ตอนที่ 6 “งานวิจัยกับการถกพระธรรมและความเชื่อ”
สายลมเอื่อยๆพัดผ่าไหล่ที่อวบอ้วนของสาวน้อยแสงแดดในตอนสายส่องผ่านร่มเงาของต้นไม้สูงที่ม้าหินอ่อนหลังตึกแปดของคณะวิทยาศาสตร์เช่นเคยนี่ฉันเอง เคี้ยวไงจะใครซะอีกละ พวกคุณคงแปลกใจเพราะไม่คุ้นกับอารมณ์สุนทรีที่เริ่มต้นด้วยสายลมและแสงแดดอ่อนๆเชื่อเหอะฉันเองก็ไม่คุ้นเคยเหมือนกันแต่วันนี้ฉันต้องไปใช้ชีวิตที่แตกต่างจากเดิม เลยอยากจะเริ่มทำอะไรที่มันแตกต่างไปบ้าง
มีใครสักคนเคยพูดเอาไว้ว่า ’มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละทำแต่สิ่งเดิมแต่หวังให้ผลลัพธ์ต่างไปจากเดิม’ และฉันบอกเลยว่าไอ้คนที่กล่าวนี่กล่าวผิดก็ถ้าว่ากันในเชิงของรายละเอียดแล้วผลมันต่างจากเดิมซะทุกครั้งเชื่อเถอะเพราะฉันลองมาด้วยตัวเองแล้วเพราะเมื่อฉันทำตัวโง่ทุกวันเหมือนเดิมแต่คนกลับมองฉันไม่เหมือนเดิม ฉันเองก็ด้วยเมื่อฉันทำตัวโง่ทุกวันฉันยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโง่กว่าเมื่อวานและคนอื่นๆก็ยิ่งดูถูกฉันมากขึ้น ทั้งๆที่ฉันก็แค่ทำตัวโง่เหมือนเดิมแท้ๆ
ก็นั่นแหละผลลัพธ์ที่เขาหมายถึงคงจะเป็เื่เชิงตรรกะ 1+1=2 อะไรเทือกนั้นมากกว่าเพราะช่องแคบๆของใจคนมันแปรผันตลอดเวลา มันไม่สามารถจะเหมือนเดิมได้ยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อคุณกินอะไรเดิมๆทุกวันคุณจะรู้สึกว่ามันซ้ำซากจำเจทั้งๆที่ตอนแรกที่คุณกินมันอร่อยมากๆและรู้สึกดีเหลือเกินที่ได้กิน
แต่ก็นะเพราะเราจะรู้สึกไม่เหมือนเดิมทุกวันนี่แหละที่ทำให้เราต้องกระเสือกกระสนค้นหาสิ่งที่แปลกใหม่เพื่อให้เรารู้สึกตื่นเต้นกับการเผชิญกับมันครั้งแรกเหมือนเดิมเหมือนกับที่เรารู้สึกดีเมื่อเราได้ัับางอย่างที่เราชอบเป็ครั้งแรก
หลังจากที่เมื่อวานบุญเติมได้ชวนฉันไปใช้ชีวิตแบบคนปกติซึ่งบุญเติมบอกว่ามันคล้ายๆ การเดท ฉันรู้ว่าพวกคุณอาจจะสงสัยว่าการเดทคืออะไรฉันจะนิยามให้แล้วกันการเดทก็คือการที่ชายหญิงออกไปกินข้าวดูหนังหรือทำอะไรสนุกๆด้วยกันสองคนซึ่งในกรณีของฉันไอ้เติมต้องเป็คนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดสรุปง่ายๆ คร่าวๆการเดทคือการที่ฉันอิ่มฟรีๆนั่นเอง
ไมใช่แค่อิ่มฟรีนะดูหนังฟรีทำเื่สนุกๆฟรีๆด้วย แม้หลักสำคัญมันจะเป็การอิ่มฟรีๆก็ตาม แต่เื่รองอย่างการสนุกฟรีเองก็ไม่ควรจะถูกลืมเหมือนกัน
แน่นอนว่าทุกอย่างของค่าใช้จ่ายที่กล่าวไปนั้นก็รวมถึงค่าเดินทางด้วยฉันก็เลยต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ในวันนี้เพื่อรอไอ้หน้าหล่อบุญเติมมารับ
จะว่าไปฉันเองก็ไม่รู้เลยว่าปกติบุญเติมเดินทางไปไหนมาไหนยังไงเพราะทุกครั้งที่ฉันเจอกับเติมก็มักจะเป็การเจอกันในสถานที่นัดพบและแยกย้ายกันไปเมื่อเสร็จธุระแล้วไอ้สถานที่นัดพบที่ว่ามันก็ไม่เคยอยู่ข้างถนนที่สามารถนำรถมาจอดได้เลยแต่ถ้าให้ฉันเดาจากชื่อของหมอนี่แล้วละก็ บางทีอาจจะเดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถส่งพระอะไรเทือกนั้นหรือบางทีมันอาจจะเดินตามหลังหลวงพ่อพร้อมกับแบกย่ามดอกไม้ธูปเทียนอะไรเทือกนั้นเป็ชื่อที่เห่ยชะมัดเลยนะ บุญเติมเนี่ย
