บทที่ 1 ต้าเยี่ยน
ตอนที่ 1 วิถีชีวิตที่เรียบง่าย
ฟู่~ ซ่า~
ผืนน้ำสีมรกตแห่งปากแม่น้ำยงยังคงซัดสาดเข้าหาแนวหาดทรายสีขาวบริสุทธิ์ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็จังหวะเชื่องช้า ลมทะเลที่หนาวเหน็บแม้จะเป็ใน่ปลายฤดูใบไม้ผลิเข้ามาทักทายหมู่บ้านตระกูลหยุนั้แ่เช้าตรู่ จวบจนกระทั่งดวงตะวันเคลื่อนคล้อยขึ้นมาตรงหัวมุมขอบฟ้า บ่งบอกว่าเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามซื่อแล้ว บรรยากาศรอบกายจึงเริ่มคึกคักขึ้นตามวิถีชีวิตอันเรียบง่ายที่ดำเนินเช่นนี้มานานนับร้อยปี
ณ ปลายสุดของแหลมหลงซี่จู มีโขดหินทับถมและเกาะทรงกลมมนตั้งเด่นอยู่กลางทะเล ยามน้ำลดจะปรากฏแนวสันทรายขาวทอดยาวเชื่อมแหลมและเกาะเข้าด้วยกัน ดูราวกับผืนแผ่นดินักำลังแลบลิ้นเอื้อมไปคาบลูกแก้วมณีกลางอ่าว แต่ยามน้ำขึ้น คลื่นซัดสาดตัดขาดสันทรายจมดิ่ง ปล่อยให้เกาะมุกกลมนั้นลอยเด่นเป็ประกายอยู่เพียงลำพัง
เมื่อแสงแรกยามเช้าล้วงเลย ถึงยามสายของวัน แสงแดดหม่มหมองสาดส่องทาผืนทะเลปากอ่าวแหลมหลงซี่จูให้กลายเป็สีฟ้ามรกต เด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งพิงกายหน้าชะง่อนหินใหญ่บนเกาะมุกอันโดดเดี่ยว ลมทะเลโชยเอากิ่งก้านเรียวบางของต้นชิงหลิ่วให้ลู่ลมพัดผ่านผิวหน้า แสงแดดพาดผ่านส่องทะลุร่มเงาไม้โบราณก็ไม่อาจสลายความหนาวเหน็บของยุคน้ำแข็งน้อยไปได้ มีเพียงกระท่อมมุงจากหลังเก่าข้างกาย กองไฟกองเล็กพอช่วยให้ความอบอุ่น และเงาร่างของชาวบ้านที่เดินกันขวักไขว่ทำหน้าที่ของตน เป็พยานในดินแดนลับแห่งนี้
เด็กน้อยนั่งกอดเข่าจ้องมองตรงเข้าไปในกองเพลิงที่ลุกโชน ใบหน้าจริงจัง คิ้วทั้งสองขมวดขุ่น เด็กน้อยนั่งจ้องอยู่นาน สุดท้ายก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างจนใจ และบ่นว่า
“นี้ก็ผ่านมา 5 ปีแล้วที่ข้ามาเกิดใหม่ แต่ก็ยังคงคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรในอนาคตดี”
เห้อออ~‘
เด็กน้อยถอนหายออกมาช้าๆ ไหล่ตกก้มหน้าลงมองพื้น ค่อยยกเอามือทั้งสองข้างขึ้นมาขยี้หัวตัวเอง จากนั้นก็เงยหน้ามองฟ้า และร้องะโ ‘โว๊ยยย!!
