ตอนที่37 เมียเก็บคนพิการ
“เหรอ...ดังว่าไงบ้างล่ะ”
ไช่อิงพยักหน้าเข้าใจพลางถามน้องสาวด้วยความอยากรู้เธอยกชามยาสำหรับตนเองขึ้นดื่มขณะรอเวลาให้ชามยาของพ่อแม่ลดความร้อนลงอีกเล็กน้อยแล้วรอฟังคำตอบจากน้องด้วยความสนใจต่อท่าทางกระตือรือร้นในการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง
“ดังหลายเรื่องเชียวค่ะทั้งเรื่องความสวยกว่าดาราหลายคน ฉันงี้เชิดหน้าภูมิใจเลยล่ะ แถมยังบอกพวกเขาไปว่าพี่ฉันอาจเป็นดาราดังในอนาคตก็ได้ฉะนั้นใครอยากได้ลายเซ็นของพี่ก็ต้องเอาใจฉันไว้”
ลูกสาวคนเล็กครอบครัวไช่พูดพลางแสดงท่าทางประกอบด้วยการยืนเท้าเอวเชิดหน้าแล้วกำมือหลวมใช้ปลายนิ้วโป้งปัดปลายจมูกเป็นเชิงล้อเลียนอย่างสนุกสนานโดยมีเสียงหัวเราะแผ่วเบาจากพี่สาวซึ่งกำลังดื่มยาร้อนเหม็นฉุนในชามอยู่ด้วย
จากนั้นไช่ปินพูดต่อถึงข่าวดังอีกเรื่องซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวขานอย่างมากของผู้คนเพราะมีการคาดเดาไปต่างๆ นานาว่า
“ส่วนข่าวอีกเรื่องพวกเขาเม้าท์กันว่าพี่เป็นเมียเก็บคนพิการนั่นซียิ่งไปเจอยัยเฉินลี่หรูอะไรนั่นด้วย มันมารับลูกพี่ลูกน้องพอดี หนูงี้โมโหมากเลยแต่จะไปตะลุมบอนด้วยก็กลัวจะถูกคาดโทษแล้วเรียนไม่จบเจี่ยเจียคงไม่ว่าอะไรหนูใช่ไหม”
ไช่ปินยืนเท้าเอวพลางพ่นลมหายใจทางปากแล้วสาธยายเรื่องน่าโมโหให้พี่สาวฟังทั้งรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ไม่ได้แสดงตัวปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของพี่สาวเพราะห่วงเรื่องการถูกลงโทษจากทางมหาวิทยาลัยจึงปราดเข้าไปกอดแขนพี่สาวไว้ด้วยความละอายใจต่อพฤติกรรมขลาดเขลาของตนเอง
ไช่อิงยืนนิ่งอึ้งชั่วครูเธอลืมเรื่องงานเลี้ยงรุ่นไปเสียสนิทแต่เพิ่งนึกออกเมื่อน้องสาวพูดถึงเหตุปะทะกับเพื่อนร่วมชั้นจึงพูดปลอบใจน้องทั้งคิดวางแผนแก้ไขปัญหาในอนาคตไปด้วยเพราะเข้าใจได้ถึงสาเหตุการระบุสถานะตนเช่นนั้นจากศัตรูเก่าว่า
“ไม่เป็นไรหรอกปินปินเราห้ามความคิดพวกเขาได้ซะเมื่อไหร่กันละ ไว้ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์เองก็ใครใช้ให้ครอบครัวเราต้องไปทำสัญญารับจ้างแบบนั้นด้วยล่ะ”
เธอไม่กล้าบอกความจริงกับน้องสาวไปว่าตนอ้างถึงการมีแฟนร่ำรวยขณะไปชอปปิงยังห้างสรรพสินค้าแล้วต้องพบเจอศัตรูเก่าทั้งชายหญิงโดยบังเอิญจึงไม่แปลกใจเท่าใดนักต่อสถานะเมียเก็บทว่าไม่คิดเสียเวลาแก้ข่าวเพราะมั่นใจว่าเมื่อเวลาผ่านไปผู้คนก็จะลืมเรื่องนี้ไปเอง ด้วยสถานะอันคลุมเครือของตนและอดีตสามีจบสิ้นกันไปแล้ว
“ขอบคุณค่ะเจี่ยเจียเอายาพวกนี้ไปให้พ่อแม่ใช่ไหม เดี๋ยวหนูช่วยถือไปให้นะคะ”
ไช่ปินยิ้มกว้างมีความสุขพลางรู้สึกดีเพราะพี่สาวยังคงแสดงว่ารักตนเหมือนเดิมจึงแสดงน้ำใจด้วยการกระวีกระวาดหยิบถาดมานำชามยาเตรียมยกไปให้พ่อแม่ดื่ม
“..........”