ก็นะแม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วแต่แสงแดดและสายลมอ่อนๆก็ยังคงพัดผ่านร่างที่อวบอ้วนของสาวน้อยเช่นเดิมสาวน้อยยังคงนั่งรอชายคนนั้นอยู่ที่เดิมแม้จะมองเห็นทิศทางของเงาเมื่อแสงตกกระทบได้ลางๆเพราะต้นไม้ที่หนากับปุยเมฆที่คอยบดบังแต่ก็เห็นได้ชัดว่าเงาของสิ่งต่างๆมันเริ่มสั้นลงไปทุกทีนั่นพอทำให้เดาได้ว่าเวลาใกล้เที่ยงแล้ว
สาวน้อยในตอนนี้ยังคงนั่งรออย่างใจจดใจจ่อเฝ้ารอชายที่เธอถวิลหา เมือไหร่เขาจะมากันนะ(ตูหิวแล้วว้อย) ทันใดนั้นเองมีเงาหนึ่งตกกระทบพาดผ่านม้าหินอ่อนที่สาวน้อยนั่งอยู่‘ต้องเป็เขาแน่ๆเลย’ สาวน้อยคิดอยู่ในใจ เธอเอียงคอ(คอที่มีเพียงในจินตนาการของเธอ)หันหน้าที่มีแก้มอวบอ้วนพร้อมกับตาตี่ๆที่สามารถเห็นได้รางๆผ่านแว่นหนาของเธอ เนื่องจากมันเป็ทิศทางที่แสงสาดส่องมาทำให้สาวน้อยมองเห็นเพียงเงารางๆของชายหนุ่มเพียงเท่านั้นเธอยกมือที่เต็มไปด้วยไขมันของเธอขึ้นมาบังแดดที่สาดเข้าตาเพราะเธอหันหน้าเข้าแสงอย่างกะทันหันช่างเป็บุรุษที่เจิดจ้าซะเหลือเกินเป็เหมือนดวงอาทิตที่สาดส่องเข้ามาแม้ในมุมมืดที่ผู้คนไม่สนใจมุมที่มีเธออยู่ตรงนั้น แสงจากชายหนุ่มยังอาจส่องเข้ามาถึงเธอ ในหัวใจบางส่วนที่ความดำมืดซ่อนอยู่ข้างใต้การมาถึงของเขาก็เป็ดั่งแสงที่สาดส่องไปทั่วหัวใจ...สลายเงาที่ดำมืดเ่าั้....’นี่คือชายที่เฝ้าคอยมาเกือบครึ่งชั่วโมงแม้จะเห็นเพียงเงาจากมุมย้อนแสงฉันก็สามารถจะจดจำเขาได้’ เธอคิด เพราะสาวน้อยมั่นใจเหลือเกินว่าเป็ชายคนนั้นเธอจึงหันไปพูดกับชายคนนั้นที่เธอเฝ้าคอยมาตลอดว่า.......
“ในที่สุดท่านก็มาข้ารอคอยท่านมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วหากท่านมาช้ากว่านี้ข้าคงแทะม้าหินอ่อนไปสักชุดสองชุดเป็แน่”
ไอ้เติม:”.................................................................................................................ราชรถของข้าจอดอยู่ทางฝั่งนู้นเชิญตามข้ามาได้เลยแม่หญิง..”
”...?? เอ็งบ้าป่าววะเติมราชรถอะไรของเอ็ง....นอกจากชื่อจะเชยแล้วยังชอบใช้คำเชยๆด้วยเหรอนี่...”
“..!!ต่อไปตูจะไม่เล่นอะไรกับหล่อนแล้วเฟ้ย!!!!”
“ไปกินก่อนนะหิวแล้ว”
“รถฉันจอดอยู่ที่จอดรถคณะน่ะ ทางนี้เลย ตามมา...”
“อ่า..”
ฉันเดินตามหลังบุญเติมไปจนถึงที่จอดรถบริเวณคณะของวิทย์ซึ่งรถของเติมก็ปกติผิดคาด ก็เป็รถเก๋งสีบรอนด์สี่ประตูของญี่ปุ่นทั่วๆไปนี่แหละไม่เหมือนที่เราจินตนาการกันไว้แหะ ไม่ยักกะมีย่ามเลยด้วย ไม่น่าจะใช่รถส่งพระด้วยสิเพราะฉันก้าวขึ้นรถพร้อมกับมองหาร่องรอยของพระเป็อย่างแรกแต่ไม่มีแม้แต่พระพุธรูป
“นี่เติมนายนับถือคริสต์เหรอ??”
