ไป๋หมินกับไป๋เหมยพากันชะงัก หยวนชิงหลินหันกลับมาเห็นสาวใช้สองคนทำหน้าประหลาดใจก็ยิ้มน้อยๆ
“พวกเ้าไม่ต้องกังวล ข้ารู้จักพวกเขา ไปครู่เดียว เดี๋ยวก็กลับแล้ว”
สาวใช้ทั้งสองได้แต่กอดแขนกันมองตามแผ่นหลังของคุณหนูที่เดินส่ายอาดๆ นำหน้า ท่าทางของหยวนชิงหลินในยามนี้เหมือนกับหัวหน้านักเลงโตไม่มีผิด สาวใช้ทั้งสองหันไปสบตากัน
“เราสองคนต้องระวังให้ดี ข้าว่าคนผู้นี้ดูแล้วไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย” ไป๋หมินแอบเหล่มองฉินอี้แล้วกระซิบกับญาติผู้น้องของตน
“หากว่ามีเื่ เราก็ะโดังๆ เรียกมือปราบก็แล้วกัน” ไป๋เหมยกวาดตามองไปรอบๆ นางหวังจะเจอมือปราบสักกลุ่มเดินมา
ฉินอี้ไม่ได้สนใจในท่าทีของสาวใช้ทั้งสอง เขายังคงรายงานเื่ราวบนถนนไป๋เติ้งโหลงใน่ที่ลูกพี่ไป๋หายตัวไปให้หยวนชิงหลินฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
พอเดินไปจนถึงบ่อนพนันใหญ่จินเป่าเซียง ไป๋หมินที่เงยหน้ามองป้ายก็ชะงักเท้า
“คุณ...เอ๊ย! ท่านไป๋ เราจะเข้าไปที่นี่จริงหรือเ้าคะ”
หยวนชิงหลินที่สวมหน้ากากจิ้งจอกแดงหันกลับมามองสาวใช้แล้วยิ้ม “ไม่ต้องห่วงหรอก ปลอดภัยแน่นอน ถนนสายนี้ที่แท้ก็ตกอยู่ในกำมือของข้านานแล้ว”
ไป๋เหมยได้แต่ฉุดแขนญาติผู้พี่ให้เดินตามคุณหนูของตนเข้าไปด้านใน
ฉินอี้พาคนทั้งสามเข้าไปห้องด้านในสุด พอบุรุษกลุ่ใหญ่มองเห็นหยวนชิงหลินก็พากันลุกขึ้นยืน ประสานมือค้อมศีรษะคารวะพร้อมกัน
“คารวะท่านไป๋!”
ความทรงจำของหยวนชิงหลินผุดขึ้นมาว่านางเคยต่อสู้กับฉินอี้และสวีเถิง หัวหน้านักเลงโตแห่งถนนไป๋เติ้งโหลง หลังจากชนะคนทั้งสอง นางก็ได้เป็พี่ใหญ่ของพวกเขา นางโกหกคนพวกนี้ว่านางแซ่ไป๋...นั่นคือ แซ่เดิมของมารดา
‘ที่แท้ข้ามิใช่หยวนชิงหลิน มิน่าเล่า จึงไม่คุ้นเคยกับจวนสกุลหยวน ตัวจริงของข้าเป็หัวหน้านักเลงถนนโลกีย์ต่างหาก’
นางรู้สึกว่าตนเองแปลกแยกจากคนในสกุลหยวนคนอื่นๆ และนึกสงสัยว่าตนเองมิใช่หยวนชิงหลินมาั้แ่ฟื้นเพียงแต่นางจำไม่ได้เลยว่าตนเองคือผู้ใด
“พี่ไป๋ พี่หายไปตั้งนาน ข้านึกว่าพี่จะทิ้งพี่น้องของเราเสียแล้วขอรับ” สวีเถิงกล่าวพลางเลื่อนชามปากบานสีขาวมาตรงหน้า “ข้าขอรินสุราต้อนรับการกลับมาของลูกพี่”
หยวนชิงหลินกวาดตามองไปรอบห้อง บุรุษวัยฉกรรจ์ราวสิบห้าคน ยืนเรียงแถวต่อหน้านางอย่างนอบน้อม คนที่กำลังรินสุรานี่คือ....พลันความจำนางก็ผุดขึ้นมา
‘ฉินอี้กับสวีเถิง ลูกน้องของข้า ดูแลถนนโลกีย์ไม่ให้มีผู้มาก่อกวนหรือสร้างความเดือดร้อนแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ รวมทั้งเป็หูเป็ตาแก่เ้าหน้าที่บ้านเมือง’
