บทที่ 7 เงินหายไปแล้ว
“ฮัดชิ่ว! ฮัดชิ่ว!” หนิงลั่วจามไม่หยุด รีบกระชับเสื้อคลุมตัวหนาที่เปียกชื้นแน่น แม้ว่าจะชื้นแฉะไปหมด แต่นี่ก็เป็เสื้อตัวที่หนาที่สุดของนางแล้ว จึงไปนั่งผิงไฟ พลางรอให้หนิงเสี่ยงเสี่ยงอาการดีขึ้น
ก่อนหน้านี้หนิงลั่วเอาแต่พะวงอยู่กับน้องชายจนไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เมื่อความตึงเครียดคลายลง ความเ็ปจากทั่วทั้งร่างก็แล่นเข้ามาโดยทันที โดยเฉพาะแผลที่แขนซึ่งถูกคราดเหล็กแทงเข้าไป ตรงปากแผลปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง คราดนั้นทำจากเหล็กเก่าและขึ้นสนิม หากเป็บาดทะยักขึ้นมา นางจะต้องไปเอาเงินจากแม่เฒ่าให้ได้ แม้จะต้องคุกเข่าขอร้องก็ตาม
เมื่อนึกถึงความโหดร้ายของแม่เฒ่าที่มีต่อบ้านรอง อีกทั้งป้าสะใภ้ใหญ่ที่เป็พวกเดียวกัน หนิงลั่วก็อดกังวลกับอนาคตของตัวเองไม่ได้ การไม่มีเงินในมือทำให้นางรู้สึกราวกับมีหลุมขนาดใหญ่ในใจ เหมือนนางสามารถอดตายได้ทุกเมื่อ
เมื่อเห็นว่าหนิงเสี่ยงเสี่ยงเริ่มหายใจได้สม่ำเสมอขึ้น และใบหน้าไม่ได้ร้อนจัดเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว หนิงลั่วจึงรู้สึกผ่อนคลายลงเสียที
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตู หนิงลั่วรีบลุกขึ้นเพื่อออกไปต้อนรับ แต่เพียงก้าวแรก นางก็เซเกือบล้มลง
ขณะเดียวกัน หนิงเวยก็เดินเข้ามาพอดี เห็นหนิงลั่วจวนจะล้มจึงรีบเข้ามาประคองไว้ เพราะใจสั่นไหวจากสิ่งที่พบเจอ จึงไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าที่ซีดเผือดของหนิงลั่ว
“พี่รอง ท่านกลับมาเสียที” หนิงลั่วเอ่ยเรียกพี่รองอย่างเป็ธรรมชาติ แต่เมื่อเห็นว่าด้านหลังของหนิงเวยว่างเปล่านางก็นิ่งอึ้งไป รีบถามขึ้นว่า “พี่รอง เหตุใดท่านกลับมาคนเดียว แล้วพี่ใหญ่เล่า”
หนิงเวยมองหนิงลั่วแวบหนึ่งอย่างรีบร้อน ไม่กล้าสบตาและไม่ได้สังเกตสีหน้าผิดปกติของอีกฝ่ายเลย นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูปกติ “พี่ใหญ่ไปอยู่บ้านท่านป้า คงอีกสองสามวันถึงจะกลับ”
“จริงสิ มีน้ำดื่มหรือไม่ ข้าหิวน้ำจนแทบแห้งตายแล้ว” ั้แ่เช้าตรู่ หนิงฉยงกับหนิงเวยไล่ให้เด็กสองคนออกไปเก็บฟืนในป่า เพราะพวกนางกลัวว่าหากหนิงลั่วรู้ว่าพี่ใหญ่ถูกแม่เฒ่าขายไปเป็สาวใช้ที่บ้านพ่อค้าในเมือง นางอาจจะร้องไห้และก่อเื่ใหญ่ขึ้นมา
ั้แ่เล็ก หนิงลั่วเติบโตมาโดยมีพี่ใหญ่เลี้ยงดู พี่ใหญ่จึงเปรียบเสมือนมารดาคนหนึ่งของหนิงลั่ว หนิงฉยงกลัวว่าหากหนิงลั่วรู้ความจริง นางจะเสียใจจนไม่อาจจากไปได้ ดังนั้นพวกนางจึงเลือกกันน้องๆ ออกไปก่อน
หนิงเวยเองก็เป็ห่วงพี่ใหญ่ จึงแอบตามไปตรวจสอบดูว่าบ้านของพ่อค้าคนนั้นเป็อย่างไร
เื่ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับแม่เฒ่าและบ้านใหญ่ เมื่อสองวันก่อน หนิงฉยงเผลอทำกำไลหยกแตก ป้าสะใภ้ใหญ่เฉินซื่อยืนยันว่าเป็ของตกทอดของตระกูล สุดท้ายพี่ใหญ่จึงถูกขายไปเพื่อชดใช้เป็เงินสิบตำลึง
