ตอนที่ 9: ั์ตามัจจุราชที่มองทะลุทุกสรรพสิ่ง
รุ่งอรุณของวันใหม่สาดส่องแสงสีทองอ่อนจางลงมาอาบไล้ผืนกระเื้ัคา แต่แสงสว่างเ่าั้กลับไม่อาจขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมจิตใจของสตรีในห้องหอได้เลย
เสิ่นเยว่ปรือเปลือกตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งและปวดร้าวไปทั่วร่างกายยิ่งกว่าวันใดๆ นางหยัดกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงสลักลาย กวาดสายตามองไปรอบห้องหออันวิจิตรตระการตา สถานที่แห่งนี้ซึ่งใครต่อใครต่างยกย่องให้เป็กรงทองคำอันล้ำค่า
บัดนี้ในความรู้สึกของนาง มันกลับแปรเปลี่ยนเป็กรงเหล็กกล้าที่หลอมรัดพันธนาการอย่างแ่าเกินกว่าที่นกตัวน้อยจะสยายปีกหลบหนีไปได้
‘เขาปิดตายช่องทางหนีทั้งหมดแล้ว’
ความจริงอันโหดร้ายตีแสกหน้าจนชาหนึบ การที่เซียวเหยียนสามารถก้าวเข้ามาจับกุมตัวนางได้คาหนังคาเขาในยามวิกาล บ่งบอกชัดเจนว่าเขาส่งคนคอยเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของนางอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นคือ เขาสามารถคาดเดาและรู้ทันทุกห้วงความคิดของนางได้อย่างแม่นยำ
เสิ่นเยว่ยกมือขึ้นลูบต้นแขนตนเองเบาๆ รู้สึกหนาวเยือกราวกับถูกสายตาคู่นั้นจับเปลื้องเปลือยจนไม่เหลือสิ่งใดปิดบัง นางไม่เคยพานพบมนุษย์ผู้ใดที่สามารถอ่านจิตใจคนได้ทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้มาก่อนในชีวิต
เมื่อถึงเวลาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ กลุ่มสาวใช้ก้าวเท้าเข้ามาปรนนิบัติยามเช้าตามหน้าที่ เสิ่นเยว่ลอบสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของชิงหลัวได้อย่างรวดเร็ว สาวใช้คนสนิทมีใบหน้าซีดเซียว ขอบตาแดงก่ำและบวมช้ำอย่างเห็นได้ชัด ราวกับผ่านการร้องไห้อย่างหนักหน่วงมาตลอดทั้งคืน สองมือที่ประคองอ่างน้ำทองเหลืองสั่นสะท้านจนผิวน้ำกระเพื่อมไหว
“ชิงหลัว เ้าเป็อันใดไป” เสิ่นเยว่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเจือความห่วงใยมากกว่าปกติ
ชิงหลัวสะดุ้งเฮือกราวกับถูกเข็มทิ่มแทง นางรีบวางอ่างน้ำลงบนโต๊ะไม้ ค้อมกายลงต่ำจนคางแทบชิดอก “เรียนพระชายา หม่อมฉันไม่ได้เป็อันใดเพคะ”
คำปฏิเสธนั้นสวนทางกับการกระทำอย่างสิ้นเชิง เสิ่นเยว่มองเห็นร่องรอยความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิดในดวงตาของสาวใช้รุ่นเยาว์ ห้วงความคิดหวนนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อคืนนี้ หรือว่าชิงหลัวจะถูกเรียกตัวไปลงทัณฑ์ทรมาน โทษฐานที่บกพร่องต่อหน้าที่ ปล่อยปละละเลยให้นางแอบงัดหน้าต่างพยายามหลบหนี
“เ้าเงยหน้าขึ้นและบอกความจริงแก่ข้ามาตามตรงเถิด” เสิ่นเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นอีกระดับ “ท่านอ๋องทรงสั่งลงโทษเฆี่ยนตีเ้า เพราะการกระทำอันโง่เขลาของข้าเมื่อคืนนี้ใช่หรือไม่”
ชิงหลัวเงยหน้าขึ้นมองเ้านายด้วยดวงตาที่แดงเรื่อไปด้วยหยาดน้ำตา ก่อนจะรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็พัลวัน “ไม่…ไม่ใช่เพคะ! ท่านอ๋องมิได้ทรงมีรับสั่งลงโทษหม่อมฉันเลยแม้แต่ครึ่งคำ หม่อมฉัน…หม่อมฉันเพียงแค่ ใแทบสิ้นสติที่เห็นพระชายาปีนขึ้นไปบนหน้าต่างบานนั้นเพคะ”
คำตอบของชิงหลัวยิ่งทำให้นางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสับสนมึนงง
‘เขาไม่ได้ลงโทษงั้นหรือ เป็ไปได้อย่างไรกัน’
บุรุษผู้ได้ชื่อว่าโเี้และเด็ดขาดอย่างอ๋องทมิฬ เซียวเหยียน เหตุใดจึงเลือกที่จะนิ่งเฉย ไม่ยอมลงโทษบ่าวไพร่ที่หละหลวม ปล่อยให้นักโทษในความดูแลของตนลักลอบหลบหนี
