หลังจากเลิกเรียน
เจี่ยปิงอวี่เดินทางกลับบ้านและตรงมาที่ห้องนอนชั้นสามของเธอ หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความรีบร้อน เธอก็รีบเดินไปที่ลานฝึกชั้นใต้ดินทันที
แม้ว่าลานฝึกจะอยู่ชั้นใต้ดิน แต่ก็ยังมีแสงสว่าง อีกทั้งยังให้ความรู้สึกสดชื่นจนไม่มีความคิดที่จะแอบอู้เพราะความเกียจคร้าน
ลานแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก นอกจากเสื่อที่ทำมาจากใบพลูที่วางอยู่บริเวณมุมห้องก็ไม่มีสิ่งอื่นแม้แต่ชิ้นเดียว
บนกำแพงที่อยู่ตรงข้ามกับประตูมีตัวอักษร “武” (การต่อสู้) ขนาดใหญ่แขวนอยู่บนนั้น
เส้นหมึกที่ขีดเขียนอยู่บนนั้นมีความคมและงดงามเป็อย่างมาก ดูเหมือนว่าจะเป็ผลงานของผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ
เจี่ยปิงอวี่เปลี่ยนมาสวมใส่เป็ชุดฝึกสีขาวตัวโคร่งที่ปกคลุมเรือนร่างอรชรของเธอ มือข้างหนึ่งถือไม้ตะบองสั้น และกำลังยืนย่อตัวด้วยท่ายืนควบม้าที่ดูแปลกตา
ท่าควบม้าเป็ท่าประจำตระกูลเจี่ย...นิ่งดุจขุนเขา
ภายในห้องฝึกอันเงียบสงัด หลังจากเจี่ยปิงอวี่ยืนท่าควบม้าแล้ว หน้าอกของเธอค่อย ๆ ขยับขึ้นและลงด้วยจังหวะที่น่าอัศจรรย์
หายใจเข้า...
หายใจออก...
ลมหายใจเข้าออกของเธอยาวนานกว่าปกติ ่เวลาระหว่างการหายใจเข้าและออกเริ่มปรับระดับทิ้งระยะห่างนานขึ้นเรื่อย ๆ ...
ความคิดของเจี่ยปิงอวี่เริ่มหยุดนิ่งตามลมหายใจ ภาพในสมองที่เคยกะพริบริบหรี่เริ่มกลับมาชัดเจนขึ้น เอฟเฟคพิเศษนิ่งดุจขุนเขาสามารถช่วยให้ผู้ฝึกยุทธ์ที่ยืนอยู่ในท่าควบม้าสามารถเข้าใจถึงความทรงจำในชีวิตประจำวันได้แจ่มชัดมากขึ้น
ภาพในสมองเล่นย้อนกลับไปที่ก่อนจะเลิกเรียน ทันใดนั้นเจี่ยปิงอวี่ก็จับแสงริบหรี่นั้นอย่างฉับพลัน
หรือว่าจะเป็เขา?