ไช่อิงยิ้มละไมพลางส่ายหน้าให้กับความร่าเริงสดใสของน้องสาวซึ่งเป็นน้องเติบโตมาด้วยกันและถูกเลี้ยงดูด้วยความรักเอาใจใส่จากพ่อแม่ไม่แตกต่างกันพลางคิดว่าหากตนไม่อยู่ในจีนแล้ว น้องสาวคงสามารถดูแลพ่อแม่แทนตนได้
สองพี่น้องเดินถือชามยาขึ้นไปบนชั้นสองพร้อมกันโดยมีเรื่องต้องสนทนากันอีกยาวนานเพราะเกี่ยวข้องต่อการเปลี่ยนแปลงครอบครัวไช่จากเดิมเป็นอย่างมาก
ตกดึกไช่อิงกลับห้องนอนตัวเองเธอเย็บผ้าสำหรับจัดเก็บเข็มจำนวนมากไว้ใช้เป็นอาวุธประจำกายจนกว่าจะฟื้นฟูความแข็งแกร่งกลับคืนมาได้ดังเดิม
..........
รุ่งเช้าไช่อิงตื่นขึ้นมาโดยไม่ได้ออกกำลังกายเพราะเร่งมือจัดเก็บสิ่งของเตรียมย้ายบ้านพอฟ้าสางเธอรีบทำการขนย้ายสิ่งของจากในห้องนอนออกมา แล้วยังไปช่วยครอบครัวขนย้ายสิ่งของออกจากห้องนอนทุกคนโดยมีการว่าจ้างรถบรรทุกมาช่วยขนย้ายตั้งแต่เมื่อวานฉะนั้นตั้งแต่เมื่อคืนสมาชิกครอบครัวไช่ได้นอนพักผ่อนคนละไม่กี่ชั่วโมง
เพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงครอบครัวไช่ต่างพากันเข้ามามุงดูและสอบถามไช่เฟิงด้วยความสงสัยใคร่รู้ต่อเหตุวุ่นวายขนย้ายสิ่งของเหตุเพราะไม่คิดว่าครอบครัวไช่จะย้ายบ้านกะทันหัน
ส่วนใหญ่ผู้คนแถบชานเมืองฝั่งตะวันตกล้วนเป็นคนยากจนและไม่ค่อยเสพข่าวสารทั่วไปโดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับคนร่ำรวยเท่าใดนักจึงไม่มีใครพูดถึงข่าวโด่งดังของเมืองหลวงในวันก่อน
อย่างไรก็ตามยังมีเพื่อนบ้านบางคนทำงานอยู่ในบริษัทใหญ่และติดตามข่าวของตระกูลดังแห่งเมืองหลวงอยู่บ้างนั่นคือ ครอบครัวชิง พวกเขาเป็นญาติห่าง ๆกับไช่เฟิงทว่าไม่ถูกกันเท่าใดนักเพราะบรรพบุรุษต่างแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันมาแต่ไหนแต่ไร
สมาชิกครอบครัวไช่กำลังวุ่นวายช่วยกันขนย้ายสิ่งของใส่รถบรรทุกหกล้ออยู่หน้าบ้านส่วนไช่เฟิงยืนพิงรั้วบ้านคอยตรวจสอบการขนย้ายสิ่งของขึ้นบนรถบรรทุกพร้อมตอบคำถามเพื่อนบ้านอย่างคลุมเครือ
ชิงเหยียนสาวสวยสูงโปร่งรูปร่างเซ็กซี่ ผมยาวสลวยในชุดสูทกระโปรงสั้นสีดำเหนือเข่า เดินนวยนาดตรงเข้ามาถามไช่อิงด้วยน้ำเสียงแสดงความสมเพชอดีตสะใภ้สามว่า
