ลั่วจวินนิ่งค้างไปทั้งตัว
มิใช่เพราะชื่อเสี้ยวทิวาและเหยียบเมฆเพียงอย่างเดียว
แต่เพราะคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเอ่ยชื่อวิชาทั้งสองออกมาได้โดยไม่ลังเล
ไม่คลาดแม้แต่ครึ่งเสียง
ราวกับสิ่งที่เขาใช้เมื่อครู่ มิใช่ความลับที่ถูกกดไว้ใต้กระดูกมาหลายปี หากเป็ของที่สือชิงเหอเคยเห็น เคยอ่าน และเคยชั่งน้ำหนักมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ลมกลางคืนลอดผ่านช่องชายคาเข้ามาเบา ๆ
เปลวตะเกียงกลางลานไหววูบหนึ่ง เงาของคนทั้งสามจึงขยับตามบนพื้นหินเทาดำ
อวี้เซียวไม่ได้เอ่ยอะไร
แต่สายตาของเขาเลื่อนไประหว่างลั่วจวินกับสือชิงเหออย่างเงียบงัน เห็นชัดว่าแม้เขายังไม่รู้ว่าวิชาสองชื่อนั้นมีน้ำหนักเพียงใด แต่ก็พอรู้ได้ว่า คำถามนี้ไม่ใช่คำถามธรรมดา
สือชิงเหอยังนั่งอยู่ในท่าเดิม
มือข้างหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะหิน
สีหน้าไม่เร่งรัด ไม่กดดัน ไม่เผยความอยากรู้อยากเห็นมากเกินครึ่งส่วน
แต่ความนิ่งเช่นนั้น กลับทำให้ลั่วจวินยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายมิได้ถามเพราะเดา หากถามเพราะเกือบรู้คำตอบอยู่แล้ว
ลั่วจวินเม้มปากเพียงน้อย
ปลายนิ้วที่อยู่ใกล้ด้ามกระบี่เก่าคลายออกช้า ๆ
เขารู้ดีว่า ต่อให้โกหกอย่างไร คำโกหกย่อมไม่ผ่านสายตาคนตรงหน้าได้ง่ายนัก
แต่ชื่อของหยวนเหลาโถว ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะวางลงบนโต๊ะหินนี้
ไม่ใช่คืนนี้
และไม่ใช่ต่อหน้าคนที่เขายังไม่รู้ว่าแท้จริงยืนอยู่ฝั่งใด
“ผู้าุโท่านหนึ่งเป็คนสอนข้า”
เสียงของลั่วจวินยังเรียบ
สือชิงเหอทอดตามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่อาจเอ่ยนามได้”
ประโยคนั้นไม่เหมือนคำถามนัก
ลั่วจวินจึงไม่ตอบ
ความเงียบของเขากลายเป็คำตอบในตัวเอง
สือชิงเหอพยักหน้าเบา ๆ ราวกับมิได้ผิดคาด
“เช่นนั้น คนผู้นั้นย่อมรู้ดี ว่าตนกำลังวางสิ่งใดไว้ในมือเ้า”
ลั่วจวินฟังแล้วนิ่งไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง
เขาไม่แน่ใจนักว่า หยวนเหลาโถวรู้ลึกถึงเพียงใด
หรือแท้จริงแล้ว สิ่งที่ชายชรารู้ อาจมากกว่าที่เขาเคยคิดไว้เสมอมา
สือชิงเหอไม่ได้ไล่ถามชื่อนั้นต่อ
เขาเพียงยกถ้วยชาขึ้น จิบเล็กน้อย แล้ววางกลับลงบนโต๊ะหินดังเดิม
น้ำชาในถ้วยไหวเป็วงบาง
“ข้าจะเปลี่ยนคำถาม”
ลั่วจวินมองเขา
“เ้ามาทำอะไรที่เป่ยหลัว”
คำถามนั้นเบากว่าเดิม
แต่ไม่ง่ายกว่าเดิมแม้แต่น้อย
ลั่วจวินนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนตอบสั้น ๆ
“ผู้าุโท่านนั้นบอกให้ข้ามาหาคนคนหนึ่ง”
สือชิงเหอรับฟังโดยไม่แสดงอาการ
“และพบแล้วหรือยัง”
“ยัง”
“รู้ชื่อหรือไม่”
ลั่วจวินเงียบไปครู่หนึ่ง