“ต้าเยี่ยนบ้าบอ!!! รัชศกฉี่ตงบ้าบอ!! จูโหยวเสี้ยวบ้าบอ!!! นี้มันโลกบ้าอะไรกัน!!! มันควรจะเป็ต้าิสิฟ่ะ!!! ถึงจะปี1625 และมีคนแซ่จูครองบัลลังก์เหมือนกัน แต่ที่เหลือไม่เห็นเหมือนกันเลยโว๊ยยย!!!“
“เฮ้อออ..” เด็กน้อยถอนหายใจ หลังจากะโจนสุดเสียง เขาก้มหน้าลงมาจ้องกองไฟเช่นเดิม จากนั้นก็บ่นตัดพ้อขึ้นว่า
“ ก็เดาได้อยู่หรอกว่าที่นี้มันแปลก ขนาดหมู่บ้านประมงนี้ที่ควรจะเป็แค่หมู่บ้านธรรมดาๆ แต่ดันมีระบบส่งน้ำ กับระบบชลประทาน การทำท่อส่งน้ำ คูคลอง และถนนก็ใช้สิ่งที่มองแว๊บเดียวก็รู้ว่าเป็ปูนซีเมนต์ที่จีนในยุคนี้ไม่น่าจะทำออกมาได้ ไหนจะพวกรอกทุ่นแรงที่ใช้ตักน้ำจากบ่อ และใช้ทำอย่างอื่นนั้นอีก นี้ยังไม่พูดถึงสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างสบู่ กระจกเงา แล้วก็พวกอาหารแปลกๆที่ไม่น่าจะมีในท้องถิ่น เอ่ออ ไม่สิ มันไม่ควรจะมีในยุคนี้ด้วยซ้ำ“
”เฮ่ยยย~ อุตส่าห์รอจนโตพอ จะได้ตามท่านแม่เข้าเมืองได้แล้วแท้ๆ จะได้ไปดูว่ามีอะไรที่โลกนี้ยังไม่มีจะได้ทำมาขายในอนาคตได้บ้าง แต่นี้อะไร ของง่ายๆที่ทำขายได้ดันมีออกมายั้วเยี้ยเต็มตลาด แถมไอ้ของพวกนี้มันมีมาเป็ร้อยๆปีั้แ่ยุคถังแล้วด้วยซ้ำ เฮ้อออ~”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นฟ้า ผายมือสลัดแขนทั้งสองข้างออกนอกลำตัว ใบหน้าจิ้มลิ้มลูกผสมบิดเบี้ยวทำท่าทางไม่สบอารมณ์ดั่งคนบ้า ก่อนจะหันรีหันขวางะโด่าทอสายลมราวกับ้าตัดพ้อส่งสาส์นไปถึงิญญาผู้กลับชาติมาเกิดรุ่นก่อนๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว
“นี้มันเื่บ้าอะไรกัน หื้อ แบบว่าต่อให้จะอยากโชว์เทพกันขนาดไหน ก็ควรจะหัดพอประมาณกันบ้างสิครับพวกรุ่นพี่ทั้งหลาย หื้ม! มันก็ควรเหลืออะไรไว้ให้รุ่นน้องเขาได้ใช้บ้างเถอะ!!! ให้ตายสิว่ะ!!!”
เด็กน้อยยกมือมาป้องที่ปากและะโว่า
“โธ่เว้ยยย!!!”
ในระหว่างที่เด็กน้อยะโบ่นอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงะโของคนอื่นดังมาจากชายฝั่งใกล้ๆแหลมหลงซี่จู เสียงนั้นลอยตามสายลมมาว่า
“เลฟ!!!”
“เลฟฟฟ!!!!!!”
“เลฟฟฟฟฟ!!!!!!!“
เสียงมันดังขึ้นเรื่อยๆ มันเป็เสียงแหบๆดุดัน และทรงพลังมาก แม้ว่าเกาะจูยวี่จะอยู่ห่างจากฝั่งประมาณลี้เศษ ก็ยังได้ยินชัดทุกคำ
เด็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงนั้นจึงรู้ทันทีว่าพ่อของตนมาตามแล้ว เพราะมีแค่พ่อของเขาเท่านั้นที่เรียกเขาด้วยชื่อนั้น เขาจึงรีบลุกขึ้นปัดทรายออกจากก้น ดับไฟให้สนิท และเก็บข้าวของให้เรียบร้อย จากนั้นก็วิ่งไปขึ้นเรือบดลำเล็กที่จอดอยู่ใกล้ชายเกาะที่ต่ำที่สุด เขาแก้เชือกที่ผูกไว้กับแท่งเหล็กกล้าสมอบกอย่างชำนาญ จากนั้นก็พายเรือเข้าฝั่ง
