ลุงฉีมีความสามารถเช่นนี้ทำเอาเฉินจิ้งเจียประหลาดใจพอควร คาดไม่ถึงว่าเขามีฝีมือขนาดนี้หากไปกองทัพทหารของพี่ชายนาง คงขึ้นเป็นรองหัวหน้าไปแล้วพอมาอยู่กับท่านพ่อก็เป็นเพียงเด็กรับใช้ข้างกายช่างใช้พรสวรรค์ได้ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
“ลุงฉีท่าน...” เฉินจิ้งเจียเอ่ยปาก แต่กลับไม่รู้ว่าจะถามอะไร
กลับเป็นลุงฉีเสียเองที่ชิงเอ่ยปาก“ที่ข้าอยู่จวนป๋อชางโหวย่อมมีเหตุผลของข้า คุณหนูใหญ่โปรดวางใจข้ากระทำสิ่งใดย่อมไม่มีทางสร้างความเดือดร้อนแก่ท่านโหวและจวนโหวอยู่แล้ว”
เฉินจิ้งเจียส่ายหน้า“ข้ามิได้กังวลเรื่องความซื่อสัตย์ที่ลุงฉีมีต่อจวนโหวสักหน่อย”
อย่างไรเสียชาติก่อนลุงฉีก็มิได้ทำอะไรภายหลังจากจวนป๋อชางโหวไปก็มิได้ทำเรื่องเสียหายอะไรต่อจวนป๋อชางโหวอยู่ดี
“เช่นนั้นคุณหนูอยากถามอะไรขอรับ?” ลุงฉีมองเฉินจิ้งเจีย สีหน้าจริงจังตั้งใจราบเรียบดังที่ผ่านมา
“ลุงฉีท่านบอกข้าให้ปกป้องตัวเองให้ดี อย่าให้เป็นเหมือนแม่ข้าท่าน...รู้อะไรบางอย่างใช่หรือไม่?” เฉินจิ้งเจียลองถามหยั่งเชิง
ดวงตาของนางจดจ้องใบหน้าลุงฉีมาดหมายหาช่องพิรุธจากใบหน้าเขา
ลุงฉีหันข้างมองเด็กสาวเยาว์วัยเบื้องหน้า “คุณหนูใหญ่ ท่านหาความสำคัญผิดจุดแล้วข้าหมายถึงให้ท่านดูแลตัวเองให้ดีเท่านั้น มิได้ให้ท่านคิดเรื่อยเปื่อย”
เขาเอ่ยจบก็รู้สึกว่าตนพูดล้ำเส้นเกินไป จึงกล่าวต่อ“มีเพียงการดูแลตัวเองให้ดีเท่านั้นถึงจะมีโอกาสล่วงรู้ความจริงถึงจะมีโอกาสทำอะไรบางอย่าง มิเช่นนั้นต่อให้ท่านรู้ความลับแล้ว แต่จะทำอะไรได้?”
เขาพูดจบจึงเร้นจากไปยามเฉินจิ้งเจียคิดจะตามไปหาอีกครั้ง เจ้าตัวก็หายไปไม่เห็นเงาแล้ว
เขาต้องรู้อะไรบางอย่างแน่!เฉินจิ้งเจียปักใจคิดเช่นนั้น
ไม่นานประตูห้องก็เปิดออกเผยฉางชิงและป๋อชางโหวเดินออกจากห้องพร้อมกัน
ป๋อชางโหวยิ้มแย้มแทบหุบไม่ได้ถึงขั้นว่ายื่นมือตบไหล่เผยฉางชิงเบาๆ อย่างสนิทสนมความสัมพันธ์ของทั้งสองดูเหมือนมิได้ห่างเหินดังแต่ก่อนแล้วแต่กลับสนิทชิดเชื้อเสียจนเฉินจิ้งเจียต้องมองเป็นตาเดียว