หนิงเวยกับหนิงฉยงไม่เคยออกจากหมู่บ้านมาก่อน การเดินทางไปในเมืองต้องใช้เวลาหลายชั่วยาม ขาไปมีรถม้ามารับจากพ่อค้าทาส แต่ขากลับหนิงเวยต้องเดินเท้ากลับเอง และนางก็ไม่รู้เส้นทางดีนัก จึงต้องคอยถามทางตลอด เมื่อถึงบ้านก็เกือบค่ำแล้ว
“บ้านท่านป้า? แต่ท่านแม่จากมาโดยไม่มีญาติพี่น้องเหลือแล้วไม่ใช่หรือ” หนิงลั่วถามขึ้นอย่างฉงน นางจำได้จากความทรงจำของร่างเดิมว่ามารดาของนางไม่มีครอบครัวเหลืออยู่แล้ว
“ใช่ ข้าก็คิดว่าไม่มีใครแล้วเช่นกัน ใครจะรู้ว่าหลายวันก่อนมีคนจากบ้านท่านป้าส่งข่าวมาว่า้ารับพี่ใหญ่ไปพักอยู่ด้วย พอพี่ใหญ่อยู่ที่นั่นสักพักดีแล้ว ก็จะให้พวกเราไปอยู่ด้วย” หนิงเวยที่ไม่เคยโกหกมาก่อนพูดออกไปอย่างติดขัด ก่อนจะรีบหันหลังกลับเพราะฝ่ามือของนางเริ่มเปียกชื้นจากเหงื่อ
“ดีขนาดนั้นเชียว? ถ้าหากพวกเขาอยากรับพี่ใหญ่ไปอยู่ด้วยจริง เหตุใดถึงไม่มาหาเราที่นี่” หนิงลั่วถามเสียงเย็น แม้ร่างกายจะเป็เด็ก แต่จิตใจของนางก็เป็ผู้ใหญ่
“ลุงเขยทำการค้าจนร่ำรวย ซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่ และส่งลูกๆ ไปเรียนหนังสือในเมือง วันนี้พวกเขาอาจยุ่งอยู่ อีกไม่กี่วันคงมาเยี่ยมพวกเรา” หนิงเวยพูดอย่างคล่องแคล่วราวกับเป็เื่จริง
“แล้วพี่ใหญ่จะปล่อยพวกเราอยู่กันเองอย่างนี้หรือ นางใจร้ายเกินไปแล้ว” หนิงลั่วเริ่มหงุดหงิด พี่ใหญ่หนีไปอยู่สบาย แล้วทิ้งพวกนางให้อยู่กันตามลำพัง ช่างเป็เื่เหลือเชื่อ! แต่ลึกๆ แล้ว นางรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะนิสัยของพี่ใหญ่ที่รักน้องๆ ไม่มีทางจะจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำแน่
เมื่อนึกถึงท่าทีแปลกๆ ของพี่ใหญ่กับพี่รองในเช้าวันนี้ พวกนางเร่งเร้าให้นางกับเสี่ยงเสี่ยงออกไปเก็บฟืนั้แ่เช้าตรู่ ซึ่งไม่ใช่วิสัยของพี่ใหญ่เลย อีกทั้งท้องฟ้ายังครึ้ม ฝนก็ทำท่าจะตก แต่พวกนางสองคนกลับออกไปข้างนอก และไล่ให้เด็กเล็กสองคนขึ้นเขาไปเก็บฟืน นี่ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
“พี่รอง พวกท่านมีเื่อะไรปิดบังพวกข้าอยู่ใช่หรือไม่ มีอะไรก็บอกข้ามาตามตรงเถอะ” หนิงลั่วถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นางทำใจไว้แล้วสำหรับเื่ที่เลวร้ายที่สุด นาง้ารู้ความจริงเพื่อจะได้หาทางรับมือ
แต่หนิงเวยกลับไม่คิดจะบอกอะไร นางเพียงแค่โบกมือไปมาอย่างรำคาญก่อนเอ่ยว่า “น้องสาม เ้าอย่าถามมากเลย วางใจเถอะ พี่ใหญ่จะกลับมาในอีกไม่กี่วัน” จากนั้นนางก็กวาดตามองไปทั่วห้อง เหมือนกำลังมองหาใครบางคน พอไม่เห็นหนิงเสี่ยงเสี่ยงก็กระวนกระวาย รีบถามขึ้นว่า “เสี่ยงเสี่ยงล่ะ วันนี้ข้าซื้อซาลาเปามาให้ เป็ไส้หมูด้วยนะ”
บ้านของพวกนางแทบไม่เคยได้กินเนื้อ แม่เฒ่าขี้เหนียวเสียยิ่งกว่าอะไรดี พวกนางพี่น้องจึงตัวเล็กแห้งผอมคล้ายลูกเจี๊ยบ สีผิวคล้ำจากการขาดสารอาหาร
หนิงเวยพูดจบก็หยิบซาลาเปาออกมา แต่กลับถูกหนิงลั่วปัดตกลงพื้น “ซาลาเปาอย่างนั้นหรือ! ท่านยังมีอารมณ์กินซาลาเปาอีกหรือ กลับมาทั้งทีไม่คิดจะถามพวกข้าว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างเลยหรือไร!”