เด็กชายค่อยๆพายพาเรือเล็กเข้าฝั่งช้าๆ เขามองเห็นชายบนฝั่งที่ะโเรียกเขา กำลังยืนมองเขาอยู่ ชายคนนั้นตัวสูงใหญ่ กล้ามเนื้อพองโตจนเห็นได้แม้จะใส่เสื้อปานหลายชั้น เขามีผม คิ้ว และเคราสีน้ำตาลแดงเด่นเป็ประจัก ต่อให้อยู่ในฝูงชนก็สามารถหาเขาเจอได้ง่ายๆ จากระยะห่างของทั้งสองทำให้เด็กน้อยไม่อาจเห็นหน้าชายคนนั้นได้ชัดเจน แต่เขาบอกได้ว่าชายตัวโตคนนั้นมีใบหน้าที่ดุดัน จนแค่ใครก็ตามสบตากับเขาเป็ต้องตัวแข็ง ถอยหนีกันทุกคน หรือไม่ก็หลบสายตาไปเลย ถามว่าเหตุใดเด็กชายถึงรู้ คำตอบมีเพียงหนึ่ง นั้นก็เพราะชายร่างั์นั้นคือพ่อเขาเอง
บิดาของเด็กน้อยมีนามว่า อีริค สตรอมบอร์น เป็ชาวฟินแลนด์ ร่างั์สูงเกือบ 6 ฉือ ผิวหนาหยาบกร้านและกรำแดด จนสีผิวเป็สีทองแดง ด้วยความที่มีเส้นผม ขน สีดวงตาเป็สีน้ำตาลไหม้ และผิวสีทองแดงเด่นชัด ประกอบกับที่เป็ช่างต่อเรือ และหัวหน้าชาวประมงที่เก่งกาจ ทำให้ได้ฉายาว่า เมี่ยนเยี่ยชา แปลว่า ั์หน้าแดง
เด็กน้อยพายเรือบดเข้าฝั่งอย่างช้าๆ พร้อมกับฮัมเพลง Row your boat ไปด้วย
“ฮืม ฮืม พายเรือน้อย“
“ล่องไปตามสายน้ำ”
“ดี๊ดี๊ดี๊ ดี้ดี้ดี้ ดี่ดี่ดี่ ดีดีดี“
”ชีวิตแม่งโคตรจะดี”
เด็กน้อยฮัมเพลงวนไปเรื่อยๆ จนกระทั้งใกล้ถึงฝั่งเขาได้ยกมือขวาขึ้นเหนือหัว โบกมือไปมาให้ชายร่างั์ และะโออกไปว่า
“ท่านพ่อออ!!!”
พ่อของเด็กน้อยที่เห็นเรือของลูกชายใกล้เข้าฝั่งมา และเห็นเด็กน้อยโบกมือให้ก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดออกมา หากแต่เมื่อมองดูใบหน้าเขาใกล้ๆ จะเห็นคิ้วคู่หนาที่ขมวดปมเข้าหากัน
ชายร่างั์ผายมือทั้งสองข้างออกข้างลำตัว ระนาบเอว และสายหัวใส่เด็กน้อย ราวกับจะสื่อว่า ’นี้เ้าทำอะไรของเ้ากัน’ จากนั้นเขาก็เดินขึ้นท่าเรือที่อยู่ข้างๆ เพื่อมารับเ้าเด็กแสบกลับบ้าน
เด็กน้อยที่เห็นท่าทางของพ่อตนเช่นนั้นได้อุทานออกมาว่า
“โอ้ ซวยยล่ะ”
เด็กน้อยรู้ดีว่าเขาหาเื่ใส่ตัวเข้าให้แล้ว เพราะเขามีทัณฑ์บนติดตัวห้ามไม่ให้มาที่เกาะมุกแห่งนี้คนเดียวเด็ดขาด หลังจากคราวก่อนที่แอบมา แล้วคนในบ้านหาตัวไม่พบจนค่ำมืด มิหนำซ้ำด้วยความหลงลืมว่าร่างนี้เป็เพียงเด็กห้าขวบแทนที่จะเป็ผู้ใหญ่ยุค ค.ศ. 2026 เขายังดันเซ่อซ่าเดินไปร่วมกลุ่มกับชาวบ้านตระกูลหยุนที่จุดคบเพลิงออกตามหาคนหาย โดยไม่รู้เลยว่า ‘คนหาย’ ที่คนทั้งหมู่บ้านกำลังตามหากันจนวุ่นวายนั้น... ก็คือตัวเขาเอง!
