ลู่จื่อวิ่งเข้าไปถามชายคนหนึ่งที่แต่งตัวเป็บัณฑิต
“ตอนนี้มีคนโง่มาท้าท่านมหาบัณฑิตโจวน่ะสิ” ชายคนนั้นตอบ
มหาบัณฑิตโจวที่คนพูดถึงคือโจวจื่อหยวนอัจฉริยะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสต์ของราชวงศ์ฉินเขาเขียนกวีได้ต้องแต่อายุสี่หนาวและสอบจองหงวนได้ั้แ่อายุสิบสี่เพียงแต่ตอนนั้นเขายังไม่ได้เข้าพิธีสวมกว่านจึงยังไม่สามารถรับราชการได้
ตอนนี้รั้งตำแหน่งที่ปรึกษาของราชครูเพราะเขาชื่นชอบเื่การพัฒนาการศึกษามากกว่าและเพราะทำงานในวงการศึกษามานานเป็สิบปีแต่เริ่มั้แ่อายุยังน้อยเขาจึงยังเป็เด็กหนุ่มอยู่
ชายร่างสูงใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้คิ้วรูปดาบตาเรียวหงส์จมูกโด่งได้รูปริมฝีปากเหมือนบางสวยบ่งบอกถึงความฉลาดและเฉียบคม
ตอนนี้มีคนที่มีท่าทางยโสยืนประจันหน้ากับมหาบัณฑิตโจวด้วยท่าทีของผู้ชนะ
“วันนี้ท่านต้องประกาศความพ่ายแพ้แน่นอน” หลี่ลี่หยุนบุตรชายคนรองของเ้ากรมพิธีการ
เขาคนนี้เป็พี่ชายแท้ๆ ของหลี่ลี่เฟินนี่เองดูท่าทางแล้วคงเป็คนพาลเหมือน
“ท่านรู้เงื่อนไขแล้วเชิญ” โจวจื่อหยวน
การประลองหมากล้อมครั้งนี้ไม่ใช่ว่าใครจะสามารถเข้ามาประลองเลยได้ต้องผ่านด่านของปรมาจารย์หมากล้อมทั้งสามให้ได้เสียก่อนซึ่งนานๆ ครั้งจะมีใครผ่านแต่เมื่อมาถึงโจวจื่อหยวนกลับไม่เคยมีผู้ใดชนะเขาได้เลย
หยวนเข่อชิงยืนมองด้วยความสนใจเพราะหมากล้อมที่โจวจื่อหยวนใช้นั้นมองภายนอกมันคือหมากล้อมที่ลึกล้ำแต่ที่จริงแล้วมันเป็การวางค่ายกลลวงใจที่สามารถทำให้คนที่จิตไม่แข็งพออาจกลายเป็คนบ้าไปได้อย่างง่ายดาย
“โหดจริง” หยวนเข่อชิง
แม้ว่าเธอจะพึมพำกับตัวเองแต่ไม่รู้ว่าด้วยความบังเอิญหรือไม่โจวจื่อหยวนเหลือบตามาทางนางเสมือนว่าเขาได้ยินที่นางพูด
สายตาที่เฉียบคมเหมือนเหยี่ยวเล่นเอาคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเธอจู่ๆ ก็สั่นสะท้านขึ้นมาแต่ปฏิกิริยาของหยวนเข่อชิงคือยืนกอดอกและเลิกคิ้วสูงเหมือนตั้งคำถามว่าอะไรกันท่านได้ยินหรือ
ไม่รู้ว่าตาฝาดหรือเปล่าเหรินอวี้ที่เป็ผู้ติดตามของโจวจื่อหยวนสังเกตเห็นอาจารย์ของเขายิ้มแม้จะเป็แค่เสี้ยววินาทีแต่นั่นเป็รอยยิ้มที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น
