หลังจากที่จูอวิ่นเหวินก้าวเข้ามา ฉีไท่ก็เรียกตัวหวงจื่อเฉิงและฟางเซี่ยวหรูมาหารือพร้อมกัน
“ข้าเพิ่งได้รับข่าวมาว่า พระนัดดาสามนำกำลังองครักษ์เสื้อแพรออกไปเป็จำนวนมาก” ฉีไท่เอ่ยขึ้นเป็คนแรก
ข่าวนี้เพิ่งจะแพร่สะพัดออกไปได้ไม่นานนัก
เมื่อพวกเขายังไม่ทราบเื่นี้และได้ยินฉีไท่กล่าวเช่นนั้น ต่างก็ชะงักไปเล็กน้อย ยังไม่ค่อยเข้าใจถึงความหมายที่แฝงอยู่นัก
หวงจื่อเฉิงแย้งขึ้น “หน่วยองครักษ์เสื้อแพรล้วนเป็คนของฝ่าา เจี่ยงหวนจะยอมตามเสด็จพระนัดดาสามไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ จูอวิ่นเหวินไม่เพียงไม่คิดว่านี่คือโอกาส ทว่ากลับรู้สึกราวกับถูกทุบตีอย่างหนัก
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยสิ้นหวัง “เช่นนี้มิเท่ากับว่า ยามนี้เสด็จปู่ยอมมอบแม้กระทั่งหน่วยองครักษ์เสื้อแพรให้เขาใช้งานแล้วหรอกหรือ? นี่... ข้าคงไม่มีโอกาสเหลือแล้วกระมัง”
องครักษ์เสื้อแพรคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจ!
เป็อำนาจที่ควรกุมไว้ในมือของจูหยวนจางแต่เพียงผู้เดียว ทว่ายามนี้จูอวิ่นเถิงกลับสามารถสั่งการพวกเขาได้
สัญญาณที่สื่อออกมานั้น... ดูเหมือนจะชัดเจนเสียยิ่งกว่าชัดเจน
สีหน้าของหวงจื่อเฉิงและฟางเซี่ยวหรูพลันแปรเปลี่ยนไปในทันที ความคิดของพวกเขาตรงกับจูอวิ่นเหวินไม่มีผิดเพี้ยน
นี่มันเป็ผลร้ายต่อพวกเขายิ่งนัก!
“ทุกท่านอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป” ฉีไท่เอ่ยด้วยท่าทีเยือกเย็น “พวกท่านรู้หรือไม่ ว่าองครักษ์เสื้อแพรเ่าั้มุ่งหน้าไปที่ใด?”
“ที่ใดหรือ?” ทั้งสามเอ่ยถามขึ้นพร้อมกัน
“จวนของบรรดาขุนศึกแห่งหวยซี”
ฉีไท่วิเคราะห์เป็ฉาก ๆ “พวกท่านยังจำเื่ที่พระนัดดาสามลั่นวาจาว่าจะสังหารหลานอวี้และพรรคพวกในวันนั้นได้หรือไม่? ภายหลังข้ากลับไปคิดดูแล้ว ความจริงไม่ว่าจะแต่งตั้งพระนัดดารองหรือพระนัดดาสาม ฝ่าาก็มีสิทธิ์ที่จะปะาพวกเขาทั้งสิ้น เพราะถึงอย่างไรคนอย่างหลานอวี้ก็ยากที่จะควบคุมบงการ”
เมื่อได้ฟังข้อสันนิษฐานนี้ หวงจื่อเฉิงก็คล้ายจะตระหนักถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงรีบเอ่ยถาม “ที่วันนี้จูอวิ่นเถิงนำกำลังองครักษ์เสื้อแพรบุกไปหาขุนศึกแห่งหวยซี ก็เพื่อจะสังหารพวกเขางั้นหรือ?”
“บททดสอบ!”
ฟางเซี่ยวหรูเอ่ยคำนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะกล่าวเสริมว่า “หลานอวี้และพวกพ้องอาจจะรอดพ้นความตายได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า... พระนัดดาสามสามารถสยบขุนศึกแห่งหวยซีให้อยู่หมัดได้ เฉกเช่นอดีตองค์รัชทายาท การกระทำของฝ่าาในวันนี้ น่าจะเป็การทดสอบพระนัดดาสาม เป็บททดสอบในการชิงตำแหน่งพระนัดดารัชทายาท เพื่อดูว่าเขามีความสามารถมากน้อยเพียงใด”
“ถูกต้อง!” ฉีไท่เองก็คิดเช่นเดียวกัน
เมื่อคำกล่าวนี้หลุดออกมา ทุกคนก็ได้เข้าใจในทันที
จูอวิ่นเหวินรีบถาม “พวกเราจะปล่อยให้เขาผ่านการทดสอบไปได้อย่างนั้นหรือ?”