“ไช่อิง! เธอจะไปอยู่ที่ไหนกันละนั่นถูกเฉดหัวไวจังเลยนะ ก็แหม...เป็นเมียเก็บคนพิการก็งี้แหละ คงสนองเขาไม่ได้ล่ะสิหรือว่าเขาสนองเธอไม่ได้กันแน่ เลยต้องรีบแจ้นออกมาก่อน”
หลังจากชิงเหยียนพูดจบประโยคไม่ทันขาดคำบรรดาเพื่อนบ้านชอบสอดรู้ต่างพากันอ้าปากค้างตกใจแล้วอุทานเสียงดังลั่นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายพลางหันขวับจ้องมองไช่อิงเป็นจุดเดียวอย่างไม่เชื่อสายตาว่า
“เมียเก็บ!!!”
ทว่าวินาทีถัดมาแต่ละคนต่างตกตะลึงอีกครั้งเพราะอดีตสะใภ้สามโผนเข้าไปตบหน้าชิงเหยียนทั้งซ้ายขวาอย่างไม่ยั้งมือจนร่างของหญิงสาวก่อเรื่องกรีดร้องดังลั่นด้วยความเจ็บปวดแล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้นทันใด
เพี้ยะ ! เพี้ยะ !
“กรี๊ด!!!”ชิงเหยียนกรีดร้องเสียงดังสนั่นด้วยความเจ็บปวดอย่างไม่ทันตั้งตัว
“เก็บปากโสมมของหล่อนเอาไว้ ไม่รู้จริงก็อย่ามาแส่หาเรื่องฉันจะฟ้องหมิ่นประมาทหล่อนได้นะ อยากลองไหม?! แต่จะมีเงินจ่ายค่าทนายกับค่าสินไหมให้ฉันเหรอเปล่าละคิดดูให้ดี!”
ไช่อิงตามเข้าไปกระชากผมของชิงเหยียนขึ้นมาแล้วจ้องมองใบหน้าอีกฝ่ายพลางพูดถึงข้อได้เปรียบตนเองเพื่อกำราบอีกฝ่ายให้อยู่หมัดเธอมั่นใจว่าตนจะเป็นฝ่ายชนะแน่หากคู่กรณีไม่คิดรามือเพราะไม่มีสัญญาระหว่างครอบครัวไช่กับทางฝั่งตระกูลหลงมีเพียงสัญญาปากเปล่าอันเกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจกันเท่านั้นนั่นจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลของการยกเลิกสัญญาได้อย่างง่ายดาย
ไช่เฟิงเดินกะเผลกเข้ามาตรวจสอบเหตุวุ่นวายข้างบรรรทุกเพราะมองเห็นไม่ถนัดตาขณะไช่ปินปราดเข้ามายืนกำหมัดเคียงข้างพี่สาวพร้อมโจมตีกับทุกคนอย่างไม่ลังเลใจ
พลันมีเสียงกรีดร้องของคู่สามีภรรยาวัยใกล้เคียงกับไช่เฟิงดังขึ้นแล้วพากันวิ่งเข้ามาประคองร่างของชิงเหยียนจากบนพื้นให้ลุกขึ้นยืนพลางชี้นิ้วตะโกนด่าทอสมาชิกครอบครัวไช่ซึ่งยืนจับกลุ่มอยู่ด้วยกันว่า
“กรี๊ด! พวกสวะตระกูลไช่! พวกไม่ได้เรื่อง! พวกแกกล้ารังแกลูกฉันเหรอ ฉันไม่ยอม!!!”
