บทที่ 22 เผยเสวียน
ปีหย่งเจี๋ยที่สิบสอง เผยเสวียนและเฮ่อเหยียนต่างก็มีข่าวตั้งครรภ์พร้อมกัน
มู่หรงสวินได้ยินว่าเผยเสวียนตั้งครรภ์ก็ดีใจจนควบคุมตัวเองไม่อยู่
แต่ยังไม่ทันได้ดีใจได้กี่เดือน นักพรตชิงหยางผู้เป็ที่ไว้วางพระทัยที่สุดของฮ่องเต้กลับบอกว่าทารกในครรภ์ของเผยเสวียนคือดาวอัปมงคลที่จะนำความวุ่นวายมาสู่แผ่นดิน
เคราะห์ร้ายกำลังจะมาเยือน
ฮ่องเต้มองเขาด้วยสายพระเนตรเยียบเย็น "น้องเจ็ด ควรทำเช่นไร เ้าย่อมรู้ดี"
มู่หรงสวินก้มกราบขอพระราชทานอภัยโทษ ร่างกายเย็นเฉียบไปทั้งตัว
เขากลับถึงจวน ดวงตาแดงก่ำ ยกถ้วยยาขับเด็กที่ฮ่องเต้พระราชทานมาด้วยมือตัวเองไปตรงหน้าเผยเสวียน
"เสวียนเอ๋อร์ พวกเราจะมีบุตรด้วยกันอีกในภายภาคหน้า"
เผยเสวียนลูบท้องที่นูนขึ้นมา ดวงตาใสกระจ่างจ้องมองมู่หรงสวินนิ่ง
มู่หรงสวินก็จ้องมองนางเช่นกัน
นางงดงามนัก หลายปีมานี้ผอมลงไปมาก แต่ก็ยังคงเป็คนที่ใครเห็นก็ไม่อาจละสายตาไปจากนางได้
นางหัวเราะ
หัวเราะจนใบหน้าซีดขาว หยดน้ำตาไหลรินจากหางตาอย่างไร้เสียง
มือที่ถือถ้วยยาของมู่หรงสวินสั่นระริก พร้อมกับหัวใจในอกที่สั่นสะท้าน
นั่นคือรอยยิ้มที่เศร้าสลดที่สุดที่เขาเคยเห็น ทำให้หัวใจเขาปวดร้าวจนแทบจะทะลุถึงไขกระดูก
หลายปีต่อมา เขาฝันถึงนางที่ยิ้มให้เขาพร้อมน้ำตาอยู่บ่อยครั้งในยามค่ำคืน ปวดร้าวราวกับถูกบั่นทอนกระดูกและตัดไส้
"ไม่มีภายภาคหน้าอีกแล้ว"
เผยเสวียนปาดน้ำตาที่หางตา รับถ้วยยามาถือไว้ แล้วกล่าวกับเขาว่า
"ครั้งก่อนข้าช่วยชีวิตเ้าไว้ เ้าติดค้างชีวิตข้าไว้หนึ่งครั้ง บัดนี้ถึงเวลาที่ต้องชดใช้แล้ว"
นางไม่ได้ดื่มยา แต่กลับสะบัดมือขว้างถ้วยยาทิ้ง
ขณะที่น้ำยากระเซ็น เผยเสวียนชักดาบที่เปล่งประกายเย็นเยียบออกมาจากด้านหลัง แทงเข้าอกของมู่หรงสวิน
มู่หรงสวินรู้สึกถึงความเ็ปแหลมคมที่อก
องครักษ์นอกห้องวิ่งพรวดพราดเข้ามา เห็นเผยเสวียนเตะหน้าต่างแตกแล้วะโขึ้นกำแพง
เหล่าองครักษ์เพิ่งรู้ว่า พระชายาที่ไม่เคยย่างกรายออกจากเรือนมาหลายปีนั้น วรยุทธ์กลับร้ายกาจถึงเพียงนี้
ยามเย็น ดวงตะวันลับขอบฟ้าครึ่งดวง
เหนือกำแพงปรากฏครึ่งวงกลมสีแดง ดั่งสุสานที่อาบย้อมด้วยเื
สายลมพัดแรงทำให้ชายเสื้อและเส้นผมดำขลับของเผยเสวียนปลิวไสว ก่อนร่างนางจะหายลับไป นางทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้สองประโยค
"นี่คือลูกของข้าเพียงผู้เดียว”
“มู่หรงสวิน เ้าไม่คู่ควร"
อกของมู่หรงสวินปักอยู่ด้วยดาบเล่มหนึ่ง
ดาบเล่มนั้นคือดาบล้ำค่าที่เขามอบให้เผยเสวียนในวันที่นางช่วยชีวิตเขา
นางกำลังตัดขาดจากเขา
ั้แ่นี้ไม่ติดค้างกันอีก
นางไม่้าเขาอีกแล้ว
"เสวียนเอ๋อร์..."
