‘ภาษาจีนอย่างนี้ ทั้งห้องไม้ทรงจีนโบราณแบบนี้ ชัดเจนแล้วว่า...ฉันมาอยู่ในยุคจีนโบราณ!! นี่มันอะไรกัน!?’ เมธาคิดในใจอย่างตื่นตระหนก พร้อมทั้งยืนนิ่งจนตัวแข็งทื่อ พอดึงสติกลับมาได้เขาก็รีบปล่อยกระโปรงลงเหมือนเดิมพร้อมกับหน้าที่ซีดเผือด
หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ ไปสามทีก่อนที่จะรีบเดินมาประคองตัวเมธาไว้อย่างคุ้นเคย ทำเอาเขาสะดุ้งใทันใด
“คุณชาย หากท่าน้าเข้าห้องน้ำจนทนไม่ไหว เหตุใดจึงไม่เรียกข้า”
“ฮะ?? ” เมธามองหญิงสาวด้วยแววตาที่มึนงง
หากนางรู้ความจริงว่าเขาเปิดกระโปรงขึ้นเพื่อดูน้องชายของตัวเองละก็...ไม่อยากจะคิดภาพสีหน้าของนางเอาเสียเลย
“ข้าหายปวดแล้วละ ฮ่า ๆ” เมธาหัวเราะกลบเกลื่อนเบา ๆ
“แล้วนี่ท่านลุกขึ้นเองได้อย่างไรกันเ้าคะ” นางเอ่ยถามพร้อมกับประคองตัวเมธาไปนั่งที่เตียง
“ข...ข้าก็ไม่ได้เป็อะไรนี่” เมธาตอบอย่างเดา ๆ
“ท่านจะไม่เป็อะไรได้อย่างไรกันเ้าคะ ท่านป่วยมีโรคประจำตัวมาั้แ่เด็ก อีกทั้งเมื่อสามวันก่อนท่านยังไอเป็เือย่างหนักจนลุกขึ้นเดินแทบไม่ไหวนี่เ้าคะ”
“อ้องั้นรึ...อ้อใช่ ๆ แต่ตอนนี้ข้าดีขึ้นแล้วละ” เมธาทำท่ายืดเส้นยืดสายราวกับคนไม่เคยป่วยมาก่อน จนนางยกมือขึ้นทาบอกของตนพร้อมกับเบิกตากว้างด้วยความตะลึงงัน
“เ้าชื่ออะไรงั้นรึ...อุ๊บ!” เมธาปิดปากตัวเองแทบไม่ทัน ที่เผลอถามชื่อคนตรงหน้าตามมารยาทของคนที่เพิ่งเจอกัน
“ข้ามีนามว่าเสี่ยวหยางไงเ้าคะ แหม...คุณชายนี่ละก็ พออาการดีขึ้นก็แกล้งทำเป็ลืมข้าเสียแล้ว ฮิ ๆ” นางพูดกลั้วหัวเราะพร้อมทั้งยิ้มให้เมธาจนตาหยี
‘ขอโทษนะเสี่ยวหยาง ผมไม่ได้แกล้งลืมชื่อคุณหรอก แต่จริง ๆ แล้วผมไม่รู้จักคุณเลย’
“แล้วเหตุใด ก่อนหน้านี้เ้าถึงเรียกข้าว่าคุณหนูงั้นรึ?” เมธาเนียนถามต่อ
“เอ๊ะ? ก็เมื่อวันก่อนคุณชายเป็คนบอกกับข้าเองมิใช่หรือเ้าคะ ว่าให้ข้าเรียกท่านในนามของคุณหนูอวี้หลินเพื่อเป็การซ้อมให้ข้าพูดติดปากจนคุ้นชินเ้าค่ะ”
“อ้อรึ...เดี๋ยวนี้ข้าอาจจะหลงลืมเื่บางอย่างไปอยู่บ้าง คงเป็เพราะผลข้างเคียงของยา...แล้วที่ข้าให้เ้าเรียกเช่นนี้เพื่ออะไรงั้นรึ” เมธาถามต่อด้วยความอยากรู้ความเป็มาของเ้าของร่างเท่าที่จะทำได้
“ก็เพื่อวันนี้ที่จะพาท่านไปแต่งงานกับคุณชายเหวินจงที่เรือนสกุลเหวินไงเ้าคะ”
“อะไรนะ!! ต...แต่งงาน!!" เมธาร้องเสียงดังอย่างตื่นตระหนก
“เ้าค่ะ ตอนนี้เกี้ยวเ้าสาวก็มาถึงหน้าเรือนแล้ว เดี๋ยวข้าช่วยประคองท่านไปนะเ้าคะ” เสี่ยวหยางดึงผ้าคลุมสีแดงชาดลงมาปิดใบหน้าของเมธาไว้ แล้วช่วยประคองเขาที่กำลังงงเป็ไก่ตาแตกลงจากเตียง
ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออกโดยชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปี ผมสีดำเกล้าของเขานั้นมีเส้นผมสีขาวหงอกอยู่ประปราย ชายผู้นั้นเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางที่สุขุม
“อวี้ิ ได้เวลาขึ้นเกี้ยวแล้ว”
