๆที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องแล้วเนี่ยนะ…. เชื่อเขาเลย…. อัศวินตรงหน้ามองเรย์ทริสอย่างเอือมระอา เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วปล่อยให้ผมเดินเข้าห้องไปได้ พอประตูห้องเปิดออก ผมก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะยาวๆกลางห้องแบบเดียวกับที่ให้ในห้องประชุมบ่อยๆ ดูจากการแต่งตัวแล้วคนที่อยู่ในห้องนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกนักผจญภัย เว้นแต่ที่หัวโต๊ะ...มีชายผมสีบรอนซ์ทองคนหนึ่งนั่งอยู่แถมมีอัศวินยืนคุมอยู่ข้างหลังอีกหนึ่งคน.. การแต่งตัวและบรรยายกาศของเขาต่างไปจากคนอื่นๆในห้องโดยสิ้นเชิง… จะให้เรียกว่ายังไงดี… ผมเคยชมว่ากุนเทอร์หน้าตาดีที่ใช่ไหม? แต่ผู้ชายคนนี้ยิ่งกว่านั้น… พูดได้เต็มปากเลยว่า รูปร่างหน้าตาของเขาถอดแบบมาจากพวกเจ้าชายเทพนิยายเลยล่ะ... เอาล่ะ... ตอนนี้ผมพบมนุษย์อิเคเม็งที่ทำให้รู้สึกแสบตาเป็นคนที่ 2 แล้ว…อ๊ะ…ที่ผมบอกว่าเป็นคนที่ 2 ก็เพราะผมไม่นับเรย์ทริสนะ… คุณคงเข้าใจผมใช่ไหม? จริงอยู่ที่หมอนี่จัดอยู่ในหมวดอิเคเม็งแต่สกิลปากของเขา...จากที่ชวนแสบตากลายเป็นเหม็นขี้หน้าแทน...“ผมพานักเวทคนใหม่มาแล้วครับ ท่านบรอเดอริค เพราะฉะนั้นได้โปรดถอดนักเวทไร้ประโยชน์ออกจากภารกิจด้วยครับ”“แก!!” นักเวทคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ในที่ประชุมโมโหขึ้นมาทัน เขาจ้องมาทางผมกับเรย์ทริสอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ เฮ้อ… ผมอยากจะหนีออกจากตรงนี้จริงๆ ทำไมต้องมาเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย?! ผมพยายามมองหากุนเทอร์ซึ่งน่าจะอยู่ในห้องนี้ด้วยแต่กลับไม่อยู่… เพราะไม่มีทางเลือกผมเลยสะกิดแขนเรย์ทริสเพื่อถามถึงกุนเทอร์ เขาหันมาตอบผมสั้นๆว่าเดี๋ยวก็กลับมา… อ่า แสดงว่ากุนเทอร์โดนใครเรียกตัวไประหว่างประชุมกันอยู่สินะ… “เรย์ทริส เขายังดูเด็กอยู่เลย… นายแน่ใจนะ?”บรอเดอริคพูด นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนของเขาจ้องมองมาทางผม… คิดว่าเพราะผมสวมฮู้ดอยู่เขาเลยยังเห็นหน้าผมไม่ชัด คงเทียบขนาดตัวผมกับเจ้าเอลฟ์นี่... ผมเลยดูเป็นเด็กม.ต้น…“ครับ ท่านบรอเดอริค”เรย์ทริสที่พูดจาสุภาพมาตั้งแต่เมื่อกี้จนผมรู้สึกขนลุกไปหมด.. ตอบยืนยันพร้อมก้มหัวให้บรอเดอริคเล็กน้อย… หือ? ความจริงก็มีมารยาทกับเขาเหมือนกันนี่… ผมเหล่มองคนข้างๆที่ค่อยๆเงยหน้าขึ้นอีกครั้งเมื่อชายชนชั้นสูงตรงหน้าพูดต่อ“เข้าใจล่ะ... เราจะจ้างเขาแทน... โยฮัน”บรอเดอริคเรียกชายบุคลิกดีอีกคนที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องมาที่โต๊ะประชุม