“รู้เพียงคำที่ใช้ตามหา”
สือชิงเหอหัวเราะเบามาก
เบาจนแทบกลืนไปกับเสียงลม
“ดูท่า ผู้าุโของเ้าก็เป็คนที่ชอบให้คำตอบน้อยพอ ๆ กับข้า”
อวี้เซียวเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง
ประโยคนี้หากออกจากปากคนอื่น อาจฟังเหมือนหยอกเย้า
แต่พอออกจากปากสือชิงเหอ กลับฟังคล้ายคำวินิจฉัยที่แฝงเข็มเล่มเล็กไว้ในนั้น
ลั่วจวินไม่ตอบ
สือชิงเหอจึงถามต่อ
“แล้วพวกเ้าสองคนมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร”
คราวนี้อวี้เซียวเป็ฝ่ายขยับสายตาไปหาลั่วจวินก่อน
ลั่วจวินตอบตามจริงเท่าที่จำเป็
“หลังจากข้าแยกจากขบวนสินค้าที่เข้ามาพร้อมท่าน ก็ไปพบอวี้เซียวในโรงเตี๊ยม”
เขาหยุดไปเพียงน้อย
“จากนั้นก็มาเจอเื่คืนนี้”
อวี้เซียววางมือบนเข่าตนเองอย่างเป็ระเบียบ ก่อนกล่าวต่อ
“ข้าเป็คนเสนอตัวพาเขาไปหาโรงเตี๊ยม”
สือชิงเหอปรายตามองเขา
ความตึงบนโต๊ะหินคลายลงเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนที่สือชิงเหอจะดึงมันกลับคืนด้วยคำถามต่อมา
“ก่อนคืนนี้ พวกเ้าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน”
“ไม่เคย” ลั่วจวินตอบ
อวี้เซียวพยักหน้ารับ
“เช่นนั้นก็ดี อย่างน้อยคำตอบของพวกเ้าก็ยังตรงกัน”
ประโยคนั้นทำให้อวี้เซียวชะงักเล็กน้อย
“ที่แท้ท่านกำลังถามเพื่อจับผิด”
“ข้ากำลังถามเพื่อดูว่า เื่ใดควรเชื่อ เื่ใดควรวางไว้ก่อน”
สือชิงเหอกล่าวเรียบ ๆ
“ต่างกันอยู่มาก”
อวี้เซียวเงียบลง
สือชิงเหอจึงหันมาหาเขาโดยตรงอีกครั้ง
“กลับมาที่เ้า คนหนุ่มแซ่หาน”
อวี้เซียวถอนหายใจเบามาก
“ท่านเรียกเช่นนี้ทีไร ข้ารู้สึกว่าตนกำลังจะถูกถามเื่ที่ไม่อยากตอบทุกที”
“เช่นนั้นเ้าก็คาดการณ์ถูก”
คราวนี้ลั่วจวินเกือบเห็นมุมปากของอวี้เซียวแข็งค้าง
สือชิงเหอวางถ้วยชาลง
“ขึงคลื่น”
อวี้เซียวเงยหน้าขึ้นทันที
“และผาตั้งคลื่น”
สือชิงเหอกล่าวชื่อวิชาทั้งสองราวกับหยิบก้อนหินสองก้อนขึ้นมาวางต่อหน้า
“วิชาเช่นนี้ ลำพังแค่เ้าแซ่หาน มิได้แปลว่าจะมีสิทธิ์ฝึก”
อวี้เซียวไม่ได้ปฏิเสธ
เขาเพียงมองสือชิงเหออยู่เงียบ ๆ
ตลอดหลายเดือนที่ออกจากบ้าน นี่นับเป็ครั้งแรกที่มีคนนอกเห็นวิชาของเขาแล้วเรียกชื่อได้ตรงเช่นนี้
ยิ่งอีกฝ่ายมิได้เรียกเพียงชื่อ หากอ่านลำดับและระดับของวิชาออกด้วย คำถามที่ตามมาย่อมไม่ใช่เื่เล็กอีกต่อไป
สือชิงเหอเอ่ยต่อ
“ตระกูลหานเป็ตระกูลผู้นำกองทัพของชางอวิ๋น คนในตระกูลเช่นเ้า มิใช่ผู้ใดอยากออกมาเดินทางคนเดียวก็ทำได้ตามอำเภอใจ”
อวี้เซียวหัวเราะในลำคอ
“ข้อนี้ ท่านก็กล่าวได้ไม่ผิด”
“เช่นนั้น ก็นับว่าเป็การออกมาโดยไม่ได้รับอนุญาต”
คำว่า ออกมา ถูกใช้สุภาพกว่าความหมายจริงอยู่มาก
อวี้เซียวเองก็ดูเหมือนรู้ดี
“หากจะเรียกว่าหนีออกมา ก็ไม่ผิด”
เขาหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนเสริมด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้เรียบที่สุด
“เพียงแต่ฟังดูไม่สง่างามนัก”
สือชิงเหอมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“เ้าออกมาเพราะไม่อยากอยู่ หรือเพราะอยู่ต่อไม่ได้แล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้าอวี้เซียวจางลง
คำถามนั้นไม่ได้ดัง
แต่ตรงเกินกว่าจะใช้รอยยิ้มเดิมกลบผ่านได้
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
เสียงน้ำหยดจากชายคาดังลงบนร่องหินข้างลาน ทีละหยด ทีละหยด
สุดท้ายอวี้เซียวจึงตอบ
“ทั้งสองอย่าง”
สือชิงเหอไม่พูดแทรก
อวี้เซียวจึงกล่าวต่อช้ากว่าเดิม
“ในบ้านของข้า คนที่เกิดมา ย่อมมีที่ให้ยืนั้แ่แรก”
เขามองถ้วยชาบนโต๊ะ
ไอน้ำจาง ๆ เหนือปากถ้วยลอยขึ้นแล้วสลายไปอย่างรวดเร็ว
“ควรฝึกสิ่งใด ควรเดินไปทางใด ควรคบใคร ควรขวางใคร ทุกอย่างมีคนคิดไว้ให้แล้ว”
ลั่วจวินฟังอยู่เงียบ ๆ
เขาไม่เคยอยู่ในตระกูลใหญ่
ไม่เคยมีเส้นทางถูกวางไว้เบื้องหน้าด้วยมือคนอื่น
แต่จากน้ำเสียงของอวี้เซียว เขาพอจะเข้าใจว่า เส้นทางซึ่งถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว มิได้แปลว่าเดินง่ายกว่าเส้นทางที่ไม่มีผู้ใดปูให้
“ทางนั้นเต็มไปด้วยเื”
อวี้เซียวกล่าว
“วันนี้ยืนข้างกัน พรุ่งนี้อาจผลักกันลงเหว”
เขายิ้มบาง ๆ อีกครั้ง
คราวนี้รอยยิ้มนั้นไม่มีความขำอยู่ในนั้นเลย
“ข้าไม่ชอบที่เช่นนั้น”
“ไม่ชอบการแก่งแย่งสิ่งที่เดิมทีไม่ควรเป็ของข้า”
“และไม่ชอบต้องยิ้มให้คนที่กำลังชั่งว่าจะใช้ข้าเป็บันไดหรือเป็หินถ่วงน้ำหนัก”
สือชิงเหอรับฟังจนจบ
ลั่วจวินเองก็ยังไม่กล่าวอะไร
บางที นี่อาจเป็ครั้งแรกที่เขาเห็นรอยยิ้มของอวี้เซียวทำหน้าที่เป็เพียงม่านผืนหนึ่ง
และหลังม่านนั้น มีสิ่งที่หนักกว่าที่เห็นอยู่มาก
สือชิงเหอพยักหน้าเพียงน้อย
“เช่นนั้น การออกมาของเ้าก็ยังพอมีเหตุผล”
อวี้เซียวเลิกคิ้ว
“เพียงพอให้ไม่ถูกหัวเราะเยาะหรือ”
“ผู้ใดจะหัวเราะเ้า ก็ปล่อยให้เขาหัวเราะไป”
สือชิงเหอกล่าวเรียบ ๆ
“คนที่ยืนดูอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่คนที่จะขวางทางข้างหน้าของเ้าได้”
อวี้เซียวเงียบไป
ประโยคนั้นไม่ได้ปลอบใจ
แต่กลับคล้ายมือที่ผลักหลังเขาออกจากเงาเก่าทีละน้อย
สือชิงเหอไม่ได้ปล่อยให้ความเงียบนั้นยืดนาน
เขาหันสายตากลับมาหาลั่วจวิน
“เื่ของเ้า เอาไว้เท่านี้ก่อน”
อวี้เซียวชะงักเล็กน้อย
เห็นชัดว่าเขารู้ดีว่า คำว่า เท่านี้ก่อน ไม่ได้แปลว่าเื่ของเขาจบลงแล้วจริง
สือชิงเหอวางมือบนโต๊ะหินอีกครั้ง
คราวนี้นิ้วของเขาเคาะโต๊ะเพียงครั้งเดียว
เสียงนั้นเบามาก
แต่พอทำให้ทั้งลานกลับมาเงียบพร้อมกัน