ความทรงจำที่เริ่มไหลบ่าทำให้หยวนชิงหลินนั่งนิ่ง นางเคยสวมหน้ากากจิ้งจอกแดง ดูแลคนเหล่านี้มาก่อน พวกเขาไม่เคยเห็นใบหน้าจริงของนาง และเชื่อว่านางคือบุรุษ กระทั่งเ้าหน้าที่ทางการยังเรียกนางว่า ‘ท่านไป๋’
“ท่านไป๋กลับมาเสียที หัวหน้ามือปราบหยวนมาถามหาท่านหลายครั้งแล้วขอรับ” บุรุษร่างใหญ่เอ่ยขึ้นอย่างยินดี
หยวนชิงหลินชะงัก พี่ชายของนางเป็หัวหน้าหน่วยมือปราบที่เจ็ด เขตนี้เป็ความรับผิดชอบของเขา และนางกับเขาก็เคยต่อสู้กันมาครั้งหนึ่ง
“ตามหาข้า เพื่อการใด” หยวนชิงหลินยกชามสุราขึ้นดื่ม พลันนางก็รู้สึกคุ้นเคยกับท่าทางเช่นนี้ จนดื่มไปจนหมดชาม พร้อมกับยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดริมฝีปาก
ฉินอี้หน้าบึ้ง “ก็คงจะกลัวว่าพี่จะไม่กลับมาดูแลถนนสายนี้ช่วยกระมัง เื่ที่นี่ไม่น้อยเลย ลำพังพวกข้าดูแลก็แทบไม่ไหวขอรับ”
“หากเขามาถามหาข้าอีก พวกเ้าก็บอกว่า ข้ากลับมาแล้ว เื่บนถนนนี้ ข้าจะดูแลช่วยเช่นเดิม”
ครั้นกลับจากถนนไป๋เติ้งโหลงในคืนนั้น หยวนชิงหลินก็พยายามตั้งสมาธิทบทวนความจำที่ผุดพรายขึ้นมาเรื่อยๆ ั้แ่ได้พบเหล่านักเลงบนถนนโลกีย์ นางก็เริ่มนึกออกทีละเื่
ที่แน่ๆ นางมิใช่หยวนชิงหลิน หากแต่ชื่อว่าเซียวอิงอิง เป็ผู้มีวรยุทธ์สูงส่ง ปรากฏกายในชุดบุรุษ มักจะสวมหน้ากากจิ้งจอกสีแดงเมื่อไปยังถนนไป๋เติ้งโหลง แต่เื่อื่นๆ นางยังคงมืดมน!
ด้านเมืองหรงเฉิน
แม่ทัพมู่เต๋อผู้คุมกองทัพแดนเหนือ เป็กำลังหลักในการปราบฏพระสนมหลิง ได้รับการพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็ ‘เหอผิงอ๋อง’ ดูแลเมืองหรงเฉินซึ่งเป็เมืองหลักสำคัญในภาคเหนือของแคว้นเหลียน
บุตรชายของเหอผิงอ๋องมีสามคน คนโตนามว่ามู่จ้าน เป็ขุนพลทางทะเลดูแลกองกำลัง ‘ฉลาม’ แต่งงานกับบุตรีของผู้ตรวจการหงจิ่งอวี้ คนรองนามว่ามู่ช่าง เป็ขุนพลหนุ่มดูแลกองกำลัง ‘พยัคฆ์’ ซึ่งเป็เหล่าทหารราบที่เก่งกาจ ส่วนคนเล็กนามว่ามู่โจว เป็หัวหน้าหน่วยเคลื่อนที่เร็วที่เรียกขานกันว่า ‘หน่วยสายฟ้า’ คนผู้นี้แต่งงานกับกู้เยว่ฉี บุตรีของใต้เท้ากู้เฉิน
บ่ายวันอากาศเย็น สายลมโชยชื่นกำลังสบาย หลีกงกงเดินทางจากเมืองหลวงมาขอพบเหอผิงอ๋องพร้อมทั้งแจ้งพระประสงค์
“ฝ่าาทรงเห็นว่าบุตรีของใต้เท้าหยวนยังมิได้แต่งงาน จะว่าไปก็เหมาะกับบุตรชายคนรองของท่านยิ่งนัก ท่านอ๋องเห็นว่าอย่างไร”
อ๋องมู่มิได้เป็ผู้หูหนวกตาบอด เขารู้ว่าใต้เท้าหยวนผู้นั้นเป็คนที่ฝ่าาไว้วางพระทัย หยวนเหิงเป็ขุนนางดีผู้หนึ่ง ในตอนเกิดคดีฏคนผู้นี้กับบุตรชายก็เป็หนึ่งในผู้ได้รับความดีความชอบ
“ในเมื่อฝ่าาทรงมีพระแสรับสั่งเช่นนั้น ข้าเองก็ยินดีรับพระบัญชา เพียงแต่ว่า...”
