“พี่สาว ท่านพ่อซื้อเครื่องประทินผิวป้องกันแสงแดดให้กับท่าน”
ฮั่วเจินจูวางตำราลงบนโต๊ะ รับของที่น้องสาวยื่นมาให้ “อย่าบอกนะว่าท่านพ่อนำเงินที่ยืมจากอันธพาลเ่าั้ไปซื้อสิ่งนี้”
“ข้าไม่แน่ใจ แต่คิดว่าน่าจะใช่”
“ตอนนี้ครอบครัวของพวกเรากำลังตกที่นั่งลำบาก นำมันไปขายแลกเงินมาประทังชีวิตดีกว่า”
ฮั่วเจินจูมองเื่ปากท้องสำคัญกว่าความงาม สิ่งที่พวกตนกำลังเผชิญไม่ใช่เื่ล้อเล่น ความอดอยากใกล้จะเข้ามาเยือนอยู่รอมร่อ ไม่รู้ว่าครอบครัวจะผ่านด่านสุดโหดของท่านปู่ไปได้อย่างไร
“พี่สาวอย่าทำลายน้ำใจท่านพ่อ เื่เงินพวกเราสามารถหาทีหลังได้ ความหวังดีของบุพการีมิควรมองข้าม”
“หมดสติไปหนนี้ เ้าฟื้นขึ้นมาดูเป็ผู้ใหญ่มากกว่าข้าเสียอีก”
ฮั่วเจินจูสบตาใสแจ๋วราวกับลูกแมวน้อย รู้สึกว่าน้องสาวรู้ความขึ้นมาก จนคล้ายกับผู้ใหญ่
“ท่านเคยได้ยินหรือไม่ว่า ความลำบากจะสร้างคนให้แข็งแกร่งขึ้น ข้าคือหนึ่งในรุ่นหลานสกุลฮั่ว จะมัวแต่เป็คนอ่อนแอและขี้ขลาดได้อย่างไร
พี่น้องคนอื่นต่างฝึกฝนฝีมือเตรียมพร้อมเข้าร่วมกองทัพ ผิดกับบ้านสามที่ไม่เป็โล้เป็พาย จนต้องถูกเนรเทศมาอยู่ในชนบทเพื่อลิ้มลองความยากลำบาก ยามนี้ข้ารู้ซึ้งแล้วว่าความลำบากเป็เช่นไร”
ฮั่วิจูกอดอก เชิดหน้าที่พยายามปั้นแต่งให้จริงจัง ทว่ามันกลับน่ามันเขี้ยวในสายตาของผู้พบเห็น
“เพียงเท่านี้บอกว่าลำบากแล้วหรือ ความลำบากที่แท้จริงรอพวกเ้าอยู่ในอนาคตต่างหาก”
หวังซื่อขบขันบุตรสาวที่พยายามทำท่าทางโตเกินวัย เงินร้อยตำลึงที่ได้รับมา ยังพอเหลือประทังชีวิตอยู่เล็กน้อยเท่านั้น เมื่อใดที่เงินในมือหมดลง เมื่อนั้นถึงคราลิ้มรสความยากลำบากอย่างแท้จริง
ในเมื่อแต่งงานเข้าสกุลฮั่วแล้ว หวังซื่อต้องเคารพกฎของสกุลฮั่ว ก่อนจะออกเดินทาง คนจากบ้านเดิมพยายามลักลอบนำทรัพย์สินมามอบให้ แต่ถูกนางปฏิเสธไปจนหมด เพราะนาง้าดัดสันดานของสามีเช่นเดียวกับที่เหลียงอ๋องทำ
“ข้าจะไปทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัวของพวกเรา”
ฮั่วิจูะโกระย่องกระแย่ง ในสายตาของหวังซื่อและฮั่วเจินจู กลับเห็นว่าเป็เื่ขบขันที่เด็กน้อยคนหนึ่งจะหาเลี้ยงครอบครัว ทั้งที่ฮั่วิจูพูดจริงจัง
“เ้าพักรักษาตัวให้หายดีก่อนเถิด อย่าเพิ่งออกไปตากแดด”
สายตากดดันของมารดา ทำให้ฮั่วิจูเดินกลับเข้าไปในห้องอย่างว่าง่าย
“เ้าเช่นเดียวกัน กลับเข้าไปอ่านตำราในบ้าน ถ้าไม่จำเป็อย่าได้ออกมาตากแดด” แดดของหมู่บ้านประมงร้อนแรง กลัวว่าบุตรสาวจะเป็ลมแดดจึงให้กลับไปอยู่แต่ในบ้าน
บุตรสาวทั้งสองเดินกลับเข้าไปในบ้าน หวังซื่อจึงมุ่งไปยังห้องครัวเพื่อช่วยแม่นมเจียงทำงาน บ้านดินที่พวกตนมาอยู่อาศัยมีทั้งหมดสี่ห้องนอน หนึ่งห้องโถง และหนึ่งห้องครัว