วีรกรรมครั้งนั้นทำเอาเขาโดนท่านแม่บ่นจนหูชา ซ้ำยังถูกทำโทษอย่างหนักด้วยการงดโจ๊กมื้อเย็นและสั่งให้ขูดเกล็ดปลาตากแห้งท่ามกลางลมหนาววิปริตจนมือเปื่อย ซึ่งเื่ราวยังผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ เขาก็กลับมาแหกกฎที่เกาะนี้อีกรอบ เด็กน้อยถอนหายใจยาว รู้ชะตากรรมดีว่าครั้งนี้คงไม่แคล้วโดนบ่นอีกแน่
เขารู้ว่าทำให้ครอบครัวเป็ห่วงมาก โดยเฉพาะท่านแม่ที่รักใคร่และหวงแหนลูกๆทุกคน แม้นางจะเข้มงวดมากก็ตาม เพียงแต่เขาแค่อยากหาพื้นที่ส่วนตัวเพื่อหลบหนีความแออัดในกระท่อมดินแคบๆ ที่ต้องนอนเบียดกับพี่น้องตัวั์อีกสี่คนเท่านั้น บางครั้งการมีจิติญญาที่โตแล้ว ก็ทำให้เขาเผลอเรอจนลืมไปว่า ร่างกายในตอนนี้... เป็แค่เด็กห้าขวบที่เดินไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยหอบแล้ว
เรือไม้เล็กๆ ของเด็กชายวัยห้าขวบเคลื่อนผ่านแนวโขดหินของแหลมหลงซี่จู มุ่งหน้ากลับเข้าสู่สะพานท่าเรือไม้เก่าส่วนตัวที่ยื่นเหยียดออกไปในผืนน้ำสีมรกต เรือเล็กจอดใกล้เสาไม้ของสะพานที่ติดกับบันไดไม้ เด็กน้อยผูกเชือกเรือกับเสาสะพานไม่ให้เรือถูกคลื่นซัดออกไป ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะปืนขึ้นไปบนตัวสะพานท่าเรือ เงาร่างสูงใหญ่กำยำของบุรุษผู้เป็บิดาก็ก้าวสกัดหน้าเอาไว้เสียก่อน
ชายร่างั์ยืนตระหง่านกอดอกแน่นท่ามกลางกลิ่นอายควันถ่านหิน ไอไม้สน และคราบน้ำมันดินที่ใช้ทากันซึมใต้ท้องเรือ ทั่วทั้งตัวเขาเต็มไปด้วยเขม่าสีดำจากการตีเหล็กทำลิ่มขัดไม้ซ่อมแซมเรือประมงลูกครึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลกร้าววาวจ้องเขม็งลงมาที่บุตรชายคนกลาง ก่อนจะะเิเสียงดุเดือดลั่นลมหนาววิปริตโดยไม่คิดจะออมแรง
“เลฟ!! ไอ้เด็กแสบ!! เ้าคิดอะไรของเ้าน่ะห๊ะ!! “
อีริคสาวเท้าเข้ามาคว้าร่างเล็กๆ ของลูกชายพลางกวาดสายตามองไปทางตัวบ้านด้วยความกังวล
“ดะ เดี๋ยวก่อนท่านพ่อข้า..”
เด็กน้อยพยายามแก้ตัว แต่ไม่ทันทีเขาจะได้พูดอะไรต่อ เสียงเข้มอันดุดันของผู้เป็พ่อก็ได้ตัดเข้ามาเสียก่อน
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ให้เ้าไปที่เกาะนั้นคนเดียว! แม่เ้าคิดยังไงกับเื่นี้เ้าก็รู้! นี้ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์เ้าก็ทำอีก!! เ้าอยากโดนแม่เ้าทำโทษอีกรึไง!!“
คำขู่เื่บทลงโทษของมารดาทำเอา เลฟ ในร่างเด็กห้าขวบถึงกับลอบกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ สายตาของเขาเหลือบมองผ่านไหล่หนาของบิดาไปทางโรงต่อเรือไม้ โครงสร้างเรือประมงท้องแบนแบบฮั่นที่ถูกพ่อดัดแปลงใส่โครงกระดูกงูอันแข็งแกร่งตามแบบเรือของชาวตะวันตกตั้งเด่นอยู่ตรงนั้น มันคือโรงต่อเรือและโรงไม้ของบิดาที่เขาชอบมาสร้างสิ่งของต่างๆบ้างเป็บางครั้ง แต่ในเวลานี้ ด่านแรกที่เขาต้องรอดไปให้ได้คืออารมณ์ฉุนเฉียวของคนตรงหน้า
“ข้ารู้ว่าทำให้ทุกคนเป็ห่วง แต่ท่านพ่อก็รู้ว่าข้าไม่เหมือนเด็กคนอื่น ข้าแข็งแรงกว่าเด็กวัยเดียวกันตั้งเยอะ! ต่อให้มีคนแบบพี่รองสามคนมารุมพร้อมกัน ก็ยังเอาข้าไม่ลงด้วยซ้ำ!”