หรือแท้จริงแล้ว การกระทำทั้งหมดนี้เป็เพียงส่วนหนึ่งของแผนการปั่นประสาท เขาจงใจละเว้นโทษ เพื่อบีบคั้นให้นางรู้สึกติดค้างและต้องจมอยู่ภายใต้สายตาของเขาด้วยความหวาดระแวงตลอดเวลา
“เอาเถอะ ในเมื่อไม่มีผู้ใดาเ็ก็ดีแล้ว” เสิ่นเยว่ลอบถอนหายใจยาว พยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป “ช่วยสางผมและแต่งกายให้ข้าเถิด”
แม้จะเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจกับปฏิกิริยาของเซียวเหยียน แต่เสิ่นเยว่ก็จำต้องยอมรับความจริงว่า สถานการณ์ของนางในยามนี้ตกที่นั่งลำบากอย่างถึงที่สุด
การคิดจะหลบหนีออกไปจากจวนอ๋องทมิฬที่คุ้มกันแ่าราวกับป้อมปราการเหล็ก โดยที่เ้าของจวนกำลังจับตามองอยู่ทุกฝีก้าว ย่อมเป็เื่ที่ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
หลังจากแต่งกายด้วยชุดอาภรณ์สีเรียบง่ายแต่ประณีตเสร็จสิ้น เสิ่นเยว่ก็ก้าวเดินตรงไปยังห้องอาหารหลักตามปกติวิสัย แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้นางต้องชะงักฝีเท้าลงชั่วขณะ
เซียวเหยียนประทับนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
เขายังสวมใส่อาภรณ์สีดำสนิทขลิบดิ้นทองเช่นเคย นั่งหลังตรงตระหง่านอยู่บริเวณเก้าอี้หัวโต๊ะ ในมือแกร่งถือม้วนตำราไม้ไผ่เล่มหนึ่ง สายตาจดจ่ออยู่กับตัวอักษรอย่างเงียบเชียบ รังสีอำนาจและความเ็าที่แผ่กำจายออกมาจากเรือนร่างสูงใหญ่ กดทับมวลอากาศภายในห้องอาหารกว้างขวางให้หดแคบและหนักอึ้งลงในพริบตา
เสิ่นเยว่สูดลมหายใจเข้าลึก บังคับปลายเท้าให้ก้าวเดินเข้าไปทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างสงบเสงี่ยมที่สุด นางไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ ออกมา เซียวเหยียนเองก็มิได้ละสายตาจากตำราเพื่อมองนางเช่นกัน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมื้อเช้าจึงถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบงันอันแสนอึดอัด และแรงกดดันที่บีบรัดจนแทบกลืนข้าวต้มไม่ลง
“วันนี้เ้าปรารถนาจะออกไปเดินเล่นที่ใดเป็พิเศษหรือไม่”
ฉับพลันนั้นเอง สุรเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของเขาก็ดังทำลายความเงียบงันลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาเสิ่นเยว่ที่กำลังคีบอาหารสะดุ้งสุดตัว ปลายตะเกียบในมือสั่นไหวเล็กน้อย
นางเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษเบื้องหน้า ั์ตาสีนิลอันเงียบสงบของเขาละจากม้วนตำรา และกำลังจ้องมองนางเขม็ง ราวกับราชสีห์ที่กำลังรอคอยฟังคำตอบจากเหยื่อ
‘นี่เขาคิดจะพาข้าออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก เป็ไปได้หรือ’
ในใจของเสิ่นเยว่เอ่อล้นไปด้วยความประหลาดใจ นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าบุรุษมัจจุราชที่เพิ่งจะสกัดดาวรุ่ง สั่งปิดตายหน้าต่างหนีของนางเมื่อคืน จะเป็ฝ่ายเปิดปากเอ่ยถามไถ่ความ้าเช่นนี้
“หม่อมฉันไม่ได้ปรารถนาสิ่งใดเป็พิเศษเพคะ” นางเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามปั้นหน้าตาย ไม่แสดงความรู้สึกยินดีหรือตื่นเต้นใดๆ ออกมาให้เขาจับพิรุธได้
“เช่นนั้นรึ” เขาแค่นเสียงรับในลำคอเบาๆ มุมปากกระตุกเป็รอยยิ้มหยันที่มองแทบไม่เห็น “แต่ข้ากลับเห็นสายตาของเ้า เอาแต่สอดส่ายกวาดมองไปทั่วทุกซอกทุกมุมของจวนอย่างเอาเป็เอาตายมาั้แ่เมื่อวาน”
ประโยคเรียบง่ายนั้นเปรียบดั่งน้ำแข็งเย็นจัดที่สาดรดลงมากลางกระหม่อม เสิ่นเยว่รู้สึกหนาวสะท้านลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ
‘เขาสังเกตการณ์ข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ!’