ั้แ่หนิงลั่วข้ามภพมา นางต้องจัดการกับปัญหาวุ่นวายของเ้าของร่างเดิม ไม่เพียงแต่ถูกทำร้ายด้วยคราด หัวเข่าก็ช้ำเจ็บจนแทบหมดแรง ตอนนี้ร่างกายของนางยังหนาวสั่นและร้อนรุ่มสลับไปมา
หนิงเวยไม่คิดเลยว่าน้องสาวที่เคยใจดีเสมอจะะเิอารมณ์เช่นนี้ นางอึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นก็รีบเก็บซาลาเปาขึ้นมา ค่อยๆ ปัดเศษดินออก ก่อนจะหันหลัง พยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้น้ำตาหยดลงมา
“ข้าจะไปดูเสี่ยงเสี่ยง” หนิงเวยพูดเพียงสั้นๆ แล้วเดินเข้าไปในห้อง
เมื่อเข้าไปในห้อง หนิงเวยก็ต้องตกตะลึงจนพูดไม่ออก ไม่คิดเลยว่าเพียงแค่ไม่กี่ชั่วยาม น้องชายจะกลายเป็เช่นนี้ ใบหน้าเล็กๆ ของเขาถูกไข้อบจนแดงก่ำ ริมฝีปากแตกจนเกิดตุ่มน้ำใส ใบหน้าบวมเป่งราวกับซาลาเปาสีแดง
หนิงเวยรีบโผเข้าหาเขา นางร้องไห้ เรียกเสียงสั่น “เสี่ยงเสี่ยง น้องชายของข้า เ้าเป็อะไรไป ลืมตาขึ้นมามองพี่รองสิ พี่รองกลับมาแล้วนะ”
อาจเป็เพราะถูกเขย่า หนิงเสี่ยงเสี่ยงจึงฝืนลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นพี่รอง เขาก็พยายามยิ้มออกมา แต่สีหน้ากลับดูแย่ยิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก “พี่รอง วันนี้ข้าว่านอนสอนง่าย ข้ากล้าหาญมาก ข้าไม่ยอมให้คนเลวรังแกพี่สาม”
“ข้ารู้ เสี่ยงเสี่ยงเป็เด็กดี เป็บุรุษที่กล้าหาญ พวกเราภูมิใจในตัวเ้า” หนิงเวยเอ่ย
แต่ก่อนที่หนิงเสี่ยงเสี่ยงจะพูดอะไรต่อ เปลือกตาของเขาก็หนักอึ้ง และหมดสติไปอีกครั้ง
“เสี่ยงเสี่ยง!?” หนิงเวยะโเรียกเสียงดัง แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรเขาก็ไม่ตื่น
หนิงเสี่ยงเสี่ยงมีสติเป็่ๆ และเพ้อออกมาไม่หยุด ทำให้พี่สาวทั้งสองใกลัวแทบขาดใจ
“น้องสาม นี่เกิดเื่อะไรกัน วันนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่” เมื่อหนิงเวยเงยหน้าขึ้นมองหนิงลั่ว นางเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนหน้าผากของหนิงลั่วมีาแขนาดใหญ่ยาวประมาณหนึ่งชุ่น จึงรีบพุ่งเข้าไปหา ยื่นมือจะััาแนั้น
“น้องสาม! ศีรษะเ้าาเ็ได้อย่างไร บอกข้ามาเถอะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เ้าจะทำให้ข้ากลุ้มใจตายหรือไร”
หนิงลั่วปัดมือของหนิงเวยออก ก่อนจะหันหลังให้นาง พลางใช้นิ้วข่วนเสื้อผ้าที่วางอยู่บนหีบไม้ “ท่านยังห่วงที่บ้านอยู่หรือ ซาลาเปาไม่อร่อยพอหรืออย่างไร”
หนิงเวยสะอื้นไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น นางรีบพูดขึ้นว่า “ข้าผิดเอง ข้าไม่น่าตัดสินใจใช้เงินนั้นไปซื้อซาลาเปาเลย”
เงินที่ใช้ซื้อซาลาเปานั้นมาจากเงินเก็บส่วนตัวของพี่ใหญ่หนิงฉยง นางสะสมจากการขายฟืนกับสมุนไพรที่พวกนางแอบเก็บจากูเาโดยไม่ให้แม่เฒ่ารู้ ตอนที่นางถูกขายไปเป็สาวใช้ให้พ่อค้าในเมืองจึงเอาออกมาให้หนิงเวยเก็บไว้ใช้
หนิงฉยงรู้ว่าตัวเองถูกขายไปแล้ว และจะไม่มีโอกาสกลับมาดูแลน้องๆ อีก จึงให้หนิงเวยโกหกว่านางไปอยู่กับท่านป้า เพื่อถ่วงเวลาให้ทุกคนค่อยๆ ยอมรับความจริง
ก่อนจากไป หนิงฉยงยังย้ำให้พวกนางเชื่อฟังแม่เฒ่า ห้ามทำให้นางโกรธเป็อันขาด แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเพียงไม่นานหลังจากพวกนางจากไป น้องสามกับน้องชายต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้