“เรียนท่านอ๋อง มีจดหมายส่งมาจากเมื่องมู่โจ่งเพคะ”
“จากผู้ใดหรือ” หลี่เทียนชื่อถามอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะจดหมายที่ไม่ได้ส่งมาจากพิราบขาวที่ทางวังพฤกษาหยกของเขาเลี้ยงดู ล้วนมาจากคนอื่นคนไกล
“จากคุณชายหลิวอี้เพคะ”
“อ่าน้องเล็กนี่เอง ทำไมถึงส่งมาจากเมืองมู่โจ่ง แล้วกันข้าลืมเื่ที่เขาเดินทางไปแคว้นมู่ได้เช่นใด” หลี่เทียนชื่อแอบบ่นกับตัวเองก่อนจะปรับสีหน้าเงียบขรึม แล้วหันกลับไปสั่งการนางกำนัล
“จงนำมันมาให้ข้า” เมื่อจดหมายจากน้องชายสุดที่รักมาถึงเขาก็รีบเปิดอ่านมันโดยทิ้งงานทั้งหมดอย่างไม่สนใจ
___________________________
ถึงพี่ใหญ่ที่หล่อน้อยกว่าข้า
ต้องขอโทษที่ระหว่างการเดินทางไปแคว้นมู่นั้น ขาไม่สะดวกที่จะติดต่อหาท่าน การเดินทางไปต่างแดนครั้งนี้นับว่าเป็ประสบการณ์ที่ดีสำหรับข้า มันเป็ดังเช่นท่านกล่าว ผู้คนมากมาย บ้านเรือนต่างแบบ วัฒนธรรมประเพณีล้วนแตกต่างกัน การเดินทางครั้งนี้ ข้าได้พี่คังคนสนิทพ่อข้าคอยดูแล จึงไม่ลำบากมากนัก อีกทั้งเขาก็พาข้าเข้าออกสำนักโคมตามเมืองต่าง ๆ ทำให้ข้าได้รู้แล้วว่าทำไมท่านถึงส่งเสริมข้าในเื่นี้นัก เวลานี้ข้านับว่าเป็ชายที่โตแล้วเช่นที่ท่านอยากให้เป็ ดังนั้นแล้วข้าขอของรางวัลจากท่านด้วย
นอกจากนี้ในครั้งที่ข้าเดินทางถึงเมืองหินผาแคว้นตี้ ข้าได้พบเจอกับแม่นางหลินชิงจ้าวผู้นั้นแล้ว แท้จริงนางเป็ศิษย์สำนักกระบี่ดวงดารา ภายใต้การดูแลของท่านอาจารย์เฟ่ยอิงเถา ข้ากับนางได้ตกลงปลงใจต่อกัน ยามเมื่อข้ากลับตระกูลหลิวจึงจะให้พ่อข้าไปสู่ขอนาง หากแต่เวลานี้ข้าติดธุระที่แคว้นมู่จึงไม่อาจกลับตระกูลหลิวอีกหลายเดือน ทำให้ข้ากลัวว่านางจะเสียใจและคิดว่าข้าลืมเลือนสัญญากับนาง ถ้าเป็ไปได้พี่ชายสุดหล่อเช่นท่านช่วยไปบอกเื่นี้กับนางได้หรือไม่ เหตุที่ข้าต้องอยู่เมืองมู่โจ่งต่อนั้น เพราะพ่อข้า้าให้ข้าเล่าเรียนวิชากับอาจารย์อาของข้ามู่หยิน ที่ตระกูลชื่อของเ้าบ้านชื่อเว่ย จึงยังไม่อาจไปไหนได้
ปล. ข้าได้สาบานร่วมโลหิตกับชื่อหวันเฉิน เป็พี่น้องเช่นท่านกับข้า เขามีอายุน้อยกว่าข้า 3 เดือน ข้านับถือเขาเป็พี่น้องเช่นเดียวกับท่าน ข้าหวังว่าท่านกับเขา จะได้รู้จักกัน แต่ท่านไม่ต้องกังวัล เพราะข้ารักท่านมากกว่า
จาก หลิวอี้ผู้ตื่นโลกแล้ว