“ท่านอ๋องทรงเข้าใจผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่อยากเดินชมความงดงามของการจัดสวนในจวนอ๋อง เพื่อให้คุ้นชินกับสถานที่เท่านั้น” นางรีบเอ่ยถ้อยคำแก้ตัวออกไปอย่างรวดเร็วและลื่นไหล เพื่อปกปิดความตระหนก
เซียวเหยียนวางม้วนตำราไม้ไผ่ลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘กึก’ ดวงตาสีนิลคู่คมหรี่แคบลง จดจ้องลึกลงไปในดวงตาหงส์ของนางอย่างดุดัน ราวกับจะแหวกทะลุม่านตาเข้าไปกระชากเอาความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ก้นบึ้งจิติญญาออกมาตีแผ่
“จงอย่าได้คิดฝัน ว่าข้าโง่เขลาจนมองไม่ออกว่าเ้ากำลังคิดวางแผนการสิ่งใดอยู่” เขาเปล่งเสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็น “นับั้แ่ค่ำคืนแรกที่เ้าก้าวเท้าเข้ามาเหยียบในจวนแห่งนี้ สายตาของเ้าก็เต็มไปด้วยการสำรวจ สอดส่ายมองหาช่องโหว่และทางรอดอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก”
เสิ่นเยว่เม้มริมฝีปากอวบอิ่มเข้าหากันแน่นจนเป็เส้นตรง นางไร้ซึ่งคำพูดหรือข้อแก้ตัวใดๆ ที่จะงัดขึ้นมาโต้แย้งได้อีก บุรุษเบื้องหน้านี้ทรงปัญญาและเฉียบขาดเกินไป เขาอ่านพฤติกรรมของนางออกทุกกระเบียดนิ้ว อ่านทะลุไปถึงความคิดดำมืดที่นางอุตส่าห์ซ่อนเร้นเอาไว้ลึกสุดใจ
“และเื่ช่องลมเหนือหน้าต่างในห้องอาบน้ำนั่น…” เขาเอ่ยสืบต่อด้วยน้ำเสียงเ็าที่ทำเอาหัวใจของเสิ่นเยว่แทบจะหยุดเต้น “เ้าคิดจริงๆ หรือว่าการกระทำลับๆ ล่อๆ ของเ้า จะเล็ดลอดสายตาข้าไปได้ เ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือไร ว่าเ้าตั้งใจจะใช้ช่องหมาลอดนั่นหนีออกไป”
‘เขาล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ!’
