จงหมานและจงซื่อเมื่อเห็นทั้งลู่ซือและจงฮวาพากันไปรายงานตัว ต่างก็มองหน้ากันด้วยความไม่พอใจที่ทั้งจงฮวาและลู่ซือ ไม่ชวน ไม่บอกกล่าวอะไร ไม่พูด ไม่ถามอะไรทั้งสิ้น และปล่อยสองคนไว้โดยไม่สนใจอะไรอีก แต่จะทำอะไรได้ ทั้งสองต่างมองหน้ากันและรีบมุ่งหน้าเข้าสู่อารามแห่งกระบี่เพื่อรายงานตัวเช่นกัน
หลังจากที่ส่งจงฮวาเข้ารายงานตัวที่อารามแห่งดาบแล้ว ถือเป็การส่งนางเข้าสู่สำนักและเป็การส่งเข้าสู่หอพักของสำนักไปพร้อมกัน ด้านในอารามมีที่พักกระจายอยู่หลายจุดแยกชายหญิงชัดเจน เมื่อแน่ใจว่าเสร็จเรียบร้อยจึงแยกย้ายกัน
ในส่วนของจงฮวาแยกเข้าไปในที่พักอารามแห่งดาบ ซึ่งมีผู้หญิงไม่มากนัก แต่ดูปลอดภัย ส่วนลู่ซือเดินทางไปรายงานตัว ณ อารามแห่งพลองที่อยู่อีกด้านของสำนักทันที
เสียงหวีดร้องสองเสียงดังกระหึ่มมากยิ่งขึ้น คล้ายเสียงดีใจของใครที่ไม่ได้เจอกันมานาน เสียงยิ่งดังขึ้นหลังจากที่เมื่อลู่ซือเดินเข้าไปในอารามแห่งพลอง สร้างความใ แปลกใจให้กับผู้คน ั้แ่ระดับเ้าสำนักไปถึงระดับศิษย์ใหม่ทุกคน ทุกคนต่างได้ยิน และในยามนี้รู้แล้วว่า ต้นเสียงนั้นมาจากทางเขตหวงห้ามของสำนักด้านในนั่นเอง
ลู่ซือเข้าไปรายงานตัวและเป็ศิษย์ใน ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองเหมือนตัวประหลาด ที่ผ่านมา ผู้ที่จะเข้ามาย่อมต้องผ่านการทดสอบจากสำนัก และจากศิษย์ฝ่ายในก่อน จึงจะสามารถเป็ศิษย์ในได้
แต่ลู่ซือไม่ใช่กรณีทั่วไป หากแต่เป็กรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นก่อน หากจะกล่าวว่าเคยมีมาก่อน นั่นก็เมื่อร่วมหนึ่งร้อยปีมาแล้ว และที่สำคัญคือ ระดับพลังที่วัดได้ทั้งสามอารามในครั้งนั้น อยู่ในระดับปฐมกายาระดับสาม จึงทำให้ผู้คนทั้งแปลกใจ ทั้งไม่เชื่อใจว่าจะเป็จริงตามที่ผลการทดสอบประกาศไว้
ลู่ซือไม่ได้สนใจสายตาหรือเสียงรอบข้างมากนัก เมื่อรายงานตัวแล้ว จึงเลือกที่พัก เนื่องจากเป็คนเดียวที่เข้ามาในเขตศิษย์ใน ทำให้มีที่พักให้เลือกหลายที่ หลังจากมองหาแล้ว จึงชี้ไปยังจุดที่อยู่ไกลผู้คน ติดป่าทึบและมีหุบเหวอยู่อีกด้าน
ส่วนสาเหตุที่เลือกบริเวณนี้ ก็ด้วย้าความสงบเงียบในการฝึกฝนและการทำกรรมฐานที่ทำมาอย่างต่อเนื่องั้แ่สามขวบปีนั่นเอง
"เด็กน้อย ... บริเวณที่เ้าเลือก มันค่อนข้างจะห่างไกลผู้คนและตัวสำนัก ที่ผ่านมา มักจะมีสัตว์ร้ายขนาดใหญ่เข้ามาทำร้ายอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่มาจากในป่าทึบและขึ้นมาจากหุบเหว"
"ข้ารู้ว่าเ้ามีปราณปฐมกายาขั้นที่หก แต่จะดีกว่าไหมถ้าเลือกที่ห่างไกลจากบริเวณนั้น"
หลังจากนิ่งเงียบกันไปสักพัก าุโดังกล่าวจึงกล่าวต่อว่า "สุดแท้แต่เ้า ... ชีวิตเป็ของเ้า ... ทุกชีวิตมีทางเป็ของตนเอง ..."