___________________________
การได้อ่านจดหมายน้องชายหลิวอี้ผู้นี้ เสมือนหลี่เทียนชื่อได้รับยาบรรเทาความเครียดในการทำงาน ถึงข้อความจดหมายจะมีไม่มาก แต่เขาก็รับรู้ความรู้สึกที่อีกฝ่ายที่้าถ่ายทอดมาได้ชัดเจน หลี่เทียนชื่อไม่ยอมให้เสียเวลา เขาร่างจดหมายตอบกลับหลิวอี้ทันที ถึงจะไม่มีพิราบส่วนตัวไปยังตระกูลชื่อที่แคว้นมู่ เขาก็สามารถไปใช้พิราบสื่อสารสาธารณะแทนได้เช่นกัน ข้อความที่ตอบกลับไปนั้นก็เพื่อยืนยันการช่วยเหลือของเขานั่นเอง
“ต้นห้องเข้ามา” หลี่เทียนชื่อกล่าวเสียงเรียบแต่กังวานสมสถานะอ๋องแห่งแคว้น
“เ้าจงส่งสารฉบับนี้ไปแคว้นมู่ เมืองมู่โจ่ง ตระกูลชื่อของเ้าบ้านชื่อเว่ย ให้คุณชายหลิวอี้ นอกจากนี้จงส่งสารไปบอกท่านอาจารย์หยางจงเื่ข้า้าไปงานปิดผนึกสุสานอดีตเ้าสำนักกระบี่ดวงดารา อ่ออีกเื่ไปบอกองค์ฮ่องเต้ด้วยว่า ครั้งนี้ข้าจะไปเป็การส่วนตัว ไม่ต้องส่งคนคุ้มกันมา ข้ามีอาจารย์หยางจงแล้ว”
“พะยะค่ะ” จากนั้นต้นห้องก็วิ่งออกไปราวสายลม
จดหมายจากหลิวอี้ที่ขอให้เขาไปสำนักกระบี่ดวงดาราในครั้งนี้ เป็เหมือนตั๋วอู้งานบ้านงานเมืองดี ๆ นี่เอง หากจะออกไปเที่ยวเล่นเช่นก่อน ก็รู้สึกผิดกับตำแหน่งที่ตนเป็อยู่ ส่วนงานในฐานะอ๋องนั้นก็เยอะวุ่นวายจนเขาแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ในเมื่อมีโอกาสเดินทางไกลเป็เดือนเช่นนี้หลี่เทียนชื่อมีหรือจะไม่คว้าเอาไว้ อีกทั้งสำนักกระบี่ดวงดารายังมีพี่สาวคนสำคัญของเขาอยู่อีกคน ถึงทั้งสองจะไม่ได้พบกันหลายปีแล้ว แต่ก็นับว่าเป็ญาติที่สนิทชิดเชื้อของเขาอีกคนที่เหลือ ดังนั้นแล้วการได้เดินทางไปสำนักกระบี่ดวงดาราในครั้งนี้จึงเหมือนยิงศรครั้งเดียวได้วิหก 3 ตัว
การเดินทางจากเมืองหลวงจินหลง มายังสำนักกระบี่ดวงดารานั้นต้องใช้เวลาเดินทางถึงครึ่งเดือน โดยสำนักกระบี่ดวงดารากับสำนักดาบคู่กระบี่หยินหยางนั้นเป็ดังสำนักพี่สำนักน้องกัน ซึ่งเกิดจากผู้ก่อตั้งของทั้งสองสำนักเป็พี่น้องกันนั่นเอง หลี่เทียนชื่อและหยางจงเดินทางมาถึงก่อนงานพิธี 1 วันหากแต่ด้วยพิธีการต่าง ๆ ของสำนักกระบี่ดวงดารานั้นมากนัก เขาจึงไม่สามารถพบเจอพี่สาวของเขาได้ จนเวลาล่วงผ่านจบพิธีผนึกสุสานอดีตเ้าสำนัก หลี่เทียนชื่อและพี่สาวของเขาจึงมีเวลามาพบกัน
“ไม่พบกัน 5 ปี เ้าโตใหญ่เป็หนุ่มหล่อเหลาแล้วหรือนี่ ดูท่าข้าจะเอาไปโม้ให้สาว ๆ ในสำนักข้าฟังได้ไม่น้อย”
“โธ่…พี่เซียง ท่านอย่าเอาข้าไปขายเลย ท่านสบายดีหรือไม่” หลี่เทียนชื่อถามเตียวเซียงอย่างกันเอง
“แน่นอนข้าสบายดี ว่าแต่เ้าเถอะ่นี้เป็ไงบ้าง เหนื่อยไหมกับการเป็อ๋อง”
