ฉินเฉาไม่ได้รู้ความคิดในใจของเด็กสาวเกาหลีคนนี้ ความสนใจของเขาในตอนนี้จดจ่อไปที่การแสดงบนเวที
การเต้นที่เร่าร้อนน่าหลงใหลของหญิงสาว ซูจีได้ทำลายปราการป้องกันในจิตใจของเหล่าหนุ่มน้อยนับไม่ถ้วน เวลานี้ เหล่าผู้ชมระเบิดเสียงปรบมือดังอื้ออึง ตามมาด้วยเสียงผิวปากของเหล่าผู้ชายหนุ่ม วี๊ดดดวิ้วววว∼
คิมวูหนุ่มน้อยผู้คลั่งไคล้อย่างหนัก เขายืนบนเก้าอี้ด้วยขาข้างเดียว แล้วปรบมือขณะที่ตะโกน อะไรสักอย่าง ซึมิดะ ในเรื่องนี้ ฉินเฉาไม่เข้าใจ แต่เขาอายที่จะถามฮานเอินซีที่อยู่ใกล้ ๆ
แต่ฮานเอินซีรู้สึกกดดัน เมื่อเร็ว ๆ นี้ เธอต้องการกลับห้องของเธอ แต่ไม่คิดว่าเธอจะพบกับฉินเฉา ขาอ่อนเรียวยาวของเธอไม่สามารถก้าวเท้าต่อไปได้ ‘โอ้... สวรรค์อย่าบอกฉันนะว่าชายคนนี้เป็นหายนะของชีวิตฉัน’
หลังจากเสร็จการเต้น ซูจีได้ส่งจูบมาทางฉินเฉา จูบนี้ส่งข้อความผิด ๆ ให้กับเหล่าผู้ชม เหล่าชายหนุ่มต่างพากันเข้าข้างตัวเอง
“เธอ เธอจูบฉัน!”
“โอ้ สวรรค์ นางฟ้ามอบจูบของเธอให้ฉัน! หรือว่าเธอรู้สึกถึงความรักลึกซึ้งที่ฉันมีให้เธอ?”
“เห๊อะ! เห็นชัด ๆ ว่าเธอส่งจูบให้ฉัน!”
“เหลวไหล! มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอไง ที่นางฟ้าจะส่งจูบให้กับไอ้คนที่ในหัวมีแต่เรื่องลามกจกเปรตอย่างแก!”
“ยังไงมันก็ดีกว่าเจ้าหมูอ้วนอย่างแกนั่นแหละ!”
“เพื่อนางฟ้า! ฉันจะฆ่าแก!”
ผลคือหลายคนเริ่มที่จะสู้กันในห้องประชุม แต่โชคดี บอดี้การ์ดได้เข้ามา พวกเขาได้ส่งคนเข้ามาไม่กี่คน แต่ก็ทำให้สถานการณ์ที่ใกล้จะระเบิดเริ่มสงบลง
คนเดียวที่รู้ว่าจูบนั่นส่งให้ใครจริง ๆ นั้น มีแค่ฉินเฉา เขารู้ว่าซูจีส่งจูบให้เขา ความกล้าของเธอใหญ่มาก ทำให้หัวใจฉินเฉารู้สึกอบอุ่น
หลังจากที่ซูจีทำให้เวทีระอุ การฉลองก็ดำเนินต่อไป แต่ทุกคนเหมือนกับยังจมอยู่กับการเต้นของซูจี ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สนใจการแสดงที่ตามมา
ตู้ซิงเป็นประธานชมรมศิลปะป้องกันตัวของโรงเรียนนี้ เขาเติบโตมากับปู่ ผู้ซึ่งสอนหมัดหงฉวนของวัดเส้าหลิน เขาเชื่อมั่นในศิลปะการต่อสู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ของจีนอย่างมาก
เมื่อก่อน ตอนที่เขาไปมหาลัย เขารีบสร้างกลุ่มคนรักศิลปะป้องกันตัว พร้อมกันนั้น พวกเขาร่วมกันศึกษาศิลปวัฒนธรรมของศิลปะการต่อสู้ของจีน
ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมกันนี้ เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมศิลปะป้องกันตัวของจีน ตู้ซิงเป็นธรรมดาที่จะเข้าแย่งโควตาเพื่อแสดง
ในตอนนี้ เขานำสมาชิกในชมรมขึ้นมาเตรียมพร้อมบนเวที
ที่กลางเวทีมีนักเรียนชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่ ผู้ชายหล่อ ผู้หญิงสวย ระดับศิลปะป้องกันตัวของพวกเขาแน่นอนว่าต้องดี พวกเขาคือ 2 คน ที่เก่งเป็นรองเพียงแค่ตู้ซิงในชมรม
หนึ่งในนั้นใส่ชุดแดง ขณะที่อีกคนใส่ชุดเหลือง ตอนนี้พวกเขาตั้งท่าหมัดหงฉวน แล้ว หมัดซิงอี้ฉวน พวกเขาทั้งคู่เข้ามาหากัน บางครั้งก็เคลื่อนไหวเร็วเหมือนสายฟ้า บางคราก็เขินอายเหมือนสาวบริสุทธิ์
แต่ตู้ซิงละเลยสิ่งหนึ่งนั่นคือ การสาธิตศิลปะป้องกันตัวค่อนข้างเข้าใจยาก มีเพียงผู้คนที่มีความรู้เกี่ยวกับศิลปะป้องกันตัวเท่านั้นถึงจะตระหนักความยากของการเคลื่อนไหวนี้
นักเรียนของโรงเรียนกวงหยวนต่างพากันเพลิดเพลินไปกับการแสดงนี้ เพราะว่าพวกเขาต่างก็คุ้นเคยกับการแสดงศิลปะป้องกันตัวแบบนี้ดี แต่นักเรียนต่างชาติพากันไม่เข้าใจ พวกเขาตะโกน “น่าเบื่อ” แล้ว “เปลี่ยนโชว์”
“การแสดงนี้ไม่มีค่าให้ดู!” คิมวูเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วยกยิ้ม “กังฟูอะไรกันที่พวกคนจีนมี? ศิลปะการต่อสู้ของพวกเขาเป็นเพียงแค่ผิวหน้าของวัฒนธรรมเกาหลีเรา เทควันโดของเราต่างหากที่แข็งแกร่งที่สุด เอินซี ฉันพูดถูกมั้ย?”
เมื่อคิมวูหันมาหาเอินซี เพื่อนร่วมชั้นสาวสวยเขากลับไม่เจอ “เฮ้ เอินซีไปไหน?”
เมื่อคิมวูยังคงมึนงงกับการหายไปฮานเอินซี ทันใดนั้นเขาก็เห็นการเปลี่ยนแปลงบนเวที ทันใดนั้นนักเรียนแลกเปลี่ยนญี่ปุ่นก็เดินออกมาจากกลุ่มผู้ชมแล้วกระโดดขึ้นไปบนเวที
อาจารย์รีบยืนขึ้นแล้วพูดว่า “นักเรียน ตอนนี้เรากำลังแสดงอยู่กรุณาลงไปด้วย”
“ขอโทษเถอะครับ!” ชายญี่ปุ่นพูดจีนอย่างคล่องแคล่ว พูดว่า “ผมเป็นนักเรียนญี่ปุ่นที่เรียนศิลปะป้องกันตัวคาราเต้มาเป็นเวลานาน เมื่อผมได้เห็นการแสดงศิลปะป้องกันตัวจีนของโรงเรียนคุณ หัวใจของผมก็คิดว่า ผมต้องการแลกเปลี่ยนกับเขา ผมคิดว่าทางโรงเรียนคงจะตอบรับความปรารถนาของผมใช่มั้ย?”