มู่หรงสวินกระอักเืออกมาจากลำคอ ทิ้งตัวล้มลงไปด้านหลัง
เขาหมดสติไปเกือบหนึ่งเดือน มีไข้สูงไม่ยอมลด
เมื่อหมอหลวงช่วยดึงเขากลับมาจากประตูผี องครักษ์ก็นำเสื้อเปื้อนเืชิ้นหนึ่งมาถวาย
"ท่านอ๋อง นี่คือสิ่งที่พบที่เชิงผาชานเมืองหลวง พระชายาน่าจะ..."
องครักษ์ที่ติดตามเผยเสวียนออกไปนั้นได้ตามรอยไปจนถึงป่าเขาชานเมืองหลวง แต่กลับพบว่าร่องรอยขาดหายไปที่หน้าผา
ที่เชิงผามีสัตว์ร้ายทั้งหมาป่าและเสือดาวชุกชุม ผู้คนที่ออกค้นหาพบเสื้อผ้าเปื้อนเืหลายชิ้นตามรอยคราบเื
ที่ปากถ้ำแห่งหนึ่ง ยังมีกระดูกคนที่ถูกสัตว์ป่าแทะทิ้งกระจัดกระจายอยู่
พระชายากงชินอ๋องสิ้นชีวิตแล้ว
มีคนถอนหายใจแล้วพูดว่า ตายไปก็ดี
ตายไปแล้ว ตระกูลเผยทั้งครอบครัวก็จะได้พบกันใต้พิภพ
เนื่องจากเป็บุตรีของผู้ทรยศ ฮ่องเต้จึงไม่อนุญาตให้นำป้ายิญญาของเผยเสวียนเข้าหอบรรพชน
มู่หรงสวินจึงตั้งป้ายิญญาของเผยเสวียนไว้ที่เรือนทิงอวี่
เขาอ่อนแอเกินกว่าจะกล้าต่อต้านอำนาจราชวงศ์ ไม่กล้าเผชิญหน้ากับคำนินทาของผู้คน
เผยเสวียนจากไปแล้ว แต่เขายังคงทำตามความคาดหวังของตระกูลด้วยการสืบทอดทายาท วันปกติก็แสร้งทำเป็สามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกับเฮ่อเหยียนต่อหน้าผู้คน
แต่ทุกปีในวันเชงเม้ง เขาจะขังตัวเองอยู่ในเรือนทิงอวี่ กอดป้ายิญญาพึมพำอยู่คนเดียว
"เสวียนเอ๋อร์… มีคนมากมายที่เหมือนเ้า… แต่ความจริงแล้วไม่มีใครเหมือนเ้าจริง ๆ..."
"เสวียนเอ๋อร์ ดาบของเ้าคราวนั้นไม่ได้พรากชีวิตข้าไป… เ้ากลับมาเอาไปสิ..."
"ข้ารู้ว่าเ้ารังเกียจที่ข้าไร้ประโยชน์… เกลียดที่ข้าอ่อนแอ..."
