นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    ตอนที่ 41 ประตูทางเข้า

    ตอนที่ 41

    ประตูทางเข้า

    ลู่หานพวกอาชาสีน้ำตาลเข้มมุ่งออกไปยังทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านต่างจากที่เห็นสัญญาณจากเสี่ยงเฟิงปรากฏขึ้นบนท้องนภาทางทิศตะวันออก

    มือข้างขวาควบอาชาเร่งฝีเท้ามุ่งไปด้วยความเร็วกับมือข้างซ้ายถือคบเพลิงที่กำลังเป็นประกายทอแสงสว่างให้มองเห็นทางด้านหน้าในยามค่ำคืน

    เขาพยายามควบม้ามุ่งตรงไปที่จุดที่เสี่ยวเฟิงกำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้า เพียงไม่นานนักหลังจากการควบม้าอย่างรวดเร็วลู่หานก็เดินทางไปถึง บริเวณนั้นมันเป็นบริเวณใจกลางป่าลึกเมื่อไปถึงเขาก็เห็นซากศพของสิ่งมีชีวิตร่างสีดำแดงขนาดใหญ่นอนนิ่งอยู่กับพื้น 

    บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอันสง่างามโน้มกายของตนเองลงมาจากหลังของอาชาสีน้ำตาลเข้มพร้อมกับคบเพลิงที่อยู่ในมือซ้ายของตนเอง เมื่อลงมาถึงก็ย่างกายเข้าไปดูร่างของเจ้าตะขาบพันปีที่นอนตายอยู่กับพื้น

    ไม่นานนักเจ้าก้อนเปลวเพลิงสีฟ้าก็บินต่ำลงมาด้านล่างเมื่อพบเห็นว่านายของมันมาถึงแล้ว เมื่อร่างของเสี่ยวเฟิงที่ห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าบินต่ำลงมา ทั่วทั้งบริเวณมันก็สว่างไสวขึ้นอีกระดับด้วยเปลวเพลิงที่ห่อหุ้มร่างกายของเสี่ยวเฟิงอยู่ 

    ลู่หานเริ่มก้มต่ำลงไปเพื่อมองสำรวจร่างของมันให้แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง ร่างสีดำแดงขนาดใหญ่ที่มีความยาวประมาณ 5-6 เมตรนอนนิ่งไร้การเคลื่อนไหวเมื่อลองเอาเท้าไปสัมผัสและดันร่างของมันดูก็พบว่ามันไม่ขยับแม้เพียงนิดดวงตาที่เคยเปล่งประกายสีแดงในความมืดตอนนี้ก็มอดดับลง 

    หลังจากลองทดสอบและยืนยันมาสักพักลู่หานก็มั่นใจได้แล้วว่าตะขาบพันปีตัวนี้มันตายลงแล้วจริงๆ เขาก็เดินกลับไปที่เจ้าอาชาตัวสีน้ำตาลเข้มที่เขานั้นใช้ขี่มาที่แห่งนี้ มันยังพอมีเชือกเส้นใหญ่ที่เหลืออยู่จากการใช้ประมาณนึง 

    ลู่หานได้หยิบเชือกเส้นนั้นออกมาแล้วเริ่มใช้มันมัดตามร่างกายของเจ้าตะขาบพันปีอย่างแน่นหนาเพื่อพร้อมจะลากมันกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อเป็นการยืนยันว่าภารกิจครั้งนี้ของเขามันเสร็จเรียบร้อยแล้ว

    บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอันสง่างามเริ่มใช้เชือกเส้นใหญ่มือของตนเองผูกมัดร่างของตะขาบพันปีเอาไว้ตามจุดต่างๆอย่างแน่นหนาก่อนจะนำมันไปผูกติดอยู่กับเจ้าอาชาสีน้ำตาลเข้มของตนเองเพื่อหวังจะให้มันลากกลับไป 

    แต่ในขณะที่ลู่หานกำลังจะพยายามกระโดดขึ้นหลังของอาชาตัวสีน้ำตาลเข้มเพื่อขี่มันกลับไปที่หมู่บ้าน ทว่า…ตอนที่จะพยายามพากายของตนเองกระโดดขึ้นไปบนหลังของอาชาเจ้าเสี่ยวเฟิ่งที่กำลังโบยบินอยู่รอบๆมันก็ได้พุ่งเข้ามาหาลู่หาน