นักเรียนญี่ปุ่นคนนี้ แสดงรอยยิ้มเย้ยหยันบนริมฝีปาก หัวหน้าอาจารย์ของนักเรียนญี่ปุ่นก็ทำแค่ยืนอยู่ในกลุ่มคนดู โดยไม่แสดงท่าทีอะไร
เมื่อเห็นท่าทางโอหังของชาวญี่ปุ่น ซูเฟยขมวดคิ้ว แล้วปรึกษากับเหล่าผู้นำของโรงเรียน ในตอนนี้ ชายที่แนะนำโปรแกรมนักเรียนแลกเปลี่ยนนี้ ผู้อำนวยการวูเห่าจากสำนักงานการศึกษาของเมืองทันใดนั้นก็พูดว่า
“เสี่ยวซู ฉันคิดว่าเราสามารถยอมรับกิจกรรมนี้ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์กับชาวญี่ปุ่น”
เมื่อได้รับไฟเขียวจากผู้อำนวยการวู ซูเฟยก็ทำได้แค่ผงกหัวแล้วพูดว่า
“บอกตู้ซิงว่าเขาสามารถแลกเปลี่ยนศิลปะป้องกันตัวกับนักเรียนญี่ปุ่น แต่อย่าใช้เวลานานนักล่ะ”
“ค่ะ” อาจารย์เดินไปข้างหน้าบอกตู้ซิง
ประธานชมรมศิลปะป้องกันตัวรู้สึกฉุนเฉียว ในใจเขาคิดว่า ‘ไอ้ปีศาจญี่ปุ่นตาบอด! กล้ามาทำลายโชว์ของฉัน? ได้ เมื่อนายกล้ามา ฉันจะไม่ให้นายไป!’
ตู้ซิงเต็มไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ แต่เขาลืมว่าความเข้าใจในหมัดหงฉวนมีแค่ผิวเผิน สมาชิกคนอื่น ๆ ในชมรมก็เหมือนกัน ส่วนใหญ่พวกเขาจะศึกษาศิลปะป้องกันตัวเป็นงานอดิเรก ถึงแม้เขาจะเคยฝึกศิลปะการต่อสู้มา 2 รูปแบบ แต่ถ้าให้เขาสู้กับผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้คนอื่น เกรงว่าเขาจะไม่เคยมีประสบการณ์สู้จริงมาก่อน
“หวังเว่ยสั่งสอนมันซะ!” ตู้ซิงบอกกับนักเรียนในชุดแดง
“ครับ! ประธานไว้ใจได้เลย!”
หวังเว่ยส่งสายตาให้กับสาวน้อยในชุดเหลืองชื่อว่า อ้ายเจี่ยที่อยู่ใกล้ ๆ ในฐานะเพื่อนในชมรมเขาไล่ตามจีบอ้ายเจี่ยมาเป็นเวลานาน แต่คุณหนูน้อยนางนี้มีมาตรฐานสูง เธอมักจะพูดว่ากังฟูไม่ได้เรื่อง แล้วไม่เคยชายตามองเขา
‘ฮึ่มมม! วันนี้ล่ะ ฉันจะสั่งสอนเจ้าญี่ปุ่นที่ไม่สนโลกนี่ต่อหน้าเธอ เมื่อนั้นเธอต้องมองฉันใหม่แน่นอน!’
เหล่านักแสดงคนอื่น ๆ ต่างพากันมองการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึงนี้จากหลังเวทีอย่างลับ ๆ ฟางเหวินในชุดเสื้อหนังสีดำแล้วกระโปรง ทำให้เธอดูมีเสน่ห์มากกว่ายามปกติของเธอ พร้อมด้วยหน้าที่แดง เธอถามหู่หลี่ลี่ที่สวมชุดคล้ายกับเธอ
“หลี่ลี่ เธอคิดว่าใครจะชนะ?”
“แน่นอน!” หู่หลี่ลี่กลอกตาของเธอ “ตอนเด็ก ๆ หวังเว่ยชนะรายการศิลปะป้องกันตัวสำหรับเด็กประจำเมือง เจ้าญี่ปุ่นนั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาหรอก”
“แต่...ทำไมฉันรู้สึกว่านักเรียนญี่ปุ่นคนนั้นดูท่าทางดุร้ายจัง?” ฟางเหวินพึมพำเสียงต่ำ
“ยัยเด็กนี่...” หู่หลี่ลี่ส่งสายตาที่มีเลศนัยไปที่อีกด้านของห้อง ที่ที่มีหญิงสาวกำลังลบเครื่องสำอาง ซูจี ก่อนที่จะก้มหน้าลงแล้วพูดเสียงต่ำ “ในสายตาเธอนอกจากพี่ฉินเฉา ใครบ้างที่เธอคิดว่าท่าทางไม่น่ากลัว!?”