เป็อย่างที่หยวนเข่อชิงคิดไว้ว่าหลี่ลี่หยุนกำลังคลุ้มคลั่งแต่ดูเหมือนโจวจื่อหยวนจะมีเมตตาใช้พัดเคาะไปที่กลางศีรษะเพื่อให้คุณชายหลี่คนนั้นหมดสติไปเสียก่อนที่จะเสียสติไปจริงๆ
"โธ่เอ๋ยหลี่หลิงหยุนหยวนหมดท่าั้แ่ยังไม่หมดก้านธูปเลย"บัณฑิตคนหนึ่งบ่นขึ้นมา
เพราะหลี่ลี่หยุนใช้เวลาประลองกับเซียนหมากล้อมถึงสามเดือนกว่าจะสามารถผ่านด่านมาได้ซึ่งทุกคนเห็นว่าเขาอาจจะชนะก็เป็ได้เพราะบางคนใช้เวลาหนึ่งปียังไม่สามารถผ่านด่านแรก
แต่ว่านี่มันไม่แพ้เร็วไปหน่อยหรอกหรือ
“ไปกันเถอะ” หยวนเข่อชิงกระซิบลู่จื่อ
“ท่านอาจารย์ข้า้ามาขึ้นทะเบียนสิ่งประดิษฐ์ไม่ทราบว่าต้องทำการอย่างไรบ้าง” หยวนเข่อชิง
“ท่านเอาอะไรมา” เ้าหน้าที่
“เป็กระถางต้นไม้แบบประหยัดพื้นที่” หยวนเข่อชิง
“ขอข้าดูได้หรือไม่” เหรินอวี้เข้ามาเป็ผู้ตรวจแบบที่เดินตามหยวนเข่อชิงเข้ามาตามคำสั่งอาจารย์
“รบกวนท่านด้วย” หยวนเข่อชิงส่งม้วนกระดาษให้เหรินอวี้ดู
เมื่อเปิดม้วนภาพมาก็เป็แบบร่างของกระถางต้นไม้แบบส่วนแนวตั้งที่น่าสนใจสามแบบทั้งยังมีรายละเอียดทุกอย่างจนแทบไม่ต้องถามอะไรเลย
“น้องชายท่านนี้ข้ามีนามว่าเหรินอวี้เป็ผู้ตรวจสอบแบบไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไร” เหรินอวี้
“พี่เหรินท่านเรียกข้าว่าอาเข่อก็ได้” หยวนเข่อชิง
“น้องอาเข่อแบบของเ้านั้นดูแปลกตาแต่ข้าขอถามหน่อยต้าฉินมีิพื้นที่กว้างขวางทำไมเ้าถึงอยากเพาะปลูกในที่แคบล่ะ” เหรินอวี้
“พี่เหรินขอตอบอย่างไม่อายเพราะข้าเป็คนี้เีจึงออกแบบกระถางต้นไม้ที่สามารถให้ผลผลิตได้เท่ากับการเพราะปลูกในที่กว้างที่ต้องเดินรดน้ำใส่ปุ๋ยหากอยู่ในบริเวณเดียวกันพอแค่เอื้อมข้าก็ไม่อดตายแล้ว” หยวนเข่อชิง
คำตอบของนางทำให้คนหันมามองเป็ตาเดียวกันว่าตอบอย่างนี้ก็ได้หรือ
“เ้าช่างประหยัดแรง” เหรินอวี้
“พี่เหรินข้าไม่ล้อเล่นแล้วกระถางแบบนี้ไม่สามารถใช้กับพืชที่อายุยืนแต่สามารถใช้ได้กับผักและการดูแลก็ง่ายแม้แต่การรดน้ำก็ประหยัดแม้ต้าฉินจะใหญ่โตก็จริงแต่มีพื้นที่ที่เป็ทะเลทรายและบางพื้นที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้” หยวนเข่อชิง
“คุณชายท่านนี้ดูเหมือนท่านก็ประหยัดคำด้วยเช่นกัน” โจวจื่อหยวนที่ฟังอยู่นานแล้วเอ่ยขึ้น
“ในเอกสารข้าได้เขียนรายละเอียดไว้ทั้งหมดแล้วจึงคิดว่าแม้อธิบายสั้นๆ ก็ไม่น่ามีปัญหา” หยวนเข่อชิง
