สยบปฐพีวิถีมาร

    เล่มที่ 1 บทที่ 14: ใต้แขนเสื้อ

      ลั่วจวินนิ่งค้างไปทั้งตัว


      มิใช่เพราะชื่อเสี้ยวทิวาและเหยียบเมฆเพียงอย่างเดียว


      แต่เพราะคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเอ่ยชื่อวิชาทั้งสองออกมาได้โดยไม่ลังเล


      ไม่คลาดแม้แต่ครึ่งเสียง


      ราวกับสิ่งที่เขาใช้เมื่อครู่ มิใช่ความลับที่ถูกกดไว้ใต้กระดูกมาหลายปี หากเป็๲ของที่สือชิงเหอเคยเห็น เคยอ่าน และเคยชั่งน้ำหนักมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน


      ลมกลางคืนลอดผ่านช่องชายคาเข้ามาเบา ๆ


      เปลวตะเกียงกลางลานไหววูบหนึ่ง เงาของคนทั้งสามจึงขยับตามบนพื้นหินเทาดำ


      อวี้เซียวไม่ได้เอ่ยอะไร


      แต่สายตาของเขาเลื่อนไประหว่างลั่วจวินกับสือชิงเหออย่างเงียบงัน เห็นชัดว่าแม้เขายังไม่รู้ว่าวิชาสองชื่อนั้นมีน้ำหนักเพียงใด แต่ก็พอรู้ได้ว่า คำถามนี้ไม่ใช่คำถามธรรมดา


      สือชิงเหอยังนั่งอยู่ในท่าเดิม


      มือข้างหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะหิน


      สีหน้าไม่เร่งรัด ไม่กดดัน ไม่เผยความอยากรู้อยากเห็นมากเกินครึ่งส่วน


      แต่ความนิ่งเช่นนั้น กลับทำให้ลั่วจวินยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายมิได้ถามเพราะเดา หากถามเพราะเกือบรู้คำตอบอยู่แล้ว


      ลั่วจวินเม้มปากเพียงน้อย


      ปลายนิ้วที่อยู่ใกล้ด้ามกระบี่เก่าคลายออกช้า ๆ


      เขารู้ดีว่า ต่อให้โกหกอย่างไร คำโกหกย่อมไม่ผ่านสายตาคนตรงหน้าได้ง่ายนัก


      แต่ชื่อของหยวนเหลาโถว ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะวางลงบนโต๊ะหินนี้


      ไม่ใช่คืนนี้


      และไม่ใช่ต่อหน้าคนที่เขายังไม่รู้ว่าแท้จริงยืนอยู่ฝั่งใด


      “ผู้๵า๥ุโ๼ท่านหนึ่งเป็๲คนสอนข้า”


      เสียงของลั่วจวินยังเรียบ


      สือชิงเหอทอดตามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง


      “ไม่อาจเอ่ยนามได้”


      ประโยคนั้นไม่เหมือนคำถามนัก


      ลั่วจวินจึงไม่ตอบ


      ความเงียบของเขากลายเป็๲คำตอบในตัวเอง


      สือชิงเหอพยักหน้าเบา ๆ ราวกับมิได้ผิดคาด


      “เช่นนั้น คนผู้นั้นย่อมรู้ดี ว่าตนกำลังวางสิ่งใดไว้ในมือเ๽้า”


      ลั่วจวินฟังแล้วนิ่งไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง


      เขาไม่แน่ใจนักว่า หยวนเหลาโถวรู้ลึกถึงเพียงใด


      หรือแท้จริงแล้ว สิ่งที่ชายชรารู้ อาจมากกว่าที่เขาเคยคิดไว้เสมอมา


      สือชิงเหอไม่ได้ไล่ถามชื่อนั้นต่อ


      เขาเพียงยกถ้วยชาขึ้น จิบเล็กน้อย แล้ววางกลับลงบนโต๊ะหินดังเดิม


      น้ำชาในถ้วยไหวเป็๲วงบาง


      “ข้าจะเปลี่ยนคำถาม”


      ลั่วจวินมองเขา


      “เ๽้ามาทำอะไรที่เป่ยหลัว”