สภาพความเป็อยู่ในตอนนี้ หวังซื่อเชื่อว่า แม้แต่บ่าวรับใช้ในจวนสกุลฮั่วยังมีชีวิตที่สบายกว่าหลายเท่า สตรีที่ถูกประคบประหงมมาั้แ่เกิดอย่างนาง กลับใช้ชีวิตอัตคัดได้โดยไม่ปริปากบ่น
“ฮูหยินกลับออกไปเถิดเ้าค่ะ งานพวกนี้ปล่อยให้บ่าวทำคนเดียวพอ” แม่นมเจียงรีบเข้ามาห้ามคนที่กำลังเตรียมแป้งเพื่อทำหมั่นโถว
“แม่นมจะทำคนเดียวไหวได้อย่างไร อยู่ที่นี่ถ้าเกิดไม่ช่วยเหลือกัน แม่นมคงล้มป่วยลงเพราะทำงานหนัก”
หลังจากยอมรับสภาพได้ หวังซื่อก็หัดเรียนรู้งานบ้าน หนึ่งอาทิตย์ที่นางเรียนรู้งานจากแม่นมเจียง จึงค้นพบว่ามันไม่ได้ยากเย็นมากนัก
แม่นมเจียงติดตามนางมาั้แ่อยู่บ้านเดิม ถ้านางปล่อยให้หญิงวัยกลางคนแบกรับงานบ้านพวกนี้เพียงคนเดียว จิตใจก็คงด้านชาจนเกินไป
“สองมือของฮูหยินถลอกหมดแล้ว” แม่นมเจียงเ็ปใจกับสิ่งที่เห็น คุณหนูที่นางติดตามมาั้แ่ยังเยาว์ต้องมาตกระกำลำบาก ทำงานหยาบๆ เหมือนกับพวกบ่าว ใครไม่ปวดใจแต่นางปวดใจ
“ข้าบอกท่านั้แ่วันที่มาถึงแล้วมิใช่หรือ ความลำบากทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ข้าเลือกเอง โอดครวญไปก็ไร้ผล”
เลือกเส้นทางนี้แล้ว หวังซื่อจะไม่ร้องขอให้ผู้ใดเห็นใจ ความลำบากที่เพิ่งเคยเผชิญ ยังไม่ทรมานเท่ากับความทุกข์ใจที่สามีมอบมันให้แก่นาง
แม่นมเจียงรู้ดีว่าคงห้ามไม่ได้เหมือนดังเช่นเคย จึงคอยกระตือรือร้นหยิบจับงานอย่างคล่องแคล่วและว่องไว เพื่อลดภาระงานที่ฮูหยินสามจะต้องทำ
ฮั่วิจูนั่งมองมารดาทำงานผ่านหน้าต่าง แววตาเต็มไปด้วยความสงสาร “ท่านแม่คนงามต้องมาลำบากเพราะความเอาแต่ใจของข้า”
ถ้าวันนั้นนางไม่ดึงดันจะเดินทางมาทนความลำบากพร้อมบิดา ท่านแม่คงอยู่สุขสบายที่จวน ไม่ต้องมาทำงานหนักเหมือนทุกวันนี้
หลุบตามองกระต่ายที่นอนอยู่บนตัก ไม่ว่าจะถามอะไรออกไป กระต่ายตัวนี้ก็ไม่ตอบกลับมา
“กระต่ายใบ้” ก้มลงกระซิบข้างหูกระต่ายขนปุยสีขาวดุจหิมะ
[นายท่านโปรดเรียกข้าว่าเถียนเถียน ข้าหาใช่กระต่ายใบ้ เพียงแต่ตอนนี้อยู่ใน่จำศีล จึงไม่ได้ตอบคำถามของนายท่าน]
กระต่ายน้อยเถียนเถียนตอบกลับ จากนั้นก็จำศีลต่อ
“ชื่อของเ้าคือเถียนเถียน” ฉงนในชื่อของสัตว์เทพ มิน่าเชื่อว่าจะมีสัตว์เทพนามว่าเถียนเถียน น่ารักมิใช่หยอก ยกมือลูบขนสีขาวปุกปุยของมันเล่น
ขณะที่นั่งเหม่อคิดไปเรื่อยเปื่อย ในหัวของฮั่วิจูมีภาพหลากหลายเหตุการณ์ปรากฏขึ้น ภาพพวกนี้มาจากที่ใด สตรีที่อยู่ในหัวของนางเหตุใดถึงได้มีชีวิตที่อยากลำบากและรันทดถึงเพียงนี้
“น้องสาว เ้าเป็อันใดไป!”