เลฟเอ่ยปากประท้วงเสียงอู้อี้ ใบหน้าจิ้มลิ้มบิดเบี้ยวเล็กน้อยขณะถูกหิ้วคอเสื้อผ้าป่านหยาบหนาจนตัวลอยเคว้งกลางอากาศ ราวกับลูกแมวเชี้ยวๆ ที่อยู่ภายใต้อุ้งมือหนาใหญ่ที่แข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กสับจับงานของบิดาตนเอง
”ข้ารู้ว่าเ้ามีร่างกายต่างจากเด็กคนอื่น ต้องขอบคุณพระเ้าที่มอบร่างกายและสติปัญญาที่วิเศษนี้ให้เ้า แต่คนเราไม่ควรประมาทนะ เ้าลิงน้อย“
พ่อร่างั์กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำดุดัน ทว่าในความแข็งกร้าวกลับแฝงความทะนุถนอมอย่างยิ่งยวด ก่อนที่เขาจะค่อยๆ หย่อนร่างของเลฟลงบนพื้นแผ่นไม้ของสะพานท่าเรืออย่างเบามือ ผิดกับหน้าตาป่าเถื่อนขึงขังที่แสดงออก
“และเ้าก็ไม่ควรเอาพี่รองของเ้ามาเปรียบเทียบเช่นนั้น เ้าเด็กบ้า พละกำลังของพี่รองเ้า… แขนเขาบางกว่าท่อนฟืนที่ใช้ต้มโจ๊กมันเทศเสียอีก เขาไม่ใช่พวกใช้แรงเหมือนข้ากับพี่ใหญ่ของเ้านะ เขาเป็พวกหนอนหนังสือ... อืม ไม่สิ คนฮั่นที่นี่เขาเรียกว่าอะไรนะ? อ่อใช่… ต้องเรียกว่าพวกบัณฑิตสินะ”
ชายร่างั์พึมพำกับตัวเองพลางพยายามปรับจูนคำศัพท์ทางการของราชวงศ์ต้าเยี่ยนที่ภรรยาชอบพร่ำสอน
พ่อของเด็กน้อยคุกเข่าหนาลงมาอยู่ในระดับสายตาของบุตรชายคนที่ 3 ฝ่ามือสากที่เต็มไปด้วยรอยด้านหนาจากการจับค้อนเหล็กทุบทั่งและไอน้ำมันดินปัดเศษฝุ่นและเม็ดทรายหยาบออกจากสาบเสื้อป่านของลูกอย่างใส่ใจ ก่อนจะช่วยจัดทรงเสื้อที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ จากนั้นก็ยกมือขวาหนาใหญ่ขึ้นมาขยี้กลุ่มผมยาวสีดำขลับลึกลับของเลฟจนยุ่งเหยิง พลางฉีกยิ้มขื่นๆ ที่มุมปากแฝงไปด้วยความเอ็นดู และพูดว่า
“ถ้าเ้าอยากจะใช้ใครเปรียบเทียบก็ควรจะเป็ข้า ไม่ก็พี่ใหญ่เ้าสิ เ้าเด็กแสบ”
“เอ๋...~ จะเอาท่านพ่อกับพี่ใหญ่มาเปรียบได้อย่างไรล่ะ ข้าสู้พวกท่านไม่ไหวอยู่แล้วนี่นา”
เลฟแกล้งลากเสียงยาว ทำตาใสซื่อปนประจบสอพลอขณะเอียงคอหลบฝ่ามือหนาใหญ่ที่กำลังขยี้หัวเขาอยู่ จิติญญาของผู้ใหญ่ยุค ค.ศ. 2026 รู้จักวิธีเอาตัวรอดจากการโดนผู้ใหญ่โบราณดุเป็อย่างดี การแสร้งยอมศิโรราบและทำตัวอ่อนแอให้สมกับเด็กวัยห้าขวบ คืออาวุธลับชั้นยอดที่ทำให้คนดุต้องอารมณ์อ่อนลงทุกครั้ง
“ฮ่าฮ่าฮ่า! เ้าเล่ห์นักนะ เ้าจิ้งจอกน้อยตัวเหม็น!”
อีริคะเิเสียงหัวเราะร่วนลั่นสะพานท่าเรืออันเงียบสงบ ลมหนาววิปริตที่พัดผ่านมาดูจะอุ่นขึ้นทันตา ชายร่างั์บีบแก้มยุ้ยมอมแมมของลูกชายเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะลุกขึ้นยืนตระหง่านเต็มความสูงเกือบสองเมตร บิดข้อมือหนาจนกระดูกส่งเสียงดัง ‘กร๊อบ’ ล้างคราบไอน้ำมันดินและเขม่าเหล็กออกจากฝ่ามือคร่าวๆ พลางกวาดสายตามองแสงแดดซีดจางเบื้องบนที่เคลื่อนคล้อยใกล้จะตรงหัว