ชายวัยกลางคนสวมแว่นตาในมือเขาดูเหมือนจะถือสมุดบันทึกบางอย่างไว้ เดินตรงมาหานักเวทผู้นั่งอยู่ในที่ประชุม “ทางเราต้องขออภัย ยกเลิกการจ้างท่านสำหรับภารกิจนี้ นี่เงินค่าเสียเวลาขอรับ”ชายที่ชื่อโยฮันยืนถุงเงินให้ แน่นอนว่านักเวทดูไม่พอใจสุดๆ เขาหันมามองเรย์ทริสกับผมอย่างเป็นเดือดเป็นแค้นอีกรอบ ก่อนรับถุงเงินแล้วสับขาเดินออกไปจากห้อง คนที่เหลืออยู่ในห้องแสดงอาการเหนื่อยใจออกมาทันทีที่เรื่องวุ่นๆจบลง“แล้วเด็กหนุ่มคนนี้คือใคร? ช่วยแนะนำตัวให้เรารู้จักได้ไหม?”เอ๋? จะให้ผมแนะนำตัวเหรอ?... ผมหันไปมองเรย์ทริสที่ยืนข้างๆ เขาพยักหน้าเบาๆให้ผมเชิงว่าให้ผมทำตาม…“ผม เอสก้า ยินดีที่ได้รู้จักครับ”ผมแนะนำตัวพร้อมทำความเคารพแบบเดียวกับเวลาที่พวกคนรับใช้ของกุนเทอร์ทำ มันคือ การโค้งเล็กน้อยแล้วใช้มือขวาวางไว้บนอกส่วนมือซ้ายไพล่หลังเอาไว้ เพราะคิดว่าสักวันต้องได้ใช้ถ้าเกิดต้องเจอกับพวกชนชั้นสูง ผมก็เลยพยายามจดจำกิริยาท่าทางของผู้คนในโลกนี้เอาไว้“ยินดีที่ได้รู้จัก เอสก้า เรา บรอเดอริค เป็นผู้ว่าจ้างภารกิจครั้งนี้”บรอเดอริคแนะนำพร้อมใบหน้าที่ระบายไปด้วยรอยยิ้ม… สว่างไสวชะมัด... ผมแอบเห็นนักผจญภัยผู้หญิงซึ่งนั่งอยู่ในที่ประชุมพยายามอดกั้นที่จะกรีดร้องออกมา...ถ้าให้อธิบายคงประมาณเวลาที่สาวๆเจอดาราที่ชื่นชอบยิ้มให้นั่นแหละ…“ท่านเอสก้า โปรดถอดฮู้ดออกสักครู่ได้ไหมขอรับ นายท่านอาจเห็นหน้าตาท่านเอสก้าได้ไม่ชัดเจน”โยฮันพูดขึ้นมา ขณะจดอะไรบางอย่างลงไปในสมุดเล่มที่เขาถืออยู่…เอาไงดี… ผมเหลือบไปมองเรย์ทริสอีกรอบ เขาไม่ได้สนใจหันมาทางผมเลยสักนิด…เพราะผมมัวแต่อึกๆอักๆอยู่ บรอเดอริคเลยพูดต่อ“โอ้…ถ้าไม่สะดวก ไม่เป็นไร เอสก้า ..เราเองก็มีคนรู้จักที่ชอบปิดหน้าปิดตาอยู่เหมือนกัน เราชินแล้ว”เขาส่งยิ้มให้อีกครั้งเพื่อไม่ให้ผมต้องกังวลมากไปคนชอบปิดหน้าปิดตาเหรอ? ใช้คาร์เทลหรือเปล่านะ คิดดูแล้วพวกชนชั้นสูงก็น่าจะรู้จักเขากันหมดโยฮันเชิญให้พวกเรานั่งลงเพื่อประชุมกันต่อ แน่นอนว่าผมไม่มีทางเลือกนอกจากต้องนั่งถัดจากเรย์ทริส ที่กลางโต๊ะมีแผนที่ขนาดใหญ่กางอยู่… นี่คงเป็นแผนที่โลกใบนี้สินะ… ผมจำสัญลักษณ์ของอาณาจักรนี้ได้แล้วเลยสังเกตเห็นได้ทันทีว่าเมืองหลวงอยู่ในภูมิภาคไหน เมืองหลวงค่อนข้างจะอยู่คาบเกี่ยวกับตอนเหนือเลยแฮะ… ถ้าเข้าหน้าหนาวได้มีปากสั่นแน่ๆเลยผม ยังมีสัญลักษณ์ของเมืองอีกมากมายบนแผนที่ที่ผมยังไม่รู้จัก ไอ้ที่เป็นสัญลักษณ์คล้ายๆรูปต้นไม้นี่ใช่เมืองหลวงของเอลฟ์หรือเปล่านะ? ดูเหมือนจะอยู่ในเขตที่อบอุ่นกว่า“เอาล่ะ เรามาคุยกันต่อ อย่างที่เราบอกไปก่อนหน้านี่ พวกปีศาจเริ่มรุกรานมาทางใต้ หมู่บ้านบริเวณนั้นได้รับความเสียหายอย่างหนัก และที่สำคัญตอนนี้เมืองท่าเรือทางใต้ของเราอาจเป็นพื้นที่ถัดไป ถ้าปีศาจบุกเข้าถึงเมืองได้ปัญหาจะไม่ใช่แค่มีผู้คนเสียชีวิตอย่างเดียวแล้ว เศรษฐกิจของอาณาจักรจะมีปัญหาตามาด้วย ถ้าเราไม่สามารถค้นส่งสินค้าทางน้ำได้สะดวกอีก...”