ความรู้สึกใถาโถมเข้ามาภายในใจของเธอ สิ่งนี้ทำให้เธอไม่สามารถคงสภาพอยู่ในโหมดนิ่งดุจขุนเขาได้อีกต่อไป เธอล้มเลิกการยืนด้วยท่าควบม้าและกลับมายืนตามปกติอีกครั้ง
วินาทีนั้นความรู้สึกอ่อนล้าก็ถาโถมเข้าใส่ร่างกายของเธอ เจี่ยปิงอวี่รู้สึกไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
เธอนั่งลงบนเสื่อที่อยู่มุมห้อง ความสงสัยของเธอยังคงไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน
“เพื่อนร่วมโต๊ะคนนั้นเปลี่ยนไปจากเดิม แต่ก็มีเด็กวัยรุ่นหลายคนที่นิสัยเปลี่ยนไปจากเดิมใน่ระยะเวลาสั้น ๆ เช่นนี้ แต่จะด่วนตัดสินว่าเซี่ยฮุยเป็คนช่วยฉันในคืนนั้นไม่ได้”
อีกอย่างถึงแม้ว่าเขาจะซ่อนตัวตนของตัวเองได้เป็อย่างดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถปกปิดได้ตลอดเวลา
แม้ว่าเซี่ยฮุยจะมีความสามารถด้านศิลปะการต่อสู้บางอย่าง แต่เขาไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น นี่คือสิ่งที่เจี่ยปิงอวี่ซึ่งเป็ผู้ฝึกยุทธ์สามารถมั่นใจได้
“แม้แต่ฉันยังไม่สามารถเอาชนะป๋ายอิ่งได้ ผู้ชายคนนั้นก็คงสู้ไม่ได้เช่นกัน และไม่มีทางที่เขาจะเป็ผู้มีฝีมือที่มีวิชาเร้นลับด้วย”
คิ้วบนใบหน้าที่แสนเ็าของเจี่ยปิงอวี่ขดขมวดเข้าหากัน เธอแอบคิดในใจว่า่หนึ่งเดือนที่ผ่านมาเป็เพราะเธออยากตามหาผู้มีฝีมือที่มีวิชาเร้นลับภายในสวนสาธารณะแห่งนั้น จึงทำให้่นี้เธอมีพฤติกรรมที่ผิดปกติไปจากเดิมขนาดนี้
“หืม...อะไรทำให้เสียวอวี่ของเราขมวดคิ้วได้ขนาดนี้นะ?”
เสียงของใครบางคนดังขึ้น เ้าของเสียงเมื่อครู่คือหญิงสาวร่างสูงโปร่ง
เธออายุราว ๆ ยี่สิบสองปี เธอสวมใส่ด้วยกระโปรงยาวสีดำ จุดที่ควรจะเปิดก็เปิดให้ได้เชยชม จุดที่ควรจะเก็บเป็ของลับก็ถูกเสื้อผ้าปกคลุมไว้มิดชิด ด้วยรูปลักษณ์ที่สง่างามทำให้เธอมีเสน่ห์และงดงามเป็อย่างมาก
สาวงามคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน เธอคือเจี่ยเม่ยพี่สาวที่อายุมากกว่าเจี่ยปิงอวี่ห้าปี
เมื่อเห็นท่าทางเหม่อลอยของน้องสาว เจี่ยเม่ยจึงเดินเข้ามาและโบกมือตรงหน้าเธอ
ไม่แม้แต่จะกะพริบตางั้นเหรอ?
เจี่ยเม่ยยิ้มพร้อมกับส่ายหน้าไปมา เธอขยับไปอยู่ด้านหลังของเจี่ยปิงอวี่ หลังจากย่อตัวลงเธอก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปจักจี้ที่ใต้รักแร้ของเธอ
“จั๊กจี๋ ๆ ...”
“พี่ ทำอะไรเนี่ย!”
เจี่ยปิงอวี่รีบลุกขึ้นยืนอัตโนมัติ เธอหลุดออกจากอาการเหม่อลอยและหันไปมองค้อนพี่สาวของตัวเองด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์ “มาแบบนี้อีกแล้วนะ ช่วยทำตัวให้เหมือนพี่สาวหน่อยไม่ได้เหรอ”
“คิคิ”
เจี่ยเม่ยหัวเราะ เธอพยุงเจี่ยปิงอวี่ให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ใช้มือเพื่อเทียบระดับความสูงของเธอและน้องสาวตัวเอง “ฉันไม่เหมือนพี่สาวตรงไหนเหรอ?”
ความเ็าของเจี่ยปิงอวี่มลายหายไปราวกับูเาน้ำแข็งที่หลอมละลาย เธอยื่นศีรษะเขาไปซบกับหน้าอกอวบอิ่มของเจี่ยเม่ยจากนั้นก็เริ่มถูไปมาไม่หยุด
“อี๋!”
