บทที่ 36 หมาป่าตาขาวแบบนี้ไม่เลี้ยงก็ได้
แม่ของเสิ่นซานกับทังหยวนหยวนถึงกับพูดไม่ออก มองหลี่ซิ่วเอ๋อร์กับเสิ่นตัวอวี๋ร้องไห้ฟูมฟาย
เสิ่นซานขี่จักรยานกลับมาถึงบ้าน เห็นคนมุงดูกันอยู่หน้าบ้าน จึงรีบถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
หลี่ซิ่วเอ๋อร์เห็นเสิ่นซานก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม “ฮือๆๆ…ตัวอวี๋ใจดีมาก ไม่รู้ว่าแม่เป็นลมไปได้ยังไง ตัวอวี๋ก็เลยไปดูอาการให้ สุดท้ายกลับถูกแม่ผลักจนล้ม น่าสงสารตัวอวี๋ของพวกเราจริงๆ”
เสิ่นซานหันไปมองแม่ตัวเอง “แม่ มีอะไรแม่ก็มาคุยกับผม อย่าไปหาเรื่องภรรยากับลูกสาวของผม”
แม่ของเสิ่นซานโกรธจนลุกขึ้นมาได้ “ใครใช้ให้หล่อนซื้อของให้ยัยเด็กนั่น? แถมยังซื้อมาเยอะแยะเต็มรถ หล่อนจงใจแน่ๆ เสิ่นซาน แกคิดให้ดีๆ”
เสิ่นซานถาม “ซิ่วเอ๋อร์ ซื้อของกลับมาแล้วเหรอ?”
หลี่ซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า เสิ่นซานจึงพูดว่า “ดีแล้ว เดี๋ยวจะมีคนมาส่งจักรเย็บผ้า ผมสั่งซื้อไว้แล้ว ลูกสาวของเราต้องดูแลให้ดีๆ พวกเธอเข้าบ้านไปก่อนเถอะ”
พอได้ยินคำว่าจักรเย็บผ้า แม่ของเสิ่นซานก็โมโหจนแทบกระอักเลือด
“อะไรนะ? แกยังจะซื้อจักรเย็บผ้าให้ยัยนั่นอีกเหรอ? แกกล้าเหรอ?”
เสิ่นซานมองแม่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“นี่ไม่ใช่เรื่องของความกล้าหรือไม่กล้า เงินของบ้านผม ผมอยากจะใช้ยังไงก็ได้
ทำไมผมต้องขออนุญาตคนอื่นด้วย? หรือว่าจะต้องเก็บไว้ให้พวกที่อยากให้ผมตาย?”
ที่จริงเสิ่นซานไม่ได้เป็นคนขี้เหนียว หลานชายของเขามักจะชอบมาเล่นที่บ้านเขา ตอนแรกเสิ่นซานกับหลี่ซิ่วเอ๋อร์ก็ยินดีต้อนรับ
เพราะยังไงก็เป็นหลานของตัวเอง เสิ่นซานเคยคิดจะรับหลานชายมาเลี้ยง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลานชายหยิบนาฬิกาของเขาไปแล้วไม่ยอมคืน นาฬิกาเรือนนั้นหลี่ซิ่วเอ๋อร์ซื้อให้เขา ราคาสองร้อยกว่าหยวน
นาฬิกาเรือนนี้มีไว้ให้เสิ่นซานใส่ไปทำงานใน รัฐวิสาหกิจจะขาดของพวกนี้ได้ยังไง?
เสิ่นซานไม่ยอมให้ หลานชายก็ชี้หน้าด่าเขาว่า “ตาแก่ คิดให้ดีๆ นะ ถ้าไม่ยอมให้นาฬิกาฉัน ต่อไปอย่าหวังว่าฉันจะเลี้ยงดูตอนแก่ แกตายไปแล้ว ของพวกนี้ก็ตกเป็นของฉันอยู่ดี”
ตอนนั้นเสิ่นซานกับหลี่ซิ่วเอ๋อร์ตกใจมากจริงๆ
หลี่ซิ่วเอ๋อร์พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ใครสอนพวกแกพูดแบบนี้? ใครบอกว่าพวกเราตายไปแล้ว ของพวกนี้จะเป็นของแก?”