“อย่าพูดเลย ท่านก็รู้นิสัยข้า หากข้าเลือกได้ข้าขอเป็คนธรรมดาจะดีกว่า ข้าเลือกทางเดินตัวเองได้ที่ไหน เอาเถอะเราอย่ามาพูดคุยเื่เครียดของข้าเลย ว่าแต่ท่านเถอะปราณอยู่ระดับใดแล้ว” จากนั้นทั้ง 2 พี่น้องก็พูดคุยกันเื่ทั่วไป หลี่เทียนชื่อนั้นก็ได้เล่าเื่่ท่องเที่ยวอยู่บ้าง แต่สาระหลักกลับวกวนมาเื่การงานของเขาค่อนข้างเยอะ เพราะแท้จริงแล้วเขาแค่อยากหาที่ระบายความในใจ เตียวเซียงผู้เป็พี่สาวก็เป็ผู้ฟังที่ดี กว่าหลี่เทียนชื่อจะรู้ตัวก็ล่วงเลยเวลาไปกว่าชั่วยาม
“เฮ้อ 5 ปีนี้เ้าได้พบเจออะไรหลายอย่างเสียจริง ว่าแต่อ๋องเช่นเ้ามายังสำนักข้าเพื่อร่วมพิธีเช่นนี้ดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไร ถ้าจะมาเพียงเพื่อหาข้าก็ยังดูไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม บอกข้ามาเถอะว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงเ้าคืออะไร”
“ท่านนี่สมเป็พี่สาวข้าจริง ๆ ดูข้าออกหมดทุกเื่ ข้าก็แค่หาข้ออ้างหนีงานมานั่นละ หากแต่ข้ารับปากใครบางคนไว้ ว่าจะมาจัดการธุระให้เขาที่นี่”
“โห… ใครกันสามารถใช้งานอ๋องหลี่ผู้นี้ได้ ช่างไม่ธรรมดาเสียจริง”
“ว่าแต่ท่านพอจะรู้จักศิษย์หญิงผู้นี้หรือไม่ นางชื่อ หลินชิงจ้าว”
“เ้าถามหาชิงเอ๋อทำไมหรือ”
“ท่านคงรู้จักนางสินะ ท่านพอจะพานางมาพบข้าได้หรือไม่ พอดีข้ามีเื่ที่ต้องบอกกล่าวกับนาง”
“แน่นอนว่าข้ารู้จักนางดี เพราะข้ากับน้องคือศิษย์ในปกครองอาจารย์เดียวกัน แต่เ้าอย่าหวังเลย นางมีชายในดวงใจแล้ว”
“โธ่ พี่เซียง เื่นั้นข้าทราบดี ก็คนที่ใช้ข้ามาคุยก็ชายในดวงใจของนางนั่นละ”
“หืม เ้ากับหลิวอี้เป็อะไรกัน”
“เขาเป็น้องชายสุดที่รักของข้า ดังนั้นข้าจึงต้องมาเป็ธุระให้เขา”
“เ้าจะมาสู่ขอนางแท่นท่านหลินฟงหรือ”
“ถึงศักดิ์ฐานะข้าจะสูง แต่วัยวุฒิข้าน้อยนัก มันจะเป็เื่นี้ได้เช่นใด พอดีน้องชายข้ามีเื่บางอย่างฝากมาบอกกับนาง ท่านช่วยเชิญนางมาพบข้าได้หรือไม่”
“นางลงเขาไปกับศิษย์คนอื่น คงอีกราว 1 ชั่วยาม ถึงจะกลับมา ว่าแต่เ้าฝากข้าไปบอกนางก็ได้นะ”
“ข้าจะบอกนางเอง ข้าก็อยากพบหน้าว่าที่น้องสะใภ้ด้วย”
“ก็ได้ เช่นนั้นอีกชั่วยามเ้าไปรอพวกข้าที่ผาดอกท้อ มันอยู่ทางตะวันออกจากซุ้มประตูใหญ่ของสำนัก”