“ในเมื่อพวกเ้าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน”
เขากล่าว
“เช่นนั้น ข้าจะถามตรง ๆ”
สือชิงเหอมองอวี้เซียว
“ลั่วจวินเดินอยู่บนวิถีที่คนส่วนใหญ่เรียกว่ามาร”
ลั่วจวินนิ่งไป
มือที่แตะใกล้กระบี่เย็นลงอีกครั้ง
สือชิงเหอถามต่อ
“มิใช่ว่าเ้าควรกำจัดเขาหรอกหรือ”
ลานหินเงียบลงทันที
คราวนี้ แม้แต่เสียงน้ำหยดจากชายคาก็ดูเหมือนหายไปครู่หนึ่ง
อวี้เซียวไม่ตอบทันที
ไม่ใช่เพราะไม่อยากตอบ
แต่เพราะคำถามนั้นเป็คำถามที่เขาทบทวนอยู่ในใจั้แ่เห็นเสวียนสีดำน้ำเงินแล่นขึ้นตามกระบี่ของลั่วจวิน
ั้แ่ขึงคลื่นของตนสั่นเสียรูปเพราะไอเย็นที่ปะทุขึ้นจากคนตรงหน้า
ั้แ่รู้ว่า คนที่ช่วยตนไว้เมื่อครู่ ใช้สิ่งที่เขาถูกสอนมาตลอดว่าไม่ควรปล่อยให้มีที่ยืน
สือชิงเหอจึงหันมาทางลั่วจวิน
“ผู้าุโท่านนั้นไม่ได้บอกเ้าหรือว่า วิชาที่สอนให้เ้าอยู่บนวิถีที่ผู้คนหวาดกลัว”
“บอก”
ลั่วจวินตอบ
“แต่เ้าก็ยังใช้มันต่อหน้าผู้อื่น”
“ใช่”
คำตอบนั้นสั้น
ไม่มีข้อแก้ตัว
ไม่มีคำอธิบาย
สือชิงเหอมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปหาอวี้เซียว
“ควรกำจัดหรือไม่”
เขาหยุดเพียงนิด
“ตอบสั้น ๆ”
อวี้เซียวหายใจเข้าช้า ๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปแล้ว
เหลือเพียงความตรงของคนที่กำลังวางคำตอบลงบนตาชั่งของตนเอง
“หากถามตอนนี้”
เขากล่าว
“ยังไม่ควรกำจัด”
สือชิงเหอยังไม่ขัด
เขาเพียงมองอวี้เซียวอยู่เช่นนั้น
ราวกับบอกว่า คำตอบนี้ยังเบาเกินไป
อวี้เซียวรู้
เขาจึงกล่าวต่อ
“ข้าเติบโตมากับความเชื่อว่า เสวียนคือมาร”
“หากพบ ต้องระวัง หากแน่ชัด ต้องกำจัด”
เขามองลั่วจวิน
“แต่คืนนี้ สิ่งที่ข้าเห็นด้วยตาตนเองไม่ตรงกับสิ่งที่ข้าเคยเชื่อ”
ลั่วจวินไม่ได้หันกลับมามองเขา
แต่ปลายนิ้วที่แตะอยู่ใกล้ด้ามกระบี่หยุดนิ่งลง
อวี้เซียวกล่าวต่อ
“ลั่วจวินเปิดเสวียนเพื่อช่วยข้า”
“ทั้งที่เขาเลือกจะไม่ช่วยก็ได้”
“เขาชักกระบี่ เพราะหากไม่ทำ คนที่ตายอาจมิใช่เพียงศัตรู”
ถ้อยคำเ่าั้ไม่มีการประดับ
ไม่หนักเหมือนคำสาบาน
แต่หนักพอจะทำให้ความเงียบหลังประโยคยาวขึ้นกว่าเดิม
อวี้เซียวหันกลับไปหาสือชิงเหอ
“ดังนั้น มารหรือไม่มาร ข้าจะดูที่การกระทำ”
เขาหยุดไปหนึ่งลมหายใจ
คราวนี้น้ำเสียงต่ำลงเล็กน้อย
“แต่หากวันใดข้าพบว่าข้ามองคนผิดไป”
“หากวันนั้นมาถึงจริง”
“ข้าจะเป็คนลงมือกำจัดเขาด้วยตัวข้าเอง”
ลั่วจวินเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
คำตอบนั้นมิใช่การปกป้องเต็มปาก
ไม่ใช่การยืนยันว่าเขาถูกต้อง
ไม่ใช่แม้แต่การไว้ใจโดยไร้เงื่อนไข
แต่มันก็ไม่ใช่คำตัดสิน
สำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน อวี้เซียวถอยออกจากความเชื่อเดิมของตนครึ่งก้าวแล้ว
