ค่ายทหารอยุธยา... ยามรัตติกาล
หากภาพจำของค่ายทหารในหัวสมองเด็กวิศวะอย่าง กันต์ คือฉากในภาพยนตร์ฟอร์มั์ระดับพันล้านอย่าง ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวร’ หรือ ‘บางระจัน’ ที่เขาเคยเสียเงินค่าตั๋วไอแมกซ์เข้าไปดู... ค่ายทหารคือสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ เต็มไปด้วยระเบียบวินัย แถวทหารเรียงหน้ากระดานเป๊ะปัง แสงไฟจากคบเพลิงส่องสว่างไสวไปทั่วบริเวณอย่างสวยงาม และธงทิวรูปสัตว์หิมพานต์ปลิวสะบัดอย่างสง่างามท่ามกลางเสียงกลองรบที่เร้าใจ
แต่ ความจริง (Reality) ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ากันต์ตอนนี้... มันคือ สลัม (Slums) เกรดต่ำดีๆ นี่เอง!
ทันทีที่ม้าสีหมอกย่างเท้าก้าวผ่านซุ้มประตูค่ายที่ทำจากไม้ซุงผุกร่อน ภาพความจริงอันโหดร้ายก็กระแทกเข้าสู่ประสาทััทั้งห้าของวิศวกรหนุ่มจนแทบสำลัก
สิ่งที่เห็นไม่ใช่ความเกรียงไกร แต่เป็ความเวทนาปนสังเวช เพิงพักมุงจากที่ปลูกสร้างอย่างลวกๆ เรียงรายกันอย่างไร้ระเบียบแบบแผน (Unplanned Settlement) ราวดอกเห็ดเน่าๆ ผุดขึ้นหลังฝนตก บางหลังเสาเอียงกระเท่เร่ทำมุมวิกฤตเกิน 15 องศา จนน่าหวาดเสียวว่าจะถล่มลงมาทับคนนอนตายคาที่ โครงสร้างไม้ไผ่ผุๆ พังๆ ที่ถูกมัดด้วยตอกไม้ไผ่แบบขอไปที ดูแล้วผิดหลักวิศวกรรมโครงสร้าง (Structural Engineering) ทุกข้อในตำราเรียน
“นี่มัน Safety Factor ติดลบชัดๆ ... วิศวกรคุมงานไปมุดหัวอยู่ที่ไหนวะเนี่ย ฝนตกหนักๆ ทีเดียวคงพังครืนลงมาทั้งแถบ”
กันต์บ่นพึมพำในใสายตาวิเคราะห์โครงสร้างตรงหน้าด้วยความขัดใจ
แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่าภาพที่เห็น คือ กลิ่น
กลิ่นเหม็นอับของเหงื่อไคลที่หมักหมมมาแรมเดือนจากชายฉกรรจ์นับพันคนที่ไม่ได้อาบน้ำฟอกสบู่ กลิ่นยาสมุนไพรต้มฉุนกึกจนแสบ
โพรงจมูก และที่เลวร้ายที่สุดคือกลิ่นคาวเืกับหนองที่ลอยคละคลุ้งมาจากโซนที่น่าจะเป็โรงหมอสนาม ผสมปนเปกับกลิ่นมูลสัตว์
และกลิ่นอุจจาระจากส้วมหลุมที่ขุดไว้ไม่ห่างกันนัก
“อุ้บ...”
กันต์ต้องรีบยกมือปิดจมูก พยายามกลั้นหายใจจนหน้าเขียวหน้าเหลือง กระเพาะอาหารบีบตัวอย่างรุนแรงแม้มันจะว่างเปล่าก็ตาม
เสียงทหาราเ็ร้องโอดโอยด้วยความเ็ปทรมาน ผสานกับเสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหวราวกับโรงงานแปรรูปไม้ขนาดใหญ่ที่
เครื่องจักรชำรุด ดังระงมไปทั่วค่าย
นี่หรือคือชีวิตนักรบโบราณ... ไม่มีเกียรติยศหรูหรา มีแต่ความอยู่รอดบนกองขยะและความตาย
“ถึงแล้ว... ลงมา”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดึงสติของกันต์กลับมา ขุนแผน ะโลงจากหลังม้าสีหมอกอย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับแมวเก้าชีวิต ปลาย
เท้าััพื้นดินอย่างนิ่มนวลแทบไม่เกิดเสียง บ่งบอกถึงทักษะการทรงตัวและกำลังขาที่ฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม
เขาหันมาสั่งกันต์ที่นั่งตัวเกร็ง หลังแข็งทื่ออยู่ข้างหลัง มือยังกอดเอวเขาแน่นไม่ยอมปล่อย
“จะเกาะเป็ลูกลิงไปถึงเมื่อไหร่? ลงมา!”