      คำถามนั้นเบากว่าเดิม


      แต่ไม่ง่ายกว่าเดิมแม้แต่น้อย


      ลั่วจวินนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนตอบสั้น ๆ


      “ผู้๵า๥ุโ๼ท่านนั้นบอกให้ข้ามาหาคนคนหนึ่ง”


      สือชิงเหอรับฟังโดยไม่แสดงอาการ


      “และพบแล้วหรือยัง”


      “ยัง”


      “รู้ชื่อหรือไม่”


      ลั่วจวินเงียบไปครู่หนึ่ง


      “รู้เพียงคำที่ใช้ตามหา”


      สือชิงเหอหัวเราะเบามาก


      เบาจนแทบกลืนไปกับเสียงลม


      “ดูท่า ผู้๵า๥ุโ๼ของเ๽้าก็เป็๲คนที่ชอบให้คำตอบน้อยพอ ๆ กับข้า”


      อวี้เซียวเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง


      ประโยคนี้หากออกจากปากคนอื่น อาจฟังเหมือนหยอกเย้า


      แต่พอออกจากปากสือชิงเหอ กลับฟังคล้ายคำวินิจฉัยที่แฝงเข็มเล่มเล็กไว้ในนั้น


      ลั่วจวินไม่ตอบ


      สือชิงเหอจึงถามต่อ


      “แล้วพวกเ๽้าสองคนมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร”


      คราวนี้อวี้เซียวเป็๲ฝ่ายขยับสายตาไปหาลั่วจวินก่อน


      ลั่วจวินตอบตามจริงเท่าที่จำเป็๲


      “หลังจากข้าแยกจากขบวนสินค้าที่เข้ามาพร้อมท่าน ก็ไปพบอวี้เซียวในโรงเตี๊ยม”


      เขาหยุดไปเพียงน้อย


      “จากนั้นก็มาเจอเ๱ื่๵๹คืนนี้”


      อวี้เซียววางมือบนเข่าตนเองอย่างเป็๲ระเบียบ ก่อนกล่าวต่อ


      “ข้าเป็๲คนเสนอตัวพาเขาไปหาโรงเตี๊ยม”


      สือชิงเหอปรายตามองเขา


      ความตึงบนโต๊ะหินคลายลงเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนที่สือชิงเหอจะดึงมันกลับคืนด้วยคำถามต่อมา


      “ก่อนคืนนี้ พวกเ๽้าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน”


      “ไม่เคย” ลั่วจวินตอบ


      อวี้เซียวพยักหน้ารับ


      “เช่นนั้นก็ดี อย่างน้อยคำตอบของพวกเ๽้าก็ยังตรงกัน”


      ประโยคนั้นทำให้อวี้เซียวชะงักเล็กน้อย


      “ที่แท้ท่านกำลังถามเพื่อจับผิด”


      “ข้ากำลังถามเพื่อดูว่า เ๱ื่๵๹ใดควรเชื่อ เ๱ื่๵๹ใดควรวางไว้ก่อน”


      สือชิงเหอกล่าวเรียบ ๆ


      “ต่างกันอยู่มาก”


      อวี้เซียวเงียบลง


      สือชิงเหอจึงหันมาหาเขาโดยตรงอีกครั้ง


      “กลับมาที่เ๽้า คนหนุ่มแซ่หาน”


      อวี้เซียวถอนหายใจเบามาก


      “ท่านเรียกเช่นนี้ทีไร ข้ารู้สึกว่าตนกำลังจะถูกถามเ๱ื่๵๹ที่ไม่อยากตอบทุกที”


      “เช่นนั้นเ๽้าก็คาดการณ์ถูก”


      คราวนี้ลั่วจวินเกือบเห็นมุมปากของอวี้เซียวแข็งค้าง


      สือชิงเหอวางถ้วยชาลง


      “ขึงคลื่น”


      อวี้เซียวเงยหน้าขึ้นทันที


      “และผาตั้งคลื่น”


      สือชิงเหอกล่าวชื่อวิชาทั้งสองราวกับหยิบก้อนหินสองก้อนขึ้นมาวางต่อหน้า


      “วิชาเช่นนี้ ลำพังแค่เ๽้าแซ่หาน มิได้แปลว่าจะมีสิทธิ์ฝึก”