“เจียเอ๋อร์เจ้ามาอยู่นี่ได้อย่างไร?” ป๋อชางโหวเห็นคนหน้าประตูก็ประหลาดใจเล็กน้อย
เฉินจิ้งเจียฉีกยิ้ม“ข้ามาหาท่านพ่อเจ้าค่ะ!” นางเอ่ยพลางหยิบกล่องอาหารที่เตรียมไว้ออกมาข้างในมีอาหารตุนท้องเล็กๆ หลายอย่างอยู่ในกล่อง
ไม่ง่ายที่เฉินจิ้งเจียจะใส่ใจพ่ออย่างเขาเช่นนี้ครั้นนึกถึงคำพูดที่เผยฉางชิงเอ่ยเมื่อครู่ จิตใจป๋อชางโหวก็ยิ่งปลื้มปีติรอยยิ้มบนหน้าสดใสขึ้นหลายเท่าตัว
เมื่อเห็นท่าทางของเขาเฉินจิ้งเจียมองเผยฉางชิงอย่างสงสัยสงสัยว่าทั้งสองไปตกลงร่วมมืออะไรลับหลังกันหรือไม่
“เอาละๆส่งอาหารแล้วพ่อเองก็ชื่นใจยิ่งนัก อากาศเย็นแล้ว ให้เผยฉางชิงไปส่งเจ้ากลับเถิด”ป๋อชางโหวบอก พลางดันเฉินจิ้งเจียให้ขยับเข้าใกล้เผยฉางชิงมากขึ้น
ประจวบเหมาะกับที่เฉินจิ้งเจียมีคำถามต้องการถามเผยฉางชิงจึงขยับตัวไปตามคำป๋อชางโหว เดินออกไปพร้อมเผยฉางชิง
“ไอ้หยาพอเห็นเช่นนี้แล้ว ทั้งสองช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก เจ้าว่าหรือไม่ฉีหราน”ป๋อชางโหวมองแผ่นหลังทั้งสองที่จากไป พลางเอ่ยด้วยความรู้สึกเอ่อล้น
ลุงฉีที่ยืนอยู่ข้างๆแค่ปรายตามองทั้งสองแวบหนึ่ง ก่อนหันมองป๋อชางโหว “ท่านโหวพูดถูกขอรับ”
ทั้งสองเดินเคียงไหล่ก่อนเฉินจิ้งเจียจะหันมองคนข้างกาย
นางรู้ว่าเผยฉางชิงมากฝีมือแต่ไม่คิดไม่ฝันว่าแค่คุยกันคราเดียว เขาจะทำให้ป๋อชางโหวยอมรับได้กระทั่งว่าทำให้ป๋อชางโหวยอมแนะนำให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันอีกด้วย
ครั้นโดนนางจ้องก็แทบไม่มีสมาธิเผยฉางชิงจึงหันมองเฉินจิ้งเจียในที่สุด “เจียเอ๋อร์กำลังมองอะไรหรือ?”
ราวกับโดนจับได้เฉินจิ้งเจียลนลานย้ายสายตาผินมองไปทางอื่น “ไม่มีอะไรข้าแค่แปลกใจว่าท่านคุยอะไรกับท่านพ่อกันแน่ ไฉนจู่ๆเขาถึงได้ยิ้มแย้มพูดจาอ่อนโยนกับท่านเช่นนี้”
เผยฉางชิงหัวเราะ“ก็มิได้มีอะไร แค่คุยเรื่องทั่วไปในครอบครัวก็เท่านั้น”
เรื่องทั่วไปของครอบครัว?
ความสงสัยในสายตาเฉินจิ้งเจียล้ำลึกยิ่งกว่าเดิมหากบอกว่าสตรีสองคนคุยเรื่องเหล่านี้นางยังเชื่อ แต่ทั้งสองเป็นบุรุษเช่นนี้คุยกันเรื่องทั่วไปของครอบครัวอย่างนั้นหรือ?