กันต์สะดุ้งเฮือก กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ พยายามขยับขาที่ชาหนึบจากการนั่งถ่างขาเกร็งมาตลอดทาง ค่อยๆ ไถลตัวลงมาจากหลัง
ม้าตัวมหึมาอย่างทุลักทุเล
ตุ้บ!
ทันทีที่เท้าเปล่าััพื้นดินแฉะๆ ที่เต็มไปด้วยโคลนตมผสมมูลสัตว์ ขาแข้งที่ผอมแห้งและอ่อนแรงก็พาลจะพับลง เขาทรุดฮวบลงไปกองจูบพื้นธรณีในท่ากบไสไม้ หน้าเกือบทิ่มลงไปในกองขี้ม้า
“โอ๊ย... ขาเปลี้ยหมดแล้ว...” กันต์ร้องคราง พยายามยันกายลุกขึ้นด้วยแขนที่สั่นเทา
ขุนแผนปรายตามองด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่มีความคิดที่จะยื่นมือมาช่วยแม้แต่น้อย เขาโยนบังเหียนม้าให้ทหารรับใช้ที่วิ่งเข้ามารับ่ต่อ แล้วหันมาสั่งเสียงเข้ม
“ตามข้ามา... แล้วอย่าเดินเพ่นพ่านซุกซนไปทั่ว ที่นี่ ‘เ้าที่’ แรง เดี๋ยวจะหาว่าข้าไม่เตือน”
ขุนแผนพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเย็นะเื แววตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ ความมืด ราวกับเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ก่อนจะเดินนำลิ่วๆ ผ่ากลางวงล้อมทหารที่กำลังนั่งล้อมวงเล่นเบี้ยโบกและกินเหล้าขาวกันอย่างเอิกเกริกหน้ากองไฟ
บรรยากาศในวงเหล้าเงียบกริบลงทันทีราวกับถูกสับคัตเอาต์!
ทหารฉกรรจ์นับสิบชีวิต ร่างกายกำยำ เต็มไปด้วยรอยสักและรอยแผลเป็ ที่เมื่อครู่ยังส่งเสียงเอะอะโวยวายหัวเราะร่า ต่างรีบกุลีกุจอเก็บอุปกรณ์การพนันยัดลงใต้ตั่งไม้ไผ่ แล้วก้มหัวทำความเคารพแม่ทัพใหญ่ด้วยความยำเกรง... ไม่สิ... ต้องเรียกว่า “หวาดกลัว” จนตัว
สั่นงันงก
สายตาของพวกเขามองขุนแผน ไม่ใช่แค่มองเ้านาย แต่ราวกับมองเห็น พญามัจจุราชเดินดิน ที่พร้อมจะกระชากิญญาใครก็ได้ที่
ทำให้ขัดใจ
กันต์เดินตัวลีบตามหลังต้อยๆ พยายามรักษาระยะห่างไม่ให้คลาดสายตาจากแผ่นหลังกว้างนั้น เท้าที่เคยสวมรองเท้าผ้าใบราคาแพงระยับ บัดนี้ต้องย่ำลงไปในโคลนเย็นเฉียบทุกย่างก้าว ความรู้สึกขยะแขยงแล่นขึ้นสมอง แต่ความกลัวตายมีมากกว่า
สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง ขนแขนลุกชันขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ลมเย็นวูบวาบพัดผ่านต้นคอเหมือนมีใคร
มาเป่ารด
‘เ้าที่แรงแปลว่าอะไรวะ? ผี? ิญญาบรรพบุรุษ? หรือกับะเิสมัยกรุงศรีฯ? ทำไมบรรยากาศมันมาคุแบบนี้วะ’
ขุนแผนพาเขาเดินลัดเลาะผ่านดงทหาร ข้ามคูน้ำครำที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่า ขึ้นมายังเนินดินสูงใต้ต้นมะขามั์อีกต้นหนึ่ง ซึ่งตั้ง
ตระหง่านอยู่ท้ายค่าย แยกตัวออกมาจากโซนแออัดอย่างชัดเจน
พื้นที่ตรงนี้ดูสะอาดสะอ้านผิดหูผิดตา ลมพัดโกรกเย็นสบายและอยู่เหนือทิศทางลม ทำให้รอดพ้นจากกลิ่นส้วมหลุมมรณะที่โชยมาจาก