“หลี่ลี่...พูดอะไรของเธอกันน่ะ” ฟางเหวินหน้ายิ่งแดงเข้าไปอีก
เราวางการคุยกันเรื่องหัวใจของสองสาวเอาไว้ก่อน ที่บนเวที หวังเว่ยผสานมือไว้ด้านหน้าก้มตัวคำนับไปทางชายชาวญี่ปุ่น
“นักเรียนหงฉวนผู้ต่ำต้อย โปรดชี้แนะด้วย” จากนั้น เขากำหมัดแน่น ตั้งท่าม้านั่ง ซึ่งเป็นท่าเริ่มต้นของหมัดหงฉวน
ความหมายคือนอกจากจะแสดงถึงมารยาทแล้ว หวังเว่ยยังจะแสดงให้คู่ต่อสู้เห็นว่าพร้อมแล้ว
นักเรียนญี่ปุ่นคนนั้นก็ไม่รอช้า เขาตะโกนเสียงดังพร้อมกับเดินเข้ามาด้วยก้าวใหญ่ ๆ ขณะที่วาดมือไปมา
หวังเว่ยตกใจ พลางคิดว่า ‘เจ้ายุ่นนี่ไม่มีมารยาทเลย เขาเดินเข้ามาพร้อมปะทะ!’
ร
“หวังเว่ย ระวัง!” การโจมตีของนักเรียนญี่ปุ่นคนนี้ แม้ว่าหลายคนจะไม่สังเกต แต่อ้ายเจี่ยรู้ว่ามันทรงพลัง แม้ว่าคาราเต้ของญี่ปุ่นจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ธรรมดา แต่จุดแข็งของมันคือพลังที่รุนแรง
เหล่านักเรียนคาราเต้ของญี่ปุ่น มักจะใช้ท่านี้ทำลายอิฐ โดยเฉพาะ ฝ่ามือที่ด้านของนักเรียนญี่ปุ่น มันสามารถพูดได้ว่าพวกเขาได้ฝึกฝนตัวเองมาเป็นเวลานาน
มันเป็นเรื่องโง่มากสำหรับหวังเว่ย ถ้าเขาไม่ได้สังเกตถึงพลังที่แท้จริงของการโจมตีนี้
โชคดีที่หวังเว่ยฉลาด เขาเลือกที่จะยื่นมือออกมาข้างหน้าเพื่อที่จะป้องกันการโจมตีที่เข้ามา
นักเรียนญี่ปุ่นคนนั้นลดมือลง ได้ยินแค่เสียง ‘คลิก’ จากนั้นหวังเว่ยก็กรีดร้องแล้วทรุดตัวกุมเข่า
“หวังเว่ย!”
นักเรียนหลายคนรีบเข้ามา หน้าของหวังเว่ยซีดด้วยความเจ็บปวด เขาเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น ๆ แล้วไม่สามารถขยับร่างกายได้
อาจารย์พยาบาลของโรงเรียน ผู้ที่ดูการแสดง รีบเข้ามาแล้วตรวจอาการของหวังเว่ย
“กระดูกเขาแตก รีบพาเขาไปโรงพยาบาล”
กระดูกหัก...เหล่านักเรียนมองดูนักเรียนญี่ปุ่นด้วยความตกใจ นักเรียนญี่ปุ่นคนนั้นเก็บแขนแล้วยืนอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ เหมือนกับว่าเขาไม่รู้ตัว ว่าเขาเป็นคนที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายนี้
“กังฟูของจีนมีดีแค่ท่าทางแต่ไร้แก่นสาร” หลังจากที่หวังเว่ยถูกส่งออกไป นักเรียนญี่ปุ่นคนนั้นในที่สุดก็เปิดปาก ตะโกนเสียงดัง “ศิลปะการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดมีแค่คาราเต้!”
เขาเดินมาที่กลางเวที ชูมือขึ้นแล้วตะโกนเสียงดัง “ฉัน ริว เคนตะ ต้องการก่อตั้งชมรมคาราเต้ในโรงเรียนกวงหยวน เพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่งคาราเต้! ถ้าคุณอยากแข็งแกร่ง อย่าไปเรียนพวกมวยดอกไม้ มาที่ชมรมคาราเต้ของเราสิ ฉันริว เคนตะจะรอพวกคุณที่นั่น!”