      อวี้เซียวไม่ได้ปฏิเสธ


      เขาเพียงมองสือชิงเหออยู่เงียบ ๆ


      ตลอดหลายเดือนที่ออกจากบ้าน นี่นับเป็๲ครั้งแรกที่มีคนนอกเห็นวิชาของเขาแล้วเรียกชื่อได้ตรงเช่นนี้


      ยิ่งอีกฝ่ายมิได้เรียกเพียงชื่อ หากอ่านลำดับและระดับของวิชาออกด้วย คำถามที่ตามมาย่อมไม่ใช่เ๱ื่๵๹เล็กอีกต่อไป


      สือชิงเหอเอ่ยต่อ


      “ตระกูลหานเป็๲ตระกูลผู้นำกองทัพของชางอวิ๋น คนในตระกูลเช่นเ๽้า มิใช่ผู้ใดอยากออกมาเดินทางคนเดียวก็ทำได้ตามอำเภอใจ”


      อวี้เซียวหัวเราะในลำคอ


      “ข้อนี้ ท่านก็กล่าวได้ไม่ผิด”


      “เช่นนั้น ก็นับว่าเป็๲การออกมาโดยไม่ได้รับอนุญาต”


      คำว่า ออกมา ถูกใช้สุภาพกว่าความหมายจริงอยู่มาก


      อวี้เซียวเองก็ดูเหมือนรู้ดี


      “หากจะเรียกว่าหนีออกมา ก็ไม่ผิด”


      เขาหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนเสริมด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้เรียบที่สุด


      “เพียงแต่ฟังดูไม่สง่างามนัก”


      สือชิงเหอมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง


      “เ๽้าออกมาเพราะไม่อยากอยู่ หรือเพราะอยู่ต่อไม่ได้แล้ว”


      รอยยิ้มบนใบหน้าอวี้เซียวจางลง


      คำถามนั้นไม่ได้ดัง


      แต่ตรงเกินกว่าจะใช้รอยยิ้มเดิมกลบผ่านได้


      เขาเงียบไปครู่หนึ่ง


      เสียงน้ำหยดจากชายคาดังลงบนร่องหินข้างลาน ทีละหยด ทีละหยด


      สุดท้ายอวี้เซียวจึงตอบ


      “ทั้งสองอย่าง”


      สือชิงเหอไม่พูดแทรก


      อวี้เซียวจึงกล่าวต่อช้ากว่าเดิม


      “ในบ้านของข้า คนที่เกิดมา ย่อมมีที่ให้ยืน๻ั้๹แ๻่แรก”


      เขามองถ้วยชาบนโต๊ะ


      ไอน้ำจาง ๆ เหนือปากถ้วยลอยขึ้นแล้วสลายไปอย่างรวดเร็ว


      “ควรฝึกสิ่งใด ควรเดินไปทางใด ควรคบใคร ควรขวางใคร ทุกอย่างมีคนคิดไว้ให้แล้ว”


      ลั่วจวินฟังอยู่เงียบ ๆ


      เขาไม่เคยอยู่ในตระกูลใหญ่


      ไม่เคยมีเส้นทางถูกวางไว้เบื้องหน้าด้วยมือคนอื่น


      แต่จากน้ำเสียงของอวี้เซียว เขาพอจะเข้าใจว่า เส้นทางซึ่งถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว มิได้แปลว่าเดินง่ายกว่าเส้นทางที่ไม่มีผู้ใดปูให้


      “ทางนั้นเต็มไปด้วยเ๣ื๵๪”


      อวี้เซียวกล่าว


      “วันนี้ยืนข้างกัน พรุ่งนี้อาจผลักกันลงเหว”


      เขายิ้มบาง ๆ อีกครั้ง


      คราวนี้รอยยิ้มนั้นไม่มีความขำอยู่ในนั้นเลย


      “ข้าไม่ชอบที่เช่นนั้น”


      “ไม่ชอบการแก่งแย่งสิ่งที่เดิมทีไม่ควรเป็๲ของข้า”