ท้ายค่ายได้อย่างหวุดหวิด
บนแคร่ไม้ไผ่ขนาดใหญ่ที่ขัดมันจนวาววับ มีมุ้งผ้าฝ้ายเก่าๆ สีกระดำกระด่างกางครอบอยู่ ข้างๆ มีกองไฟขนาดย่อมที่มอดลงเหลือเพียงถ่านแดงๆ ให้ความอบอุ่น
แม้สภาพจะไม่ต่างจากของบริจาคเก่าเก็บ แต่มองจากสายตาวิศวกรผู้ประเมินหน้างานแล้ว นี่น่าจะเป็ โซน VIP (Very Important Person) ที่สุดในนรกขุมนี้แล้ว อย่างน้อยก็ไม่ต้องนอนเบียดเสียดดมกลิ่นเต่าใคร
ขุนแผนทิ้งตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ หยิบไหเหล้าดินเผาที่วางอยู่หัวนอนขึ้นมากระดกอึกใหญ่ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในย่ามสะพาย หยิบห่อใบตองห่อหนึ่งออกมา
“เอ้า... แดกซะ”
แปะ!
วัตถุปริศนาห่อด้วยใบตองแห้งๆ ถูกโยนลงตรงหน้ากันต์ เสียงดังฟังชัด กันต์สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะมองห่อนั้นด้วยสายตาละห้อย ท้องไส้ที่ว่างเปล่ามาทั้งวันเริ่มประท้วงด้วยเสียงร้องโครกครากที่ดังแข่งกับเสียงจิ้งหรีดเรไร
“โครกกก... ครากกก...”
เสียงท้องร้องดังสนั่นจนน่าอาย แต่กันต์ไม่สนแล้ว เขารีบตะกายเข้าไปหยิบห่อใบตองนั้นมาแกะออกด้วยความหิวโซจนมือไม้สั่นเทา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบตองลอยแตะจมูก สร้างความหวังอันริบหรี่
แต่เมื่อใบตองถูกเปิดออก... สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้เขาต้องชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก
ข้างในคือ ข้าวสวย ที่จับตัวกันเป็ก้อนแข็งโป๊ก สีเหลืองอ๋อยตุๆ เหมือนหุงด้วยน้ำคลองท้ายวัด เม็ดข้าวแตกหักป่นปี้แทบไม่เป็เม็ด... กับ ปลาเค็มตากแห้ง ตัวเล็กจิ๋วหนึ่งตัว ที่สภาพดูแห้งกรัง ผอมโซจนเห็นก้างปูนโปน เนื้อหนังแทบไม่มีติด ราวกับฟอสซิลไดโนเสาร์ยุคครีเทเชียสที่ถูกขุดพบในสภาพสมบูรณ์
กันต์มองอาหารมื้อแรกในยุคอดีตด้วยความว่างเปล่า สมองจินตนาการไปถึงข้าวมันไก่ตอนเนื้อนุ่มๆ น้ำจิ้มรสเด็ด หรือกะเพราหมูสับไข่ดาวเยิ้มๆ ที่ป้าหน้าปากซอยคอนโดฯ ทำให้กิน
น้ำลายเหนียวๆ ไหลย้อยออกมาที่มุมปากเมื่อนึกถึงภาพอาหารเ่าั้ แต่ความจริงตรงหน้าคือ ‘ก้อนแป้งแข็งๆ กับซากปลา’
“น้ำพริกล่ะจ๊ะ? ผักต้มล่ะจ๊ะ?” กันต์เผลอหลุดปากถามหาเครื่องเคียงตามความเคยชิน อย่างน้อยมีแตงกวาสักลูกก็ยังดี จะให้กินข้าวเปล่ากับปลาเค็มแห้งๆ แบบนี้ คอคงแห้งตายก่อน
ขุนแผนที่กำลังยกไหเหล้าขาวขึ้นกระดกอึกใหญ่ หยุดชะงักทันที เขาค่อยๆ ลดไหลง วางกระแทกพื้นดัง ปึ้ก! แล้วค่อยๆ หันมามองหน้าเด็กใหม่ด้วยตาเขียวปั๊ด แววตาดุดันจนกันต์รู้สึกเหมือนโดนเลเซอร์ความร้อนสูงจ่อกลางหน้าผาก
“เื่มาก! มีให้แดกก็บุญหัวแล้ว เอ็งนึกว่าเอ็งนั่งเสวยอยู่ในวังรึไง!”