‘เ้าของร่างนี้ชื่ออวี้ิงั้นสินะ’ เมธาคิดในใจ
“พ่อเป็ห่วงเ้าเหลือเกินอวี้ิ จงอย่าลืมคำที่พ่อเคยกล่าวไว้กับเ้าเสียล่ะ” ชายวัยกลางคนจับมือของเมธาเบา ๆ แล้วลูบหัวเขาด้วยความเอ็นดู
เมธายิ้มให้คนที่เป็พ่อของเ้าของร่างอย่างเก้อ ๆ พร้อมกับพยักหน้าเออออไปตามน้ำโดยที่ตัวเองหาได้รู้เื่อะไรไม่
ชายวัยกลางคนผู้นั้นเดินมาช่วยเสี่ยวหยางประคองตัวเมธาแล้วพาเขาไปขึ้นเกี้ยวไม้สีแดงชาด เพื่อพาตัวว่าที่เ้าสาวจำเป็เดินทางไปยังบ้านสกุลเหวิน
ณ เรือนหลังใหญ่ พิธีแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีแขกร่วมงานมากมายที่มาอำนวยอวยพรแสดงความยินดีให้แก่คู่บ่าวสาว
เมื่อถึงเวลายามฟ้ามืด พิธีแต่งงานนั้นก็ได้ถูกดำเนินการเสร็จไปได้ด้วยดี และในตอนนี้ก็ถึงเวลาส่งตัวเ้าบ่าวและเ้าสาวเข้าห้องหอ
เมธาในชุดคลุมกระโปรงยาวสีแดงชาดเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับว่าที่เ้าบ่าวนามเหวินจงอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ด้วยเหตุเพราะกระโปรงเ้ากรรมที่เขาสวมอยู่นั้นมันยาวมากเสียจนลากพื้น เป็มารผจญในการก้าวเท้าเดินแต่ละก้าวเสียเหลือเกิน แต่โชคดีตรงที่เขาเดินมาได้โดยที่ไม่สะดุดชายกระโปรง แม้ว่าจะเสียบุคลิกมาดเ้าสาวไปมากอยู่ก็ตาม แต่เพียงเท่านี้ก็นับเป็บุญของเขามากแล้ว
เมธาแอบชำเลืองตามองเหวินจง ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างเขาผ่านผ้าคลุมหน้าสีแดงชาดอย่างพินิจ แม้จะมองเห็นใบหน้าฝ่ายตรงข้ามไม่ชัดเท่าไหร่นัก แต่จากที่มองดูรูปโครงหน้าคร่าว ๆ แล้ว ก็น่าจะเป็คนที่หน้าตาดีอยู่มิใช่น้อย ทั้งส่วนสูงก็ดูสูงไล่เลี่ยกับร่างของอวี้ิจะนับว่าสูงเท่ากันก็ยังได้ เพียงแต่ว่าเหวินจงดูร่างหนาและมีเนื้อมีหนังมากกว่าก็เท่านั้น
เมื่อฝ่ายผู้ใหญ่ส่งตัวคู่บ่าวสาวเข้าห้องหอเสร็จ พวกเขาต่างก็พากันยิ้มกริ่มอย่างมีความสุขก่อนที่จะเดินแยกย้ายออกจากหน้าห้องหอเพื่อไม่ให้เป็การรบกวนทั้งสอง
ภายในห้องมืดสี่เหลี่ยมกว้าง มีแสงสว่างริบหรี่จากเทียนหอมที่ถูกจุดอยู่ในตะเกียง ผ้าต่วนสีแดงชาดหลายผืนถูกห้อยตกแต่งอยู่บนเพดานอย่างสวยงาม เตียงไม้หลังใหญ่ถูกตั้งอยู่กลางห้องพร้อมกับมีกลีบดอกไม้สีแดงสดโรยอยู่บนผ้าห่มผืนสีขาว
เมธาที่ยืนอยู่ข้างเตียงพยายามตั้งสติ กลอกตามองซ้ายมองขวาผ่านผ้าคลุมหน้าอย่างร้อนรนเพื่อหาทางออกไปจากห้องอันแสนกระอักกระอ่วน ในขณะเดียวกันนั้นในหัวของเขาก็คิดคำพูดสักประโยคเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่น่าอึดอัดเช่นนี้
ขณะที่เมธากำลังคิดหาทางเอาตัวรอดจนหัวสมองแทบจะะเิอยู่นั้น ว่าที่สามีของเขาก็เดินตรงมาหาเมธาด้วยท่าทางสุขุมแล้วจัดการผลักเขาให้นั่งลงบนเตียงอย่างแรงโดยที่ยังไม่ทันตั้งตัว
เหวินจงค่อย ๆ ยื่นมือมาเปิดผ้าคลุมหน้าของเมธาออก ดวงตาคมงามจ้องมองใบหน้าของเมธาไปสักพักก่อนที่จะแสยะยิ้มออกมา
