บทที่ 6 ขั้นรวบรวมปราณ
ด้านหน้าของหวังเฟิงตอนนี้มีเด็กผู้ชายยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่สิบสองคน แต่ละคนยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว แววตามุ่งมั่นไม่หลุกหลิกหวังเฟิงเดินผ่านทุกคนรอบหนึ่ง ก่อนที่จะวนมาหยุดตรงหน้าเด็กที่มีอายุสิบปีคนหนึ่ง
“ต่อไปคุณคือผู้ติดตามของผม”
เด็กที่ถูกเลือกรู้สึกอึ้งไปครู่หนึ่งจากนั้นก็ได้สติอย่างรวดเร็ว มันรีบคุกเข่าลง “ขอบคุณนายน้อย”
หวังมู่เห็นภาพนี้แล้วก็อมยิ้มขึ้นมา แล้วพูดว่า “มอบชื่อให้เขาสิลูก”
หวังเฟิงพยักหน้านิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ต่อไปนี้คุณคือ เฉียวคุน”จากนั้นก็หันหน้ากลับไปมองหวังมู่ผู้เป็พ่อ พอเห็นอีกฝ่ายยิ้มรับหวังเฟิงก็โล่งใจที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด
ผู้ติดตามของตระกูลหวังทุกคนล้วนคัดเลือกมาจากเด็กกำพร้าและมีธรรมเนียมว่าจะต้องใช้แซ่เฉียวทุกคน เด็กที่ผ่านการคัดเลือกจะถูกส่งไปฝึกด้านการคุ้มกันโดยเฉพาะทั้งการต่อสู้มือเปล่า ยิงปืน การระวังภัย ความรู้ด้านต่างๆ ซึ่งกว่าจะเสร็จกระบวนการเหล่านี้ก็กินระยะเวลาหลายปีถึงจะได้ทำหน้าที่เป็ผู้ติดตามจริงๆได้ ส่วนเื่ค่าตอบแทนน่ะหรือ มากเสียยิ่งกว่าระดับหัวหน้าในบริษัทชั้นนำในเมืองหลวงนี้เสียอีก
ส่วนเด็กที่ไม่ได้รับเลือกเมื่อผ่านการทดสอบมาถึงจุดนี้ได้ ก็จะถูกชุบเลี้ยงในนามของตระกูลในอนาคตก็จะถูกส่งไปทำหน้าที่แตกต่างกันตามความสามารถของแต่ละคน
เฟิงเสวียกวักมือเรียกหวังเฟิงเพื่อไปฝึกวิชาต่อหวังมู่เห็นดังนั้นก็รีบตามไปเช่นกัน
“เสวียเสวียนี่ผมต้องฝึกด้วยจริงๆ เหรอ” หวังมู่ถามภรรยาของตัวเองขึ้นมาตัวเองตอนนี้ก็อายุไม่น้อยแล้ว จะให้มาทนการฝึกเหมือนตอนยังวัยรุ่นก็คงจะทรมานตัวเองไม่น้อย
เฟิงเสวียยิ้มอย่างมีเลศนัย “ทำไม? คุณกลัวเหรอ”
หวังมู่ถึงจะอายุเข้าหลักสามแล้ว แต่ก็เป็ผู้ชายเต็มตัวโดยภรรยาตัวเองมาพูดหยอกล้อแบบนี้ก็ปลุกสัญชาตญาณการต่อสู้ขึ้นมา “ผมกลัวที่ไหน!”
ได้ยินประโยคนี้เฟิงเสวียคลี่ยิ้มบาง “ต้องแบบนี้สิคะ”
หวังมู่ไม่ได้รู้เลยว่านับจากวันนี้ทัณฑ์ทรมานของเขาก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการร่างกายบอบช้ำถึงขนาดเข้าออฟฟิศไม่ได้นับครั้งไม่ถ้วน...