เจี่ยเม่ยรีบผลักศีรษะของน้องสาวออกไปพร้อมกับแสดงท่าทางรังเกียจ “น่าขยะแขยงที่สุด รีบออกไปไกล ๆ เลย”
เจี่ยปิงอวี่เสแสร้งแกล้งทำ เป็เพราะหน้าที่ซุกอยู่ในนั้นทำให้เธอเริ่มรู้สึกหายใจติดขัด เธอแอบชำเลืองมองเนินอกสูงชันของอีกฝ่ายด้วยสายตาอิจฉาพร้อมกับถอยออกไปหนึ่งก้าว
“พี่”
ใบหน้าแดงระเรื่อของเจี่ยปิงอวี่หายไปแล้ว หลังจากนั้นเธอก็ถามอีกฝ่ายด้วยความคาดหวัง “ได้ข่าวใหม่มาแล้วใช่ไหม?”
อีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธ เธอยักไหล่และแสดงสีหน้าราวกับหมดหนทาง
“ยังไม่มี ฉันระดมคนที่อยู่วงในให้ออกไปสืบหาข้อมูลแล้ว แต่คนลึกลับในคืนนั้นหายไปอย่างไร้วี่แววราวกับไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้”
“เฮ้อ ถ้าหากตอนนั้นฉันไม่สลบไป และได้รับความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกหน่อยก็คงจะดี”
“ความแข็งแกร่งของเธอถือว่าดีเยี่ยมแล้วถ้าหากเทียบกับอายุของเธอในตอนนี้ อีกอย่างเท่าที่เธอเล่าให้ฟัง ความแข็งแกร่งของศัตรูในคืนนั้นก็ยังเหนือกว่าเธอมาก บุคคลลึกลับที่สามารถเอาชนะศัตรูในคืนนั้นได้อย่างง่ายดายแบบนั้น การที่เขาจะซ่อนตัวและปิดบังใบหน้าที่แท้จริงก็ไม่ใช่เื่ยากอะไร”
“ก็จริง”
เมื่อเห็นน้องสาวของตัวเองทำท่าทางโศกเศร้า เจี่ยเม่ยก็พูดไม่ออก
ในฐานะที่เธอเป็บุคคลอัจฉริยะและมีความสามารถมากที่สุดในตระกูล การที่เธอต้องมาถูกใครบางคนที่ไม่รู้จักมาโจมตีเข้าใส่แบบนี้ เป็ธรรมดาที่เธอจะรู้สึกไม่ดี
“พี่...พี่คิดว่ามีความเป็ไปได้ไหมที่บุคคลลึกลับคนนั้นจะเรียนอยู่มัธยมปลายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน?”
เจี่ยปิงอวี่ถามโพล่งออกไปโดยไม่ได้คิดอะไรมากมาย
“ไม่มีทาง”
เจี่ยเม่ยรีบตอบกลับไป เธอรู้ดีว่าเื่บางเื่ไม่สามารถยึดหลักการตามความเป็จริงได้เสมอไป มีหญิงสาวบางคนที่มีพร์ก็สามารถทำเื่เหนือธรรมชาติได้ั้แ่อายุยังน้อย
เธอเชื่อว่าสำหรับน้องสาวของเธอ ถ้าหากเติบโตขึ้นกว่านี้ความสามารถของเธอไม่มีทางด้อยไปกว่าคนอื่น ๆ อย่างแน่นอน
“ก็จริง คงไม่ใช่เขาหรอก”
“เขา? เขาไหน?”
เมื่อได้ยินน้องสาวพูดคำว่า “เขา” ขึ้นมา สีหน้าของเจี่ยเม่ยก็แสดงความรู้สึกสนใจเกี่ยวกับสิ่งนี้ขึ้นมาทันที
“อ๋อ เปล่า ไม่มีอะไร”
เจี่ยปิงอวี่รีบตอบกลับไปและโบกมือปฏิเสธ “พี่หูฟาดหรือเปล่า ฉันยังไม่ได้พูดว่าเขาเลยนะ”
เจี่ยเม่ยไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น ดวงตากลมโตที่อยู่ใต้คิ้วรูปใบหลิวจ้องมองอีกฝ่ายเพื่อคาดคั้นคำตอบ ท้ายที่สุดเจี่ยปิงอวี่ก็ต้องยอมแพ้อย่างเลี่ยงไม่ได้
“โอเค ๆ พี่ เขาคือ...”