“เอาล่ะ เรากลับเรือนกันเถอะ... นี่ก็เกือบจะพ้นยามซื่อจวนจะเข้ามื้อเที่ยงอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าแม่ของเ้าจะทำอะไรให้กินบ้าง ข้าเริ่มหิวจนท้องร้องซะแล้วสิ”
“อื้ม! ข้าก็หิวเหมือนกัน! วันนี้ท่านแม่จะทำอะไรให้กินกันนะ คงไม่ใช่มันเทศอีกหรอกนะ”
เลฟพูด พร้อมยกมือขึ้นพนมเหนือศีรษะ
“โอ๊ย~ ขอล่ะ อะไรก็ได้ แต่ไม่เอามันเทศแล้วนะ ข้าเบื่อจะตายแล้ว ตลอดสัปดาห์นี้กินมันเทศไปเกินครึ่งสัปดาห์แล้วนะ ข้าจะอ้วนออกมาเป็หน่อมันเทศอยู่แล้วเนี้ยย~”
“เอาเถอะ ๆ มันช่วยไม่ได้นี้นะ ตลอดหลายปีมานี้สภาพอากาศก็วิปริต ผิดแผกไป และอากาศเริ่มหนาวมากขึ้น พืชพันธุ์ต่างๆก็ตายเปล่า ผืนดินไม่อาจเพาะปลูกอะไรได้ง่ายๆ ฝูงปลาในทะเลก็หายากขึ้นทุกที“
อีริคหยุดเดิน หันหลังมามองบุตรชาย และพูดว่า
”ฉนั้นมีอะไรกินได้ ก็กินเถอะ เราไม่อาจเลือกกินได้ พวกเรายังดีที่ยังมีอะไรกิน ดีกว่าพวกชาวบ้านที่อยู่ลึกเข้าไปในแผนดินใหญ่ มีหลายคนที่อดตาย ไม่ก็กินกันเอง พวกเขาเ่าั้โชคร้ายกว่าเรานัก ลูกข้า ดังนั้นข้าจึงสวดมนต์อ้อนวอนต่อพระผู้เป็เ้าทุกวัน ให้พวกเรายังคงมีกินเช่นนี้ไปตลอด“
เลฟหน้านิ่งตั้งใจฟังอย่างจริงจัง จากนั้นก็เอ่ยปาก
”ขอรับท่านพ่อ ข้าทราบแล้ว ข้าไม่ได้อยากเลือกกิน หากแต่ ข้าเบื่อนี้น่าา มันอดไม่ได้จึงบ่นออกมา“
อีริคทั้งเอ็นดู และเอือมระอาเมื่อได้ยินเช่นนั้นเข้า เขาไม่รู้จะพูดสิ่งใดดี ทำได้เพียงหัวเราะ ‘หึหึ‘ ในลำคอ จากนั้นก็เขกหัวน้อยๆของบุตรชายไปเต็มรักหนึ่งที แล้วพูดว่า
”ไอ้ตัวตะกละเอ้ย~“
”โอ๊ยย~ ท่านพ่อข้าเจ็บน้าา.. ทำอะไรของท่านเนี่ย ถ้าข้าโง่ขึ้นมาท่านต้องรับผิดชอบนะ“
อีริคได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะหนึ่งที ’ฮ๊ะ!’ และพูด
”จิ้งจอกน้อยอย่างเ้ารึ จะโง่ลง ถ้าหากเ้าโง่ลงจริง วันนั้นตะวันคงขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วล่ะ“
อีริคหันหลังและเดินต่อ ไม่ได้สนใจเสียงประท้วงจากเด็กน้อยเลย
”เอ้า! ตามมาได้แล้ว! ป่านี้แม่เ้าจัดสำรับเสร็จแล้วมั้ง หากไปช้าได้โดนนางบ่นอีกรอบหรอก!“
เลฟที่กำลังบ่นออดแอดอยู่ด้านหลังเมื่อได้ยินบิดาเอ่ยถึงมารดาอันเป็ที่รัก กับการบ่นดั่งบทสวดไล่ผีอันยืดยาวของนางแล้ว ทำเอาิญญาหนุ่มจากโลกอนาคตในร่างเด็ก ถึงกับขยาด จนต้องกลืนน้ำลาย พร้อมกับเดินเร็วจี๋ตามบิดามาติดๆ
”อ้อจริงสิพอท่านพูดถึงท่านแม่ ข้าก็นึกขึ้นได้ ท่านแม่ไม่ใช่ว่า นางไม่ชอบที่ท่านเรียกพวกเราด้วยชื่อต่างแดนนี่ขอรับ ท่านชอบให้เรียกด้วยชื่อฮั่นมากกว่า ถ้าท่านแม่ได้ยินท่านเรียกข้าว่าเลฟ แทนที่จะเป็ หยุนไห่ฉาง ขึ้นมา ท่านจะไม่เป็ใช่มั้ยเนี้ย“
”ไม่เป็ไรหรอกนาา นานๆทีข้าก็อยากเรียกเ้าด้วยชื่อจากบ้านเกิดที่ข้าตั้งให้บ้างเท่านั้นเอง เป็แม่เ้านั้นแหละที่วิตกเกินเหตุ นางกลัวว่าจะเป็จุดสนใจมากไป“
