ตอนที่ 48
ข้ายังไม่ได้เอาจริง
หลังจากความโกลาหลที่หน้าโต๊ะรับพนันยุติลง เจ้าหน้าที่สนามก็สรุปรายละเอียดของยอดพนันทั้งหมดส่งให้กับจื่อเจียง โดยมียอดผู้ชมที่มั่นใจแทงฝั่งลี่ฝางเกินกว่า 90000 เหรียญทอง ส่วนฝั่งของจินซาน(เสวี่ยหมิง) มีผู้ที่เสี่ยงแทงรวม ๆ กันเพียงแค่หนึ่งหมื่นเหรียญทองเศษ ๆ เท่านั้น โดนมีจื่อฮุยเป็นผู้ที่ทุ่มแทงเยอะที่สุดอยู่ที่ 8000 เหรียญทอง รองลงมาคือจิวซินที่ 1000 เหรียญทอง ที่เหลือเป็นผู้ชมที่ทุ่มแทงเพียงน้อยหวังเสี่ยงได้ลาภก้อนใหญ่
หลังจากที่รายงานถึงมือของจื่อเจียง เจ้าหน้าที่สนามประลองก็ประกาศนามของคู่ประลอง เมื่อชื่อลี่ฝางถูกประกาศเสียงตะโกนเชียร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นในทันที เพราะมีผู้ทุ่มแทงฝั่งของมันเป็นอันมาก แต่เมื่อประกาศชื่อของจินซานผลที่ได้ก็ออกมาในทางตรงกันข้าม
ในตอนนี้คู่ประลองทั้งสองหยุดยืนอยู่บนเวทีห่างกันราวยี่สิบวา
"หากเจ้าอยากใช้อาวุธก็จงหยิบออกมาถือเอาไว้ซะ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ใช้" ลี่ฝางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน
"ไม่จำเป็น" เสวี่ยหมิงตอบกลับทันควันด้วยเสียงเรียบของเสวี่ยหมิง แสดงออกว่าเสวี่ยหมิงมิได้เกรงกลัวคู่ต่อส็บนเวทีแม้แต่น้อย
"เยี่ยม...!"ลี่ฝางสบถคำ ตอนแรกมันกะจะจบศึกนี้โดยไว แต่เมื่อเห็นท่าทียโสของคู่ต่อสู้แล้ว ทำให้มันเปลี่ยนใจ ลี่ฝางกะว่าจะสั่งสอนเจ้าคนไม่รู้จักเจียมตัวผู้นี้ก่อนสักท่าสองท่าให้หลาบจำ ค่อยเตะก้นมันออกไปจากเวทีในตอนท้าย
เริ่มการประลองได้...!
เสียงเอ่ยขานของเจ้าหน้าที่สนามสะกดทุกสายตาให้จับจ้องไปยังเวทีประลอง เสียงตะโกนเชียร์ยิ่งมายิ่งดัง
สิ้นคำเริ่มการประลอง ลี่ฝางก็ไม่รั้งรอเปิดฉากรุกเข้าใส่เสวี่ยหมิงในทันที แม้มันจะเพิ่งขึ้นสู่ระดับลมปราณพื้นฐานขั้นที่ 4 ไม่นานนัก แต่ด้วยพรสวรรค์ในการเรียนรู้ที่สูงส่ง ทำให้วิชาฝีมือที่เลือกฝึกฝนมิใช่ทักษะธรรมดาเฉกเช่นหมัดอสรพิษ
ย่างก้าวลัดนิ้วมือ...ถือเป็นทักษะท่าร่างมนุษย์ขั้นต่ำ แม้ลี่ฝางจะยังฝึกได้ไม่สมบูรณ์แต่ก็เพียงพอจะสร้างความตื่นตะลึงให้เสวี่ยหมิงไม่น้อย เพราะเขาเองไม่เคยพบคู่ต่อสู้ที่มีท่าร่างละลานตาเช่นนี้มาก่อน และหากเป็นก่อนหน้าที่เสวี่ยหมิงจะได้เรียนรู้ทักษะสายน้ำทั้งห้าของโจวอู่เว่ย เสวี่ยหมิงคงมิอาจหลบรอดหรือป้องกันตัวเองจากการโจมตีแรกของลี่ฝางเป็นแน่