“จากที่เธอเล่าให้ฟัง...”
หลังจากที่เจี่ยปิงอวี่พูดจบ เจี่ยเม่ยก็ผสานมือเข้าด้วยกันและพูดขยายความหมายให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้นว่า “เพื่อนร่วมโต๊ะของเธอไม่มีทางเป็คนเดียวกันกับคนที่ช่วยชีวิตเธอ และไม่ใช่บุคคลลึกลับคนนั้นด้วย คนที่สามารถเอาชนะิญญาพวกนั้นให้พ่ายแพ้ได้ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเป็ผู้แข็งแกร่งที่เข้าสู่ขอบเขตเหนือธรรมชาติ คนที่มีความสามารถแบบนั้นภายในเมือง Y มีจำนวนแทบจะนับนิ้วได้เลยนะ อีกอย่างรอบ ๆ สวนสาธารณะในคืนนั้นก็ไม่มีเงาของคนพวกนั้นเลยสักคน”
เจี่ยเม่ยก้มหน้าลงเล็กน้อยจากนั้นก็ยกมือขึ้นมาจับคางตัวเองด้วยท่าทางครุ่นคิด
เธอหันกลับไปมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย “จะว่าไป ดูเหมือนว่าเธอจะสนใจคนคนนั้นมากเลยนะเนี่ย เป็อะไรกับเขาเหรอ? อย่าบอกนะว่าแอบชอบเขา”
“ใช่ที่ไหนกันล่ะ ฉันเปล่าสักหน่อย”
เจี่ยปิงอวี่ถลึงตาโตมองเจี่ยเม่ยด้วยความไม่พอใจ เสียงเล็ก ๆ ของเธอเปลี่ยนเป็เสียงะโโวยวาย “พี่! พูดจาเหลวไหลอะไรเนี่ย?”
“โอเค ๆ” เมื่อเห็นท่าทางโมโหของน้องสาว เจี่ยเม่ยก็รีบเอาใจเธอ ภายในใจของเธอแอบรู้สึกโล่งอกขึ้นมาเล็กน้อย ดูเหมือนว่าน้องสาวของเธอคงไม่ได้ชอบคนคนนั้นจริง ๆ
“ชิ!”
เสียงชิดังขึ้น ต่อมาใบหน้าโกรธเคืองของเจี่ยปิงอวี่ก็มลายหายไป
เธอหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา “พี่...พี่คิดว่ามีความเป็ไปได้ไหมที่ผู้มีความสามารถจะเพิ่งถูกปลุกให้ตื่น?”
เจี่ยเม่ยชะงัก สีหน้าของเธอเผยความตึงเครียดเพราะสิ่งที่น้องสาวของเธอคิดมีความเป็ไปได้
“ถ้าเื่นี้มีความเป็ไปได้สูงมาก เพราะเคยมีกรณีตัวอย่างที่ผู้มีความสามารถปลุกความสามารถของตัวเองขึ้นมา ขอแค่มีความแข็งแกร่งมากพอ ถึงเวลานั้นเขาก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นพิเศษได้”
ยิ่งสองพี่น้องพูดคุยกันเื่นี้ พวกเธอก็ยิ่งได้ข้อสรุปว่ามีความเป็ไปได้สูงมากที่บุคคลลึกลับผู้นั้นจะเป็ผู้มีความสามารถที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นเมื่อไม่นานมานี้
“ว่าแต่...ทำไมบุคคลลึกลับคนนั้นถึงลงมือกับมันล่ะ?”