เหล่าคนดูทันใดนั้นก็ระเบิดเสียงดังขึ้น โดยเฉพาะนักเรียนกวงหยวน ความโกรธของพวกเขาแทบจะปะทุออกมา แต่ความจริงที่คนตรงหน้าพวกเขา ริว เคนตะ คนนี้ได้จัดการกับสมาชิกของชมรมศิลปะป้องกันตัวของโรงเรียนพวกเขาไป ยิ่งกว่านั้นเขายังทำให้กระดูกของหวังเว่ยหักอีกต่างหาก
พวกเขาสูญเสียกำลังที่จะเผชิญหน้ากับ ริว เคนตะ แม้ว่าพวกเขาจะไม่พอใจ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถจัดการเขาได้
ในตอนนี้เองคนที่ไม่สามารถทนกับความโอหังของ ริว เคนตะ ก็พุ่งเข้าไปที่เวที เหล่านักเรียนพากันตื่นเต้น พวกเขาคิดว่าในที่สุดก็มีบางคนจะนำความยุติธรรมมาให้พวกเขา ใครจะรู้ เมื่อพวกเขาดูคนที่กระโดดขึ้นไปที่เวทีอีกคนดี ๆแล้ว พวกเขาต่างพากันผิดหวัง
ปู่แกเถอะ! ฉินเฉาอดด่าไม่ได้ คนที่กระโดดขึ้นไปกลับกลายเป็นว่าเป็นนักเรียนเกาหลี
“#*@&! ....&*” กลับเป็นคิมวูผู้ที่ไม่ยอมรับที่นักเรียนญี่ปุ่นคนนั้นโฆษณาคาราเต้ของพวกเขา เขายืนอยู่บนเวทีแล้วตะโกนออกมาเป็นภาษาเกาหลี
“เขาพูดว่าอะไร?” ฉินเฉาไม่เข้าใจภาษาเกาหลี ดังนั้น เขาจึงถามฮานเอินซีที่อยู่ใกล้ ๆ
“เขาพูด...เขาพูดว่า ‘ทั้งประเทศ’ (จีน) กังฟูก็ดีแต่ท่า ไร้แก่นสาร ขณะที่กังฟูของญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ของดั้งเดิม เทควันโด้ของพวกเราสิถึงจะเป็นกังฟูที่แท้จริง”
“เหอะ ขี้โม้อีกตัวปรากฏล่ะ” ฉินเฉากลอกตาพลางคิดว่า ‘ไม่แปลกที่มีคนพูดกันว่า มักจะมีคนพูดเหลวไหลอวดดีอยู่ทุกปี โดยเฉพาะปีนี้!’
“อย่างนั้นเหรอ...” เหมือนว่า ริว เคนตะ จะเข้าใจที่คิมวูพูด หน้าเขาคล้ำแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น ทำไมพวกเราไม่มาประลองกันล่ะ? คนชนะจะเป็นคนที่มีสิทธิ์ตั้งชมรมศิลปะป้องกันตัว ผู้แพ้จะต้องคุกเข่าแล้วกราบขอโทษคนชนะ แล้วจากนั้นจะต้องนับถือคนที่ชนะเป็นอาจารย์!”
เมื่อเห็นฝั่งตรงข้ามตั้งท่าคาราเต้ คิมวูผู้ที่คิดว่าจะจัดการอีกฝ่ายด้วยการโจมตีครั้งแรกยังไง ก็เริ่มเคลื่อนไหว เขาฟาดขาส่งลูกเตะที่ทรงพลังไปที่หัวของริว เคนตะ
“ฮ่าห์!” ริว เคนตะ ตะโกนเสียงดัง เขายกแขนขวาขึ้นป้องกันลูกเตะที่เตะมาที่หัว แล้วจากนั้นจับเท้าของคิมวูไว้ เขาดึงฝ่ามือซ้ายลงมาตั้งท่าขนานกับตัวเอง แล้วกำหมัด จากนั้นตะโกนเสียงดัง ส่งหมัดออกไป
จบตอน#