ครึ่งก้าวนั้น ไม่มาก
แต่ในโลกที่คนส่วนใหญ่เพียงได้ยินคำว่าเสวียนก็ลดเสียงลง ครึ่งก้าวนี้อาจมากกว่าที่ลั่วจวินเคยคิดว่าจะได้รับจากผู้ใด
ปลายนิ้วของเขาค่อย ๆ คลายออกจากด้ามกระบี่
สือชิงเหอมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ
ครู่หนึ่งจึงกล่าวเพียงคำเดียว
“ดี”
คำคำนั้นสั้นมาก
แต่รับน้ำหนักของคำตอบทั้งหมดไว้ได้พอดี
“อย่างน้อย เ้าก็ยังรู้ว่าควรมองคนจากสิ่งใด”
เขาเลื่อนสายตาจากอวี้เซียวไปยังลั่วจวิน
“ส่วนเ้าเองก็ควรรู้ไว้ ว่าการถูกมองจากสิ่งที่เ้าทำ มิได้แปลว่าจะปลอดภัย”
ลั่วจวินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
สือชิงเหอกล่าวต่อ
“เพียงแต่มันก็ยังดีกว่าถูกตัดสินจากสิ่งที่ผู้คนกลัว”
ไม่มีผู้ใดพูดในทันที
ลมกลางคืนพัดผ่านลานอีกครั้ง
คราวนี้ความเย็นในอากาศยังคงอยู่ ทว่าความตึงที่ขึงอยู่ระหว่างคนทั้งสามคลายลงบางส่วนอย่างยากจะสังเกต
สือชิงเหอยกถ้วยชาขึ้นดื่มอีกคำ
เมื่อวางลง น้ำเสียงของเขาก็กลับสู่ความเรียบเดิม
“ทั้งหมดที่ข้าถามมา มิได้ถามเพื่อให้พวกเ้าเปิดใจต่อข้า”
อวี้เซียวมองเขา
“แต่ถามเพื่อดูว่าพวกเ้ารู้จักตนเองดีเพียงใด รู้จักโลกภายนอกดีเพียงใด และรู้ว่าสิ่งใดควรใช้ต่อหน้าคนอื่น สิ่งใดควรเก็บไว้ใต้แขนเสื้อ”
ประโยคสุดท้ายทำให้ลั่วจวินนึกถึงคมเสี้ยวทิวาในลานอิฐ
นึกถึงเสียงสือชิงเหอเอ่ยชื่อวิชาออกมาอย่างถูกต้อง
นึกถึงเสวียนที่เพิ่งถูกกดกลับลงไปอย่างหยาบเกินไป จนเส้นแก่นพลังในอกยังสั่นอยู่ลึก ๆ
สือชิงเหอหันไปทางอวี้เซียวก่อน
“ขึงคลื่นและผาตั้งคลื่น ไม่ใช่วิชาที่ควรปล่อยให้ผู้อื่นเห็นพร่ำเพรื่อ หากเ้ายังไม่พร้อมให้คนตามหาที่มา”
อวี้เซียวรับฟังโดยไม่แย้ง
สือชิงเหอจึงหันมาทางลั่วจวิน
“ส่วนเ้า”
“ลำพังแค่เสวียน ก็แทบไม่มีที่ให้ยืน”
เขาหยุดไปนิดหนึ่ง
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเสี้ยวทิวาและเหยียบเมฆ”
คำเตือนนั้นไม่ใช่เื่ใหม่ทั้งหมด
แต่เมื่อออกจากปากคนที่เพิ่งอ่านวิชา อ่านระดับ อ่านความลังเล และอ่านที่มาของนักฆ่าได้ทีละชั้น น้ำหนักของมันย่อมไม่เบาเหมือนคำเตือนทั่วไป
สือชิงเหอมองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง
“พวกเ้ายังอายุน้อย”
“มีของดีอยู่ในมือก็จริง”
“แต่การมีของดีอยู่ในมือ มิได้แปลว่าจะใช้มันได้ทุกครา”
เขาขยับท่านั่งเล็กน้อย
“หลายคนชอบคิดว่า ผู้มีคมย่อมต้องเปิดคมให้โลกรู้”
“แต่คนที่อยู่ได้นานจริง รู้มากกว่านั้น”
“เขารู้ว่า เมื่อใดควรให้คนอื่นเห็น”
“และเมื่อใดควรทำราวกับตนไม่มีสิ่งใดอยู่ในมือเลย”
ลั่วจวินนิ่งฟัง
อวี้เซียวเองก็เงียบลงกว่าปกติ
สือชิงเหอยิ้มบาง ๆ
“คืนนี้ นับว่าพวกเ้ายังมีโชคอยู่บ้าง”
“เพราะคนที่เห็นมากเกินไป ตายไปหมดแล้ว”