ด้านหวังเฟิงเองก็จัดระเบียงตารางเวลาของตัวเองอย่างเข้มงวดมัธยมปลายปีแรกเน้นการเรียนเป็สำคัญ จนกระทั่งสามารถสอบข้ามระดับจบมัธยมปลายได้ในวัยเก้าปีได้สำเร็จเวลาที่เหลือจากนั้น หวังเฟิงเอามาใช้ฝึกวิชาอย่างเดียว
จนกระทั่งหวังเฟิงอายุได้สิบสามปีเฟิงเสวียก็ได้พาหวังเฟิงออกเดินทางไปยังฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเพราะที่แห่งนี้มีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์กินพื้นที่หลายแสนตารางกิโลเมตรไม่ต้องคิดเลยว่าปราณธรรมชาติที่อยู่ในป่าแห่งนี้จะอุดมสมบูรณ์ขนาดไหน
“พ่อคงบอกลูกแล้วใช่ไหมว่าแม่ไม่ได้เกิดในยุคเทคโนโลยีแบบนี้”เฟิงเสวียแหงนหน้ามองท้องฟ้าสายตาทอดไกลออกไป
“ผมรู้ครับ”หวังเฟิงในอายุสิบสามปี โครงหน้าเริ่มชัดเจนขึ้น หน้าไม่ได้เรียวยาวแบบหนุ่มหล่อเ้าสำอางแต่มีสันกรามเล็กน้อย คิ้วเรียวเข้มชี้ขึ้น ดวงตาใสกระจ่าง จมูกเป็สัน ริมฝีปากได้รูปรวมแล้วเป็ใบหน้าหนุ่มหล่อตามฉบับแกร่งกร้าว รวมกับบุคลิกที่วางตัวอยู่เหนือผู้คนหากคนทั่วไปได้พบเห็นรับรองว่าไม่กล้าแม้แต่สบตา
ไม่เพียงแค่หวังเฟิงรู้ถึงว่าแม่ไม่ใช่คนยุคนี้แต่เขายังรู้ด้วยว่าตัวเองนับเป็ลูกบุญธรรมคนหนึ่ง ที่ถูกหวังมู่ชุบเลี้ยง และรักตนเองเหมือนกับลูกแท้ๆคนหนึ่ง สำหรับพ่อของตัวเองในอดีต หวังเฟิงไม่ได้สนใจ เพราะในจิตใจของเขายกหวังมู่เป็พ่อแท้ๆ
“แม่ไม่แปลกใจว่าทำไมในยุคนี้ที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าผู้ฝึกวิชาอย่างแม่และลูก ถึงได้หายากมากในโลกใบนี้ไม่เพียงลมปราณธรรมชาติที่เบาบาง เคล็ดวิชาส่วนใหญ่สูญหาย หากให้แม่คำนวณดูถ้าเป็คนมีพร์สักหน่อย หากจะฝึกวิชาในยุคนี้ให้สำเร็จน่ากลัวว่าใช้เวลาชั่วชีวิตก็คงสำเร็จไม่เกินขั้นสาม ‘หลอมราณ’ ”เฟิงเสวียหันมาสบตากับลูกชาย “ขั้นหลอมปราณ ถึงแม่จะไม่กล้าพูดว่าเจอลูกะุปืนแล้วจะไม่เป็ไรแต่ยังไงหากฝึกถึงขั้นนี้ก็พอจะเอาตัวรอดได้แน่... ลูกเข้าใจความหมายของแม่ใช่ไหม ?”