“ท่านอ๋องอย่าได้แคลงใจ ฝ่าารงทราบว่าท่านมิใช่คนที่จะบังคับจิตใจบุตรชาย ดังนั้นจึงทรงส่งข้ามาเพื่อบอกกล่าวท่านเพื่อให้ปรึกษาหารือกันในครอบครัว”
ความหมายของหลี่กงกงก็คือให้โอกาสมู่ช่างได้ไปดูตัวว่าที่คู่หมั้นเสียก่อน หากยินยอมพร้อมใจ เหลียนฮ่องเต้ก็จะทรงพระราชทานการสมรสให้
“ฮัดเช้ย!” มู่ช่างจามออกมาอย่างแรง
“หัวหน้ามู่ ข้าคิดเอาไว้แล้วว่าท่านน่าจะเป็หวัด เมื่อวานลุยน้ำหนักขนาดนั้น ระยะนี้อากาศเย็นมากด้วย ข้าเตือนท่านแล้ว ท่านก็ไม่ฟังข้า” ฟางจิ่นรองหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทำสีหน้าเหนื่อยหน่าย “ท่านฝึกหนักเกินไปเช่นนี้ เกรงว่าวันหน้าอาจจะไม่ได้อยู่ดูแลลูกหลานสืบสกุล”
มู่ช่างยกนิ้วขึ้นชี้หน้า “เหล่าฟาง เ้าสาปแช่งข้าเช่นนี้ อยากจะฝึกข้ามคืนใช่หรือไม่”
“ไม่ขอรับ” ฟางจิ่นรีบวิ่งหนีพร้ะโกน “ตอนนี้หมดเวลาฝึกแล้ว ท่านเองก็ต้องรีบกลับจวนนะ”
มู่ช่างกลับถึงจวนก็ถูกพ่อบ้านเชิญให้ไปพบบิดามารดาที่นั่งรออยู่ในห้องโถง สีหน้าของคนทั้งสองประดับด้วยรอยยิ้มยินดีปรีดา
“เสี่ยวช่างมาแล้ว” น้ำเสียงของพระชายาเต็มไปด้วยความยินดี “มาๆ เ้ามาเหนื่อยๆ นั่งพักเสียก่อน”
สาวใช้รีบนำน้ำชามาวางอยู่ด้านข้าง มู่ช่างจามออกมาทีหนึ่ง ผู้เป็มารดาแล้วรีบหันไปสั่งสาวใช้ไปเตรียมยาขับความชื้นในร่างกายมาให้บุตรชายดื่ม
“เ้าเอาแต่ฝึกจนไม่ได้พักผ่อนสินะ” ท่านอ๋องสีหน้าเครียด “นี่คงเป็เพราะไม่มีดูแล”
“ท่านพ่อ พูดเช่นนี้ท่านคิดจะ...”
“ฮ่องเต้ส่งหลี่กงกงมาหาพ่อเมื่อเช้า ทรงมีพระประสงค์อยากให้เ้าแต่งงานกับบุตรีคนรองของใต้เท้าหยวน”
มู่ช่างเอียงศีรษะ “มิใช่ว่าน้องสาวของหยวนจื่อจิงนั่น นอนป่วยอยู่บนเตียงนานนับปีหรอกหรือขอรับ”
“นางหายป่วยแล้ว พ่อคิดว่าเ้าควรไปพบนางด้วยตนเอง พ่อให้โอกาสเ้าตัดสินใจ”
***********
ไรเตอร์แนะนำ...อีบุ๊กเื่ "ซือซือฮองเฮาพันโฉม" จำนวน 3 เล่มจบ วางจำหน่ายแล้วในเว็บ mebmarket
