เสียงข้อความจากกลุ่มแชตของชั้นปีเมื่อคืนยังคงก้องอยู่ในหัวของปุณณ์ แม้กระทั่งเช้าวันใหม่จะมาถึงแล้วก็ตาม เขาพลิกตัวไปมาบนเตียงราวกับหา ‘ท่า’ ที่จะช่วยกลบเกลื่อนความรู้สึกปั่นป่วนในใจ แต่สุดท้ายผ้าห่มที่เคยให้ความอบอุ่นกลับกลายเป็เหมือนม่านที่ค่อยๆ เปิดเผยความจริงอันแสนไม่คาดคิด
การต้องทำงานกลุ่มกับ “ธีร์” ไอ้รอยยิ้มมหาชนที่เขาเคยพยายามหลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุดน่ะเหรอ? มันเหมือนโชคชะตากำลังเล่นตลกกับเขาอย่างไม่มีเยื่อใย
‘มันก็แค่โครงงานวิชาเดียว เดี๋ยวมันก็จบ…’ เขาพยายามปลอบใจตัวเองแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ภาพรอยยิ้มอบอุ่น ดวงตาที่ฉายแววห่วงใย และััอ่อนโยนจากเมื่อวานกลับยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ
เช้านี้ ปุณณ์เดินเข้าสู่รั้วโรงเรียนด้วยความรู้สึกอึดอัดกว่าทุกวัน บรรยากาศยามเช้าที่ควรจะสงบกลับดูจอแจไปเสียหมดในความรู้สึกของเขา เขารีบตรงเข้าห้องเรียน หวังจะใช้ความเงียบเป็เกราะป้องกันความสับสนที่ยังตีวนอยู่ในใจ
พักเที่ยงมาถึงเร็วกว่าที่คาดไว้ กลุ่มโครงงานของเขาถูกนัดให้มาพบกันที่ห้องสมุด—สถานที่ที่ปุณณ์เคยหลบหลีกความวุ่นวาย และใช้เป็พื้นที่สงบใจ แต่วันนี้…ทุกอย่างดูจะเปลี่ยนไป
ธีร์นั่งอยู่แล้วที่โต๊ะริมหน้าต่างพร้อมรอยยิ้มประจำตัว ข้างๆ เขาคือ น้ำ เด็กสาวผมยาว ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม และ วิน เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่ดูร่าเริงเป็กันเอง ทั้งสามกำลังคุยกันอย่างออกรส จนกระทั่งสายตาของธีร์เหลือบมาเห็นปุณณ์ที่เพิ่งเดินเข้ามา
“อ้าว ปุณณ์! มาพอดีเลย” เสียงทักทายของธีร์ยังคงอ่อนโยนเป็มิตร ไม่ต่างจากเมื่อวาน
ปุณณ์พยักหน้ารับสั้นๆ โดยไม่เอ่ยอะไร เขาเลือกนั่งห่างจากธีร์ที่สุด แล้วหยิบหนังสือขึ้นมาทำเป็กำลังอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ ทั้งที่ตัวอักษรตรงหน้าเบลอไปหมด
ธีร์เริ่มอธิบายโครงงานด้วยน้ำเสียงชัดเจนและจัดลำดับขั้นตอนอย่างมีระบบ เขาแสดงให้เห็นถึงความเป็ผู้นำอย่างที่ไม่เคยมีใครพูดถึง ธีร์ไม่ได้พูดคนเดียว แต่คอยเปิดโอกาสให้น้ำและวินเสนอความเห็นอยู่เสมอ บรรยากาศเต็มไปด้วยความร่วมมือ ไม่ใช่การบังคับ
ขณะที่ปุณณ์ยังคงนั่งเงียบ เฝ้าฟังทุกอย่างอยู่เงียบๆ ธีร์ก็หันมาทางเขา
“แล้วปุณณ์ล่ะ? คิดว่ายังไงกับแนวทางนี้?”