ฟางเซี่ยวหรูกล่าวว่า “ย่อมไม่ได้เด็ดขาด! หากนี่คือบททดสอบเพื่อจัดการกับหลานอวี้ เดี๋ยวหากองครักษ์เสื้อแพรเปิดศึกปะทะกับหลานอวี้ขึ้นมาจริง ๆ ก็คงประหยัดแรงไปได้มาก แต่หากไม่เป็เช่นนั้น พวกเราก็ต้องหาทางทำลายมันให้จงได้ ต้องฉวยโอกาสนี้กำจัดหลานอวี้และพวกพ้องทิ้งเสีย”
ทุกคนพากันพยักหน้าเห็นด้วย หากหลานอวี้ตายไป กลุ่มอำนาจแห่งหวยซีย่อมกลายเป็ัไร้หัว
ดีไม่ดีฝ่าาอาจจะถือโอกาสกวาดล้างต่อไป จนท้ายที่สุดจูอวิ่นเถิงก็จะไม่เหลือขุมกำลังคอยสนับสนุนอีก
“เมื่อกำจัดหลานอวี้และพวกพ้องทิ้ง พระนัดดาสามก็ไร้คนหนุนหลัง ยิ่งไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเรา ในภายภาคหน้าเมื่อพระนัดดารองสืบทอดบัลลังก์ เมื่อปราศจากบรรดาขุนศึกกระด้างกระเดื่องกลุ่มนี้ ย่อมจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายดายขึ้นมาก ซ้ำพวกเรายังสามารถโยนความผิดทั้งหมดไปให้พระนัดดาสามได้อีกด้วย เขาเคยลั่นวาจาไว้ไม่ใช่หรือว่า หากเลือกพระนัดดารอง ฝ่าาก็จะปะาขุนนางทิ้ง? ยามนี้กลายเป็เขาเสียเองที่ลงมือสังหารก่อน!” หวงจื่อเฉิงวิเคราะห์เสริม
ั์ตาของจูอวิ่นเหวินทอประกายวาบ โอกาสมาถึงแล้วจริง ๆ
เขาเอ่ยถามว่า “เราจะใช้ประโยชน์จากเื่นี้ได้อย่างไร?”
“เราต้องปล่อยข่าว” ฉีไท่เสนอแนะ “นำเื่ราวในวันนี้ไปป่าวประกาศให้บรรดาขุนนางและขุนศึกผู้มีบรรดาศักดิ์ได้รับรู้ โดยเฉพาะพวกลูกบุญธรรมของหลานอวี้ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
จูอวิ่นเหวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามต่อ “แต่ถ้าหากเื่นี้เป็ความประสงค์ของเสด็จปู่ล่ะ?”
ฟางเซี่ยวหรูวิเคราะห์ “ย่อมต้องเป็รับสั่งของฝ่าาอย่างแน่นอน องครักษ์เสื้อแพรถึงได้ยอมตามเขาไป แต่จะมีการพระราชทานราชโองการหรือไม่นั้น ย่อมไม่อาจทราบได้ หากไม่มี... โอกาสย่อมตกเป็ของพวกเรา แต่หากมี... เช่นนั้นก็คงไม่นับว่าเป็การทดสอบ ข้าเดาว่าคงไม่มีเป็แน่ แต่บทสรุปจะเป็เช่นไร คงต้องรอดูกันต่อไป”
หวงจื่อเฉิงรีบรับคำ “ข้าจะรีบจัดเตรียมคนไปปล่อยข่าวเดี๋ยวนี้”
จูอวิ่นเหวินขบคิดตามแล้วก็เห็นด้วยกับคำกล่าวของฟางเซี่ยวหรู หากมีราชโองการ บททดสอบนี้ย่อมไร้ความหมาย
ต้องปราศจากราชโองการเท่านั้น ถึงจะสามารถเปิดโอกาสให้จูอวิ่นเถิงได้แสดงฝีมือว่าสามารถสยบหลานอวี้ได้หรือไม่
เขาเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน ว่าบททดสอบของตาเฒ่าจูจะมาถึงเร็วขนาดนี้ แต่อย่างไรก็ยอมให้จูอวิ่นเถิงผ่านการทดสอบไปไม่ได้เด็ดขาด
ทุกสิ่งทุกอย่างที่สมควรเป็ของข้า ข้าจะต้องแย่งชิงมันกลับคืนมาด้วยมือของข้าเอง!