ฮั่วเจินจูเห็นน้องสาวนั่งนิ่ง แก้มทั้งสองข้างมีน้ำตาไหลอาบลงมาเปรอะเปื้อน เรียกเท่าไหร่ก็ไม่หัน จึงเข้าไปจับไหล่บอบบาง
เพียงมือของฮั่วเจินจูแตะไหล่ ฮั่วิจูจึงได้สติ ั์ตาดำขลับเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา “พี่สาว”
“เ้าร้องไห้เพราะเหตุใด”
“ข้าร้องไห้หรือ”
ฮั่วิจูยกมือขึ้นแตะใบหน้า จึงพบกับความเปียกชื้น นางกะพริบตาอยู่สองสามครา นี่นางร้องไห้เพราะภาพเหตุการณ์จำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามาใช่หรือไม่
“เ้าไม่รู้ตัวว่าร้องไห้?” น่าแปลกเป็อย่างยิ่ง น้องสาวร้องไห้โดยไม่รู้ตัว ฮั่วเจินจูกลัวว่าน้องสาวหมดสติไปหนนี้จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติบางอย่าง
เห็นความสงสัยที่สื่อออกมาทางแววตาของพี่สาว ฮั่วิจูจึงพยายามกลบเกลื่อนพิรุธ “ข้าเพียงนึกถึงความสุขสบายยามที่อยู่จวนสกุลฮั่วเ้าค่ะ พี่สาว ข้าขอโทษที่พาท่านมาลำบากที่นี่”
เบี่ยงเบนความสงสัยโดยการจับมือพี่สาวขึ้นมาทาบแก้มของตนเอง ใบหน้าและแววตาแสดงให้เห็นว่านางเสียใจสุดซึ้ง
ฮั่วเจินจูมองมือที่จับมือของนาง ดวงตาใสซื่อและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดขนาดนี้ จะให้นางโกรธลงอย่างไรไหว
“ข้าไม่โทษเ้า ท่านพ่อทำผิด พวกเราล้วนเป็คนบ้านสาม มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน นี่แหละคือครอบครัว”
ฮั่วิจูรู้ดีว่าพี่สาวเป็ผู้ที่เปี่ยมด้วยปัญญา อนาคตของพี่สาวคนนี้แม้ไม่เก่งกาจด้านวรยุทธ์ แต่กลับมีปัญญาหลักแหลม กลายเป็กุนซือคนสำคัญของสกุลฮั่ว น่าเสียดายที่หลักแหลมอย่างไรก็มิอาจต่อสู้กับอำนาจอันมากล้น ที่พยายามจัดการกับสกุลฮั่วทุกทาง
“พี่สาว ข้าอยากพาเถียนเถียนออกไปเดินเล่นรอบบ้าน”
ฮั่วิจูอยากออกไปเดินเล่นข้างนอกจึงอ้อนพี่สาว
อาการออดอ้อนของคนตัวเล็ก มีผลกระทบต่อจิตใจของฮั่วเจินจูเสียจริง เห็นเมื่อใดอดใจอ่อนมิได้ทุกครา ก้มมองกระต่ายนามว่าเถียนเถียน
“เอาล่ะ เ้าพามันไปเดินเล่นใต้ร่มไม้ใหญ่เถิด อย่าได้ออกไปนอกบ้านเชียว”
“เ้าค่ะ” ฮั่วิจูทำตัวเป็แมวน้อยเชื่อฟัง นางรีบสวมรองเท้าแล้วเดินไปหยุดอยู่บริเวณต้นไม้ใหญ่ติดกับกำแพงบ้าน
[เถียนเถียน]
พยายามปลุกกระต่ายน้อยเถียนเถียนให้ตื่นจากจำศีล
[ข้ามีบางอย่าง้าถามเ้า เถียนเถียน!]