“บางทีคนคนนั้นอาจจะทำใจยืนดูสาวงามแบบเธอถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือของมันไม่ได้ ก็เลยเข้ามาสวมบทบาทเป็ฮีโร่ช่วยชีวิตสาวงามไง”
เจี่ยเม่ยยิ้มและพูดแซวต่อไปว่า “จะว่าไปฮีโร่คนนี้ก็ไร้ความสามารถเหมือนกันแฮะ ได้ช่วยเหลือสาวงามขนาดนี้แต่กลับปล่อยให้สาวงามนอนอยู่บนพื้นแล้วหายตัวไปซะงั้น”
“พี่! เอาอีกแล้วนะ”
เจี่ยปิงอวี่ส่ายหน้า “พี่ยังจำได้ไหมว่ามันล่อฉันไปที่นั่นด้วยอะไร ถ้าหากไม่ใช่เพราะหินผลึกศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้น ฉันไม่มีทางตกหลุมพรางและเข้าไปที่นั่นแน่นอน ฉันคิดว่าคนคนนั้นก็น่าจะไปที่นั่นเพราะหินผลึกศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน”
เมื่อพูดถึงหินผลึกศักดิ์สิทธิ์ สีหน้าของเจี่ยเม่ยก็กลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง เธอดีดหน้าผากน้องสาวตัวเอง
“เธอนี่จริง ๆ เลย! ชอบทำให้เป็ห่วงอยู่เรื่อยเลยนะยัยเด็กคนนี้นี่ ฉันกำลังจะบอกเธออยู่พอดีว่าถึงแม้ว่าหินผลึกศักดิ์สิทธิ์จะหาได้ยาก แต่พวกเราก็สามารถหาวิธีอื่นเพื่อมันได้ ไม่จำเป็ต้องให้เธอไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้น”
“เธอมีหน้าที่แค่ตั้งใจเรียนและฝึกฝนก็พอ ส่วนเื่หินผลึกศักดิ์สิทธิ์เธอไม่ต้องเป็กังวลหรอก”
“อีกอย่างเมื่อไม่นานมานี้สายวงในของแก๊งเฮยหลาง(หมาป่าทมิฬ)เพิ่งรายงานมาว่าคนพวกนั้นได้รับผลไม้เพิ่มความสามารถมาชิ้นหนึ่ง มีบุคคลลึกลับปรากฏตัวขึ้นในเมือง Y สองคน บนตัวของคนพวกนั้นมีหินผลึกศักดิ์สิทธิ์ระดับสูง ดูเหมือนว่าจะเข้าไปเจรจาทำข้อตกลงกับแก๊งเฮยหลางด้วย”
“พ่อส่งคนไปเฝ้าสังเกตสองคนนั้นอย่างใกล้ชิดแล้ว ถ้าหากเจอสถานที่แลกเปลี่ยนของคนพวกนั้นเมื่อไหร่ แก๊งไท่ซานของเราก็...”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบประโยค เธอก็นิ้วขึ้นมาและทำท่าเชือดคอตัวเอง
“ถ้าหากบุคคลลึกลับ้าหินผลึกศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ ฉันเชื่อว่าถึงเวลานั้นเขาต้องปรากฏตัวแน่นอน”
“อื้อ พี่...คนคนนั้นช่วยชีวิตของฉันไว้ ถ้าหากพวกพี่เจอเขาอย่าทำอะไรเขาเด็ดขาดเลยนะ”
“รู้แล้วหน่า”
เจี่ยเม่ยดีดหน้าผากเจี่ยปิงอวี่อีกครั้ง “ฉันไม่สามารถเอาชนะผู้แข็งแกร่งขอบเขตพิเศษได้อยู่แล้ว คนแบบฉันจะไปทำอะไรเขาได้”
พูดจบเจี่ยเม่ยก็เดินออกจากห้องฝึกไป
“ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้คงขยันไม่มากพอ ฉันก็เลยเป็เหมือนกับกบในกะลาที่ยังไม่เห็นโลกกว้าง ตราบใดที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ขอบเขตพิเศษได้ ฉันก็ยังเป็ได้แค่คนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น”
เจี่ยปิงอวี่มองแผ่นหลังพี่สาวของเธอที่เธอเดินออกไป เธอกำหมัดแน่น “พี่...ถึงแม้ว่าพี่จะไม่พูด แต่ฉันก็รู้สึกได้ว่าสถานะของตระกูลเราในเมือง Y ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว”
“ฉันจะปลุกความสามารถของฉันขึ้นมาให้ได้!”
เจี่ยปิงอวี่ขบฟันแน่น หลังจากตั้งท่าควบม้าเธอก็เริ่มเข้าสู่การฝึกฝนอีกครั้ง