เสียงตวาดของขุนแผนดังกึกก้องกังวาน ทรงพลังอำนาจจนอากาศรอบตัวสั่นะเื ทำให้ทหารยามที่ยืนสัปหงกอยู่ไกลๆ สะดุ้งโหยงจนหอกเกือบหล่นใส่เท้า
กันต์หดคอวูบจนคางชิดอก ตัวสั่นงันงก รีบก้มหน้าลงกับห่อข้าวพลางนึกในใจอย่างขมขื่น น้ำตาตกใน
‘โอเคจ้ะพ่อ... ขอโทษที่ปากมาก... สภาพนี้อย่าว่าแต่ดาวมิชลินหรือมาตรฐาน อย. เลย ให้หมาหน้าเซเว่นกิน หยายังเมินหน้าหนี... แต่มันไม่มีทางเลือกแล้วนี่หว่า’
“กินจ้ะ! กินๆๆ! อร่อยจ้ะ! ขอบคุณจ้ะ!”
กันต์รีบแก้ตัวเสียงอ่อย มือสั่นๆ หยิบก้อนข้าวแข็งๆ ขึ้นมาบิใส่ปาก
ทันทีที่เข้าปาก... ััแรกคือความแข็งกระด้าง บาดเหงือกและเพดานปาก รสชาติฝืดคอระคายเคืองจนต้องทุบอก อั้กๆ เหมือนกลืนก้อนกรวดลงไป ส่วนปลาเค็มนั้นเค็มปี๋จนลิ้นชาไปถึงโคนลิ้น กลิ่นคาวคลุ้งไปทั่วปาก
แต่ด้วยความหิวที่กัดกินกระเพาะจนแสบไส้ ร่างกายที่ขาดสารอาหารมานานสั่งการให้เขาเคี้ยวและกลืนมันลงไปให้เร็วที่สุด นาทีนี้ต่อให้เป็รองเท้าหนังต้มเปื่อย เขาก็คงต้องบอกว่าอร่อย
ทันใดนั้น... ขณะที่กันต์กำลังจะบิ หัวปลาเค็ม อันโอชะ (ส่วนที่มีเนื้อเยอะที่สุดเท่าที่จะหาได้จากซากฟอสซิลนี้) เตรียมส่งเข้าปากเพื่อประทังชีวิต
หมับ!
มือเล็กๆ ป้อมๆ สีดำแดงเป็มันวาว ยื่นวูบออกมาจากความว่างเปล่าด้านข้าง! ราวกับทะลุมิติออกมา! คว้าหมับเข้าที่หัวปลาเค็มในมือเขาอย่างแม่นยำ แล้วกระชากแย่งไปหน้าตาเฉย!
“เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย!”