เถียนเถียน ‘……….’
[ไม่ตอบใช่ไหม ข้าจะโยนเ้าลงพื้นแล้วนะ] ยกกระต่ายในมือขึ้นสูงกว่าเดิม
[นายท่านอย่าได้สร้างบาปเลย]
เถียนเถียนรีบออกจากการจำศีล ยกเอาการสร้างบาปมาเป็เกราะกำบัง แม้แต่กับสัตว์เทพอย่างตน นายท่านผู้นี้ยังไม่เกรงกลัว สมแล้วที่ชาติก่อนสังหารศัตรูอย่างเหี้ยมโหด
[เ้าตื่นจากจำศีลแล้ว? ข้ามีบางอย่าง้าถามสัตว์เทพอย่างเ้า]
[นายท่าน้ารู้เกี่ยวกับเื่ที่ผุดเข้ามาในหัวใช่หรือไม่]
[ใช่ ข้าเห็นภาพสตรีนางหนึ่ง ทนตรากตรำทำงานหนักเพื่อครอบครัวอยู่ร่ำไป ดูเหมือนว่าภาพที่เห็นจะแตกต่างกันออกไป ข้าไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในหัวคืออะไร มีสิ่งที่เรียกว่ารถยนต์ เครื่องบิน มันสามารถเหาะอยู่บนฟ้าได้]
ฮั่วิจูสื่อสารกับเถียนเถียนภายในใจ
[ภาพในหัวของนายท่าน คือแต่ละชาติภพที่ท่านต้องเผชิญ และสตรีผู้นั้นคือตัวท่านในแต่ละชาติภพ]
เถียนเถียนอธิบายเพียงเท่านั้น ะโไต่ขึ้นไปตามแขนเล็ก ๆ จากนั้นหยุดอยู่บนไหล่ของฮั่วิจู ยื่นอุ้งเท้าแตะบริเวณหน้าผาก
[นี่คือการเปิดประตูระหว่างชาติภพ]
เถียนเถียนบอกกับฮั่วิจู การเปิดประตูระหว่างชาติภพหาใช่เื่ดี แต่มันคือบทลงโทษสำหรับการหวนคืนมาแก้ไขเื่ราวที่เคยเกิดขึ้นแล้ว
ฮั่วิจูต้องรับรู้ความทุกข์ของตนเองแต่ละชาติภพ สิ่งที่มนุษย์กลัวมากที่สุดคือการสูญเสียคนที่รักไป แน่นอนว่าทุกชาติภพของนางเกิดการสูญเสียขึ้น แต่ไม่ได้หนักหนาสาหัสเท่าการสูญเสียในชาตินี้
หลังจากถูกเถียนเถียนเปิดประตูระหว่างชาติภพให้ ฮั่วิจูยืนนิ่งมองไปยังต้นไม้ใหญ่ ทั้งที่แท้จริงแล้วนางกำลังระลึกอดีตชาติ
ทุกชาติภพนางต้องสูญเสียมารดาและคนในครอบครัวไปั้แ่ยังเยาว์ เหลือเพียงนางกับบิดาสองคนต้องต่อสู้กับโชคชะตาอันโหดร้าย
บิดาของนางแต่ละชาติพบ เริ่มต้นด้วยความไม่เอาไหน แต่ถูกนางเคี่ยวเข็ญอย่างยากลำบากจนได้ดิบได้ดี หลังจากเดินทางมาส่งบิดาถึงฝั่ง สุดท้ายเป็นางที่ต้องตายจากไปก่อนเสมอ
บางชาติภพนางกับบิดามีชีวิตยากจนข้นแค้น ต้องอาศัยนอนตามข้างถนนและวัดร้าง นั่งขอทานรอเศษเงินจากผู้ใจบุญ เก็บเศษอาหารที่ตกหล่นบนพื้นประทังชีวิต ถูกทุบตีราวกับว่ามิใช่คน
การใช้ชีวิตในแต่ละวันเต็มไปด้วยความขมขื่น สุดท้ายแล้วนางก็พาบิดาพลิกชะตาชีวิต กลายเป็พ่อค้าที่ร่ำรวย ความร่ำรวยใช่ว่าจะหยุดความตายได้ สุขภาพที่ย่ำแย่มานานหลายปี พรากชีวิตนางไปก่อนเวลาอันสมควร