ร่างของลี่ฝางโยกซ้ายย้ายขวาไปมาอย่างรวดเร็ว ระยะทางแม้ห่างกันกว่า 20 วาแต่เพียงแค่เสี้ยวลมหายใจ ลี่ฝางก็เข้าประชิดห่างจากเสวี่ยหมิงไปไม่ถึงสองวา ลี่ฝางชะงักท่าร่าง...กึก สูดหายใจลึก ก่อนจะกระโจนสูงเด่นเข้าหาเสวี่ยหมิงทางด้านข้าง เมื่อระยะกระโดดสูงถึงระดับอกของคู่ต่อสู้ ลี่ฝางพลันตวัดเท้าขึ้นสูงเหนือศีรษะปรากฏเส้นสายสีแดงฟาดผ่าลงมาตามจังหวะเท้าที่ฟาดเฉียงลงต่ำ
"เบญจภูติแยกฟ้า" ท่าเท้าที่ปรากฏเส้นสายสีแดงของลี่ฝางเป็นหนึ่งในทักษะมนุษย์ระดับต่ำของสำนักมังกรฟ้าที่ชื่อว่า...เบญจภูติสังหาร ซึ่งมีด้วยกันห้าขั้น และเบญจภูติแยกฟ้าก็เป็นเพียงขั้นแรกของวิชาฝีมือชุดนี้ ซึ่งจุดสังเกตก็คือลมปราณสีแดงราวโลหิตที่จะตามติดมือเท้าในยามออกทักษะจู่โจมของผู้ใช้
เส้นสายสีแดงหมายฟาดทำร้ายไหปลาร้าด้านซ้ายของเสวี่ยหมิง ลี่ฝางเผยรอยยิ้มเหี้ยมมันหมายมั่นให้คู่ต่อสู้ที่มันมองว่าหยิ่งยโสต่อหน้าตัวเอง ถูกท่าโจมตีของมันกดให้ล้มลงคุกเข่าอยู่แทบเท้าตัวเอง
ตุบ !!!
เสียงดังตุบปรากฏขึ้น ก่อนที่ทั้งสนามประลองจะกลายเป็นเงียบกริบ พร้อมด้วยสีหน้าตกอกตกใจของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในต้องนับรวมคู่ต่อสู้ของเสวี่ยหมิง...ลี่ฝางเข้าไปด้วย
ในจังหวะที่สภาวะจู่โจมของเบญจภูติแยกฟ้ากำลังก่อตัวถึงจุดสูงสุด เสวี่ยหมิงก็พลันใช้ออกด้วยท่าที่สองในเคล็ดวิชาสายน้ำทั้งห้านาม...ม่านธาราบรรจบ ซึ่งเป็นท่าป้องกันหนึ่งเดียวที่เสวี่ยหมิงมีในตอนนี้ ม่านธาราบรรจบเป็นการสร้างชั้นพลังอ่อนหยุ่นไร้สภาพของลมปราณเฉกเช่นเดียวกับสายน้ำ แต่จุดเด่นของท่าป้องกันนี้หาใช้พลังในการต้านรับ แต่เป็นการเบี่ยงเบนราวกับสายน้ำที่พัดพาให้พลังของคู่ต่อสู้รื่นไหลไปตามทิศทางที่ม่านน้ำชี้นำ แม้คำกล่าวฟังดูเลิศเลอแต่แท้จริงท่าวิชาล้วนมีข้อด้อย เพราะการเหนี่ยวนำพลังลมปราณเช่นนี้ผู้ที่ต้านรับจำต้องมีพลังลมปราณที่แข็งแกร่งกว่าผู้ที่จู่โจม
ลี่ฝางเบิกตาค้างมองดูท่าเท้าที่จู่ ๆ ก็กลายเป็นไร้น้ำหนักของตัวเองเบี่ยงออกจากเป้าหมาย แต่เมื่อปล่อยทักษะไปจนสุดปลายมิอาจชักเท้ากลับได้ทัน กลายเป็นเปิดช่องว่างกลางลำตัวให้คู่ต่อสู้ เสวี่ยหมิงที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้เป็นตายมาพอสมควร ย่อมไม่พลาดโอกาสทองเช่นนี้ แต่ยังนับว่าลี่ฝางยังโชคดีที่เสวี่ยหมิงต้องการจะเก็บงำลมปราณเปลวเพลิงเอาไว้ จึงใช้เพียงท่าหมัดสายน้ำมิหวนคืนแบบดั้งเดิม มิเช่นนั้นลี่ฝางคงต้องพ่ายแพ้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว และได้รับความอับอายจนอาจส่งผลกระทบถึงระดับฝึกตนไปชั่วชีวิต
ตูม !!!