“หา?? ทำไมคิดงั้นล่ะ”
“ก็ในรถเอ็งไม่มีแม้แต่พระพุธรูปหรือพวงมาลัยหรือของนำโชคอะไรเทือกนั้นเลยนิ“
“ฉันเชื่อคำสอนมากกว่าจะเชื่อเื่พวกโชคลางพวกนั้นน่ะฉันศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการคิดนะไอ้ของพวกนั้นมันไม่ช่วยอะไรมากไปกว่าการเป็ที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจหรอกสำหรับฉันที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจไม่ได้จำเป็ ฉันเชื่อในเหตุและผล และพุทธองค์ก็สอนให้เชื่อในเหตุและผลด้วย”
“งั้นนายคิดไงกับการพระพุธรูปตั้งอยู่ทุกๆวัดและการสวดมนต์ล่ะ”
“มันก็มีหลายแิอ่ะนะ ถ้าให้นับกันตรงๆหลักๆแล้วฉันคิดว่าพระพุธรูปที่ตั้งกันในวัดใน่เริ่มต้นนั้นมันเป็ความหมายในเชิงสัญลักษณ์ซะมากกว่าเพื่อให้สามารถจำแนกวัดให้ต่างออกไปจากสถานที่อื่นๆ สำหรับการสวดมนต์หากเธอเข้าใจคำแปลของบทสวดแล้วล่ะก็น่ะเธอจะรู้ว่าบทสวดง่ายๆส่วนใหญ่มันบทสวดที่สวดเพื่อสรรเสริญพุทธองค์และคำสอนบางอย่างทั้งนั้นฉันนับถือพุธและศึกษาไม่ใช่เชื่ออย่างงมงาย มีคำกล่าวของพุทธองค์ในบทกาลามสูตรว่าอย่าพึ่งเชื่อโดยฟังตามกันมาหรือแม้แต่อย่าพึ่งเชื่อเพราะมันมีเขียนอยู่ในหนังสือหรือคัมภีร์เพราะฉะนั้นเื่ที่พิสูจน์ได้ยากเทือกนั้นเลยโดนกวาดทิ้งไปหมดสำหรับฉัน”
“มันมีคำกล่าวว่าไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่อยู่นะ..นายเป็ประเภทไหนล่ะ”
“ฉันไม่แน่ใจว่าอะไรที่สามารถนับว่าเป็เื่ลบหลู่ได้จะว่าไงดีเธอนิยามคนี้เีและคนขยันได้จากอะไรคนที่นอนทั้งวันเป็คนี้เีรึป่าวในกรณีที่เขามีแขนมีขามีร่างกายครบมีทุกอย่างปกติเหมือนเธอ”
“ก็นะถ้าเหมือนฉันเขาคงมีเหตุผลอยู่เช่นติดพุงเวลาจะลุกมันลำบากก็เลยนอนอาจจะไม่ี้เีก็ได้”
“....เอาเป็ว่าเหมือนฉันก็แล้วกันสมมติว่าเป็แบบนั้นเขาเป็คนี้เีรึป่าว”
“ใช่...ไอ้ตัวเหมือนนายที่เอาแต่นอนทั้งวันนั่นมันตัวี้เีชัดๆ”
“แล้วถ้างานของเขาคือการนอนล่ะนั่นไม่แปลว่าเขาเป็คนที่ขยันที่สุดในโลกเลยเหรอ”
“ไม่ล่ะถ้าเป็แบบนายก็ต้องเป็ตัวี้เีแน่ๆ”
“สรุปคือมันเป็ตัวี้เีเพราะเหมือนฉันและมันเป็ตัวที่มีเหตุผลเพราะเหมือนหล่อนหรอกเรอะ!! กลับมาที่เื่ที่ว่าด้วยเื่การลบหลู่แบบไหนสำหรับใครถึงเรียกว่าลบหลู่สำหรับฉันการทำเื่ลบหลู่อาจจะเป็เื่ปกติ แต่สำหรับบางคนการแค่คิดต่างผิวคล้ำ สายตาสั้น เื่เล็กน้อยแบบนั้นก็อาจเป็เื่ที่ลบหลู่ได้แล้ว”
“มันก็เป็เื่ปกติล่ะนะ”
“ฉันนึกว่าเธอจะพูดว่าโลกนี้มันอยู่ยากอะไรเทือกนั้นซะอีกนะ”
“ก็ถ้าเื่แบบนั้นฉันรู้ดีกว่านายแน่นอนคง ไม่ต้องให้นายมาบอกหรอก”
“ถ้าวันไหนฉันรู้สึกว่ามันเป็วันยากๆสำหรับฉันการปรึกษากับเธอคงถือเป็ทางเลือกที่ดีมั้งนะ”
“ค่าปรึกษานาทีละสองร้อย!!!”
“ฉันจะทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีวันแบบนั้นเลย!!”
ในพื้นที่แคบๆนั้น สาวน้อยได้เรียนรู้รูปแบบความคิดของผู้อื่น เรียนรู้ที่จะรับฟัง สงสัย และเคารพความคิดของผู้คนบนรถที่มีพื้นที่เพียงน้อยนิดนี้มันบางทีมันอาจจะเป็พื้นที่ทางความคิดที่กว้างใหญ่เหลือเกินมันทำให้เธอได้ฉุกคิดว่าท้องเธอเริ่มส่งเสียง ‘ในที่สุดก็ถึงร้านสักที’สาวน้อยคิด