หญิงวัยกลางคนผู้เป็นแม่ของชิงเหยียนไม่สามารถระงับอารมณ์โกรธแค้นเมื่อเห็นแก้มแดงเข้มเป็นรอยฝ่ามือชัดเจนทั้งสองข้างของลูกสาวคนเดียวได้พลางโถมตัวเข้ามาแก้แค้นให้กับลูกโดยคิดว่าเป็นไช่ปินเพราะปกติลูกสาวคนโตครอบครัวไช่จะอ่อนแอและหวาดกลัวผู้คนจึงตั้งใจพุ่งเป้าเข้าไปตบตีกับไช่ปินในทันที
เพี้ยะ ! เพี้ยะ ! เพี้ยะ!
ตุ้บตั้บ ! ตุ้บตั้บ ! ตุ้บตั้บ!
ถางเจียหลิงผลักสามีให้ถอยห่างออกไปเพราะไม่อยากให้เขาเจ็บตัวเพิ่มแล้วพุ่งตัวเข้าไปช่วยลูกสาวคนเล็กอย่างไม่เกรงกลัว จนเกิดภาพตะลุมบอนของคู่หญิงสองวัยและคู่ชายตบตีกันอุตลุด
ไช่ปินโถมตัวเข้าไปช่วยแม่เพราะเหลือบเห็นชิงเหยียนพุ่งตัวเข้ามาผสมโรงด้วยโดยมีฝูงชนส่วนน้อยเข้ามาห้ามปรามไว้ แต่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างส่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนานบนความทุกข์ของคนอื่น
พ่อของชิงเหยียนกำลังโผนเข้าไปทำร้ายไช่เฟิงเพราะอยู่ใกล้ตัวมากกว่าคู่ภรรยาตนเองโดยมีแรงอาฆาตแค้นในอดีตผสมโรงเข้าด้วยทว่าเขายังไม่ทันพุ่งหมัดเข้าต่อยหัวหน้าครอบครัวไช่พลันมีเสียงดังสนั่นใกล้ตัวแล้วต้องง้างหมัดค้างไว้อย่างไม่เต็มใจ
เพล้ง ! เพล้ง ! เพล้ง!
ไช่อิงไม่สามารถปล่อยให้เหตุการณ์ทะเลาะวิวาทลุกลามได้จึงหยิบชามกระเบื้องหลายใบซึ่งเพิ่งขนออกมาวางไว้ท้ายรถบรรทุกแล้วเหวี่ยงกระแทกใส่พื้นข้างกายผู้คนกำลังตะลุมบอนกันเพื่อหยุดยั้งไว้ก่อนเธอไม่ต้องการเสียเวลาไปเจรจายุติเรื่องราวในสถานีตำรวจให้วุ่นวายจึงต้องเลือกกระทำอย่างนี้
วินาทีถัดมาผู้คนต่างตื่นตกใจต่อเสียงอันดังลั่นทั้งเหลือบเห็นเศษกระเบื้องจากชามแตกกระจายอยู่บนพื้นรอบตัวแล้วยังมีเสียงดุดันพูดตะโกนขึ้นมาอย่างจริงจังว่า
“เอาสิ! ใครจะตบตีกันต่อก็หยิบเศษกระเบื้องขึ้นมาฆ่ากันเลยไม่ต้องไปตบตีกันให้เจ็บตัวเปล่า ๆ แล้วก็เตรียมถูกแจ้งข้อหาฆาตกรรมด้วยถ้าใครมีเงินพร้อมจ่ายค่าทนายกับตำรวจก็เอาเลย เอาสิ!!!”