“เป็เช่นนี้นี่เอง” โจวจื่อหยวนรับม้วนกระดาษมาดู
เมื่อเห็นร่างทั้งหมดเขาแววตาของเขาเป็ประกายอยู่แวบหนึ่งแบบดูธรรมดาแต่ความคิดเื้ันั้นเห็นได้ชัดว่าไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วนแล้วและไม่มีช่องโหว่ให้ต้องแก้ไขเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นสามารถขึ้นทะเบียนสิ่งประดิษฐ์ได้หรือไม่” หยวนเข่อชิงถามออกไป
ทำให้คนที่ยืนอยู่มองหน้ากันเลิ่กลั่กไม่คิดว่าหนุ่มน้อยผู้นี้จะกล้าถามท่านเ้าหอและเ้าสำนักศึกษาโดยตรง
“ได้สิไม่มีปัญหาเพียงแต่” โจวจื่อหยวน
“มีอะไรหรือ” หยวนเข่อชิง
“แบบของเ้ามีประโยชน์ต่อสาธารณชนมากข้าขอเป็นายหน้าขายแบบให้เ้าเพื่อให้คนสามารถนำไปทำเพื่อใช้เ้าจะว่าอย่างไร” โจวจื่อหยวน
“ไม่มีปัญหาข้าคิดร้อยละสามสิบจากกำไร” หยวนเข่อชิง
“ส่วนใหญ่เราให้ที่ร้อยละสิบเท่านั้น” โจวจื่อหยวน
“เช่นนั้นก็ไม่เป็ไรข้าไม่ร้อนเงิน” หยวนเข่อชิงี้เีต่อรอง
“คนเราสามารถพูดอะไรก็ได้” โจวจื่อหยวน
เขาสนใจแม่นางน้อยคนนี้จริงๆ นางเป็คุณหนูในห้องหอหากไม่เดือดร้อนมีหรือจะปลอมตัวมาเพื่อขายแบบ
“นั่นก็จริง” หยวนเข่อชิงไม่เถียง
ท่าทีประหลาดของนางยิ่งทำให้โจวจื่อหยวนสนใจแม้แต่โต้เถียงนางยังี้เีเลย
“เอาอย่างนี้ข้าขอเช่าสิทธิ์ในการใช้กับเ้าแบบเหมารายปีข้าให้เ้าหนึ่งพัน” โจวจื่อหยวน
“น้อยไป” หยวนเข่อชิง
“ตำลึงทอง” โจวจื่อหยวน
“ตกลงแต่ข้าให้เช่านั่นหมายความว่าข้าสามารถผลิตขายเองได้” หยวนเข่อชิง
“ได้ข้าจะออกข้าจดเครื่องหมายการค้าให้เ้าด้วยหนึ่งตัว” โจวจื่อหยวน
“ถ้าเช่นนั้นข้อขอจดในชื่อเข่อเหนิง” หยวนเข่อชิง
“เป็ชื่อที่ดี” โจวจื่อหยวน
เพราะคำว่าเข่อเหนิงแปลว่าเป็ไปได้แม่นางน้อยผู้นี้เป็คนมีวิสัยทัศน์มากเขาเองอยากจะรู้จริงๆ ว่านางเป็ลูกบ้านไหน
“ข้าขอเช่าเป็เวลาสองปีนี่สองพันตำลึงทองของเ้า” โจวจื่อหยวน
“หากท่านจดสามปีข้าลดปีที่สามให้เหลือห้าร้อย” หยวนเข่อชิง
“ได้สามปีเป็เงินสองพันห้าร้อยเ้า้าตั๋วเงินหรือเงินก้อน” โจวจื่อหยวน
“สองพันสามร้อยเป็ตั๋วเงินส่วนอีกสองร้อยตำลึงทองขอเป็เงินก้อน” หยวนเข่อชิง
“ข้าแซ่โจวชื่อจื่อหยวนไม่ทราบว่าน้องชายชื่ออะไร” โจวจื่อหยวน
“เรียกข้าว่าอาเข่อเสร็จธุระแล้วขอตัว” หยวนเข่อชิง
นางไม่อยากเสวนากับโจวจื่อหยวนมากนักเพราะดูเหมืิอนเขาจะรู้ว่านางปลอมตัวมา