    เจ้าก้อนเปลวเพลิงสีฟ้ามันได้ใช้ปากเล็กๆของมันจิกเข้าที่บริเวณหัวไหล่ของลู่หานซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้นหลายครั้งจนตัวของลู่หานรู้สึกว่ามันมีบางอย่างแปลกๆ 

    ร่างกายที่กำลังจะกระโดดขึ้นบนหลังอาชาก็ชะงักไปก่อนที่จะหันไปหาเจ้าเสี่ยวเฟิงที่มีปฏิกิริยาแปลกๆให้กับเขา 

    “ มีอันใดกันเสี่ยวเฟิง ” 

    ร่างของอินทรีย์ตัวใหญ่ที่ถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีฟ้ากระพือปีกขึ้นลงอย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะบินไปทางป่าด้านหน้า 

    ลู่หานที่เห็นท่าทางมันแปลกๆและยังบินไปทางด้านหน้าอีกเขาก็ได้แต่มองมันด้วยความฉงน คิ้วทั้งสองข้างขมวดมุ่นเข้าหากันก่อนจะเอียงคอสงสัยแต่หลังจากนั้นเขาก็ยอมเดินตามมันไป

    เสี่ยวเฟิงไม่ใช่สัตว์อสูรที่จะกระทำอันใดโดยที่ไม่มีแก่นสารที่แน่นอนและไร้ประโยชน์ ตามที่มันกระทำเช่นนี้ย่อมแปลว่าด้านหน้าที่มันโบยบินไปต้องมีอะไรสักอย่างอยู่อย่างแน่นอน

    บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มผูกเจ้าอาชาตัวสีน้ำตาลเข้มเอาไว้กับต้นไม้ต้นใหญ่ก่อนที่เขาจะพาคบเพลิงที่ถืออยู่ในมือข้างซ้ายเดินตามเจ้าเสี่ยวเฟิงที่โบยบินไปด้านหน้าไป 

    และเมื่อเดินตามไปภายในความมืดเบื้องหน้ามีเปลวเพลิงสีฟ้าเปล่งแสงสว่างทอประกายอยู่ใจกลางป่า แต่ตัวของลู่หานนั้นเห็นบางอย่างที่มันนอกจากเปลวเพลิงสีฟ้าที่กำลังเป็นประกายอยู่ข้างๆนอกจากแสงไฟจากเปลวเพลิงสีฟ้าของเจ้าเสี่ยวเฟิง 

    บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มหยุดเท้าทั้งสองข้างของตนเองก่อนจะขมวดคิ้วทั้งสองเข้าหากันด้วยความฉงนเขารู้สึกสงสัยกับสิ่งที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง ดวงตาทั้งสองข้างหรี่เล็กลงจ้องมองสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ภายในป่าเช่นนี้มันคืออันใดที่กำลังส่องแสงทอประกายอยู่ในยามราตรีเช่นนี้

    ด้านหน้ามันคือแสงสว่างไสวระยิบระยับราวกับดวงดาราที่ปรากฏอยู่บนท้องฟ้า หลังจากที่ไต่ตรองสิ่งที่น่าจะเป็นด้วยความสงสัยมาสักพักก็ยังไม่ได้คำตอบลู่หานเองก็เลยก้าวเท้าทั้งสองข้างเดินตรงไปด้านหน้าเพื่อหวังจะไขข้อกระจ่างกับเรื่องนี้ 

    เท้าทั้งสองย่างกายมุ่งตรงเข้าไปภายในความมืดพร้อมกับคบเพลิงที่กำลังส่องแสงสว่างที่อยู่ในมือ เมื่อเดินไปถึงสิ่งที่ปรากฏอยู่ด้านหน้ามันก็ทำให้ดวงตาทั้งสองข้างที่ประดับอยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลาเป็นทุนเดิมเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนกราวไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตนเองนั้นเห็น

    สิ่งที่เสี่ยวเฟิงพาตัวของเขามาพบเจอมันก็คือประตูมิติค่ายกลขนาดใหญ่ เมื่อใช้ดวงตาทั้งสองข้างมองเข้าไปด้านในมันมีรูปลักษณ์ราวกับท้องนภาอันกว้างขวางที่กำลังมีบางอย่างเปล่งแสงทอประกายระยิบระยับราวกับดวงดาราบนฟากฟ้าประดับอยู่ด้านในอย่างงดงาม 