หลังจากนั้นหลี่เทียนชื่อและเตียวเซียงจึงพากันแยกย้ายไปเพื่อรอเวลานัดพบ หากแต่หลี่เทียนชื่อจำต้องบอกกล่าวกับหยางจงเสียก่อน การที่เขาไปไหนมาไหนเพียงลำพังโดยไม่บอกกล่าวกับอาจารย์ หากภายหลังเื่เหล่านี้ทราบถึงพระกรรณองค์ฮ่องเต้ผู้ซึ่งเป็ลุงของเขาแล้ว ภายภาคหน้าเขาคงออกจากวังของเขาได้ยากกว่าเดิม เมื่อใกล้เวลานัดหมายหลี่เทียนชื่อจึงออกจากที่พักเดินทางไปยังผาดอกท้อทันที
ผาดอกท้อแห่งนี้นับว่าสมชื่อยิ่งนัก หลี่เทียนชื่อเดินตามถนนที่สร้างจากกรวดแม่น้ำสีขาว ลัดเลาะผ่านต้นไม้ที่ผลิดอกสีชมพูอมแดงส่งกลิ่นหอม ไม่นานจึงมาถึงลานหินที่กว้างใหญ่สุดขอบผาสูง ลานหินแห่งนี้สามารถชมทิวทัศน์ของูเาลูกอื่นที่สลับซับซ้อนไปมา บนลานกว้างนี้ปรากฏศาลาเก๋งจีน 6 เสา กับต้นดอกท้อที่ประดับอยู่อีก 2 ถึง 3 ต้นพอให้ดูร่มเรื่อน หลี่เทียนชื่อเดินตรงไปยังศาลา หมายรอคอยเวลานัดพบที่ใกล้เข้ามา
“หอมกลิ่นหอมบุปผาสวยสดใส
กลีบพลิ้วไหวยามต้องสายลมหวน
เสียงกระเพื่อมกิ่งก้านดังกระพรวน
แขกที่กวนใคร่ขอให้ออกมา...” ทันทีที่หลี่เทียนชื่อร่ายลำนำจบบท ไม่นานก็ปรากฏกลุ่มคนชุดดำออกมาจากป่าท้อถึง 5 คน
“ดูถ้าอ๋องเช่นท่านจะไม่ใช่ผู้อยู่ระดับพิภพขั้นสุดยอดอย่างที่ข่าวสารบอก แต่ต่อให้ท่านที่อยู่ระดับภูผาซึ่งสามารถจับััพวกข้าได้แล้วก็ตาม มันก็ไม่ช่วยให้อะไรเปลี่ยนแปลง ท่านคงยากที่จะมีชีวิตกลับไปถึงวังพฤกษาหยกของท่าน” ชายคนหนึ่งในกลุ่มกล่าวออกมา และดูเหมือนว่าเขาจะเป็หัวหน้าของกองกำลังมือสังหารกลุ่มนี้
“พวกท่านคงเข้าใจข้าผิดแล้ว หากที่ข้ารู้ตัวว่าพวกท่านแอบในป่าท้อ ก็เพราะกลิ่นตัวพวกท่าน ใครที่ไหนใช้ให้พวกท่านไม่รู้จักอาบน้ำอาบท่าก่อนออกทำภารกิจกัน หากไม่ใช่เพราะสายลมจากขุนเขาหวนกลับมา กลิ่นเหม็นเน่าของพวกท่านมันคงลอยมาไม่ถึงข้า”
“ปากดียิ่งนัก คงถือว่าตนเป็อ๋อง หากจะโทษที่ต้องตายก็จงโทษที่ปากเ้าไม่ดี” ชายคนเดิมพูดออกมา พร้อมส่งสัญญาณมือ ให้ลูกน้องคนหนึ่งออกไปจัดการ
หากแต่เวลานี้หลี่เทียนชื่อหลงลืมพกดาบประจำตัวมาด้วย เพราะมัวแต่คิดว่าจะได้พบเจอว่าที่ฮูหยินแสนสวยของน้องชาย อีกทั้งไม่คาดคิดว่ากลุ่มมือสังหารกล้ามากที่บุกรุกเข้ามาในเขตสำนักกระบี่ดวงดารา หลี่เทียนชื่อได้แต่ถอนหายใจให้กับความสะเพร่าของตัวเอง ทั้งที่เื่เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ เขามองหันซ้ายหันขวาจึงเด็ดกิ่งท้อก้านเล็กยาวเพียง 12 ชุ่น มาถือต่างอาวุธ หากเทียบกับคมดาบที่กำลังฟาดฟันมาใส่เขาเวลานี้ มันช่างเป็ภาพที่เห็นถึงความแตกต่าง หากแต่จุดประสงค์ของทั้ง 2 ฝ่ายชัดเจน คนหนึ่งหมายฆ่าสังหาร