“เจ้าได้ถามสิ่งที่เจ้าต้องการหรือยัง?” เผยฉางชิงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไม่ปล่อยให้เฉินจิ้งเจียสืบสาวถึงตัวเขากับป๋อชางโหว
ถามน่ะถามไปแล้ว เพียงแต่คำตอบกลับทำให้สับสนยิ่งกว่าเดิม
ครั้นนึกถึงตรงนี้เฉินจิ้งเจียก็ก้มหน้าอย่างยอมแพ้ ไร้ซึ่งท่าทียินดียินร้าย
เมื่อเห็นนางหงอยเผยฉางชิงพลันนึกถึงยามอยู่บ้านขึ้นมา นึกถึงเจ้าหมาน้อยที่เพื่อนบ้านเขาเลี้ยงไว้
ขอแค่มีของให้กินก็ส่ายหางวิ่งเข้ามาหาแล้ว แต่หากไม่มีของกินก็หูลู่หางตก ท่าทางหงอยเหงาหมดอาลัยดูคล้ายกับเฉินจิ้งเจียในตอนนี้ยิ่งยวด
เผยฉางชิงยกมือลูบหัวเฉินจิ้งเจีย“ไม่เป็นไร ค่อยเป็นค่อยไป”
เฉินจิ้งเจียที่ถูกลูบหัวกะทันหันชะงักฝีเท้าทันใดมองเผยฉางชิงตาค้าง ราวกับว่ามือที่วางบนหัวนางเมื่อครู่มิได้แค่วางเท่านั้นแต่ยังจับต้องความคิดนางได้ ทำเอาสมองนางขาวโพลนไปในชั่วพริบตามิอาจครุ่นคิดอีกต่อไปได้
ในหัวเหลือไว้เพียงอักษรสามคำเผยฉางชิง
ครั้นได้สติเฉินจิ้งเจียรีบดันมือเขาออกจากหัว ส่งเสียงกระแอมไอทีหนึ่ง ก่อนทำตัวให้เป็นปกติ
เผยฉางชิงไม่สานต่อหัวข้อสนทนาเมื่อครู่เปลี่ยนไปนึกถึงเรื่องที่ทำให้นางรำคาญใจแทน “เช่นนั้น เรื่องจ้าวอี๋เหนียงเจ้าคิดจะทำอย่างไร?”
เรื่องจ้าวอี๋เหนียงหรือ?
สีหน้าแปลกๆของเฉินจิ้งเจียเมื่อครู่แปรเปลี่ยนไป รอยยิ้มบางผุดขึ้นตามทันใด “ก็ไม่ทำอะไร”
คราวนี้กลับเป็นเผยฉางชิงเสียเองที่ตะลึงงันไปเขามองเฉินจิ้งเจียครู่หนึ่ง ในเมื่อคิดหาทางร่วมมือแต่งงานกับเขาได้เช่นนั้นนางย่อมมิใช่คนที่นั่งรอความตายมาหาแน่
เช่นนั้นเหตุใดยามนี้นางกลับบอกว่าไม่ทำอะไรเสียอย่างนั้น?
เมื่อเห็นท่าทางของเผยฉางชิงเฉินจิ้งเจียเป็นอันหัวเราะขึ้นมา “ท่านคงไม่คิดจริงๆใช่หรือไม่ว่าข้าจะรอพวกนางมารังแกอยู่เช่นนี้?”
เผยฉางชิงได้ยินดังนั้นจึงยิ้มออก“ไม่มีทาง เจ้ามิใช่คนโง่ขนาดนั้น”
“ก็มิได้ถือว่าเป็นแผนรับมืออะไรมากมายหรอก”เฉินจิ้งเจียบอก “ต่อให้เป็นฮูหยินแล้ว ก็ต้องรอกลับจวนก่อนจึงจะคุยได้อีกทั้งจากที่ข้ารู้จักจ้าวอี๋เหนียงมานางไม่มีทางคอยอยู่ในวัดอันเหรินอย่างเชื่อฟังกระทั่งกลับจวนหรอก”
พูดจบดวงหน้าเล็กจึงเงยขึ้น “เช่นนั้นข้าจะปล่อยนาง นางอยากทำสิ่งใดก็ทำไปอย่างไรท้ายสุดก็ต้องหาโอกาสทำให้นางเกิดเรื่องผิดพลาดได้อยู่แล้วถึงเวลานั้นตำแหน่งฮูหยินของจวนโหว นางก็มิอาจถือครองได้แล้ว”
ได้ยินนางกล่าวเช่นนี้เผยฉางชิงจึงพยักหน้าถือว่าเข้าใจแล้ว
ใครบอกว่าเหล่าบุตรของสกุลใหญ่โตเหล่านั้นได้ใช้ชีวิตอย่างดี? เหมือนอย่างเฉินจิ้งเจียที่แม้ไม่เคยอดอยากแต่กลับถูกตามรังควานจากลูกอนุและอนุทุกหนแห่งหากไม่ระวังอาจต้องจากไปอย่างไม่มีวันหวนคืน
เขาอดที่จะนึกถึงอนาคตของตนขึ้นมาเสียมิได้หากเป็นตนละก็ จะไม่มีอนุ และย่อมไม่มีลูกชายหรือลูกสาวอนุแน่นอนเพราะกลัวว่าหากลูกของเขากลายเป็นเหมือนเฉินจิ้งเจียขึ้นมาคงน่าสงสารยิ่ง