    “ เจ้านี่มัน... ” ลู่หานอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ

    สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของเขามันคือประตูทางเข้าของเมืองหมื่นราตรี ที่เขานั้นเคยอ่านพบเจอภายในนิยายเรื่องจ้าวกระบี่สวรรค์สยบฟ้า เมืองหมื่นราตรีเป็นสถานที่ที่แม้แต่ตัวเอกของนิยายเรื่องจ้าวกระบี่สวรรค์สยบฟ้าอย่างเยี่ยหวนยังไม่เคยมีโอกาสได้ย่างกายเข้าไปเลย 

    เมืองหมื่นราตรีเป็นเมืองหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงเพราะว่ามันเป็นเมืองที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตแดนของทั้ง 9 ภพจะกล่าวได้ว่ามันเป็นเขตแดนเอกเทศก็ไม่ผิด มันถูกสร้างขึ้นมาให้อยู่กึ่งกลางของมิติทับซ้อน สำหรับผู้ที่สร้างขึ้นมาก็ไม่ได้มีบอกเอาไว้ภายในนิยายเรื่องนี้ 

    ทางนักเขียนเคยแค่หยิบยกเรื่องของเมืองหมื่นราตรีขึ้นมาให้นักอ่านได้รู้ถึงการมีอยู่ของเรื่องนี้แต่เขาก็ไม่ได้พาให้ตัวเอกอย่างเยี่ยหวนเข้าไปภายในเมือง หรือว่าบางทีเรื่องในส่วนนั้นมันอาจจะยังไม่ถูกเขียนขึ้นมาก็ได้

    แต่มีหลายสิ่งที่นักเขียนได้เขียนออกมาเกี่ยวกับเมืองหมื่นราตรีทำให้ลู่หานพอจะรู้เกี่ยวกับมันอยู่บ้าง โดยเมืองหมื่นราตรีการที่มันถูกตั้งอยู่ในมิติทับซ้อนที่ไม่ได้อยู่ในดินแดนทั้ง 9 ภพทำให้มันมีความพิเศษเป็นอย่างมาก

    โดยทางเข้าของเมืองนี้มันจะถูกสับเปลี่ยนไปทุกๆราตรี โดยแต่ละราตรีก็จะมีทางเข้าของเมืองหมื่นราตรีปรากฏอยู่ทั่วทั้ง 9 ภพแต่ขึ้นอยู่ว่ามันจะปรากฏที่ไหน เมืองหมื่นราตรีถูกหยิบยกและพูดถึงจากนักเขียนว่ามันเป็นเมืองที่งดงามลำดับต้นๆของทั้ง 9 ภพ ส่วนเหตุผลที่ชื่อว่าเมืองหมื่นราตรีเพราะว่าด้านในมันมีแค่เพียงยามราตรีเท่านั้นไม่มียามกลางวัน

    ผู้คนที่อาศัยอยู่ด้านในเมืองหมื่นราตรีก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่อาศัยอยู่มาตั้งแต่บรรพกาล แต่ก็จะมีแขกต่างเมืองเข้าไปเยี่ยมชมอยู่อย่างบ่อยครั้งเพราะว่าประตูทางเข้าที่จะปรากฏขึ้นทั่วทั้ง 9 ภพ แต่การพบเจอประตูทางเข้าเมืองหมื่นราตรีก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากเย็นแล้วมีโอกาสได้พบมันน้อยมาก 

    ด้านในมันเป็นสถานที่ๆรวมของมีค่าต่างๆเอาไว้มากมายที่จะช่วยในการเพิ่มพูนพลังวิญญาณและส่งเสริมความแข็งแกร่ง นักเขียนเคยพูดไว้ว่าเคยมีชายผู้หนึ่งที่หลุดเข้าไปภายในเมืองหมื่นราตรีแล้วกลับมาออกมาหลังจากนั้นเขาก็ได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังบ่มเพาะสูงล้ำ

    ลู่หานคิดได้ว่าเจ้าเสี่ยวเฟิงคงสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาจากประตูมิติของค่ายกลที่เป็นทางเข้าของเมืองหมื่นราตรีตรงนี้มันเลยนำพาเขามา เมื่อเทียบกันแล้วตัวของเขามีพลังบ่มเพาะทักษะต่างๆอยู่ในระดับที่เรียกว่าพึ่งก้าวเดินในเส้นทางแห่งการบ่มเพาะเท่านั้น เจ้าอินทรีเพลิงฟ้าที่เป็นสัตว์เลี้ยงคู่กายของเขาตัวนี้มันเป็นถึงสัตว์อสูรระดับราชันย์อสูรย่อมมีประสาทสัมผัสและการรับรู้พลังบ่มเพราะได้ดีกว่าเขาอย่างแน่นอน 