ส่วนอีีกคนหมายปลดอาวุธ ใช่แล้วหลี่เทียนชื่อเขา้าดาบใช้ต่อสู้ เขาคงไม่โง่พอเอากิ่งไม้เล็กเท่านี้ไปฟาดฟันใส่ชายชุดดำ หากแต่เป้าหมายของเขาคือดาบในมืออีกฝ่าย หลี่เทียนชื่อหลบฉากด้วยวิชาตัวเบาแสงดาวตก พร้อมกับฟาดกิ่งท้อใส่ข้อมือชายชุดดำที่ถือดาบเหล็ก เป็ไปตามคาด ดาบของอีกฝ่ายกระเด็นหลุดออกจากมือ หลี่เทียนชื่อไม่ปล่อยให้พลาดโอกาส เขารีบคว้าจับดาบมั่นแล้วตวัดคมเข้าใส่อีกฝ่ายที่กำลังใทันที แน่นอนว่าชายชุดดำคนแรกได้ตายในดาบเดียว สร้างความตื่นตะลึงแก่เหล่าชายชุดดำ หากแต่ว่าพวกเขาเ่าั้คิดว่า หลี่เทียนชื่อบังเอิญหลบได้และเพื่อนของพวกเขาประมาทเด็กน้อยเช่นอ๋องผู้นี้เกินไป
“เ้า 2 คนออกไปจัดการ” ชายผู้เป็หัวหน้าเห็นว่า 1 คน อาจจะยากเกินไปเพื่อความไม่ประมาท จึงสั่งให้ลูกน้องของเขาออกไปจัดการทีเดียว 2 คนพร้อมกัน
หากแต่ทุกครั้งที่ ที่พวกเขาฟาดฟันเข้าใส่อ๋องผู้นี้ มันกับถูกตั้งรับได้ด้วยดาบในมืออีกฝ่าย ไม่ว่าทั้ง 2 คนจะรุกเพียงใด อ๋องหลี่ผู้นี้ก็คล้ายจะรับการโจมตีของพวกเขาได้ทุกครั้งไป ยิ่งนานเข้าเหงื่อกายของทั้ง 2 ยิ่งหลั่งไหล พวกเขาเริ่มรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ ใช่แล้วความรู้สึกของพวกเขากำลังบอกว่า อ๋องผู้นี้กำลังเล่นอยู่กับพวกเขาโดยยังไม่เอาจริง มันจึงทำให้พวกเขาทั้ง 2 บังเกิดความกลัวขึ้นมาในใจ
ใน่เวลานี้เองเตียวเซียงและหลินชิวจ้าวได้เข้ามาในรัศมีของเสียงการต่อสู้ ด้วยสติปัญญาของเตียวเซียงก็สามารถทราบได้ทันทีว่า น้องชายตนเองกำลังเกิดเื่ร้ายแรง นางจึงวิ่งด้วยวิชาตัวเบาหมายจะไปช่วยเหลือผู้น้องของนาง หลินชิงจ้าวถึงจะไม่รู้เื่ดีนัก หากเมื่อเห็นอาการศิษย์พี่ของตนดูรีบร้อนผิดแปลกไป จึงมั่นใจในบางส่วนว่าที่ผาดอกท้อคงเกิดเื่ไม่ดีเป็แน่ เมื่อพวกนางมาถึงภาพของกลุ่มชายชุดดำกำลังรุมโจมตีใส่อีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ ก็สร้างความเดือดดานต่อเตียวเซียงอย่างมาก นางหมายจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ก็ติดว่ายังมีชายชุดดำอีก 2 คนขวางทางพวกนางอยู่
“แม่นางทั้ง 2 พวกเ้าคงเป็ศิษย์สำนักกระบี่แห่งนี้ หากไม่อยากตายก็จงอยู่นิ่งเฉยเสีย”
“พวกเ้าบังอาจนักเข้ามาก่อความวุ่ยวายในเขตสำนักกระบี่ฯ” หลินชิงจ้าวะโออกมา หากแต่เวลานี้เตียวเซียงเอาแต่จดจ่อกับการต่อสู้ของน้องชาย
“จงรักชีวิตตัวเองเสีย อย่าเอาคุณธรรมมาใช้เพื่อผู้อื่นที่ไม่รู้จักเช่นนี้ ไม่แล้วชีวิตของพวกเ้าจะสั้น”