”ยิ่ง่นี้มีการเปลี่ยนแปลงของทางการบางอย่าง ดูเหมือนพวกขุนนางฝ่ายคลั่งชาติ หรือไม่ก็พวกอนุรักษ์นิยม หรือพวกไหนนี้แหละ เริ่มเข้ามามีอำนาจในราชสำนัก และพยายามผลักดันนโยบายกีดกันคนที่ไม่ใช่ชาวฮั่น และใช้อำนาจกดขี่พวกเรามากขึ้น“
”แต่ข้าก็บอกนางแล้วว่าไม่ต้องคิดมาก ถึงอย่างไรเราก็อยู่สุดขอบทางใต้ของแผนดิน ห่างไกลจากเมืองหลวงนัก อีกทั้งที่นี้ยังมีอิทธิพล และอำนาจของพวกชาติต่างๆที่มาค้าขายค่อยถ่วงอำนาจกับคนพวกนั้นอยู่ คงไม่เกิดเื่ร้ายแรงอะไรเร็วๆนี้หรอก เ้าก็อย่าไปใส่ในเลย“
”อื้ม ข้าทราบแล้วท่านพ่อ“
เลฟตอบรับคำของบิดา จากนั้นก็เดินก้มหน้าตามบิดากลับบ้าน ในระหว่างนี้เขาคิดถึงเื่ที่บิดาพูด และเื่อื่นๆ จนไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่บิดาพูดเลยสักนิด จนอีริคที่พูดคนเดียวอยู่นาน แต่ไม่ได้รับคำตอบรับจากคนข้างหลังเลย เริ่มรู้สึกแปลกๆ จึงได้หยุดเดิน และหันกลับมามอง หากแต่เมื่อหันกลับมาก็เห็น บุตรชายก้มหน้าเดินล่องลอยเหมือนคนสติหลุด ผ่านเขาไปหน้าตาเฉย คิ้วทั้งสองข้างหมวดเข้าหากัน ราวกับคิดสิ่งใดอยู่
อีริคเริ่มะโเสียงดังเรียกชื่อบุตร แต่ไร้การตอบรับ เรียกอยู่หลายครั้งแต่ก็ยังเป็เช่นเดิม สุดท้ายเขาจึงต้องเดินตามไปเคียงคู่บุตร และเอามือตบไหล่เขาอย่างแรง พร้อมกับะโชื่อลูกออกมา
”เลฟ!!“
เด็กชายที่ถูกตบเข้าอย่างกแรงที่ไหล่ขวา พร้อมกับเสียงะโกัมปนาทที่ปะทะเข้าหูขวาของเขาอย่างแรง ก็ได้สะดุ้งจนสุดตัว เด็กน้อยหยุดกึก หันหน้าซ้ายขวา มาหยุดที่บิดาของตน ที่ยืนเด่นเป็สง่า บดบังแสงอาทิตย์ที่ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ
”ทะ ท่านพ่อ มีสิ่งใดหรือขอรับ“
”ให้ตายสิ จริงๆเลยเ้าลูกคนนี้ เ้าคิดสิ่งใดในหัวน้อยๆของเ้าอยู่กัน ฮื้ม.. เมื่อกี้เ้าได้ฟังสิ่งที่ข้าพูดไปรึไม่“
”อ่าา แน่นอนข้าฟังสิ ท่านบอกว่าาา.. อืมมม..”
เด็กน้อยทำหน้าคิดสักพัก ไม่เกินสองลมหายใจ ก็ตอบว่า
“ท่านบอกว่าอีกไม่ถึงเดือนก็วันเกิดข้าแล้ว ถึงตอนนั้นข้าก็จะอายุครบ 5ขวบแล้ว ข้าควรเริ่มฝึกฝนร่างกาย และการต่อสู้ได้แล้ว ตอนพี่ใหญ่พี่รองอายุเท่าข้า พวกเขาก็ได้รับการฝึกเช่นนี้มาแล้ว ถึงพี่รองจะปวกเปียกเกินไปจนต้องเลิกกลางคันก็เถอะ”
“อีกอย่างคือท่านอยากให้ข้ามาช่วยท่านที่โรงต่อเรือเพื่อเรียนรู้งานต่อเรือ และงานช่างต่างๆจากท่าน ท่านอยากให้ข้ารับ่ต่อกิจการของบ้าน เพราะพี่ใหญ่อยากไปเป็ทหาร ส่วนพี่รองอยากสอบขุนนาง อืมม น่าจะมีแค่นี้หากข้าจำไม่ผิด ใช่รึไม่ท่านพ่อ”
เลฟกล่าวจบก็ส่งยิ้มให้บิดา พร้อมกับแววตาใสซื่อ อีริคที่ได้ฟัง ใบหน้ายังคงนิ่งสนิท แต่คิ้วเริ่มผูกเป็ปม เลฟที่เห็นท่าไม่ดีได้เอ่ยปากถาม
“เอ่ออ นี้ข้าพูดสิ่งใดผิดไปรึเปล่าาา ท่านพ่ออ..”