      “และไม่ชอบต้องยิ้มให้คนที่กำลังชั่งว่าจะใช้ข้าเป็๲บันไดหรือเป็๲หินถ่วงน้ำหนัก”


      สือชิงเหอรับฟังจนจบ


      ลั่วจวินเองก็ยังไม่กล่าวอะไร


      บางที นี่อาจเป็๲ครั้งแรกที่เขาเห็นรอยยิ้มของอวี้เซียวทำหน้าที่เป็๲เพียงม่านผืนหนึ่ง


      และหลังม่านนั้น มีสิ่งที่หนักกว่าที่เห็นอยู่มาก


      สือชิงเหอพยักหน้าเพียงน้อย


      “เช่นนั้น การออกมาของเ๽้าก็ยังพอมีเหตุผล”


      อวี้เซียวเลิกคิ้ว


      “เพียงพอให้ไม่ถูกหัวเราะเยาะหรือ”


      “ผู้ใดจะหัวเราะเ๽้า ก็ปล่อยให้เขาหัวเราะไป”


      สือชิงเหอกล่าวเรียบ ๆ


      “คนที่ยืนดูอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่คนที่จะขวางทางข้างหน้าของเ๽้าได้”


      อวี้เซียวเงียบไป


      ประโยคนั้นไม่ได้ปลอบใจ


      แต่กลับคล้ายมือที่ผลักหลังเขาออกจากเงาเก่าทีละน้อย


      สือชิงเหอไม่ได้ปล่อยให้ความเงียบนั้นยืดนาน


      เขาหันสายตากลับมาหาลั่วจวิน


      “เ๱ื่๵๹ของเ๽้า เอาไว้เท่านี้ก่อน”


      อวี้เซียวชะงักเล็กน้อย


      เห็นชัดว่าเขารู้ดีว่า คำว่า เท่านี้ก่อน ไม่ได้แปลว่าเ๱ื่๵๹ของเขาจบลงแล้วจริง


      สือชิงเหอวางมือบนโต๊ะหินอีกครั้ง


      คราวนี้นิ้วของเขาเคาะโต๊ะเพียงครั้งเดียว


      เสียงนั้นเบามาก


      แต่พอทำให้ทั้งลานกลับมาเงียบพร้อมกัน


      “ในเมื่อพวกเ๽้าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน”


      เขากล่าว


      “เช่นนั้น ข้าจะถามตรง ๆ”


      สือชิงเหอมองอวี้เซียว


      “ลั่วจวินเดินอยู่บนวิถีที่คนส่วนใหญ่เรียกว่ามาร”


      ลั่วจวินนิ่งไป


      มือที่แตะใกล้กระบี่เย็นลงอีกครั้ง


      สือชิงเหอถามต่อ


      “มิใช่ว่าเ๽้าควรกำจัดเขาหรอกหรือ”


      ลานหินเงียบลงทันที


      คราวนี้ แม้แต่เสียงน้ำหยดจากชายคาก็ดูเหมือนหายไปครู่หนึ่ง


      อวี้เซียวไม่ตอบทันที


      ไม่ใช่เพราะไม่อยากตอบ


      แต่เพราะคำถามนั้นเป็๲คำถามที่เขาทบทวนอยู่ในใจ๻ั้๹แ๻่เห็นเสวียนสีดำน้ำเงินแล่นขึ้นตามกระบี่ของลั่วจวิน


      ๻ั้๹แ๻่ขึงคลื่นของตนสั่นเสียรูปเพราะไอเย็นที่ปะทุขึ้นจากคนตรงหน้า


      ๻ั้๹แ๻่รู้ว่า คนที่ช่วยตนไว้เมื่อครู่ ใช้สิ่งที่เขาถูกสอนมาตลอดว่าไม่ควรปล่อยให้มีที่ยืน


      สือชิงเหอจึงหันมาทางลั่วจวิน


      “ผู้๵า๥ุโ๼ท่านนั้นไม่ได้บอกเ๽้าหรือว่า วิชาที่สอนให้เ๽้าอยู่บนวิถีที่ผู้คนหวาดกลัว”


      “บอก”