“หุบปากเหม็น ๆ ของเ้าไป ข้าหรือมีคุณธรรม หากแต่คนที่เ้าหมายชีวิตอยู่ผู้นั้น เขาคือน้องชายคนเดียวของข้า…”
เตียวเซียงวาดกระบี่เข้าใส่อีกฝ่ายทันที เวลานี้นางอยู่ระดับภูผาขั้นสูงและใกล้ถึงขั้นสุดยอดเต็มที ดังนั้นแล้วปราณของนางจึงนับว่าสูงในหมู่ผู้มีอายุเทียบเท่ากัน ถึงอย่างนั้นนางก็เป็เพียงหญิงสาวอายุ 18 ไหนเลยจะสามารถต่อสู้กับชายวัยกลางคนมากประสบการณ์และระดับพลัง เตีียวเซียงเพียงสามารถรั้งไม่ให้อีกฝ่ายเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มที่กำลังต่อสู้กับน้องชายได้เท่านั้น และนางหวังเล็ก ๆ ว่า ศิษย์สำนักที่ลาดตะเวนจะมาพบเห็นแล้วเข้ามาช่วยเหลือพวกนางกับน้องชายได้ทันเวลา
ทางด้านหลินชิงจ้าวนั้นนางไม่มีประสบการณ์ต่อสู้จริงเลยสักครั้ง หากแต่เมื่ออยู่ในสำนักเคยแค่ประลองฝึกฝนวิชาของสำนักเพื่อให้เคยชิน มันจึงเป็การยากที่นางจะรับมือชายชุดดำอีกคน แต่ถึงอย่างนั้นเตียวเซียงที่ต้องรับมือหัวหน้ามือสังหารและยังต้องค่อยช่วยเหลือหลินชิงจ้าวไปด้วย นางจึงเริ่มเหนื่อยล้าและพลาดท่าถูกคมดาบของอีกฝ่ายจนาเ็ที่แขน
“ศิษย์พี่!” หลินชินจ้าวร้องออกมาด้วยความใ
“อย่าหันมา จับตาศัตรูไว้ ข้าไม่เป็อะไรมาก” แต่เหมือนว่าคำเตือนของเตียวเซียงจะช้าไป ยามเมื่อหลินชิงจ้าวละสายตา ชายชุดดำก็แทงดาบใส่ท้องของนางไปแล้ว
“ชิงเอ๋อ!…”
เตียวเซียงแทบจะร้องะโออกมา เพราะรางบางของศิษย์น้องนั้นเวลานี้กำลังยื่นนิ่งแข็งค้าง โดยมีดาบของมีฝ่ายเสียบคาอยู่ สำหรับหลินชิงจ้าวแล้วนั้น ั้แ่เกิดมานางถูกเลี้ยงดูโดยอาจารย์ทั้งหลายในสำนักราวไข่ในหิน นางแทบไม่เคยเจ็บเคยป่วยแต่อย่างใด เวลานี้ท้องของนางกับถูกคมดาบเสียบอยู่ ความรู้สึกเ็ปกึงชาที่ท้องของนางเวลานี้ ทำให้สติของนางมึนงงอย่างมาก แต่เมื่อคมดาบของชายชุดดำถูกกระชากออกจากท้อง ความแสบร้อนก็บังเกิดขึ้นมาพร้อมกับโลหิตสายหนึ่งไหลออกมา หลินชิงจ้าวเกิดความกลัวขึ้นมาในหัวใจครั้งแรก นางไม่เคยคิดเลยว่านางจะต้องตกตายเช่นนี้เพราะความอ่อนประสบการณ์ หากนางตั้งใจขยันฝึกซ้อมเช่นศิษย์ผู้อื่น นางคงไม่โง่จนโดนอีกฝ่ายเอาดาบเสียบท้องเช่นนี้ได้ นางได้แต่ยิ้มให้กับความอ่อนแอของตัวเอง หากแต่นางก็ยังไม่อยากตาย ภาพความทรงจำของชายหนุ่มที่นางหลงรักผุดขึ้นมาอีกครั้ง
“หากข้ายังสามารถมีชีวิต่อไปได้ ข้าจะไม่ทำตัวประมาทในการใช้ชีวิตเช่นนี้อีก” หลินชิงจ้าวพูดกับตัวเอง พร้อมร่างที่ทรุดลง