“ย่ากับแม่บอกว่า ยังไงพวกแกก็ไม่มีลูก สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาพวกฉัน”
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เสิ่นซานกับหลี่ซิ่วเอ๋อร์ก็ไม่ให้หลานๆ มาที่บ้านอีก ก่อนหน้านี้ค่าเล่าเรียนของพวกเขาก็เป็นเสิ่นซานที่ออกให้ มีของอร่อยก็จะเรียกพวกเขามากินด้วย แต่พวกเขากลับไม่สำนึกบุญคุณเลย
หมาป่าตาขาวแบบนี้ไม่เลี้ยงก็ได้ เสิ่นซานมองพวกเขาด้วยสีหน้าเย็นชา แล้วปิดประตู
ไม่นานก็มีรถแทรกเตอร์มาส่งจักรเย็บผ้า รถแทรกเตอร์เป็นของหายาก เด็กๆ ในหมู่บ้านต่างก็วิ่งตามมาดู
เสิ่นซานรีบเดินออกมา ยื่นบุหรี่ให้คนขับรถแทรกเตอร์ “ขอบคุณมากนะ เดี๋ยวอีกไม่กี่วันมากินเลี้ยงฉลองงานแต่งที่บ้านฉันนะ”
“ได้เลย!”
หลี่ซิ่วเอ๋อร์พูดกับเสิ่นตัวอวี๋ “ลูกบ้านเราก็ไม่มีใครใช้จักรเย็บผ้านี่”
เสิ่นตัวอวี๋มองจักรเย็บผ้าแล้วยิ้ม “แม่ หนูใช้เป็นค่ะ”
“หา? ลูกสาว ทำไมหนูถึงทำอะไรเป็นทุกอย่างเลย?” หลี่ซิ่วเอ๋อร์รู้สึกว่าเด็กคนนี้เป็นของขวัญจากสวรรค์จริงๆ
ก็ใครใช้ให้เธอเป็นวิญญาณเร่ร่อนมานานล่ะ? เฉินตัวหมิ่นเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า กลางวันไปเรียนแพทย์แผนจีน
กลางคืนกลับมาก็ไม่อยากเห็นสองคนนั้นทำเรื่องน่าอายบนเตียง ก็เลยได้แต่เรียนออกแบบเสื้อผ้าด้วยตัวเอง
เธอตั้งใจเรียนรู้มากมายหลายครั้ง ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะเป็นประโยชน์
เสิ่นตัวอวี๋หยิบผ้าผืนหนึ่งออกมา เริ่มเหยียบจักรเย็บผ้า เสียงจักรเย็บผ้าดัง “แด็กๆๆ…”
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่า เสิ่นตัวอวี๋ก็หยิบชุดกระโปรงออกมา “แม่ สวยไหมคะ? ลองใส่ดูสิ”
ผ้าลายดอกผืนนั้นกลายเป็นชุดกระโปรงแล้ว หลี่ซิ่วเอ๋อร์ลองใส่ชุดนั้น มองตัวเองในกระจก “โอ้โห! ถ้ารู้ว่าลูกสาวของเราจะมีฝีมือแบบนี้พวกเราก็ไม่ต้องไปหาร้านตัดเสื้อแล้ว”
เสิ่นตัวอวี๋ยิ้ม “ตอนนั้นไม่รู้ว่าพ่อจะซื้อจักรเย็บผ้ามาให้ ไม่อย่างนั้นหนูก็ตัดเองแล้ว เดี๋ยวหนูตัดเสื้อให้พ่อด้วยดีกว่า”
“ไม่ต้องๆ มากินข้าวเย็นกันก่อน ตอนกลางคืนอย่าตัดเสื้อผ้าเลย ระวังสายตาเสีย” หลี่ซิ่วเอ๋อร์ใส่ชุดกระโปรงตัวนั้นออกไปข้างนอก
เสิ่นซานมองหลี่ซิ่วเอ๋อร์แล้วถามว่า “คุณไปเอาเสื้อผ้าชุดนี้มาจากไหน? ซื้อมาวันนี้หรือ?”
หลี่ซิ่วเอ๋อร์ยิ้ม “เป็นยังไง? สวยไหม?”