น้ำเสียงของธีร์ไม่ได้เร่งเร้า ไม่ได้บีบบังคับ มีเพียงความอ่อนโยน และเปิดรับ
ปุณณ์ชะงัก ก่อนจะละสายตาจากหนังสือแล้วเงยหน้าขึ้นช้าๆ เขาสบตาธีร์แวบหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเรียบแต่มั่นใจ
“ฉันว่าถ้าเราจะโฟกัสเื่ผลกระทบของสิ่งแวดล้อม ก็ควรเลือกพื้นที่เฉพาะเจาะจง แล้วเจาะลึกแค่สายพันธุ์เดียว มันจะไม่กว้างจนเกินไป และทำให้งานมีน้ำหนักมากขึ้น”
“ว้าว จริงด้วย!” น้ำพูดขึ้นทันที
“แินี้เข้าท่าดีนะ” วินเสริม
ธีร์ยิ้มกว้าง ดวงตาเปล่งประกายชื่นชม
“ไอเดียดีมากเลยปุณณ์ ฉันไม่เคยนึกถึงมุมนี้เลย นายเก่งจังนะ”
ประโยคชมที่ตรงไปตรงมาไม่ได้ทำให้ปุณณ์รู้สึกอึดอัดอย่างที่คิด แต่กลับรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้าอย่างควบคุมไม่ได้ เขาเบือนหน้าหนีเล็กน้อย ก่อนจะตอบเสียงเบาแต่ยังพยายามรักษาความเฉยชา
“ก็แค่พอรู้…”
ในระหว่างที่พูดคุยและแบ่งงานกันต่อ ปุณณ์เริ่มสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ ที่เขาไม่เคยใส่ใจมาก่อน ธีร์คอยถามความเห็นจากทุกคน ไม่ใช่แค่เสนอความคิดของตัวเอง และยังคอยรับหน้าที่ในส่วนยากๆ โดยไม่ลังเล
คนที่เขาเคยตีตราว่า ‘เ้าชู้ไหลลื่น’ และ ‘ยิ้มจอมปลอม’ กำลังเปลี่ยนภาพลักษณ์ในสายตาเขาอย่างช้าๆ และน่ากลัว
เมื่อพูดคุยกันเสร็จ ธีร์แจกแจงงานและบทบาทของแต่ละคนให้ชัดเจน ปุณณ์ได้รับหน้าที่ค้นคว้าข้อมูลในหัวข้อเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็งานที่เขาถนัดและไม่จำเป็ต้องติดต่อกับใครมากนัก เขารู้สึกโล่งใจเล็กน้อย แต่ความโล่งใจนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน
ขณะที่เขากำลังเก็บของเตรียมตัวกลับห้อง ธีร์ที่กำลังจัดเอกสารของตัวเองอยู่ก็หันมาหาเขาอีกครั้ง
“ว่าแต่…” น้ำเสียงของธีร์แ่ลงเล็กน้อย แววตาที่สบมานั้นไม่ใช่แค่แววตาธรรมดา แต่เป็สายตาที่สะท้อนความใส่ใจอย่างแท้จริง
“เมื่อวานนี้นายเกือบล้ม เจ็บตรงไหนไหม? ถ้ายังปวดอยู่ก็บอกได้นะ ฉันเป็ห่วง”
คำพูดนั้นเหมือนหยุดเวลาไว้ชั่วขณะ ปุณณ์รู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุด ดวงตาคู่นั้น...สายตาที่เขาเคยมองว่าเป็เพียงภาพลวง มันกลับมีกลิ่นอายของความห่วงใยอย่างแท้จริง
เขานิ่งงัน เฝ้ามองธีร์อย่างไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร หัวใจของเขาถึงได้เต้นแรงขึ้นทุกวินาที
‘ธีร์...ไม่ได้เป็แค่ “ไอ้รอยยิ้มมหาชน” อีกต่อไปแล้ว’
แต่เขากำลังกลายเป็คนที่... ????