    ก่อนหน้านี้ลู่หานไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังบ่มเพาะที่แผ่ซ่านออกมาจากประตูทางเข้าเมืองหมื่นราตรีได้เลยสักนิด 

    เมื่อคิดแล้วก็อดนึกขอบใจเจ้าเสี่ยวเฟิงไม่ได้ไม่เช่นนั้นเขาคงพลาดขุมทรัพย์ขนาดใหญ่ไปแล้ว ลู่หานไม่ต้องคิดเลยว่าเขาควรจะเข้าไปด้านในดีหรือไม่ แม้จะไม่รู้เลยว่าด้านในเป็นเช่นไรแต่มันก็คุ้มที่จะเสี่ยงเพราะว่าเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับเขา การได้มาอยู่ในโลกแห่งนี้ต้องลองทำทุกอย่างให้ครบมันถึงจะเป็นชีวิตที่ถือว่าใช้ได้คุ้มค่าที่สุด

    “ เจ้าช่วยข้าหน่อยนะเสี่ยวเฟิง ” ลู่หานไปสั่งการอินทรีเพลิงฟ้าที่กำลังโบยบินอยู่ข้างๆ เสี่ยวเฟิงแสนรู้มันพยักหน้าขึ้นลงตอบรับผู้เป็นนายของมันไป 

    ก่อนที่ตัวลู่หานจะเริ่มเดินกลับไปทางเดิมเพื่อไปที่อาชาตัวสีน้ำตาลเข้มของตนเอง เขากระโดดขึ้นบนหลังของมันแล้วควบมันกลับไปที่หมู่บ้าน ราตรีแห่งนี้ยังอีกยาวนานแต่เขาต้องทำภารกิจให้มันจบลงเสียก่อน ถ้านำร่างของตะขาบพันปีกับไปยืนยันกับเหล่าชาวบ้านได้แล้วพวกเขาคงจะคลายความกังวลได้

    ไม่นานนักอาชาตัวสีน้ำตาลก็พาร่างของลู่หานและซากศพของเจ้าตะขาบพันปีกลับมาที่หมู่บ้านเพื่อให้ชาวบ้านดูกับตา เมื่อเห็นศพของตะขาบพันปีตัวของพวกชาวบ้านก็คลายความกังวลที่เหลืออยู่บนใบหน้าของตนเองออกจนหมด ในที่สุดเรื่องทุกอย่างมันก็จบลงสักที...

    แต่แล้วลู่หานก็ได้นำร่างของตะขาบพันปีฝากชาวบ้านเอาไว้ก่อนที่เขาจะมุ่งตรงกลับไปที่ภายในป่าโดยให้เจ้าเสี่ยวเฟิงโบยบินอยู่ด้านบนท้องนภาในยามราตรีเพื่อเป็นสัญลักษณ์นำทางให้เขากลับไปถูก

    อาชาสีน้ำตาลเข้มวิ่งตรงกลับไปโดยที่ใช้ทางเดิมอีกครั้งและเมื่อถึงที่หมายลู่หานก็โน้มกายลงมาจากหลังของอาชาสีน้ำตาลก่อนที่เขาจะผูกมันเอาไว้กับต้นไม้และเริ่มเดินเข้าไปใกล้ๆประตูทางเข้าเมืองหมื่นราตรีเพื่อหวังจะเดินเข้าไป 

    แต่เท้าทั้งสองข้างก็หยุดเตรียมใจก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมองอินทรีเพลิงฟ้าที่กำลังโบยบินอยู่บน

    “ เสี่ยวเฟิง ” ลู่หานเปล่งเสียงเรียกเจ้าเสี่ยวเฟิงที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า เจ้าก้อนเปลวเพลิงสีฟ้าพุ่งทะยานลงมาด้านล่างแล้วเกาะเข้าที่หัวไหล่ของผู้เป็นนายของมัน 

    ลู่หานยกยิ้มที่มุมปากก่อนที่เขาจะพาร่างกายของตนเองเดินเข้าไปด้านในประตูมิติที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า 

    หนึ่งบุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มมุ่งไปยังเมืองแห่งความฝัน 

    จบตอน 

     

     

    คล้ายกับเรื่องนี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ ที่คุณอ่าน