หลังจากที่หยางลี่เจินสอนคำว่า I love you ให้เหวินเจาเหยียน บรรยากาศในรถม้ากลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เสียงล้อไม้บดกับพื้นดินยังคงเป็นจังหวะที่ทำให้การเดินทางดูผ่อนคลาย
เหวินเจาเหยียนนั่งพิงพนักรถม้า มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาที่นิ่งขรึม แต่ในหัวกลับวนเวียนอยู่กับคำพูดแปลกๆ ที่เธอเพิ่งสอน
“I love you…” เขาพึมพำเบาๆ ทวนคำพูดราวกับต้องการจดจำมันให้ขึ้นใจ หยางลี่เจินที่นั่งอยู่ตรงข้ามหลุดหัวเราะเมื่อได้ยิน
“คุณพยายามจำมันจริงๆ ด้วยสินะคะ” เขาหันมามองเธอ “เจ้าทำเหมือนคำนี้สำคัญมาก ข้าก็ต้องจำไว้”
“ก็ดีแล้วค่ะ” เธอยิ้มกว้าง “วันหนึ่งคุณจะเข้าใจว่ามันสำคัญยังไง”
“ข้าหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” เขาตอบเรียบๆ แม้จะยังคงสงสัยในความหมายของคำพูดนัั้น ไม่นานนัก รถม้าก็หยุดลงเมื่อถึงจุดพักอีกแห่งหนึ่ง ลูกน้องของเหวินเจาเหยียนลงจากม้าและมาเคาะประตูรถม้า
“นายท่าน ข้างหน้ามีลำธาร เราคิดว่าจะพักที่นี่สักครู่เพื่อให้ม้าดื่มน้ำ”
เหวินเจาเหยียนพยักหน้า ก่อนจะหันไปบอกหยางลี่เจิน “เจ้าอยากลงไปพักด้วยหรือไม่?”
หยางลี่เจินพยักหน้าทันที “แน่นอนค่ะ ฉันอยากยืดเส้นยืดสายสักหน่อย”
เมื่อทั้งสองลงจากรถม้า ลมเย็นจากลำธารใกล้ๆ พัดมาปะทะใบหน้า หยางลี่เจินยืดแขนและสูดลมหายใจลึก รู้สึกสดชื่นจากอากาศบริสุทธิ์
“ที่นี่บรรยากาศดีจัง” เธอพูดพลางมองไปรอบๆ
เหวินเจาเหยียนยืนมองเธอเงียบๆ เขาไม่พูดอะไร แต่แววตาที่มองเธอกลับดูอ่อนโยนกว่าปกติ
ขณะที่เธอกำลังเดินสำรวจบริเวณใกล้ลำธาร เธอก็ได้ยินเสียงของเขาเอ่ยขึ้นเบาๆ จากด้านหลัง
“เจ้าคิดว่าข้าจะเข้าใจคำว่า I love you เมื่อถึงเวลาใช่หรือไม่?”
หยางลี่เจินหันกลับไปมองเขา ยิ้มเล็กๆ “ใช่ค่ะ… ฉันเชื่อว่าคุณจะเข้าใจมันในเวลาที่เหมาะสม”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความลึกลับ “ข้าจะรอดูว่าเจ้าพูดถูกหรือไม่”
หยางลี่เจินมองเขา ใจเธอรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด แม้เขาจะยังไม่เข้าใจความหมายของคำที่เธอสอน แต่เธอเชื่อว่าเวลาจะช่วยให้เขารู้จักมันในแบบที่ลึกซึ้งขึ้น ท่ามกลางเสียงลมและสายน้ำ ทั้งสองยืนอยู่ด้วยกันในความสงบที่ดูเหมือนจะเริ่มผูกพันกันมากขึ้นทีละน้อย
หลังจากแวะพักพวกเขาก็เดินทางต่อ…
เมื่อรถม้าเข้าสู่เขตเมืองหยางโจว เสียงความคึกคักของตลาดที่เต็มไปด้วยผู้คนดังเข้ามาให้ได้ยินจากระยะไกล บ้านเรือนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ และกลิ่นหอมของอาหารที่ถูกปรุงใหม่ลอยมาตามลม สร้างความตื่นเต้นให้กับหยางลี่เจิน
เธอโผล่ออกมามองนอกหน้าต่าง ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นความครึกครื้นของเมืองใหญ่
“ที่นี่มีชีวิตชีวามากเลยค่ะ!” เธอพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เหวินเจาเหยียนที่นั่งนิ่งอยู่ตรงข้าม มองเธอด้วยสายตาเรียบนิ่ง แต่ในใจก็อดรู้สึกประหลาดใจกับความไร้เดียงสาของเธอไม่ได้
“หยางโจวเป็นเมืองการค้าที่สำคัญ มีพ่อค้าและนักเดินทางมากมาย” เขาอธิบาย
“ฉันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน” เธอพูดพลางยิ้มกว้าง “ที่นี่ดูเหมือนมีทุกอย่างเลย!”