หมัดแกร่งที่อัดแน่นด้วยพละกำลังมหาศาล ซัดเข้าที่ใต้กระบังลมของลี่ฝางอย่างจัง เสียงดังก้องจนผู้ชมที่ถือตั๋วพนันข้างลี่ฝางกรีดร้องกันระงม หมัดของเสวี่ยหมิงแม้ไร้ซึ่งลมปราณร้อนห่อหุ้มแต่ด้วยน้ำหนักหมัดที่มากกว่า 10000 จิน รวมถึงแรงทำลายจากทักษะยุทธ์ ก็เพียงพอจะส่งร่างของลี่ฝางลอยหงายกลับไปไกลกว่าสิบวา
ลี่ฝางแม้เลือดลมปั่นป่วนใบหน้าแดงกล่ำยังฝืนพลิกร่างด้วยกำลังทั้งหมดจนสามารถกลับมาหยุดยืนได้ แม้เซถลาไปด้านหลังแต่ยังฝืนร่างเอาไว้ไม่ล้มลง เลือดหวานจุดแน่นอยู่ที่ลำคอก่อนหน้าถูกกลืนลงไปทันทีที่มันตั้งสติได้ ดวงตาสองข้างแดงกล่ำจ้องมองไปยังร่างของเสวี่ยหมิงราวกับคลั่งแค้นกันมานานนับสิบปี ลี่ฝางยามนี้แม้กระดูกซี่โครงไม่ได้หักเสียหาย แต่ช่องท้องยังคงเจ็บปวดหนึบ ๆ อยู่มิคลาย ที่ยังคงยืนปั้นหน้านิ่งอยู่ได้นั้นเพราะไม่อาจยอมรับผลของการปะทะ บวกกับมันไม่อาจเสียหน้าต่อผู้คนจำนวนมาก รวมถึงนี่ยังเป็นงานแรกในฐานะผู้ที่อยู่ใต้ร่มธงของจื่อเจียง หากว่ามันทำผิดพลาดหรือแสดงความอ่อนด้อยออกมาคงจะไม่เป็นที่ประทับใจต่อผู้เป็นนายนัก
"อย่าได้ใจไปนัก..." ลี่ฝางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ยขึ้น "ข้ายังไม่ได้เอาจริง"
เสวี่ยหมิงยังคงสงบนิ่งเช่นเดิม แม้จะแอบยิ้มอยู่ในใจเพราะตอนที่หมัดของเขาสัมผัสเข้ากับท้องของลี่ฝาง เสวี่ยหมิงก็รับรู้ได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้หาได้เรียนรู้ทักษะลมปราณป้องกันมาก่อน ดังนั้นหมัดของเขาจึงทะลวงเข้าสู่ร่างของลี่ฝางแบบเต็ม ๆ และยิ่งเสวี่ยหมิงได้ยินเสียงกัดฟันพูดของคู่ต่อสู้ เขายิ่งมั่นใจว่าตอนนี้ลี่ฝางคงกำลังกล้ำกลืนอาการบาดเจ็บอยู่ "เออ...เจ้ายังมิได้เอาจริงหรือนี่ ข้าก็หลงดีใจซะแทบแย่" เสวี่ยหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชัน "ว่าแต่หากเจ้าอยากใช้อาวุธก็จงรีบหยิบออกมาถือเอาไว้ซะละ ไม่อย่างนั้นแล้ว..."
"แก...แกกล้าดียังไง"เส้นเลือดปูดโปนขึ้นที่ข้างศีรษะของลี่ฝางจนเห็นเด่นชัด "ตายซะเถอะ...!" ลี่ฝางตวาดดังพลางใช้ย่างก้าวลัดนิ้วมือโถมเข้าใส่เสวี่ยหมิง