กันต์ร้องลั่นด้วยความใจนข้าวพุ่งออกจากปาก หันขวับไปมองหัวขโมยที่บังอาจมาแย่งอาหารมื้อสำคัญในนาทีชีวิต
ภาพที่เขาเห็น... คือเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ อายุประมาณ 3-4 ขวบ ผิวพรรณสีดำแดงเป็มันเลื่อมสะท้อนแสงไฟคบเพลิง ผมจุกผูกโบว์สีทองอร่ามปลิวไสว รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์พูนสุข พุงพลุ้ยน่าหยิก ซึ่งขัดแย้งกับสภาพเด็กขาดสารอาหารหัวโตพุงโรในค่ายทหารนี้อย่างสิ้นเชิง
เด็กคนนั้นนั่งยองๆ อยู่ข้างแคร่ไม้ไผ่ ในมือถือหัวปลาเค็มของกันต์ไว้แน่น กำลังเคี้ยว กร้วมๆ เสียงกระดูกปลากรบเกรียบดังลอดออกมาอย่างเอร็ดอร่อย ราวกับกำลังกินขนมขบเคี้ยวรสเลิศ
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมาสบตากันต์... ดวงตากลมโตดำขลับใสแจ๋วไร้เดียงสา แก้มตุ่ยๆ เพราะเคี้ยวปลาจนแก้มป่อง
“มองหน้าทำไมพี่ชาย? แบ่งกันกินสิ... คนละครึ่ง”
เสียงเด็กแจ้วๆ เล็กแหลมดังขึ้นอย่างร่าเริง พร้อมรอยยิ้มซุกซนที่เห็นฟันซี่เล็กๆ ขาวจั๊วะ
กันต์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความโมโหหิว เส้นเืที่ขมับเต้นตุบๆ
‘เด็กบ้าอะไรวะ มาแก้ผ้าแย่งข้าวกิน พ่อแม่ไม่สั่งสอนหรือไง เสื้อผ้าก็ไม่ใส่ ปล่อยให้มาวิ่งโทงๆ ในค่ายทหารเนี่ยนะ? แล้วดูสิ กินดีอยู่ดีกว่ากูอีก พุงพลุ้ยเชียว!’
ความหิวทำให้กันต์ลืมสังเกตความผิดปกติ (เช่น ผิวที่เป็มันเลื่อมเกินมนุษย์ หรือการปรากฏตัวแบบไร้เสียง) เขาคิดเพียงว่านี่คือเด็กดื้อลูกทหารสักคนที่แอบมาขโมยของกิน
“ไอ้หนู! นี่มันกับข้าวพี่นะเว้ย! มาแย่งกันดื้อๆ ได้ไง คายออกมาเลยนะ! พี่หิวนะโว้ย! พ่อแม่เอ็งเป็ใคร เดี๋ยวจะจับตีก้นให้เข็ด!”
กันต์ดุเสียงเขียว หน้าแดงด้วยความโกรธ ทำท่าจะเอื้อมมือไปแย่งหัวปลาคืนจากปากเด็ก
เด็กน้อยหัวเราะคิกคัก เบี่ยงตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว
กึก...
เสียงวางไหเหล้ากระแทกพื้นดัง ปึ้ก! สนั่นกว่าครั้งแรก
ขุนแผนที่นั่งเอกเขนกอยู่บนแคร่หยุดชะงักการเคลื่อนไหวทุกอย่าง เขาค่อยๆ หันขวับมามองกันต์ด้วยสายตาแปลกประหลาด... มันไม่ใช่สายตาดุดันเหมือนตอนแรก แต่เป็สายตา ‘ตะลึง’ และ ‘ประเมินค่า’ อย่างรุนแรง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็ปม
“เอ็ง... คุยกับใคร?”
ขุนแผนถามเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงแฝงความจริงจังและกดดันจนน่าขนลุก
กันต์ชะงักกึก มือค้างอยู่กลางอากาศ หันไปมองขุนแผน แล้วชี้นิ้วไปที่เด็กผมจุกอย่างหัวเสีย
“ก็ไอ้เด็กนี่ไงจ๊ะท่านขุน! มันมาขโมยหัวปลาหนูเนี่ย! ลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่รู้ แก้ผ้าโทงๆ วิ่งเพ่นพ่าน เข้ามาในเขตหวงห้ามเนี่ย ยามหน้าค่ายหลับ
ยามหรือเปล่าจ๊ะ? ปล่อยให้เด็กเข้ามาได้ไง”
ขุนแผนไม่ตอบ แต่หรี่ตามองตามปลายนิ้วของกันต์... ไปยังความว่างเปล่าข้างแคร่
ตรงจุดนั้น... ในสายตาของทหารทั่วไป มันคือความว่างเปล่าที่มีเพียงอากาศธาตุและความมืด
แต่ในสายตาของผู้มีอาคมแก่กล้าอย่างขุนแผน เขามองเห็น ‘พรายชุมพล’ กุมารทองลูกชายสุดที่รักของเขา กำลังนั่งเคี้ยวหัวปลาอยู่
อย่างสบายใจเฉิบ ขาป้อมๆ แกว่งไปมา พร้อมกับทำหน้าล้อเลียนแลบลิ้นปลิ้นตาใส่กันต์อย่างสนุกสนาน
ขุนแผนค่อยๆ หันกลับมาจ้องหน้ากันต์อีกครั้ง คราวนี้แววตาของขุนศึกหนุ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง... จากที่เคยจ้องมองเหมือนมอง
ขยะเปียกไร้ค่าที่เก็บตกมาได้ บัดนี้กลายเป็มองด้วยความสนใจใคร่รู้ และพินิจพิเคราะห์ราวกับเจอของแปลกหายากระดับ SSR
“เอ็งเห็นมัน... ในสภาพไหน?” ขุนแผนถามหยั่งเชิง น้ำเสียงกดต่ำลง สายตาจับจ้องทุกปฏิกิริยา
“ก็... ก็เด็กปกติเนี่ยแหละจ้ะ ผิวดำๆ แดงๆ มีจุก ผูกโบว์ทอง... อ้วนท้วนสมบูรณ์ดี...” กันต์ตอบงงๆ เริ่มรู้สึกถึงบรรยากาศมาคุที่แผ่ออกมาจากตัว
ขุนแผน “ทำไมหรือจ๊ะ? หรือว่าเป็ลูกนายกองคนไหน? หนูจะฟ้องพ่อมัน!”
ขุนแผนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ มุมปากข้างหนึ่งยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ั์ตาเป็ประกายวาวโรจน์ในความมืด
‘ไอ้นี่มันมีของ... คนทั่วไปถ้าไม่จิตแข็งจริง หรือไม่มีวิชาอาคมขั้นสูง ไม่มีทางเห็นไอ้ชุมพลในร่างปกติได้ชัดขนาดนี้ อย่างมากก็เห็นเป็แค่เงาดำวูบวาบ หรือได้ยินแค่เสียงแว่วๆ ... แต่นี่มันเห็นชัดเป็ตัวเป็ตน เห็นสีผิว เห็นโบว์ทอง... จิตมันไม่ธรรมดา อาจจะเป็ผู้มีััพิเศษ (Sixth
Sense) ติดตัวมาแต่เกิด’
“หึ...” ขุนแผนหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะโบกมือปัดรำคาญ “เออ... ช่างเถอะ กินๆ ไป อย่าไปถือสาเด็กมัน มันซนตามประสา”
“อ้าว...”
กันต์เกาหัวแกรกๆ งงเป็ไก่ตาแตกกับท่าทีที่เปลี่ยนไปปุบปับของขุนแผน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่ท้องที่หิวโหยสั่งให้เขาเลิกสนใจ
เื่ไร้สาระ เขาหันกลับมาแย่งหางปลาส่วนที่เหลือกับไอ้เด็กจุกต่อ (ซึ่งไอ้เด็กจุกก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขาอย่างกวนประสาท แล้วทำท่าจะคว้าข้าวก้อนต่อไปในมือเขาอีก)
“แล้วเอ็งน่ะ... เป็ใครมาจากไหน?”