ความหวาดกลัวดุจเงาทะมึนพุ่งเข้าเกาะกุมก้อนเนื้อในอกซ้ายของนางอีกระลอก เสิ่นเยว่รู้สึกเหมือนตนเองกำลังยืนเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ปกปิดอยู่เบื้องหน้าบุรุษทรงอำนาจผู้นี้ ไม่หลงเหลือความลับหรือแผนการใดๆ ที่นางจะสามารถปกปิดซ่อนเร้นจากสายตาพญาเหยี่ยวของเขาได้อีกต่อไป
“ข้าขอประกาศให้เ้าล่วงรู้เอาไว้ ณ ตรงนี้ ว่าข้าจะไม่มีวันอนุญาตให้เ้าก้าวเท้าออกจากจวนอ๋องแห่งนี้แม้แต่เพียงครึ่งก้าว” เซียวเหยียนเอ่ยประกาศิตด้วยสุรเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “และหากเ้ายังคงดื้อด้าน คิดจะลองดีงัดข้อกับข้าอีกเป็ครั้งที่สอง ผลลัพธ์ที่จะตามมา ย่อมไม่ใช่เพียงแค่การตอกตะปูปิดตายช่องทางหนีอย่างเมื่อคืนนี้แน่”
คำขู่อันเรียบง่ายนั้นทำเอาเส้นขนอ่อนทั่วร่างกายของเสิ่นเยว่ลุกชัน เขาไม่ได้ตะคอก ไม่ได้ชักกระบี่ออกมาข่มขู่ แต่ทุกถ้อยคำที่หลุดออกจากริมฝีปากหยักลึก กลับแฝงเร้นไปด้วยกลิ่นอายความรุนแรงและอำมหิตอย่างล้นเหลือ ชนิดที่นางไม่เคยพานพบจากบุรุษผู้ใดในใต้หล้า
“เพคะ” เสิ่นเยว่เค้นเสียงตอบรับแ่เบาลอดไรฟัน นางก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าหาญพอที่จะเงยหน้าขึ้นไปสบประสานสายตากับมัจจุราชผู้นั้นอีก
เมื่อได้รับคำตอบรับ เซียวเหยียนก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพื่อสานต่อบทสนทนาอีก เขาเพียงแค่ยกจอกกระเบื้องเคลือบขึ้นจิบชาอุ่นๆ อย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้มวลความเ็าและแรงกดดันอันหนักหน่วง ทำหน้าที่ครอบงำบรรยากาศบนโต๊ะอาหารมื้อเช้าให้ผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้าทรมาน
คล้อยหลังมื้ออาหารที่แสนอึดอัดดุจถูกหินทับ เสิ่นเยว่ก็ก้าวเท้ากลับมาขังตนเองอยู่ภายในเรือนพัก นางทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ริมหน้าต่าง ทอดสายตาเหม่อมองออกไปยังสวนหย่อมที่ประดับประดาด้วยต้นไม้เขียวขจี หากแต่ภายในหัวใจกลับถูกเติมเต็มไปด้วยความรู้สึกมืดมนและอับจนหนทางอย่างถึงที่สุด
‘หนีไม่ได้’
นี่คือสัจธรรมความจริงอันแสนโหดร้ายที่นางจำต้องก้มหน้ายอมรับและเผชิญหน้า เซียวเหยียนไม่ได้เพียงแค่ส่งคนมาคอยเฝ้าจับตาดูพฤติกรรมของนาง แต่เขากำลังกางกรงเล็บควบคุมทุกย่างก้าว ทุกการกระทำ และทุกห้วงความคิดของนางอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ตัวนางในยามนี้ เป็เพียงหมากตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง ที่ถูกวางแหมะอยู่บนกระดานอำนาจของเขาเท่านั้น
ถึงกระนั้น แม้จะถูกต้อนให้จนมุมและถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดแทบจะกลืนกินถึงเพียงนี้ จิติญญาของเสิ่นเยว่ก็ยังคงดื้อรั้นและปฏิเสธที่จะยอมแพ้ต่อโชคชะตา
นางทอดสายตามองลึกลงไปยังกิ่งไม้ขนาดเล็กที่ไร้ซึ่งใบไม้ปกคลุมนอกหน้าต่าง ต้นไม้กิ่งนั้นดูเปราะบางราวกับจะหักสะบั้นลงได้ทุกเมื่อเมื่อปะทะกับพายุหิมะ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังคงหยัดยืนตระหง่าน ท้าทายลมหนาวที่พัดกรรโชกมาครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างทรหดอดทน
‘ไม่ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด ข้าจะต้องหาหนทางรอดให้จงได้!’
ดวงตาหงส์คู่งามที่เคยสั่นไหว บัดนี้กลับมาทอประกายเด็ดเดี่ยวและวาวโรจน์ด้วยไฟแห่งการต่อสู้อีกครั้ง แม้จะตระหนักรู้เต็มอก ว่านับจากวินาทีนี้เป็ต้นไป นางจะต้องกระโจนลงไปลุยในเกมกระดานที่อันตรายและนองเืกว่าเดิมเป็เท่าทวีคูณ แต่นางก็พร้อมที่จะยืนหยัดสู้ยิบตา
ในเมื่อหนทางหลบหนีถูกปิดตายทุกสารทิศ เช่นนั้นก็คงเหลือเพียงหนทางเดียว คือต้องหันหน้ากลับไปเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้ายเท่านั้น!