“ชิงเอ๋อเ้าอดทนไว้ก่อน” เตียวเซียงพยายามร้องเรียกให้ศิษย์น้องของนางได้สติ หากแต่คู่ต่อสู้ของนางมีฝีมือสูงส่งกว่านางมากนัก เตียวเซียงที่สูญเสียกำลังใจจากภาพของศิษย์น้องคนสนิท ไหนเลยจะรั้งคมดาบอีกฝ่ายได้เช่นเดิม นางจึงถูกหัวหน้ามือสังหารฟาดดาบใส่จุดตาย โชคดีที่นางเสียหลักจากเศษหิน คอระหงของนางจึงรอดพ้นจากคมดาบไปได้ ถึงแบบนั้นใบหน้าของนางก็าเ็สาหัสเข้าขั้นเสียโฉมจนถึงดวงตาที่บอดสนิทจากคมดาบที่เฉือนผ่าน นางเคยต่อสู้และาเ็มามาก หากแต่การเ็ปในวันนี้คือที่สุด นางจำต้องกรีดร้องออกมาเพื่อหวังระบายความเ็ปของนาง ยังดีที่ชายชุดดำทั้งสองไม่ลงมือกับพวกนางต่อ
“ข้านั้นไม่ได้หวังในชีวิตเ้าแต่แรก ในเมื่อเ้าโชคดีรอดตาย ข้าก็จะไว้ชีวิตพวกเ้า เป็พวกเ้าเลือกที่ลงมือกับพวกข้าเอง ดังนั้นแล้ว เหล่านี้คือผลของพวกเ้าที่ต้องแบกรับ” ยามนี้ เตียวเซียงเ็ปเกินกว่าที่จะรับฟังอีกฝ่าย อีกทั้งไฟในการต่อสู้ของนางนั้นถูกดับสนิท ความหดหู่ท้อแท้บังเกิดขึ้นในใจ จนกระบี่ในมือของนางหลุดออกจากมือพร้อมกับร่างที่ทรุดหมดแรงลงไปอีกคน
แต่ใน่เวลานี้เอง หัวหน้าชายชุดดำและลูกน้องอีกคน รู้สึกถึงจิตมุ่งร้ายหมายสังหาร ถึงจะรู้ตัวแต่ก็ช้าเกินไป ร่างของพวกเขาได้ขาดแยกจากกัน ก่อนจะทรุดลงกองกับพื้น ยามเมื่อสายตาของพวกเขาเหลือบไปเห็นต้นกำเนิดพลังนั่น ก็พบเพียงอ๋องน้องแคว้นผู้เดียวที่ยืนอยู่โดยมีรัศมีออร่าสีเหลืองทองห่อหุ้มร่างกาย
“ระ ระดับนภา!…”
เมื่อพูดจบเขาก็ตายลงทันที เวลานี้ร่างของเหล่าชายชุดดำได้ตกตายด้วยฝีมือของหลี่เทียนชื่อหมดแล้ว หากแต่ความรู้สึกโกรธแค้นที่ปะทุอยู่นั้นหาใช่จากความโกรธแค้นต่อศัตรู หากแต่เกิดจากความโกรธแค้นต่อตัวเอง ที่มัวแต่เล่นสนุกจนหลงลืมไปว่าถึงเวลานัดหมายพี่สาวกับว่าที่น้องสะใภ้ อีกทั้งเพราะตัวเขาที่มัวแต่เล่นสนุก จนต้องทำให้ทั้งสองสาวาเ็ทั้งกายและจิตใจ ไหนเลยเขาจะรู้สึกปลอดโปร่งอยู่ได้
หลี่เทียนชื่อรีบเข้าไปหาหญิงสาวทั้งสอง พร้อมป้อนเม็ดลูกอมผลไม้ที่เคยได้รับมาจากหลิวอี้ใส่ปากคนทั้งสองทันที หากยังหายใจ ชีพจรยังเต้น หรือ สติยังคงอยู่ แค่อย่างใดอย่างหนึ่งนี้ คนที่กินลูกผลไม้เข้าไปก็จะกลับมาเป็เช่นดังเดิม เมื่อแสงออร่าสีขาววูบดับจากร่างหญิงสาวทั้งสอง ร่างกายที่าเ็เจียนตาย หรือยากที่จะรักษาแค่ไหน ทุกอย่างกลับหายสนิทราวเื่ก่อนหน้าเป็เพียงแค่ฝัน อีกทั้งลูกอมผลไม้นี้นอกจะรักษาาแต่าง ๆ แล้วมันยังฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ที่กินมันไปด้วย ดังนั้นแล้วหลินชิงจ้าวและเตียวเซียงที่าเ็ทั้งกายและใจก็หายดีทันที แต่พวกนางไม่มีทางลืมเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวเองแน่นอน