หญิงสาวถือมีดทำครัวเล่มยาวอยู่ในมือขวาตั้งแต่โยนชามกระเบื้องออกไปเธอคว้ามีดเล่มหนึ่งจากห่อมีดข้างชามกระเบื้องซึ่งวางอยู่ท้ายรถบรรทุกมาด้วยพลางตะโกนเสียงดังเมื่อเห็นว่าผู้คนชะงักการตบตีกันแล้ว
เวลานี้ถางเจียหลิงและแม่ของชิงเหยียนผละออกจากกันแต่ละคนต่างมีผมเผ้าหลุดลุ่ยสภาพคล้ายเพิ่งไปฟัดกับสุนัขมาหยก ๆพ่อชิงเหยียนอยู่ในท่ากำหมัดเตรียมชกเข้าใส่ไช่เฟิงซึ่งยืนพิงรถบรรทุกอยู่เพราะมีการเปลี่ยนเป้าหมายโจมตีกะทันหันส่วนไช่ปินและชิงเหยียนเพิ่งผละออกจากกันด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่แตกต่างกัน
ทุกคนต่างหันขวับมองต้นเสียงพลางอุทานด้วยความตกใจเพราะภาพของหญิงสาวถือมีดทำครัวเล่มยาวอยู่ในมือด้วยท่ายืนจังก้าพร้อมพุ่งแทงทุกคนได้ทันทีต่างทำให้แต่ละคนด่าทอแล้วยินยอมแยกย้ายกันอย่างไม่เต็มใจ
ไช่อิงรู้ดีว่าผู้คนแถบนี้ไม่กล้าหาเรื่องจนบานปลายเพราะแต่ละคนต่างไม่ต้องการไปเจรจากับตำรวจหรือแม้แต่เสียเงินเพื่อจบสิ้นเรื่องราวเนื่องจากมีสภาพยากจนกันทั้งสิ้นจึงเป็นการเดิมพันต่อการขัดขวางความวุ่นวายให้จบลงได้ตามคาดการณ์
“น้องสาว! วางมีดลงเถอะถือไว้แบบนี้พวกพี่ไม่กล้าขนของแล้วนะ”
ชายหนุ่มกำยำสองคนผู้เป็นเจ้าของรถรับจ้างต่างพูดปลอบใจไช่อิงให้วางมีดทำครัวลงก่อนทั้งที่ผู้คนก่อเหตุวุ่นวายต่างแยกย้ายกันไปหมดแล้วคงเหลือแค่ชาวบ้านผู้ชอบสอดรู้ไม่กี่คนทว่าทั้งคู่ยังไม่เห็นหญิงสาวคิดจะวางมีดจึงพูดกระตุ้นเตือนด้วยความหวาดกลัวในที
อดีตสะใภ้สามกระพริบตาอย่างเพิ่งรู้สึกตัวเธอยินยอมวางมีดแต่โดยดีแล้วถือโอกาสเพิ่มความเร็วในการขนย้ายสิ่งของไปบ้านใหม่ด้วยการให้ค่าจ้างเป็นสินน้ำใจแก่ผู้คนชอบสอดรู้ทั้งหลายแทนว่า
“ก็ได้ค่ะพี่น้องทุกท่านคะ! ไหน ๆก็รู้แล้วว่าพวกเราจะย้ายบ้าน ถ้าทุกคนไม่มีงานรออยู่ ก็ช่วยมาขนของให้ทีฉันมีค่าตอบแทนให้แน่นอนค่ะ ต่ำสุดคนละยี่สิบหยวน แต่ถ้าใครขยันช่วยขนได้เยอะ ฉันก็จะเพิ่มให้ตามความขยันแน่นอนค่ะ”
หญิงสาวเหลือบดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือเธอไม่ต้องการให้น้องสาวไปเรียนสายเกินไปและอยากไปบ้านใหม่ให้เร็วกว่านี้เพื่อจัดการเรื่องราวทั้งหลายให้เรียบร้อยก่อนเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเธอยังไม่ได้คุยกับครอบครัวไช่ในเรื่องไปต่างแดนจึงต้องการให้การขนย้ายสิ่งของจบสิ้นโดยเร็ว