“เข้าใจครับ” แววตาของหวังเฟิงมุ่งมั่น และก็คาดหวังเป็อย่างมาก
พร์ของหวังเฟิงนั้นอยู่ในระดับของสัตว์ประหลาด อายุสิบสองปีก็สำเร็จขั้นรวบรวมปราณแล้วหากเป็คนที่มีพร์ทั่วไป กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้อย่างน้อยต้องมีอายุยี่สิบปี
“จำไว้นับั้แ่วันนี้ลูกจะต้องหาอาหารด้วยตัวเอง”
หวังเฟิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วถามขึ้นทันที “แล้วแม่จะไม่ได้อยู่ด้วยกันกับผมหรือครับ”
เฟิงเสวียเห็นสายตาอ้อนวอนของลูกชายก็เกือบใจอ่อนแต่แล้วก็แข็งใจเขกกระโหลกลูกชายไปหนึ่งที “แม่ทั้งสาว ทั้งสวยแบบนี้จะให้มาอยู่กลางป่าเขาแบบนี้ได้ยังไง?ไม่ต้องห่วงด้วยความสามารถของลูก เอาตัวรอดในป่าแบบนี้ได้แน่ อีกสามเดือนแม่จะมาดูความก้าวหน้า”
พูดจบร่างของเฟิงเสวียก็หายไปจากสายตาของหวังเฟิงในทันที
หวังเฟิงสูดลมหายใจเข้าจนลึกเขารู้ตัวดีว่านี่คือการฝึกฝนตัวเองอย่างหนึ่ง นั่นคือ ‘การเอาชีวิตรอด’ และหากอยากจะให้ตัวเองรอดเขาจะต้องรีบหาแหล่งน้ำก่อนเป็อันดับแรกสายตาของหวังเฟิงกวาดตาไปโดยรอบเพื่อหาต้นไม้ที่ไม่สูง ไม่ต่ำจนเกินไปสักต้นเพื่อดูสภาพโดยรอบ
ฟุ่บ !
ะโเพียงหนึ่งครั้งหวังเฟิงก็ลอยตัวสูงเกือบสองเมตร ในตอนที่เท้าของหวังเฟิงแตะลงอีกครั้งบนต้นไม้ก็ได้ฝากรอยเท้าลึกประมาณสองเซ็นเมตรเอาไว้ด้วย
“ตรงนั้นเหมือนจะมีแหล่งน้ำ”
หวังเฟิงรับรู้ได้ถึงความชื้นที่ไหลมาพร้อมกับปราณธรรมชาติเขาไม่รอช้ามุ่งหน้าไปยังทิศทางนั้นทันที จากต้นไม้ต้นหนึ่ง ย้ายไปยังอีกต้นหนึ่งร่างกายเคลื่อนไหวไม่มีสะดุด ท่วงท่าเป็ธรรมชาติราวกับลิงป่าที่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมเป็อย่างดี
ด้านหน้าของหวังเฟิงตอนนี้คือธารน้ำแห่งหนึ่งสำรวจด้วยตาแล้วมีความลึกราวหนึ่งเมตร น้ำใสสะอาด มองเห็นถึงก้นธารเห็นปลาหลายชนิด แหวกว่ายไปมาอย่างสบายใจ ปัญหาเื่แหล่งน้ำ และอาหารถือว่าถูกแก้ไขแล้ว ต่อไปคือเื่ของที่พัก
ถึงหวังเฟิงจะฉลาดมากพร์ แต่ความรู้เื่การสร้างที่พักของเขานั้นเป็ศูนย์ จะให้เสียเวลามาลองผิดลองถูกก็ใช่ที่ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดคือหาถ้ำธรรมชาติสักแห่งที่ไม่ไกลจากธารน้ำ เดินหากว่าครึ่งค่อนวันในที่สุดหวังเฟิงก็พบถ้ำธรรมชาติแห่งนึ่งที่เหมาะสม เพียงแต่ปัญหามีอยู่อย่างหนึ่งถ้ำแห่งนี้มีเ้าของอยู่ก่อนแล้ว
กรรรร
โฮ่ง! โฮ่ง ! โฮ่ง !