“พี่เซียงท่านเป็เช่นใดบ้าง” หลี่เทียนชื่อถามอีกฝ่ายเพื่อให้แน่ใจว่าการรักษาสมบูรณ์หรือไม่
“เฮ้อ ข้านึกว่าชาตินี้ ข้าจะต้องกลายเป็ยายแก่ตาบอดหน้าตาน่าเกลียดถูกทิ้งไว้หลังเขาเสียแล้ว” เตียวเซียงถึงจะไม่รู้ว่าน้องชายของตนใช้อะไรรักษา ที่มีพลังราวกับปาฏิหาริย์เช่นนี้ แต่นางก็เลือกที่จะไม่ถามอีกฝ่าย
“ถ้าท่านพูดได้เช่นนี้คงไม่มีอะไรต้องเป็ห่วง พี่เซียงเื่ทั้งหมดข้าต้องขอโทษท่านด้วย อีกทั้งข้าต้องขอโทษแม่นางหลิน ที่ทำให้เ้าต้องมาพบเจอเื่เลวร้ายเช่นนี้”
“ข้าไม่เป็ไร ท่านคือพี่อ๋องหลี่ใช่หรือไม่ ขอบคุณท่านมากที่รักษาให้ข้า” หลินชิงจ้านั้นนางประหม่าอย่างมากกับตัวตนตำแหน่งของหลี่เทียนชื่อ
“อะไรกันเ้าคือว่าที่น้องสะใภ้ข้านะ ทำไมข้าจะไม่ดูแลเ้า แต่อย่าเรียกข้าอ๋องเลย เรียกพี่เทียนเช่นน้องอี้เรียกข้าก็ได้ แต่ว่าตอนนี้พวกเราไปหาที่สงบก่อนดีกว่า ข้ายังต้องบอกเื่ที่น้องอี้ฝากมาจัดการ ก่อนที่ข้าจะไปรายงานอาจารย์เื่พวกนี้” หลี่เทียนชื่อรีบบอกสองสาว เพราะรอบตัวที่พวกเขานั่งคุยกันอยู่นั้นมีแต่ซากศพของเหล่าชายชุดดำ
หลี่เทียนชื่อบอกกล่าวข้อความตามที่หลิวอี้บอกมาให้หญิงสาวรับรู้ การที่หลิวอี้ไม่ส่งจดหมายมาบอกกล่าวกับหลินชิงจ้าวนั้น ก็เพราะเื่ความน่าเชื่อถือ หากให้พี่ชายเช่นหลี่เทียนชื่อที่มีศักดิ์สถานะสูงส่งมาเป็คนพูด อย่างน้อยภาษีในสารที่้าสื่อก็นับว่าน่าเชื่อถือกว่ามาก เพราะจะได้ไม่ดูเป็การแก้ตัวเกินไป ในจุดนี้เองหลี่เทียนชื่อเข้าใจดี เขาจึงต้องเดินทางมาสำนักกระบี่ดวงดาราด้วยตัวเองเพื่อช่วยน้องชาย นอกจากบอกกล่าวสารต่อหลินชิวจ้าวแล้ว หลี่เทียนชื่อจำต้องนัดแนะให้สองสาวเป็พยานในเื่โป้ปดที่เขาจำต้องแต่งขึ้นมาใหม่อีกด้วย อย่างไรเสียเื่ระดับพลังแท้จริงของเขาเวลานี้ ควรจะเก็บเป็ความลับไปก่อน ดังนั้นแล้วการรายงานการต่อสู้ของทั้ง 3 คนจึงดูยากที่จะเชื่อว่าพวกเขาจะโชคดีเอาชนะมาได้ เพราะการช่วยเหลือกันของทั้ง 3 คน แต่ด้วยโอสถวิเศษบางอย่างทำให้พวกเขาทั้ง 3 มีความเป็ต่อนั่นเอง และนี่คือรายงานที่ทั้ง 3 คนบอกต่อเหล่าผู้าุโคนอื่น ๆ
โปรดติดตามตอนต่อไป…