วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว 100 ปีต่อมา รันมุ่งความสนใจไปที่การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และชุดเกราะเป็หลัก เขาพยายามทำให้ AI สามารถเก็บข้อมูลและเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาการป้อนข้อมูลจากเขาอีกต่อไป เพราะเขาี้เีหาข้อมูลมาป้อนให้มันแล้ว เขาจึงได้สร้างร่างกายให้แก่มันเพื่อให้มันสามารถทำการทดลองรวบรวมข้อมูลในโลกความเป็จริงได้
ด้วยข้อมูลการวิจัยชุดเกราะของเขา ทำให้รันสามารถสร้างหุ่นยนต์รูปร่างมนุษย์ได้ไม่ยาก แม้ว่าเริ่มแรกมันจะเคลื่อนไหวได้ไม่ดีนัก ล้มลุกคลุกคลานตามภาษาเด็กเพิ่งเกิดใหม่ แต่ด้วยมันสมองระดับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ การเรียนรู้วิธีการเดินและเคลื่อนไหวนั้นทำได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง หลังจากนั้นเขาก็ตั้งโปรแกรมให้มันทำการทดลองเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยตัวเอง ตามหลักการวิทยาศาสตร์แบบง่ายๆ
รันได้กำหนดไว้เป็ 5 ขั้นตอน
1.การเฝ้าสังเกตสิ่งต่างๆในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็วัตถุหรือปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์เคมี
2.การตั้งคำถามจากการเฝ้าสังเกตในข้อ 1. เช่น เหตุใดก้อนหินจึงแข็ง เหตุใดใบไม้จึงตก เหตุใดน้ำจึงไหล เป็ต้น
3.การตั้งสมมติฐานหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องจากการตั้งคำถามในข้อ 2. เช่น เหตุที่ก้อนหินมีความแข็งอาจเป็เพราะความหนาแน่นที่เกิดจากการบีบอัดตัวของแผ่นเปลือกโลก เหตุที่ใบไม้ตกจากที่สูงสู่ที่ต่ำอาจเป็เพราะ 1.แรงดึงดูดสู่ศูนย์กลางซึ่งอยู่ใต้ผืนดิน 2.กระแสลมที่พัดพาใบไม้สู่เบื้องล่าง เป็ต้น
4.การทดลอง ทำการพิสูจน์ด้วยวิธีต่างๆ ว่าสมมติฐานในข้อ 3 นั้นถูกต้องมากน้อยเพียงใด
5.วิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลองและสรุปผล เพื่อสร้างข้อมูล สมการ ทฤษฎีหรือกฏที่เป็จริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อใช้ต่อยอดในอนาคต
รันได้ลงทุนสร้างห้องวิจัยและเครื่องมือต่างๆให้แก่มันอย่างครบถ้วน เพื่อให้หุ่น AI สามารถเรียนรู้ใช้งานในเบื้องต้นแบบง่ายๆได้ แม้ว่าเริ่มแรกมันจะทำอะไรตลกๆ เช่น การขุดดิน การหยิบจับทุบก้อนหิน การเฝ้ามองใบไม้ การพยายามที่จะจับน้ำในลำธาร และอื่นๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนับสิบปีร้อยปี เด็กน้อยในวันนั้นได้กลายเป็นักวิทยาศาสตร์ในวันนี้
ปัจจุบันรันกำลังเฝ้ามองหุ่น AI นับร้อยตัวทำการทดลองปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ใช่แล้วคุณฟังไม่ผิดหรอก มันคือนิวเคลียร์ฟิวชันไม่ใช่นิวเคลียร์ฟิชชันอย่างที่ผู้คนบนโลกเก่าของรันกำลังใช้อยู่ มันเหนือกว่าเทคโนโลยีโลกเก่าของเขาหนึ่งระดับ แน่นอนว่ามันไม่ใช่การทดลองในเบื้องต้นเหมือนในโลกเก่าของเขา แต่มันคือการทดลองขั้นสุดท้ายก่อนนำไปใช้จริงได้เลยต่างหาก
เมื่อการทดลองครั้งนี้เสร็จสิ้นและผลออกมาตามที่ตั้งเป้าไว้ รันสามารถนำไปสร้างเป็ะเินิวเคลียร์ฟิวชันได้เลย ซึ่งสร้างมลพิษให้แก่โลกน้อยมาก รังสีที่มันทิ้งเอาไว้หลังการะเินั้นแทบไม่มีเลย มันคือพลังทำลายล้างที่บริสุทธิ์ ใช้เวลาเพียงครึ่งเดือนก็สามารถให้ผู้คนเข้าอยู่อาศัยได้เลย
ไม่เหมือนะเินิวเคลียร์ที่เป็แบบฟิชชันที่ทิ้งภัยพิบัติรังสีไว้เื้ัอย่างมหาศาล มันต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างต่ำก็ครึ่งปีถึงสิบปี และถ้าหากเป็ลูกที่ใหญ่มากก็อาจจะใช้เวลาเป็ 100 ปีเลยทีเดียว พูดง่ายๆก็คือถ้าหากใช้ะเินิวเคลียร์ฟิชชันมากเกินไปก็สามารถทำให้โลกล่มสลายได้ไม่ต่างจากเหล่าแมลงที่รุกรานโลกใบนี้เลย
ด้วยะเินิวเคลียร์ฟิวชันนี้ทำให้รันสามารถควบคุมความเสียหายได้เกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นผ่านการคํานวณของซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ และตอนนี้มันก็มีพัฒนาการใกล้เคียงมนุษย์แล้ว รันจึงจำเป็ต้องตั้งชื่อให้แก่มันเพื่อเป็รางวัลความสำเร็จและย้ำเตือนถึงการมีตัวตนให้แก่มัน มันเปรียบเสมือนลูกของเขาเลยก็ว่าได้ และเนื่องจากความสิ้นคิดของรัน เขาจึงตั้งชื่อแบบเบสิคให้แก่มันว่า “อาเธน่า” เทพีแห่งปัญญาและการา