“นี่น่ะหรืออวี้หลิน...ลูกสาวบ้านสกุลอวี้ที่ผู้คนต่างให้ฉายานามว่าเป็สตรีที่งดงามที่สุดในเมือง พอได้เห็นตัวจริงแล้วไม่เห็นจะงดงามอย่างที่เขาว่ากันเลย”
‘อันที่จริงแล้วตูก็เป็ผู้ชายจะไปสวยได้ไง’ เมธาบ่นในใจพร้อมกับเหงื่อที่ไหลโชกไปทั่วกาย
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นโฉมหน้าของหญิงสาวนามอวี้หลินที่ตนต้องมาแต่งงานแทนก็ตาม แต่จริง ๆ แล้วนางอาจจะสวยอย่างที่คนเขาร่ำลือกันก็ได้ เพียงแต่ว่าตอนนี้ตรงหน้าของเหวินจงไม่ใช่นางตัวจริง
พอเมธากำลังจะเขยิบตัวถอยห่างจากเหวินจงไปด้านหลัง ทันใดนั้น เหวินจงก็จับแขนบางทั้งสองข้างของเมธาไว้แน่น แล้วกดเขาลงบนเตียงอย่างแรง ทำให้เมธาหน้าซีดเผือดด้วยความใ
เมธาพยายามดิ้นขัดขืนคนตรงหน้า แต่เหมือนจะไม่เป็ผล เพราะตอนนี้เขารู้สึกไม่มีแรงเอาเสียเลย อีกทั้งร่างกายนี้ก็บอบบางเสียจนอดคิดไม่ได้ว่าในแต่ละวันอวี้ิเ้าของร่างที่เขาอยู่ได้กินอะไรลงท้องไปบ้างไหม ถึงได้ผอมแห้งจนแรงน้อยขนาดนี้!!
พอเหวินจงเห็นท่าทางที่อ่อนปวกเปียกของเมธาก็ทำเสียงขึ้นจมูกทันใด “เรียกร้องความสนใจได้ไม่เลวนี่...แต่ข้าขอบอกไว้เลยว่าข้าไม่ชอบหญิงสาวที่มาเสนอตัวให้ข้าอย่างเช่นเ้า ที่ข้าแต่งงานกับเ้าก็เพราะทำตามคำสั่งของพ่อข้า ดังนั้น ถ้าหากเ้าคิดว่าข้าจะพิศวาสเ้าละก็ ฝันไปเถอะ สารรูปอย่างเ้าอย่างกับคนตาย น่ารังเกียจสิ้นดี” กล่าวจบเหวินจงก็ดึงผ้าคลุมลงมาปิดใบหน้าของเมธาเหมือนเดิม
‘ไอ้คนหล่อแต่รูปจูบไม่หอม! ถ้าหากฉันอยู่ในร่างปัจจุบันคงได้ชกหมอนี่ให้ตายคาที่ไปแล้ว! ฉันเกลียดคนที่ชอบดูถูกคนอื่นเป็ที่สุด!!’ เมธาคิดในใจด้วยความโมโหพร้อมกับกำหมัดแน่นอย่างอดกลั้นเพื่อไม่ให้ตนเองทำอะไรบุ่มบ่าม
พอเหวินจงเห็นสายตาจ้องเขม็งจากดวงตาดำขลับของเมธา เขาก็ยิ้มเยาะออกมาแล้วค่อย ๆ คลายมือที่กำแขนอีกฝ่ายออก พอลงจากเตียงนุ่มเขาก็จัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อยก่อนที่สะบัดแขนเสื้อเดินออกจากห้องไปโดยไม่สนใจไยดีคนในห้องแม้แต่นิดเดียว
เมธาค่อย ๆ ยันตัวเองลุกขึ้นนั่งแล้วลูบแขนของตนที่มีรอยแดงจากแรงบีบของนิ้วมือ
‘ถือว่าโชคดีที่เ้าบ้านั่นไม่คิดที่จะทำอะไร เพราะไม่อย่างนั้นความคงแตกกันพอดี ฉันคงจะได้ตายซ้ำสองเป็แน่ โถ่เว้ย! แต่ก็อดหมั่นไส้เ้าคนปากดีนั่นไม่ได้จริงๆ’
เมธาพยายามลืมเื่ที่เกิดขึ้นที่เมื่อกี้ แล้วนั่งกอดเข่ากุมขมับตัวเอง "ทำไมฉันถึงไม่รีบไปขอโทษฟงกันนะ...” เมธาพึมพำออกมาเสียงเบาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพร้อมกับน้ำตาที่ค่อย ๆ หลั่งรินออกมา
กุ๊กกู๊ กุ๊กกู๊
พอเมธาฟุบนอนลงบนเตียงก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ ราวกับเสียงของนกร้องในยามรัตติกาล เมธาพลิกตัวไปอีกทางแล้วหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้าโดยที่หาได้สนใจเสียงรอบข้างไม่