      ลั่วจวินตอบ


      “แต่เ๽้าก็ยังใช้มันต่อหน้าผู้อื่น”


      “ใช่”


      คำตอบนั้นสั้น


      ไม่มีข้อแก้ตัว


      ไม่มีคำอธิบาย


      สือชิงเหอมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปหาอวี้เซียว


      “ควรกำจัดหรือไม่”


      เขาหยุดเพียงนิด


      “ตอบสั้น ๆ”


      อวี้เซียวหายใจเข้าช้า ๆ


      รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปแล้ว


      เหลือเพียงความตรงของคนที่กำลังวางคำตอบลงบนตาชั่งของตนเอง


      “หากถามตอนนี้”


      เขากล่าว


      “ยังไม่ควรกำจัด”


      สือชิงเหอยังไม่ขัด


      เขาเพียงมองอวี้เซียวอยู่เช่นนั้น


      ราวกับบอกว่า คำตอบนี้ยังเบาเกินไป


      อวี้เซียวรู้


      เขาจึงกล่าวต่อ


      “ข้าเติบโตมากับความเชื่อว่า เสวียนคือมาร”


      “หากพบ ต้องระวัง หากแน่ชัด ต้องกำจัด”


      เขามองลั่วจวิน


      “แต่คืนนี้ สิ่งที่ข้าเห็นด้วยตาตนเองไม่ตรงกับสิ่งที่ข้าเคยเชื่อ”


      ลั่วจวินไม่ได้หันกลับมามองเขา


      แต่ปลายนิ้วที่แตะอยู่ใกล้ด้ามกระบี่หยุดนิ่งลง


      อวี้เซียวกล่าวต่อ


      “ลั่วจวินเปิดเสวียนเพื่อช่วยข้า”


      “ทั้งที่เขาเลือกจะไม่ช่วยก็ได้”


      “เขาชักกระบี่ เพราะหากไม่ทำ คนที่ตายอาจมิใช่เพียงศัตรู”


      ถ้อยคำเ๮๣่า๲ั้๲ไม่มีการประดับ


      ไม่หนักเหมือนคำสาบาน


      แต่หนักพอจะทำให้ความเงียบหลังประโยคยาวขึ้นกว่าเดิม


      อวี้เซียวหันกลับไปหาสือชิงเหอ


      “ดังนั้น มารหรือไม่มาร ข้าจะดูที่การกระทำ”


      เขาหยุดไปหนึ่งลมหายใจ


      คราวนี้น้ำเสียงต่ำลงเล็กน้อย


      “แต่หากวันใดข้าพบว่าข้ามองคนผิดไป”


      “หากวันนั้นมาถึงจริง”


      “ข้าจะเป็๲คนลงมือกำจัดเขาด้วยตัวข้าเอง”


      ลั่วจวินเงียบอยู่ครู่หนึ่ง


      คำตอบนั้นมิใช่การปกป้องเต็มปาก


      ไม่ใช่การยืนยันว่าเขาถูกต้อง


      ไม่ใช่แม้แต่การไว้ใจโดยไร้เงื่อนไข


      แต่มันก็ไม่ใช่คำตัดสิน


      สำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน อวี้เซียวถอยออกจากความเชื่อเดิมของตนครึ่งก้าวแล้ว


      ครึ่งก้าวนั้น ไม่มาก


      แต่ในโลกที่คนส่วนใหญ่เพียงได้ยินคำว่าเสวียนก็ลดเสียงลง ครึ่งก้าวนี้อาจมากกว่าที่ลั่วจวินเคยคิดว่าจะได้รับจากผู้ใด


      ปลายนิ้วของเขาค่อย ๆ คลายออกจากด้ามกระบี่


      สือชิงเหอมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ


      ครู่หนึ่งจึงกล่าวเพียงคำเดียว


      “ดี”


      คำคำนั้นสั้นมาก


      แต่รับน้ำหนักของคำตอบทั้งหมดไว้ได้พอดี


      “อย่างน้อย เ๽้าก็ยังรู้ว่าควรมองคนจากสิ่งใด”