จู่ๆ ขุนแผนก็เอ่ยถามขึ้น ทำลายความเงียบระหว่างการแย่งชิงอาหาร เสียงของเขาดูอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย
“พ่อแม่เอ็งไปไหน ทำไมถึงมานอนกลางดงศพแบบนั้น? รูปร่างผิวพรรณเอ็งก็ไม่เหมือนลูกชาวบ้านร้านตลาด... แต่จะว่าเป็ลูกผู้ดีตีนแดง สภาพเอ็งก็ดูไม่ได้”
กันต์ชะงัก มือที่กำลังปั้นข้าวก้อนต่อไปค้างอยู่กลางอากาศ
คำถามนี้จี้ใจดำเข้าอย่างจัง... เหมือนมีใครเอามีดมากรีดซ้ำรอยแผลเก่าที่ยังไม่ตกสะเก็ด
ไม่ใช่แค่เื่ในภพนี้ที่เขาเพิ่งมาถึง แต่รวมถึงภพก่อน... ปี ๒๕๖๘ ด้วย
กันต์เป็เด็กกำพร้า พ่อแม่เสียชีวิตั้แ่เขายังเล็ก เติบโตมาในสถานสงเคราะห์ที่แออัด ต้องปากกัดตีนถีบ ทำงานพาร์ทไทม์ส่งตัวเองเรียนจนสอบติดคณะวิศวะฯ ไม่มีใครให้กลับไปหาในวันรับปริญญา ไม่มีใครรออยู่ที่บ้านในวันที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน มีแต่ความว่างเปล่าและความเงียบเหงาเป็เพื่อน
ความโดดเดี่ยว... ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ยุคสมัยใด หรือมีเทคโนโลยีทันสมัยแค่ไหน มันก็หนาวเหน็บไม่ต่างกัน
กันต์ค่อยๆ วางก้อนข้าวลง แววตาที่เคยขี้เล่นสั่นไหวเล็กน้อย ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว เขาพยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่คอ ก่อนจะตอบเสียงแ่เบาราวกับเสียงกระซิบ สายตาเหม่อมองลงไปที่พื้นดิน
“ไม่มีจ้ะ...”
“หือ?” ขุนแผนเลิกคิ้ว
“หนูตัวคนเดียวจ้ะ...”
กันต์ก้มหน้ามองมือเล็กๆ ของตัวเองที่เปื้อนฝุ่น พยายามซ่อนความอ่อนแอ
“พ่อแม่ตายหมดแล้ว ญาติพี่น้องก็ไม่มี... ที่มานอนตรงนั้นก็เพราะหนีตายมา... ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกันจ้ะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีพรุ่งนี้ไหม”
คำตอบนั้นเรียบง่าย ไร้การปรุงแต่ง แต่มันหนักแน่นและกระแทกใจคนฟังด้วยความจริงที่เ็ป
ขุนแผนละสายตาจากไหเหล้า หันมามองร่างผอมแห้งของเด็กตรงหน้าเต็มตา...
ความรู้สึกบางอย่างที่คุ้นเคยแล่นเข้ามาในอก แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยรังสีสังหารอ่อนลงวูบหนึ่ง เขานึกถึงตัวเองในยามที่
ต้องระหกระเหินหนีคดีอาญา... นึกถึงชะตากรรมของคนที่ต้องสูญเสียครอบครัวเพราะไฟาและการเมือง เขาเองก็สูญเสียมา
มาก พลัดพรากมาเยอะ ถูกผู้คนหักหลัง ไม่ต่างจากไอ้เด็กนี่
คนหัวอกเดียวกัน... ย่อมเข้าใจความเงียบของกันและกัน แม้ไม่ต้องเอ่ยคำพูดมากมาย
ขุนแผนถอนหายใจยาว หยิบจานสังกะสีที่มี ปลาแห้งอีกตัว (ซึ่งเป็ส่วนกับแกล้มของตัวเอง ตัวใหญ่กว่าของกันต์สองเท่า) เลื่อนไป
ตรงหน้ากันต์
“กินซะ...”
ขุนแผนพูดสั้นๆ ห้วนๆ แต่เจือไปด้วยความเมตตาที่หาได้ยากยิ่งในค่ายนรกแห่งนี้
“กินให้อิ่ม... คืนนี้เอ็งนอนที่นี่ ปลายเท้าข้านี่แหละ”
“หา?” กันต์เงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง ปรับอารมณ์ไม่ทัน
“ตะ... แต่ท่านขุน... นั่นมันปลาของท่าน... ท่านยังไม่ได้กินเลย...”
“ไม่ต้องพูดมาก รำคาญ”
ขุนแผนตัดบทเสียงเข้ม เอนตัวลงนอนราบไปกับแคร่ เอามือก่ายหน้าผากเพื่อตัดบทสนทนา
“นอนซะ พรุ่งนี้ข้ามีงานให้เอ็งทำ... ถ้าแรงไม่มี ทำงานไม่คุ้มข้าว เดี๋ยวจะตายก่อนได้โต”
กันต์มองปลาแห้งตัวใหม่ในจานอย่างไม่เชื่อสายตา แล้วมองแผ่นหลังกว้างของขุนแผนที่นอนหันหลังให้...