บรอเดอริคปรับเข้าโหมดจริงจรังทันที… ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมกุนเทอร์ไม่อยากให้ผมไปทำภารกิจ… ดูได้จากแผนที่บริเวณทางใต้ของอาณาจักรนั่นถูกระบายด้วยสีแดงไปแทบทั้งแถบ ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น... ได้แต่ว่าภาวนาในใจขอให้ชาวบ้านบริเวณนั้นปลอดภัย…“ความเสียหายที่เกิดขึ้นในแถบทางใต้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ทำให้เราขาดยุทโธปกรณ์และทหารไปจำนวนมาก… เราอยากให้พวกท่านตั้งใจทำภารกิจนี้...ช่วยยื้อเวลาไว้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อย 1 อาทิตย์ จนกว่ายุทโธปกรณ์ใหม่จะถูกส่งไปถึงเมืองท่าเรือ… ตอนนี้พวกท่านคงเข้าใจแล้วใช่ไหมว่า ภารกิจครั้งนี้ค่อนข้างอันตราย… หากท่านไหนอยากถอนตัวออกจากภารกิจทางเรายินดีให้ท่านถอนตัวได้ตอนนี้..”นักผจญภัยที่นั่งประชุมอยู่เริ่มหันไปกระซิบกระซาบปรึกษากัน.. และเริ่มมีนักผจญภัยบางคนยกมือขึ้นขอถอนตัวออกจากภารกิจ ส่วนบางคนที่ไม่ถอนตัว มีบ้างที่ยืนข้อเสนอขอค่าจ้างเพิ่มอีก ส่วนผมกับเรย์ทริสนั่งรอเฉยๆ ..มองดูคนรอบตัวที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการตัดสินใจ...จะว่าไป...แบบนี้ผมเองก็ขอถอนตัวได้เหมือนกันใช่ไหม? แต่เรย์ทริสไล่นักเวทคนนั้นไปแล้วนี่สิ.. ถ้าผมถอนตัวพวกเขาคงต้องเสียเวลาหานักเวทกันใหม่อีก… ลำบากใจแฮะ… ผมไม่อยากเอาชีวิตไปทิ้งกับภารกิจเสี่ยงๆ..แต่ว่า… เฮ้อ...ไม่มีภารกิจง่ายๆบ้างเหรอ?…“ขออภัยครับ ท่านบรอเดอริค กุนเทอร์ กลับมาแล้วครับ”“โอ้ กุนเทอร์ เรียบร้อยดีใช่ไหม?”“เรียบร้อยดีครับ………?!!”กุนเทอร์ที่จู่ๆก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมพูดคุยกับบรอเดอริคขณะอยู่ในท่าทำความเคารพ พอเงยหน้าขึ้นมาก็เจอผมที่นั่งอยู่กับเรย์ทริสทันที… กุนเทอร์ดูตกใจมากๆที่ผมมานั่งอยู่ตรงนี้ เขาหลุดปากเรียกชื่อผมออกมาจนได้ “เอสก้า..!!”

    To be continuedขอขอบคุณนักอ่านทุกๆท่านที่ยังติดตามนิยายเรื่องนี้อยู่นะคะเพราะอยู่ในช่วงทำโปรเจคเกมส์เลยไม่ค่อยมีเวลา แต่จะหาโอกาสมาอัพตอนอีก ไม่ทิ้งแน่นอนค่ะ หากมีข้อผิดพลาดๆต้องขออภัยไว้ใน ณ ที่นี้ด้วย โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ^v^



    เรย์ทริส การิอุส