“และยังมีปัญหามากมายด้วย” เขาตอบเสียงเรียบ
คำพูดนั้นทำให้เธอชะงัก หันมามองเขาด้วยสายตาสงสัย “ปัญหาอะไรคะ?”
“ที่ข้ามาที่นี่ ก็เพราะการค้าที่หยางโจวกำลังมีปัญหา”
เขาอธิบาย “มีคนพยายามเล่นงานกิจการของข้า และข้าต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง”
หยางลี่เจินพยักหน้า เธอรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงที่แฝงความมุ่งมั่นของเขา
เมื่อม้าหยุดหน้าที่พักแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมใหญ่กลางเมือง ลูกน้องรีบลงมาจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย
“เราจะพักที่นี่ก่อน แล้วข้าจะส่งคนไปตรวจสอบสถานการณ์” เขาพูดพลางหันไปมองเธอ “เจ้าอยู่ในโรงเตี๊ยมอย่าออกไปไหนโดยไม่บอกข้า”
เธอเลิกคิ้ว “ทำไมคะ?”
“เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะปลอดภัย” เขาตอบตรงๆ
“ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเป็นเป้าหมายของพวกมัน”
แม้จะไม่ค่อยพอใจที่ถูกจำกัดอิสระ แต่หยางลี่เจินก็พยักหน้า “ก็ได้ค่ะ แต่ฉันอยากช่วยคุณบ้าง”
“เจ้าไม่ต้องช่วยอะไร แค่ไม่สร้างปัญหาก็พอ” เขาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม
ภายในโรงเตี๊ยมตกแต่งอย่างหรูหรา เห็นได้ชัดว่าที่นี่เป็นจุดพักของพ่อค้าและนักเดินทางที่มีฐานะ หยางลี่เจินมองไปรอบๆ ด้วยความสนใจ ก่อนจะเดินตามเหวินเจาเหยียนไปยังห้องพัก เมื่อถึงห้อง เธอวางข้าวของลงก่อนจะเดินไปนั่งที่ขอบหน้าต่าง มองออกไปยังความคึกคักของถนนด้านล่าง
“เมืองนี้ดูเหมือนจะมีเรื่องราวเยอะจริงๆ” เธอพึมพำกับตัวเอง ไม่นานนัก เหวินเจาเหยียนที่จัดการธุระเสร็จเดินกลับเข้ามาในห้อง “เจ้าพักผ่อนเสียก่อน ข้าจะออกไปดูเรื่องงาน”
“คุณจะไปคนเดียวเหรอ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“ข้ามีคนของข้า ไม่ต้องห่วง” เขาตอบ
“งั้นฉันจะรออยู่ที่นี่ค่ะ” เธอยิ้มเล็กๆ “อย่าลืมกลับมานะคะ” เขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าและเดินออกไป ทิ้งให้หยางลี่เจินอยู่ในห้องเพียงลำพัง
เธอมองตามแผ่นหลังของเขาไป ใจเธอรู้สึกกังวลเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะดูเข้มแข็งและเชี่ยวชาญในทุกเรื่อง แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะห่วงเขาในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้