ประเทศไทย สองอาทิตย์ต่อมา..
แสงแดด่บ่ายของเดือนพฤษภาคมยังคงร้อนระอุ แม้ว่าจะผ่าน่ที่ร้อนที่สุดอย่างเดือนเมษายนมาแล้ว บริเวณสนามบอลขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัยรัฐบาลชื่อดังในกรุงเทพมหานครยังคงเต็มไปด้วยนักศึกษาที่เดินขวักไขว่เนื่องจากเป็วันสุดท้ายของการสอบปลายภาคเรียน
“เรากำลังจะกลายเป็คนตกงานอย่างสมบูรณ์แบบ” เสียงเล็กเจื้อยแจ้วของตะวันวาด สาวน้อยคณะบริหารธุรกิจระหว่างประเทศที่กำลังจะจบการศึกษาพึมพำกับเพื่อนสาวที่นั่งอยู่ด้วยกัน
“ฉันยังไม่อยากเป็ผู้ใหญ่เต็มตัวเลยอ๊าา~” สายธารกึ่งะโกึ่งบ่นเสียงค่อนข้างดังทอดอาลัยอาวรณ์่เวลาสุดท้ายของการเป็นักศึกษา
“น้ำ เสียงเบาหน่อย คนมองเต็มแล้ว” ตะวันวาดเรียกชื่อเล่นของเพื่อนรัก พลางหัวเราะขำๆ แต่สายธารดูจะไม่ได้ใส่ใจเธอมากนัก เพราะกำลังมองชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเดินยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่ออกมาจากตัวอาคารอย่างน่าสงสัย
สายธารวิ่งเขาไปหาเขา พร้อมกระทืบเท้าปัง!
“ไอ้เพชร! แกยิ้มอะไร”
คนอมยิ้มหุบยิ้มอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งเสียงโวยวายด้วยความใ
“ไอ้น้ำ อะไรของแกเนี่ย” เศรษฐวรรษมองเพื่อนสาวคณะเดียวกันด้วยสีหน้ากึ่งโมโห กึ่งใ ก่อนเปลี่ยนสีหน้าทันทีที่เห็นตะวันวาดที่เดินตามสายธารมา
“สวัสดีตะวัน” ชายหนุ่มยิ้มหวานให้อีกฝ่าย จนสายธารกลอกสายตามองบน เบ้ริมฝีปาก
ปึ่กก!
มือเล็กของสายธารตบลงบนแผ่นหลังของเศรษฐวรรษอย่างหนักจนเขาต้องกลับมาถลึงตาใส่อีกฝ่าย เศรษฐวรรษยังไม่ทันจะอ้าปากกล่าวอะไร สายธารก็พูดสวนขึ้น
“ฉันถามแกยังไม่ตอบเลยนะ”
ชายหนุ่มส่ายศีรษะ สีหน้าระอากับความเถื่อนของเพื่อนผู้หญิงตรงหน้า
“นั่นสิ ทำไมเดินยิ้มมาเชียว” ตะวันถามขึ้นบ้างเพื่อหยุดาที่ไม่มีวันสิ้นสุดของชายหนุ่มและหญิงสาวตรงหน้า
ทะเลาะกันั้แ่ปีหนึ่ง จะจบปีสี่แล้วเจอหน้ากันทีไรก็ยังทะเลาะทุกที..
“อ้อ..” เศรษฐวรรษหันไปสนใจตะวันวาดทันทีที่เธอพูดขึ้น สายธารยังคงส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างรำคาญกับท่าทีที่ชัดเจนของเศรษฐวรรษ
“เมื่อกี้ร้านอาหารที่เราสัมภาษณ์งานไปโทรมาคอนเฟิร์มว่าเราเริ่มงานกับเขาได้อาทิตย์หน้า” ชายหนุ่มตอบน้ำเสียงอ่อนลง พยายามไม่ดีใจจนออกนอกหน้า
“เชี่ย.. แกได้งานแล้วเหรอวะ” สายธารมีน้ำเสียงตื่นเต้น แม้จะยังคงเต็มไปด้วยความไม่สุภาพเช่นเคย
“เฮ้ย! ดีใจด้วยเพชร!!” ตะวันวาดเองทั้งยินดี ทั้งอิจฉาเศรษฐวรรษในเวลาเดียวกัน
“ใช่..ตำแหน่ง Management Trainee ที่ฉันอยากได้พอดีเลย” เศรษฐวรรษเผยรอยยิ้มกว้างมากขึ้น เมื่อเห็นทั้งคู่ยินดีไปกับเขา
“แงง~ ตะวันเหลือแค่เราสองคนแล้วสินะ” สายธารครวญคราง ขณะที่ตะวันวาดเองก็มีสีหน้าเศร้าลง เศรษฐวรรษเห็นเช่นนั้นจึงอยากจะทำให้ทั้งสองคนมีกำลังใจมากขึ้น
“เฮ้ย! อย่าเศร้าไป พวกเราเพิ่งจบเองนะ.. ไหนๆ ฉันได้งานคนแรก.. เดี๋ยวพาไปเลี้ยงข้าว!”