...
ณ จวนเยี่ยนอ๋อง
“เมื่อครู่นี้หลานชายของข้านำกำลังองครักษ์เสื้อแพรมุ่งหน้าไปทางเขตจวนของขุนศึกแห่งหวยซี สร้างความแตกตื่นไปทั่ว” จูตี้เอ่ยขึ้น
เบื้องหน้าของเขาคือภิกษุในชุดสีดำผู้หนึ่ง
ทว่าเมื่อมองดูภิกษุรูปนี้ กลับััได้ถึงกลิ่นอายอันไม่น่าไว้วางใจ ภายในซุกซ่อนไปด้วยแผนการร้ายอันแยบยล
“ไต้ซือเต้าเหยี่ยนคิดว่า เขา้าจะทำสิ่งใดกันแน่?” จูตี้เอ่ยปากถามอีกครั้ง
ภิกษุผู้มีนามว่าเต้าเหยี่ยนผู้นี้ แท้จริงแล้วก็คือเหยากว่างเสี้ยว เขาตอบกลับว่า “เขากำลังหมายตาตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์อยู่ไม่ใช่หรือ? นี่คงเป็บททดสอบที่ฝ่าาทรงมอบให้ เพียงแต่คาดไม่ถึงว่ามันจะมาถึงรวดเร็วเพียงนี้”
จูตี้เอ่ยถาม “เช่นนั้นข้าควรทำเช่นไรดี?”
ลึก ๆ แล้วเขาเองก็ปรารถนาในตำแหน่งอันสูงสุดนั้นเช่นกัน
แม้จะรู้ดีว่าโอกาสช่างเลือนราง แต่จิตใจก็ยังคงร่ำร้องอยาก
ในยามที่จูเปียวยังมีชีวิตอยู่ เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด ทว่ายามนี้จูเปียวจากไปแล้ว ไฉนเขาถึงจะไม่ลองคิดดูสักหน่อยเล่า?
เผื่อว่า... มันอาจจะกลายเป็จริงขึ้นมาก็ได้?
“ไม่ต้องกระทำการใดทั้งสิ้น”
เหยากว่างเสี้ยวตอบกลับอย่างเรียบเฉย “ยามนี้มีคนที่ร้อนรนยิ่งกว่าท่านนัก ปล่อยให้พวกเขาสู้รบแย่งชิงกันจนหัวร้างข้างแตกไปเถิด พวกเราเพียงแค่เฝ้าดูสถานการณ์เงียบ ๆ คอยจับตาดูว่ายังมีโอกาสเหลืออยู่หรือไม่ก็พอ”
คนที่ร้อนรนยิ่งกว่านั้น จูตี้ย่อมรู้ดีว่าเป็ผู้ใด แน่นอนว่าต้องเป็หลานชายคนโตอย่างจูอวิ่นเหวิน
อีกฝ่ายคงกำลังร้อนรนเสียยิ่งกว่าใคร ปล่อยให้พวกเขาสร้างความวุ่นวายกันไปเถิด ไม่มีความจำเป็ที่เขาจะต้องสอดเท้าเข้าไปแทรกแซง
“ไต้ซือคิดว่า ผลลัพธ์จะออกมาเป็เช่นไร?” จูตี้เอ่ยถามอีกครั้ง
เหยากว่างเสี้ยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
“พระนัดดาสามผู้ซึ่งแต่ก่อนแทบจะไม่เคยปรากฏตัวให้เห็น จู่ ๆ กลับกล้าถือกระบี่บุกขึ้นท้องพระโรง ทำลายพิธีแต่งตั้งจนย่อยยับ การเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวะโของเขาทำให้อาตมามองไม่ออกจริง ๆ ท่านอ๋องโปรดจำไว้ให้ดีว่า ห้ามลงมือกระทำการใด ๆ โดยเด็ดขาด จงรับชมงิ้วฉากนี้อย่างเงียบ ๆ เถิด!”