ถึงจะดูดิบเถื่อน ปากร้าย ท่าทางนักเลงโตเหมือนอันธพาล แต่ลึกๆ แล้ว ภายใต้รอยสักและกล้ามเนื้อเ่าั้ ผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้ใจร้ายอย่างที่คิด... อย่างน้อยหัวใจของเขาก็ยังมีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่ อุ่นกว่าปลาเค็มเย็นชืดในจานนี้เสียอีก
ความรู้สึกปลอดภัยแล่นเข้ามาในใจเป็ครั้งแรกั้แ่หลุดเข้ามาในโลกนี้
“ขอบพระคุณจ้ะ...” กันต์พึมพำเสียงเครือ ยกมือไหว้ท่วมหัวไปยังแผ่นหลังนั้น
เขารีบกินข้าวที่เหลือจนหมดเกลี้ยงจานด้วยความซาบซึ้ง (และหิวจนตาลาย) รสชาติของปลาเค็มตัวนี้ดูจะอร่อยกว่าตัวเมื่อกี้ร้อยเท่า
เมื่ออิ่มท้อง หนังตาก็เริ่มหย่อน กันต์ค่อยๆ ล้มตัวลงนอนที่ปลายแคร่ ขดตัวคู้เหมือนกุ้งแห้งเพื่อหาความอบอุ่นจากกองไฟที่เริ่มมอด โดยมี ไอ้เด็กจุก หรือ ‘พรายชุมพล’ นั่งชันเข่ามองตาแป๋วอยู่ข้างๆ พร้อมกับรอยยิ้มซุกซน
ร่างของเด็กน้อยเริ่มเรืองแสงจางๆ ในความมืด... ไม่ใช่แสงจากไฟ แต่เป็แสงนวลๆ เหมือนหิ่งห้อย
“ฝันดีนะพี่ชาย... คืนนี้ฉันจะช่วยเฝ้ายามให้... ใครมารังแกพี่ บอกฉันได้เลย”
เด็กน้อยกระซิบเสียงหวานที่ข้างหู แล้วร่างนั้นก็ค่อยๆ จางหายไป ในความมืดราวกับควันไฟที่ถูกลมพัด!
กันต์เบิกตากว้าง ขยี้ตาตัวเองแรงๆ หนึ่งที
“เฮ้ย...”
เขาลุกพรวดขึ้นนั่ง มองซ้ายมองขวา เลิ่กลั่ก แต่เห็นเพียงความว่างเปล่าและความมืดสลัวใต้แสงจันทร์ กับเสียงกรนของขุนแผนที่เริ่มดังเป็จังหวะ
‘หายไปไหนแล้ววะ? จางไปดื้อๆ เลย? ...เชี่ย... หรือว่า...’
สมองเด็กวิทย์เริ่มประมวลผลใหม่... เด็กที่แก้ผ้าวิ่งในค่ายทหาร... เด็กที่ขุนแผนบอกว่าคนทั่วไปมองไม่เห็น... เด็กที่จางหายไปได้...
“ผี!!!”
ขนหัวลุกชันั้แ่นิ้วเท้าถึงไรผม!
แต่ทว่า... ความง่วงที่โถมทับเข้ามาเหมือนคลื่นั์สึนามิ ทำให้กันต์ไม่มีแรงแม้แต่จะกลัวหรือวิ่งหนี ร่างกายของเด็กที่อ่อนล้ามาทั้งวันชัตดาวน์ระบบลงทันที เขาฟุบหน้าลงกับท่อนแขนลีบๆ ของตัวเอง
‘ผีก็ผีเถอะ... ตอนนี้คนง่วงน่ากลัวกว่า... ขอนอนก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน... ถ้าตื่นมาแล้วหัวยังอยู่บนบ่านะ’
และแล้วสติของเขาก็ดับวูบลง เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้เลยว่า ค่ำคืนแรกในค่ายทหารแห่งนี้ มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น... และมิตรภาพระหว่าง วิศวกรหลงยุค กับ ขุนพลจอมขมังเวทย์ (และลูกชายผีๆ ของเขา) ก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการแล้ว