ในถ้ำมีหมาป่าอยู่สามตัวหนึ่งในนั้นเป็หมาป่าที่ดูดุร้ายอย่างมากความสูงตอนยืนสี่เท้าของมันเกือบหนึ่งเมตร มีรอยแผลเป็บริเวณขาหน้าและลำตัวเล็กน้อย บ่งบอกถึงประสบการณ์การต่อสู้ของมันได้อย่างดี ส่วนหมาป่าอีกสองตัวเตี้ยกว่ากันเล็กน้อยพวกมันต่างก็แยกเขี้ยวยิงฟัน ส่งเสียงขู่ กรร กรร อย่างต่อเนื่อง
หมาป่าเป็สัตว์กินเนื้อมักโจมตีเหยื่อเป็ฝูง ทำงานสอดประสานกันอย่างเป็ระบบเหยื่อที่พวกมันเลือกไว้แล้ว น้อยครั้งที่จะมีชีวิตรอดกลับไปได้
“ถอยไม่ได้แล้วสิ”
หวังเฟิงค่อยๆถอยหลังอย่างช้าๆ ขณะเดียวกัน หมาป่าทั้งสามตัวก็เริ่มกระจายตัวล้อมหวังเฟิงเอาไว้พร้อมกันนั้นพวกมันยังส่งเสียงขู่อย่างต่อเนื่อง หวังเฟิงกัดริมฝีปากเรียกความเ็ปขึ้นมาพยายามตั้งสติตัวเองไว้ ในหัวคิดทบทวนสิ่งที่ได้เรียนมา
‘สังเกตให้รอบด้าน ไม่ปล่อยผ่านการเคลื่อนไหว’
“สังเกตให้รอบด้าน”หมายถึงไม่ว่าจะไปถึงที่ไหนจะต้องตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบให้ดี สามารถหนีไปตรงไหน? มีอะไรใช้ประโยชน์ได้บ้าง? ส่วน“ไม่ปล่อยผ่านการเคลื่อนไหว” หมายถึงต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวของทุกสิ่งรอบตัวให้ดี โดยเฉพาะในการต่อสู้การเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ในบางครั้งสามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้ทันที
หวังเฟิงหรี่ตาลงเห็นหมาป่าจ่าฝูงเริ่มโก่งขาหน้า งอลำตัวไปด้านหลังนี่เป็ท่วงท่าของหมาป่าที่เตรียมตัวจะกระโจนหวังเฟิงไม่รอช้ารีบถอยฉากออกไปด้านข้างพร้อมกับโน้มตัวลงคว้าหินก้อนหนึ่งซัดขว้างออกไปทางด้านซ้าย
เอ๋ง!
ก้อนหินโดนบนหัวของหมาป่าตัวที่เล็กที่สุดเข้าอย่างจังร่างของมันไถลไปตามแรงก้อนหินสองตลบ นอนแน่นิ่งไปแล้ว ด้านหมาป่าจ่าฝูงที่กระโจนพลาดเมื่อขาแตะพื้นมันก็รีบสปริงตัวเปลี่ยนทิศทางในทันทีส่วนหมาป่าอีกตัวหนึ่งที่คุมเชิงด้านขวาก็ใช้อุ้งเท้าตะปบลงบนแขนของหวังเฟิงแล้ว
ฉวะ !
บนแขนซ้ายของหวังเฟิงมีรอยกรีดจากเล็บของหมาป่าขึ้นมาสามสายบางๆโชคดีที่ตอนนี้เขาสำเร็จขั้นรวบรวมลมปราณแล้วไม่อย่างนั้นแผลนี้คงไม่เบาบางขนาดนี้แน่ แต่เมื่อมีได้รับ ก็ต้องมีตอบแทน
มือขวาของหวังเฟิงพุ่งไปด้านหน้าคว้าจับขาหน้าของหมาป่าตัวที่ฝากรอยแผลให้ตัวเองไว้จากนั้นก็เหวี่ยงมันออกไป ซึ่งก็เป็่เวลาที่หมาป่าจ่าฝูงพุ่งเข้ามาพอดี
เอ๋งเอ๋งงง
เสียงหมาป่าสองตัวร้องโหยหวนขึ้นพร้อมกันสภาพของพวกมันในตอนนี้ไม่เหลือลักษณะของหมาป่าอีกต่อไปแล้ว คล้ายกับหมาบ้านที่หลงทางเสียมากกว่าขนาดจะลุกขึ้นยืนสี่ขายังทำไม่ได้
“รักษาตัวให้ดี”หวังเฟิงพูดทิ้งท้าย ก่อนจะพุ่งเข้าไปในแนวป่าสงสัยว่าคืนนี้คงต้องพักอยู่แถวชะง่อนหินที่เล็งไว้เป็ตัวเลือกที่สองแล้ว