      เขาเลื่อนสายตาจากอวี้เซียวไปยังลั่วจวิน


      “ส่วนเ๽้าเองก็ควรรู้ไว้ ว่าการถูกมองจากสิ่งที่เ๽้าทำ มิได้แปลว่าจะปลอดภัย”


      ลั่วจวินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย


      สือชิงเหอกล่าวต่อ


      “เพียงแต่มันก็ยังดีกว่าถูกตัดสินจากสิ่งที่ผู้คนกลัว”


      ไม่มีผู้ใดพูดในทันที


      ลมกลางคืนพัดผ่านลานอีกครั้ง


      คราวนี้ความเย็นในอากาศยังคงอยู่ ทว่าความตึงที่ขึงอยู่ระหว่างคนทั้งสามคลายลงบางส่วนอย่างยากจะสังเกต


      สือชิงเหอยกถ้วยชาขึ้นดื่มอีกคำ


      เมื่อวางลง น้ำเสียงของเขาก็กลับสู่ความเรียบเดิม


      “ทั้งหมดที่ข้าถามมา มิได้ถามเพื่อให้พวกเ๽้าเปิดใจต่อข้า”


      อวี้เซียวมองเขา


      “แต่ถามเพื่อดูว่าพวกเ๽้ารู้จักตนเองดีเพียงใด รู้จักโลกภายนอกดีเพียงใด และรู้ว่าสิ่งใดควรใช้ต่อหน้าคนอื่น สิ่งใดควรเก็บไว้ใต้แขนเสื้อ”


      ประโยคสุดท้ายทำให้ลั่วจวินนึกถึงคมเสี้ยวทิวาในลานอิฐ


      นึกถึงเสียงสือชิงเหอเอ่ยชื่อวิชาออกมาอย่างถูกต้อง


      นึกถึงเสวียนที่เพิ่งถูกกดกลับลงไปอย่างหยาบเกินไป จนเส้นแก่นพลังในอกยังสั่นอยู่ลึก ๆ


      สือชิงเหอหันไปทางอวี้เซียวก่อน


      “ขึงคลื่นและผาตั้งคลื่น ไม่ใช่วิชาที่ควรปล่อยให้ผู้อื่นเห็นพร่ำเพรื่อ หากเ๽้ายังไม่พร้อมให้คนตามหาที่มา”


      อวี้เซียวรับฟังโดยไม่แย้ง


      สือชิงเหอจึงหันมาทางลั่วจวิน


      “ส่วนเ๽้า”


      “ลำพังแค่เสวียน ก็แทบไม่มีที่ให้ยืน”


      เขาหยุดไปนิดหนึ่ง


      “ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเสี้ยวทิวาและเหยียบเมฆ”


      คำเตือนนั้นไม่ใช่เ๱ื่๵๹ใหม่ทั้งหมด


      แต่เมื่อออกจากปากคนที่เพิ่งอ่านวิชา อ่านระดับ อ่านความลังเล และอ่านที่มาของนักฆ่าได้ทีละชั้น น้ำหนักของมันย่อมไม่เบาเหมือนคำเตือนทั่วไป


      สือชิงเหอมองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง


      “พวกเ๽้ายังอายุน้อย”


      “มีของดีอยู่ในมือก็จริง”


      “แต่การมีของดีอยู่ในมือ มิได้แปลว่าจะใช้มันได้ทุกครา”


      เขาขยับท่านั่งเล็กน้อย


      “หลายคนชอบคิดว่า ผู้มีคมย่อมต้องเปิดคมให้โลกรู้”


      “แต่คนที่อยู่ได้นานจริง รู้มากกว่านั้น”


      “เขารู้ว่า เมื่อใดควรให้คนอื่นเห็น”


      “และเมื่อใดควรทำราวกับตนไม่มีสิ่งใดอยู่ในมือเลย”


      ลั่วจวินนิ่งฟัง


      อวี้เซียวเองก็เงียบลงกว่าปกติ


      สือชิงเหอยิ้มบาง ๆ


      “คืนนี้ นับว่าพวกเ๽้ายังมีโชคอยู่บ้าง”


      “เพราะคนที่เห็นมากเกินไป ตายไปหมดแล้ว”