เลฟค่อยๆพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา ราวกับแมวน้อยผู้หวาดกลัว ส่งส่ายสายตาออดอ้อนไปยังผู้เป็พ่อ
อีริคที่เห็นการกระทำของลูกชายตัวแสบเช่นนั้นก็คลายปมที่คิ้วออก พร้อมถอนหายใจอย่างจนใจ เขาไม่อาจโกรธลูกคนนี้ลงได้เลยจริงๆ
เขารับรู้เื่ความสามารถทั้งทางกาย ที่แข็งแรง และเติบโตได้ดีกว่าเด็กๆคนอื่นๆในหมู่บ้าน หรือแม้แต่ในบรรดาลูกๆของเขา ลูกคนกลางคนนี้ก็เป็ที่หนึ่ง ทั้งพละกำลัง ความอึด การเติบโตของร่างกาย ที่อายุ 5 ขวบ แต่ร่างกายเกือบจะเท่าลูกคนรองที่อายุ 11 ปี ได้แล้ว อีกทั้งการรักษาซ่อมแซมของร่างกายดีกว่าคนปกติอย่างเห็นได้ชัด เช่นสามารถหายจากการโดนมีดบาดได้ในเวลาเพียงวันเดียวแม้จะไม่ใช่แผลลึก แต่ก็ไม่ใช่แผลที่จะหายได้แค่วันเดียวแน่ๆ เขารู้ดี
และพรอีกประการคือสติปัญญาที่เฉียบแหลมของเด็กคนนี้มันเกินกว่าที่เขาเคยเห็นมาทั้งชีวิตซะอีก ต้องรู้ก่อนว่าอีริคมีอายุ 51 ปี ผ่าน่ชีวิตมาอย่างโชกโชน และพบพานผู้คนมามาก แต่เขายังไม่เคยเจอใครที่ทำได้แบบเด็กคนนี้เลย เขาสามารถจำจดอะไรก็ตามหากพาดผ่านสายตาแม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ เขาจะไม่มีวันลืม เขาสามารถจดจำทุกรายละเอียดของความทรงจำได้ หรือแม้แต่เรียนรู้สิ่งที่เห็นไม่ว่าอะไรก็ทำได้อย่างรวดเร็ว
อีริคจึงไม่ได้แปลกใจหาก เลฟจะสามารถจำสิ่งที่เขาพูดไปเมื่อกี้ได้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ตั้งใจฟังเลยสักนิดก็ตาม
“เห้ออ…” อีริคถอนหายใจ
“เลฟข้าบอกแล้วว่าอย่าใช้ความสามารถของเ้าแบบนั้น มันเสียของ ทั้งยังไร้มารยาท และยังหยาบคายมาก การสนทนากับใครเ้าก็ต้องให้เกียรติผู้ที่เ้าสนทนาด้วย และตั้งใจฟัง เ้าเข้าใจหรือไม่”
“ขอรับท่านพ่อ ข้าเข้าใจแล้ว ขออภัยจริงๆ ข้าแค่คิดถึงสิ่งที่ท่านพูดเื่พวกขุนนางอะไรนั้นเพลินไปหน่อย ต่อไปข้าจะระวัง”
“อืมม เอาล่ะ ถ้าเ้าเข้าใจแล้วก็ดี คราวหลังอย่าทำอีกก็พอ ไม่เช่นนั้นคราวหน้า หากมีอีก ข้าจะจับเ้ามัดติดเสากระโดงเรือ ห้อยหัวซะ ตอนที่ออกไปหาปลา”
อีริคพูด พร้อมลูบหัวเลฟเบาๆ จากนั้นก็เดินต่อไป
“เอ๋… แบบนั้นข้าก็ตายพอดีสิท่านพ่ออ..”
“เ้าไม่ตายหรอกน่าาา!! เลิกบ่น แล้วตามมาได้แล้ว ข้าเริ่มได้กลิ่นข้าวลอยมาแล้ว!!”
“ขอรับบ~ รอข้าด้วยท่านพ่ออ!!”
สิ้นคำของเด็กน้อย เลฟก็รีบสาวเท้าก้าวยาวๆ เดินตามแผ่นหลังกว้างราวกับกำแพงเหล็กของอีริคไปตามสะพานไม้เก่า สายตาของเด็กชายจับจ้องผ่านแนวชายคาโรงต่อเรือมุ่งตรงไปยังกระท่อมดินปนไม้หลังย่อมของตระกูลหยุนที่ตั้งอยู่ไม่ไกล