"ท่านผู้าุโ ... ข้าขอบคุณท่านมาก แต่ข้าขอเลือกที่จุดนี้ ข้า้าฝึกฝน ฝึกตนให้กล้าแกร่ง หากต่อไปถ้าไม่ไหวจริง ๆ ข้าจะขอความกรุณาย้ายอีกครั้ง" ลู่ซือตัดสินใจและแจ้งต่อาุโคนดังกล่าว
เมื่อตัดสินใจแล้ว ลู่ซือจึงเดินทางเข้าไปในบริเวณที่พักที่้า ที่จุดนี้มีที่พักเป็บ้านไม้สามหลังตั้งอยู่ห่างกันพอสมควร ลู่ซือเลือกบ้านที่อยู่ด้านในสุด ส่วนอีกสองหลัง ไม่มีใครอยู่ หลังจากทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว จึงเดินกลับมาด้านหน้าของอารามแห่งพลองเพื่อสำรวจสถานที่
"เ้าคือลู่ซือใช่หรือไม่" มีเสียงเรียกถามดังมาจากด้านหลัง เมื่อหันไปดูพบว่าเป็ผู้เด็กหนุ่มอายุราว 16-17 ปี
"ข้าเอง ... ผู้าุโซือไห่ ให้ข้ามาดูแลแนะนำเ้า"
"ข้าชื่อตงฟาง เป็ศิษย์สายในได้เกือบครบปีแล้ว ข้าจะมาเป็พี่เลี้ยงให้เ้าใน่นี้ก่อน เ้าเข้ามาใหม่ ยังไม่รู้จักใคร คนส่วนใหญ่จะรู้จักกันมาก่อนแล้วั้แ่เป็ศิษย์สายนอก แต่เ้ามาถึงก็เป็สายใน เ้าเลยยังไม่รู้จักใคร"
"ศิษย์พี่ตงฟาง ขอบคุณมาก ข้าจะต้องทำอะไรบ้างใน่นี้" ลู่ซือเริ่มถามสิ่งที่ต้องวางแผนและทำ ในขณะเดียวกัน เสียงหวีดร้องยังคงดังอยู่ต่อเนื่องไม่หยุด
"สำหรับศิษย์สายในทุกคน ในยามก่อนเช้าจะต้องฝึกท่าร่างปฐมกายาและปฐมปราณเป็เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วยาม จากนั้นจึงจะไปกินอาหารที่อารามรวมพลด้านข้าง เราจะกินอาหารและประชุมกันที่อารามแห่งนั้นทุกครั้ง"
"เ้ามาใหม่ เ้าเข้าไปที่วิหารคัมภีร์ จะมีตำราสอนท่าร่างระดับต่าง ๆ เ้าเข้าไปดูได้ สำหรับท่าร่างทั้งสองระดับ เ้าต้องไปหาอาจารย์ที่สอนด้วยตนเองหากไม่เข้าใจ"
"ในตอนสายจะเป็การเรียนวิชาพลองต่างๆ และตอนบ่ายจะเป็วิชาพลองขั้นสูง แยกตามความสนใจ ที่วิหารฝึกฝน จะมีอาจารย์ประจำอยู่จำนวนมาก เ้าไปเลือกเรียนได้เลย"
"ในอีกสามเดือน จะเป็การทดสอบศิษย์สายในประจำปี เ้ามาใหม่ อาจจะยังไม่ผ่าน แต่ไปดูได้ ข้าเองก็ต้องทดสอบเช่นกัน ครั้งนี้จะเป็ครั้งที่สองของข้า คราวที่แล้วข้าผ่านแบบฉิวเฉียด ครั้งนี้ข้าจะต้องฝึกฝนหนักให้ดีกว่าครั้งก่อน"
"อ้อ ... ที่สำนัก เ้าสามารถหารายได้พิเศษ เพื่อใช้จ่ายในการแลกอาหารเพิ่มเติม หรือซื้อคัมภีร์ หรือศัสตราวุธที่เ้าชอบได้ ถ้าเ้าสนใจก็ไปที่หองาน ที่นั่นจะอยู่ด้านนอก ศิษย์จากอารามทั้งสามของสำนักมีสิทธิ์เข้าไปรับงานร่วมกัน งานก็จะแตกต่างกันไปตามระดับความสามารถของแต่ละคน"
"ขอบคุณศิษย์พี่ตงฟาง ถ้าเช่นนั้น ข้าขอตัวไปที่วิหารคัมภีร์ก่อน แล้วค่อยหาเวลาไปวิหารฝึกฝน" ลู่ซือกล่าวขอบคุณแล้วแยกออกไปทางวิหารคัมภีร์ทันที