“เย้! ~”
สายธาระโะโอย่างดีใจ ขณะที่ตะวันวาดก็ยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะหุบยิ้มกว้างในแทบจะทันทีเพราะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
“ทั้งสองคนไปกินกันก่อนเลย ฉันลืมไปว่ามีอะไรต้องจัดการนิดหน่อย” ตะวันวาดบอกกับเพื่อนทั้งสองคน
สายธารหยุดะโ ก่อนจะทำหน้าเสียดาย
“โถ่.. ไม่ครบก็ไม่สนุกสิ..”
เศรษฐวรรษพยักหน้าเห็นด้วย เขาเองก็อยากให้ตะวันวาดไปด้วยกัน ชายหนุ่มนิ่งเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ
“เอางี้.. ถ้างั้นวันนี้เราแยกย้ายกันไปก่อน เดี๋ยวซักอาทิตย์หน้านัดกันไปกินข้าวดีมั้ย” เขาว่า
สายธารปรบมือเห็นด้วย
“โอเค๊! เห็นด้วย” เธอว่า
ตะวันวาดเห็นดังนั้นจึงยิ้ม และพยักหน้ารับ
“โอเคจ้ะ ถ้างั้นเดี๋ยวอาทิตย์หน้าว่ากัน โอเค๊? ” เธอตอบรับพร้อมยกนิ้วทำมือเป็วงกลมท่าโอเค ทั้งสามคนหัวเราะพยักหน้าพร้อมกันจะแยกย้ายกันไปทำธุระอย่างรวดเร็ว
สายธารเดินเลียบเลาะผ่านสนามหญ้าของมหาวิทยาลัยเพื่อจะตรงกลับไปยังหอพักที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก ขณะที่เดินอยู่สายตาก็ไปสะดุดกับรถสปอร์ตสีดำหรูที่โฉบเข้ามาจอดใกล้กับประตูใหญ่ของมหาวิทยาลัย เสียงจอดรถเงียบสนิทไม่มีเสียงเครื่องยนต์ดังลั่นบ่งบอกให้รู้ถึงคุณภาพและราคาที่สูงเกินกว่าที่เธอจะประเมินได้ นักศึกษาอีกหลายคนหยุดเดินให้ความสนใจกับรถคันนี้เพราะความหรูหราที่เตะสายตา
สายธารหรี่สายตาเพ่งมองคนที่อยู่ในรถด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ฟิล์มกระจกดำทำให้เธอเห็นเพียงภาพสะท้อนของตัวเองจากกระจก ในเวลาชั่วอึดใจเดียวหญิงสาวตัดสินใจที่จะเลิกให้ความสนใจรถคันนั้น และมุ่งหน้าเดินกลับไปยังหอพักตัวเองอีกครั้งทันที
ั์ตาคมตวัดมองร่างของสาวน้อยที่หยุดเพ่งมองรถของเขา และเดินผ่านไป ก่อนจะพ่นลมออกทางจมูกเป็เชิงขำ หญิงสาวที่กำลังคลอเคลียต้นคอของเขาหยุดกึกถอนใบหน้ากลับมามองชายหนุ่ม
“มีอะไรเหรอคะ” บุหลันรังสรรค์ถามด้วยเสียงเล็กหวานเช่นเคย คิ้วเรียวที่ถูกกันมาอย่างดีกระดกสูงขึ้นเล็กน้อย
อันธกานต์ส่ายใบหน้าเป็คำตอบ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกขึ้น ก่อนยกมือไปกดสวิตช์เพื่อดับเครื่องรถยนต์
“ลงไปกันเถอะ” เสียงทุ้มกล่าวเป็เชิงบอกให้หญิงสาวขยับตัวออกจากเขา
“แดดร้อนมากเลยนะคะ.. เรานั่งเล่นในรถกันก่อนมั้ย..” บุหลันรังสรรค์เอ่ยแย้งเสียงอ่อน ั์ตากลมเย้ายวน พร้อมกับนิ้วมือที่ไล่ขึ้นลูบไล้ใบหน้าคม
อันธกานต์ตวัดใบหน้าหนี บุหลันรังสรรค์ชะงักมือตัวเองเอาไว้ หุบรอยยิ้มหวานทันที
“เดี๋ยวฉันกางร่มให้” เสียงทุ้มเอ่ยตอบ
ได้ยินเช่นนั้น บุหลันรังสรรค์พิจารณาอยู่เสี้ยววินาทีก่อนคลี่ยิ้มอีกครั้งอย่างพอใจโดยไม่ได้ใส่ใจใบหน้านิ่งเรียบของอันธกานต์..
ั้แ่กลับมาเจอกันอีกครั้งเธอเองก็สังเกตได้ว่าใบหน้าเขานิ่งแทบตลอดเวลา ไม่เหมือนกับพี่ธันที่แสนใจร้อนในสมัยอดีตที่เธอรู้จัก.. ไม่ว่าจะโกรธหรือดีใจ สีหน้าเขามักจะเปิดเผยความรู้สึกของเขาเสมอ
แต่ไม่ว่าจะเป็เมื่อก่อนหรือตอนนี้.. ผู้ชายตรงหน้าก็ยังทำให้ฉันใจเต้นได้เสมอ คิดได้ดังนั้นหญิงสาวก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก่อนจะเดินลงจากรถยนต์คันหรูโดยดี..
ตึกอาคารแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัย
ตะวันวาดเดินเลียบอาคารใหญ่ไปนั่งอยู่บริเวณโต๊ะม้าหินอ่อนสีขาวที่ไร้ผู้คน ร่างบางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือกดเลือกเบอร์ที่เธอไม่ได้ติดต่อมาสักพักด้วยหัวใจเต้นรัว
‘ลุงสินธพ’
เสียงรอสายที่ดังทำให้หัวใจเต้นตามจังหวะนั้น
“ฮัลโหล” เสียงแหบทุ้มปลายสายทำให้ตะวันวาดผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก
“สวัสดีค่ะคุณลุงสินธพ หนูตะวันวาดนะคะ” เธอกล่าวแนะนำตัวสั้นๆ
“อ้อ ตะวันนั่นเอง เป็ยังไงบ้าง” ปลายสายกล่าวทักทายอย่างเป็กันเอง แม้จะพูดคุยกันไม่บ่อย แต่ลุงสินธพก็มักจะคุยกับเธอด้วยความเอ็นดูเสมอ
“ใช่ค่ะ คุณลุงสบายดีนะคะ ขอโทษด้วยค่ะ ปีนี้หนูไม่ได้โทรไปสวัสดีปีใหม่เลย” ตะวันวาดตอบรัวเร็ว เนื่องจากเธอมักจะโทรไปสวัสดีปีใหม่เขาทุกปี แต่เพราะปีนี้เธอค่อนข้างยุ่ง ทำให้เธอลืมเื่นี้ไปเสียสนิท
“สบายดีๆ ไม่เป็ไรหรอก โทรมา 9 ปีแล้ว ลืมไปสักปีจะเป็อะไรไป” สินธพตอบพร้อมกับหัวเราะน้อยๆ ทำให้ตะวันวาดหัวเราะตาม
“แล้วหนูเป็ยังไงบ้าง เรียนจบปีนี้แล้วสินะ” สินธพเอ่ยต่อ
“จบแล้วค่ะ.. หนูก็เลยอยากจะคุยเื่ผ่อนคอนโดต่อตามที่สัญญาเอาไว้”
“ดีเลย ลุงว่าเรานัดคุยกันดีไหม”
“ได้ค่ะ คุณลุงสะดวกที่ไหนคะ..”
นักศึกษาที่เดินขวักไขว่ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วเมื่อสิ้นสุดการสอบวิชาสุดท้ายจากในหลายภาควิชา อันธกานต์กวาดสายตาผ่านแว่นกันแดดยี่ห้อดังมองรอบมหาวิทยาลัยที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่เกือบ 4 ปี ก่อนที่ชีวิตจะผกผัน เขาตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยในเทอมสุดท้ายก่อนจะเรียนจบ และย้ายไปอยู่ต่างประเทศโดยไม่รู้ว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกเมื่อไหร่
“แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยนะคะ” บุหลันรังสรรค์กล่าว มือบางยกแว่นกันแดดออก ก่อนจะรีบสวมกลับอย่างรวดเร็วเมื่อสายตากระทบกับแสงแดดเปรี้ยง
“อืม” อันธกานต์พึมพำตอบ พลางภาพเหตุการณ์หลายอย่างผ่านเข้ามาในความทรงจำ
บุหลันรังสรรค์มองอีกฝ่ายอย่างประเมินท่าที เธอมีคำถามที่เธออยากรู้มานาน แต่ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากสักที
“ไหน ๆ .. เราก็มาที่เก่า ๆ เพื่อระลึกความหลังกันแล้ว.. บุหลันขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย” เธอพูดขึ้นในที่สุด
อันธกานต์นิ่งเล็กหน่อย หลิ่วตามองอีกฝ่ายพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ
“หลังจากวันนั้น.. เกิดอะไรขึ้นบ้างเหรอคะ..”
อันธกานต์เบี่ยงใบหน้า ก่อนจะหันหลังให้กับบุหลันรังสรรค์เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเห็นสีหน้าดุดันที่เขาเกือบเก็บอารมณ์ไว้ไม่ทัน ชายหนุ่มกัดฟันแน่น สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรักษาจังหวะหายใจให้ปกติที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
อันธกานต์รู้ดีว่าเธอหมายถึงอะไร.. เหตุการณ์ในวันนั้น.. วันหลังจากที่เธอทิ้งเขาไปมีความสุขกับไอ้ภูธเรศ!!!
เขาอยากจะะโใส่หน้าบุหลันรังสรรค์มากจริง ๆ ว่าทำไมเธอถึงกล้าถามคำถามนี้.. ั์ตาคมวาวโรธเต็มไปด้วยเพลิงแห่งความโกรธแค้น เขาสูดลมหายใจลึกอีกครั้ง