ตอนที่ 17: รุ่งอรุณหลังความวุ่นวายและซาลาเปาอุ่นๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวเื่ผู้บุกรุกลอบเข้าหอคัมภีร์อักษรโบราณแพร่สะพัดไปทั่วสำนักวิถีเมฆาอย่างรวดเร็ว ผู้าุโฝ่ายกฎระเบียบรีบรุดมาตรวจสอบพื้นที่ั้แ่ฟ้ายังไม่สาง ร่างของชายชุดดำที่ถูกมัดด้วยเชือกมนตราถูกหามออกไป สภาพของมันทำให้เหล่ายอดฝีมือระดับาุโยังต้องสูดลมหายใจด้วยความหนาวเหน็บ
กระดูกซี่โครงแหลกละเอียด ดาบสั้นอาบปราณระดับสูงหักสะบั้น โดยไร้ซึ่งร่องรอยของวิชาเวทหรือคลื่นลมปราณต่อต้าน มีเพียงพละกำลังดิบเถื่อนที่กระแทกเข้าใส่อย่างแม่นยำและทรงพลังอย่างถึงที่สุด
"ต้องเป็ยอดฝีมือเร้นกายท่านใดในสำนักแน่ที่ยื่นมือเข้าช่วย" ผู้าุโท่านหนึ่งลูบเคราและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "การบดขยี้ลมปราณของมือสังหารระดับนี้ได้ด้วยมือเปล่า ระดับการบ่มเพาะของท่านผู้นั้นต้องอยู่ในขั้นที่พวกเรามิอาจหยั่งถึง"
หลินอันยืนปะปนอยู่กับกลุ่มศิษย์สายนอกที่มามุงดูเหตุการณ์ เขากำลังกอดไม้กวาดทางมะพร้าวไว้ในมือ ท่าทีประหนึ่งศิษย์ระดับล่างผู้ตื่นตระหนกกับความวุ่นวาย ชายหนุ่มไม่ได้แสดงความโอ้อวดหรือปริปากพูดสิ่งใด การปล่อยให้เหล่าผู้าุโจินตนาการไปเองคือเกราะกำบังที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับวิถีชีวิตของเขา
เมื่อฝูงชนแยกย้าย ลานกว้างหน้าหอคัมภีร์ก็กลับคืนสู่ความปกติ หลินอันเดินเลี่ยงนำไม้กวาดไปเก็บที่เรือนพัก แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องลงมา ทอด เงา ของหลังคาอารามลงบนพื้นหญ้าที่เปียกชุ่มด้วยหยาดน้ำค้าง บรรยากาศยามเช้าเริ่มกลับมาสดชื่นอีกครั้ง
เขาตั้งใจจะไปตักน้ำที่ลำธารเพื่อมาชงชา ทว่าเมื่อหันกลับมาก็พบกับร่างระหงของมู่หรงเสวี่ยยืนอยู่ไม่ไกล หญิงสาวมีสีหน้าอิดโรยเล็กน้อย คาดว่าคงตื่นตระหนกกับเสียงระฆังเตือนภัยเมื่อคืน นางถือปิ่นโตไม้ไผ่สานเดินเข้ามาหาเขา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงาม
"หลินอัน เ้าปลอดภัยดีใช่หรือไม่ ข้าได้ยินว่าเกิดเื่ที่หอคัมภีร์เมื่อคืน เ้าทำงานอยู่ที่นั่นพอดี ข้าเลยอดเป็ห่วงไม่ได้"
"ขอบคุณศิษย์พี่หญิงที่เมตตา ข้ากลับมาพักผ่อนที่เรือนั้แ่หัวค่ำแล้วขอรับ จึงไม่ได้รับอันตรายใดๆ" ชายหนุ่มประสานมือตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความสุภาพ
มู่หรงเสวี่ยถอนหายใจอย่างโล่งอก นางยื่นปิ่นโตไม้ไผ่ส่งให้ "ข้าทำซาลาเปาไส้ผักิญญามาเผื่อ ถือเสียว่าเป็มื้อเช้าปลอบขวัญก็แล้วกัน เมื่อคืนคงทำให้เ้าใไม่น้อย"
ชายหนุ่มรับปิ่นโตมาถือไว้อย่างระมัดระวัง ค่ายกลผนึกกายาทำงานอย่างราบรื่น ช่วยให้เขากะเกณฑ์น้ำหนักมือได้อย่างไร้ที่ติ น้ำหนักของปิ่นโตนั้นเบาหวิว แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใจที่หาได้ยากยิ่งในโลกแห่งการฝึกตน
ทั้งสองนั่งลงบนม้านั่งหินใต้ต้นท้อ แบ่งปันมื้อเช้าที่แสนเรียบง่ายท่ามกลางสายลมเย็นและเสียงนกขานรับ เหตุการณ์นองเืและความตึงเครียดเมื่อคืนคล้ายเป็เพียงหมอกควันที่ถูกแสงแดดแผดเผาจนจางหายไป เหลือเพียง่เวลาแห่งการพักผ่อนและมิตรภาพที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบในใจของคนทั้งคู่