โดยรันหวังว่า ด้วยชื่อนี้มันจะกลายเป็ผู้ช่วยที่ช่วยให้เขาสามารถเอาชนะาครั้งนี้ได้
“รายงานค่ะมาสเตอร์ การทดลองครั้งที่ 1112 สำเร็จแล้ว ความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ 1.28% ซึ่งเป็สิ่งที่ยอมรับได้ในการนำไปใช้งานจริง หากยังคงเสียทรัพยากรเพื่อทำการทดลองต่อไปดิฉันคิดว่าคงไม่คุ้มค่า เพราะความคาดเคลื่อนอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงเพียง 0.001-0.01% เท่านั้น ขอแนะนำให้เริ่มโปรเจคใหม่ทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์”
เสียงของ AI แข็งๆดังออกมาจากแว่นตาที่รันสวมอยู่ ในขณะที่เขากำลังนั่งดูการทดลองผ่านการถ่ายทอดสดที่ฉายอยู่บนแว่นตาของเขา ซึ่งห่างจากสถานทดลองกว่า 10 กิโลเมตร ใครจะบ้าเสี่ยงตายไปดูการทดลองนิวเคลียร์ในระยะประชิดกัน ต่อให้มีเซฟตี้ดีแค่ไหนสุดท้ายก็สามารถเกิดอุบัติเหตุได้อยู่ดี ดังนั้นรันจึงเลือกที่จะนั่งดูอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆแทน
ถ้าเกิดมีการะเิหรือรังสีรั่วไหล รันก็แค่เสียหุ่นยนต์ไปไม่กี่ร้อยตัวเอง เขาสามารถสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้ๆเรื่อยๆ ด้วยโรงงานผลิตอัตโนมัติที่เขาสร้างไว้
เมื่อได้ฟังรายงานจากอาเธน่าแล้วรันก็พยักหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าว “โอเค ทำได้ดีมาก ต่อไปก็เริ่มโปรเจคการออกแบบและสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันได้ โดยมีเป้าหมายแบ่งออกเป็สามขนาด ขนาดใหญ่สำหรับโรงงาน ขนาดกลางสำหรับยานพาหนะ และขนาดเล็กสำหรับชุดเกราะของฉัน โดยให้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”
“รับทราบค่ะมาสเตอร์ ดิฉันกำลังดำเนิดการสร้างไฟล์โปรเจคและออกแบบการวิจัยทดลอง ใช้เวลาดำเนินการโดยประมาณ 25 นาที โปรดรอสักครู่…”
ในระหว่างรอรันก็โบกมือร่ายเมจิคแฮนไปหยิบหนังสือคาถาต้องห้ามของจอมเวทย์สูงสุดมาเปิดอ่านเพื่อคั่นเวลา มันมีเนื้อหาที่น่าสนใจหลายอย่างภายในนั้น อย่างเช่นการสร้างอาเรย์จากรูนนับพันนับหมื่นตัวเพื่อบิดเบือนพื้นที่กลายเป็ประตูมิติเคลื่อนย้ายทางไกล ซึ่งสามารถทำให้ผู้ใช้เคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งในทันทีโดยไม่สนระยะทาง เงื่อนไขคือพิกัดตำแหน่งที่แน่นอนระหว่างจุดสองจุด ซึ่งเป็อะไรที่ละเอียดอ่อนมาก
ถ้าหากกำหนดจุดหรือสร้างอาเรย์ผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวอาจทำให้ผู้ใช้เสียชีวิตได้ง่ายๆ ด้วยแรงบีบอัดของพื้นที่ที่ถูกบิดเบี้ยวหรือจุดลงจอดที่ผิดพลาดเช่น ถูกวาร์ปไปฝังทั้งเป็ใต้ดินหรือไปโผล่ในแม็กม่าหลอมเหลว ไม่ว่าอย่างไหนคุณก็จะเสียชีวิตทันทีเมื่อลงจอด ด้วยเหตุนี้เองคาถาเคลื่อนย้ายประตูมิติจึงถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของคาถาต้องห้าม มันเป็คาถาที่ซับซ้อนมากจนแม้แต่รันเองก็ยังมึนงง เขาเข้าใจเพียง 50% ของมันเท่านั้น
“ติ๊งงง! แจ้งเตือนค่ะ การออกแบบโครงสร้างการวิจัยและทดลองเสร็จสิ้นแล้ว เวลาโดยประมาณการสำหรับโปรเจคนี้คือ 1-5 ปี 1 เดือนสำหรับสร้างสถานวิจัยทดลอง 3-5 เดือนสำหรับการสร้างต้นแบบแรก 5-10 เดือนสำหรับการออกแบบเป็ 3 ขนาด 1-10 เดือนสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด และเวลาที่เหลือคือการปรับแต่งให้เข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โรงงาน ยานพาหนะ ชุดเกราะหรืออุปกรณ์พกพาอื่นๆ ขอคำอนุมัติเพื่อเริ่มโปรเจคอย่างเป็ทางการ…”
“ฉันอนุมัติ” รันกล่าวโดยไม่ละสายตาจากหนังสือตรงหน้า
---------------------------------------------------------
สำหรับนักอ่านผู้ใจดี น่ารัก และหล่อเหลาเหมือนกับไรท์ สามารถโดเนทค่ากาแฟได้ที่ พร้อมเพย์ และ true wallet : 0939639931
---------------------------------------------------------