“สวยดี” เสิ่นซานพยักหน้า
หลี่ซิ่วเอ๋อร์พูดว่า “ตัวอวี๋เพิ่งตัดให้ฉันเมื่อกี้เอง”
“หา? ตัวอวี๋ตัดเสื้อผ้าเป็นด้วยเหรอ? ตัวอวี๋ มีอะไรที่เธอทำไม่เป็นบ้างเนี่ย?” เสิ่นซานมองชุดที่หลี่ซิ่วเอ๋อร์ใส่แล้วยิ้ม
เสิ่นตัวอวี๋คิดในใจว่า มีหลายอย่างที่เธอทำไม่เป็นนะ เช่น ใจคอโหดเหี้ยม เนรคุณ หลอกลวง…
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ เธอก็ออกไปเดินเล่น มองภูเขาที่อยู่ไม่ไกล รู้สึกสบายใจ อากาศที่นี่สดชื่นจริงๆ
“ตัวอวี๋…” เสียงของลู่จวินดังขึ้น
ทันใดนั้นเขาก็มองเธอด้วยสายตาแปลกๆ
“ตัวอวี๋ เพื่อเธอ ฉันปฏิเสธลูกสาวของเลขานุการกองผลิตไป แล้วทำไมเธอถึงใจร้ายกับฉันแบบนี้?”
คำพูดนี้ทำให้เสิ่นตัวอวี๋ขนลุก คนคนนี้เป็นอะไรหรือเปล่า?
“ฉันกับนายไม่มีความสัมพันธ์อะไรกัน นายไม่ต้องเสียสละอะไรเพื่อฉันหรอก” เสิ่นตัวอวี๋พูดตรงๆ
ลู่จวินมองเสิ่นตัวอวี๋ด้วยสายตาแน่วแน่ “แต่ฉันรักเธอจริงๆ เธอให้โอกาสฉันไม่ได้เหรอ? ฉันรักเธอมากขนาดนั้น ทำไมถึงต้องแต่งงานกับกู้เหลียน?”
เสิ่นตัวอวี๋ตัวสั่น แล้วก็เห็นกู้เหลียนเดินมาจากที่ไกลๆ มองลู่จวินด้วยสายตาเย็นชา “ตัวอวี๋เป็นภรรยาของฉัน ถ้านายไม่อยากมีเรื่อง ก็อยู่ห่างๆ เธอหน่อย”
ลู่จวินมองเสิ่นตัวอวี๋ด้วยสายตาเศร้าๆ “ตัวอวี๋ เธอจะแต่งงานกับเขาจริงๆ เหรอ? เขาเรียนจบแค่ประถม ไม่คู่ควรกับเธอ อีกอย่างเขาก็แค่คนบ้านนอก…”
เสิ่นตัวอวี๋มองกู้เหลียนที่มีสีหน้าเขร่งขรึมพลางถอนหายใจ ไอ้ขี้เก๊กนี่คงจะคิดจริงจังแล้ว
เขาก้มหน้าลง…
ลู่จวินพูดต่อ
“กู้เหลียน นายอาจจะไม่รู้ พวกเราเป็นนักเรียนมัธยมปลาย เมื่อเร็วๆ นี้ฉันได้ยินเลขานุการกองผลิตพูดว่า พวกเราสามารถกลับไปเมืองหลวงได้นะ
พวกเธออยู่คนละโลกกัน นายคิดว่าตัวเองเหมาะสมกับเธอเหรอ?”
กู้เหลียนก้มหน้า ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
เสิ่นตัวอวี๋ดึงมือเขา ใครจะไปรู้ว่ากู้เหลียนสะบัดมือเธอออก เขามองเสิ่นตัวอวี๋ด้วยความเจ็บปวด “ตัวอวี๋ ถ้าเธออยากกลับเมืองหลวง ฉัน…ฉันก็สนับสนุนเธอนะ”
กู้เหลียนรู้สึกไม่มั่นใจ เขารักเสิ่นตัวอวี๋มาก ตอนนี้เขากลัวจริงๆ ว่าเสิ่นตัวอวี๋จะบอกเลิกการแต่งงาน
แต่เขาก็ไม่อยากเห็นเสิ่นตัวอวี๋ต้องอยู่ในชนบทตลอดไป เสียใจไปตลอดชีวิต
เสิ่นตัวอวี๋บีบแขนเขาเบาๆ
“กู้เหลียน พูดอะไรไร้สาระแบบนั้น? เมืองหลวงน่ะยังไงก็ต้องกลับ แต่งงานก็ต้องแต่ง ฉันแต่งงานกับนายเพราะฉันชอบนาย คนบ้านนอกแล้วทำไม? ขอแค่ดีกับฉันก็พอ”