ที่วิหารคัมภีร์ ลู่ซือเข้าไปด้านใน พบว่ามีสามชั้น มีผู้าุโเครายาวนั่งอยู่ด้านล่าง ดูไม่สนใจอะไร หลังแสดงศิลาตัวตนแล้วจึงเดินเข้าไป ชั้นล่างสุดเป็คัมภีร์เกี่ยวกับท่าร่างระดับต่าง ๆ ชั้นสองเป็วิชาพลอง และชั้นสามเป็วิชาพลองชั้นสูง
ลู่ซือใช้เวลาดูท่าร่างระดับปฐมกายาและปฐมปราณระดับต่างๆ ใช้เวลาสามวันก็อ่านครบและทำความเข้าใจได้ครบถ้วน
"ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรยาก ทุกอย่างล้วนสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติ หากเข้าถึงวิถีแห่งธรรมชาติ ก็ย่อมเข้าใจได้ง่ายเช่นกัน" ลู่ซือสรุปความเข้าใจที่ประมวลผลหลังอ่านและทำความเข้าใจ จากนั้นจึงนำคัมภีร์ไปคืน
"เ้าทำความเข้าใจหมดแล้วหรือ" าุโเครายาวหรี่ตาถามด้วยไม่แน่ใจ
"ขอรับ ข้าทำความเข้าใจครบถ้วนแล้ว" ลู่ซือตอบกลับมาด้วยท่าทีที่เรียบเฉย หลังจากได้ยินคำตอบ าุโเครายาวก็ยังไม่เชื่อว่าจะเป็ไปได้ แต่ก็ไม่อยากวุ่นวายปวดหัว เพราะไม่ใช่หน้าที่ที่จะต้องมาทดสอบ ดังนั้นจึงปล่อยผ่านไป แต่ยังคงเก็บความสงสัยไว้
ลู่ซือเดินขึ้นไปที่ชั้นสอง ซึ่งเป็ที่เริ่มในส่วนของวิชาตระกูลพลอง วิชาตระกูลพลองมีหลายสาขา แต่ละสาขาใช้เจตจำนงท่าร่างและธรรมชาติของสรรพสัตว์ในการสร้างสรรค์เป็วิชาขึ้นมา
ตำราพลองหงส์ ท่าร่างสวยงาม โจมตีว่องไว แต่ด้อยเื่ตั้งรับ
ตำราพลองเต่า ท่าร่างเรียบง่าย ไม่เน้นโจมตี แกร่งเื่ตั้งรับและพลิกแพลง
ตำราพลอง ....
ตำราพลอง ....
ตำราพลองวารี ท่าร่างดูเชื่องช้า ทว่าฉับไว้ เด่นด้านการต่อสู้ที่อยู่ในน้ำ
ตำราพลองเสือดาว ท่าร่างว่องไว เด่นด้านซุ่มโจมตีรุนแรง หลีกหนีเร้นพลังรวดเร็ว
"เฮ้อ ... ยังไม่มีในแบบที่ข้า้าเลย"
หลังจากใช้เวลาทั้งวัน จนเกือบจะดึกแล้ว เลือกดูคัมภีร์เกือบหมดชั้นแล้ว ลู่ซือก็ยังไม่พบตำราพลองที่สนใจ จึงตัดสินใจจะเดินกลับที่พัก ทันใดนั้นเอง เสียงหวีดร้องก็ดังขึ้น พร้อมพลังในตัวก็พุ่งขึ้นมา บริเวณอีกด้านของจุดตันเถียน พลังนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็อีกพลังที่เคลื่อนไหวในร่าง เสียงหวีดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วสำนัก ผู้คนต่างแตกตื่นออกมาจากที่พักทั่วทุกอาราม ต่างถามหาที่มาของเสียงอีกครั้ง สุดท้ายก็ยังไม่รู้แน่ว่าเป็เสียงของอะไร
ลู่ซือยังคงเสาะหาคัมภีร์อยู่ ทันใดนั้น ก็สะดุดตาคัมภีร์เล่มหนึ่งมีฝุ่นเกาะวางอยู่ด้านในสุด "ตำราพลองวานร"