นี่คือศึกชิงตำแหน่งรัชทายาทที่จูหยวนจางมอบให้แก่พระนัดดาทั้งสอง
หากจูตี้ผู้มีศักดิ์เป็อาสอดมือเข้าไปแทรกแซง นั่นไม่เท่ากับเป็การประกาศให้จูหยวนจางล่วงรู้หรอกหรือ ว่าตนเองก็ปรารถนาในบัลลังก์เช่นกัน?
แล้วจูหยวนจางจะยินยอมหรือ?
แล้วจูซ่างกับจูกังเล่า จะยอมอยู่เฉยหรือ?
“สิ่งที่พวกเราต้องทำในยามนี้ก็คือรอ!”
เหยากว่างเสี้ยวกล่าวอย่างไม่รีบร้อน “ในภายภาคหน้า ย่อมต้องมีโอกาสมาเยือนอย่างแน่นอน”
จูตี้คลายความร้อนรนลง เพราะถึงอย่างไรก็รีบเร่งไปมากกว่านี้ไม่ได้
ทว่าการกระทำของจูอวิ่นเถิงในครั้งนี้ ได้สร้างความสั่นะเืให้แก่ผู้คนมากมายในชั่วพริบตา แต่กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้เจตนาที่แท้จริงของเขาเลยแม้แต่น้อย ก่อให้เกิดการคาดเดาไปต่าง ๆ นานา
ทางด้านจูอวิ่นเถิง เขาได้นำเจี่ยงหวนเดินทางมาถึงจวนเหลียงกั๋วกงในที่สุด
เจี่ยงหวนมีท่าทีลังเลขณะจ้องมองไปยังประตูใหญ่ที่ปิดสนิท
นี่จะจับกุมหลานอวี้จริง ๆ งั้นหรือ?
แม้เขาจะรู้เต็มอกว่านี่ต้องเป็พระประสงค์ของฝ่าา ทว่าแรงกดดันนี้มันหนักหนาเกินไปนัก อีกทั้งสถานะและตำแหน่งของหลานอวี้นั้น ก็สูงส่งเกินไปจริง ๆ
“พังประตู บุกเข้าไป!”
จูอวิ่นเถิงออกคำสั่งอย่างไม่ลังเล “ล้อมจวนเหลียงกั๋วกงให้แ่า คนข้างใน หากปราศจากคำสั่งของข้า ห้ามผู้ใดก้าวออกมาเด็ดขาด ลงมือ!”
“พังประตู!” เจี่ยงหวนทำได้เพียงกัดฟันสั่งการให้ลูกน้องพังประตูเข้าไป
ได้แต่ภาวนาในใจขอให้ฝ่าาทรงควบคุมสถานการณ์ได้ อย่าได้เกิดเื่บานปลายใหญ่โตเลย
ไม่เช่นนั้น ขุนศึกเ่าั้ล้วนกุมอำนาจทางทหารเอาไว้ในมือ หากเกิดการปะทะรุนแรงขึ้นมา เกรงว่าแผ่นดินต้าิคงต้องปั่นป่วนวุ่นวาย ส่งผลกระทบเลวร้ายเป็แน่
ปัง...
บานประตูใหญ่ถูกพังทลายลงอย่างรวดเร็ว
บรรดาคนคุ้มกันประจำจวนเหลียงกั๋วกงที่อยู่หลังประตูต่างพากันชะงัก
กล้าบุกรุกจวนเหลียงกั๋วกง นี่มันรนหาที่ตายชัด ๆ !
พวกเขารีบคว้าอาวุธพุ่งทะยานเข้าใส่ แต่ครั้นได้เห็นกลุ่มคนที่สวมชุดเฟยอวี๋พร้อมเหน็บดาบซิ่วชุนอันเป็เอกลักษณ์ขององครักษ์เสื้อแพร ต่างก็ต้องยืนตะลึงงันไปตาม ๆ กัน
“หลานอวี้อยู่ที่ใด?!” จูอวิ่นเถิงก้าวยาว ๆ เข้ามาพลางตวาดถามเสียงดังก้อง
ในตอนนั้นเอง ชายร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งก็เดินสวนออกมารับหน้า เมื่อเห็นบานประตูที่พังทลาย และกลุ่มองครักษ์เสื้อแพรที่บุกรุกเข้ามา เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“จูอวิ่นเถิง เ้าคิดจะทำสิ่งใดกัน?”
“บังอาจ!”
กล้าเรียกชื่อแซ่ของเขาห้วน ๆ จูอวิ่นเถิงจึงตวาดกร้าว “ทหาร! จับตัวมันไว้ แล้วตบปากซะ!”