นิ้วมือของมู่หรงสวินค่อย ๆ ลูบไล้ป้ายิญญาทีละนิ้ว
สายฝนกระเซ็นเข้ามาตามช่องหน้าต่าง ทำให้แก้มของเขาเปียกชื้น
นอกประตู มีหญิงรับใช้ที่เฝ้าเรือนทิงอวี่มานานปีคนหนึ่งยืนอยู่
สาวใช้นามว่าเหริ่นตง เป็หญิงรับใช้ที่เคยรับใช้ชายาชินอ๋องเผยเสวียน
ขณะที่มู่หรงสวินพึมพำกับป้ายิญญาอยู่ในห้อง เหริ่นตงก็กวาดลานเงียบ ๆ อยู่ข้างนอก
ลานนี้ว่างเปล่ามากี่ปี นางก็กวาดมานานเท่านั้น
วันเวลาผ่านไปเหมือนเดิมทุกวัน ราวกับรอคอยการกลับมาของนายผู้เป็ที่รักในอดีต
เหริ่นตงเดินผ่านประตูห้อง ได้ยินเสียงพึมพำแ่เบาของมู่หรงสวิน มือที่กำไม้กวาดแน่นขึ้น
นางมองซ้ายมองขวา เห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น จึงถ่มน้ำลายไปทางของมู่หรงสวินอย่างแรง
ถุย!
...
ตอนที่มู่หรงหว่านเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วไปหามารดาที่ตำหนักฉยงหัว ฝนก็ซาลงแล้ว
ทุกที่เต็มไปด้วยละอองหมอกชื้นแฉะ
แม่นมหลินยังคงปลอบเฮ่อเหยียนเสียงเบา
"บุรุษในใต้หล้านี้ สิ่งใดที่ได้มาไม่ได้ก็มักจะลืมไม่ลง ตอนนี้ท่านอ๋องก็แค่รู้สึกเสียใจ ในใจมีปมที่ปล่อยวางไม่ได้เท่านั้น..."
"พระชายาไม่จำเป็ต้องโกรธเคืองเื่นี้หรอกเพคะ"
เฮ่อเหยียนฟังแล้วรู้สึกมีเหตุผล ในใจก็เริ่มสงบลง
ก็นั่นสิ คนตายไปแล้ว จะทำท่าเป็รักลึกซึ้งให้ใครดูกัน?
"ท่านแม่ ลูกเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ" มู่หรงหว่านเดินเข้ามา
แม่นมหลินรีบปิดปากทันที
เมื่อเห็นท่าทางฉลาดและสดใสของบุตรสาว สีหน้าของเฮ่อเหยียนก็ปรากฏรอยยิ้มของผู้ชนะ
ตอนที่เผยเสวียนยังมีชีวิตอยู่ นางไม่เคยเอาชนะอีกฝ่ายได้
แต่ตอนนี้นางตายไปแล้ว
บุตรสาวของนางเป็จวิ้นจู่ที่ได้รับความรักความเอ็นดู ส่วนบุตรชายก็เป็ทายาทผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์
ส่วนเผยเสวียน ได้แต่ถูกสัตว์ป่ากัดกินจนไม่เหลือซากพร้อมกับทารกในครรภ์ที่ยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลก ทารกที่จะนำพาความหายนะมาให้
"ท่านแม่ ท่านว่าดอกไม้ประดับไข่มุกที่ทำใหม่บนศีรษะของข้างดงามหรือไม่เ้าคะ?"
บนศีรษะของหมู่หรงว่านประดับด้วยดอกไม้ไข่มุก ไข่มุกจากทะเลใต้สีขาวนวลฝังอยู่บนเส้นทองคำ มีค่าถึงร้อยตำลึงทอง
เฮ่อเหยียนลูบใบหน้าบุตรสาว
"หว่านเอ๋อร์ของแม่งดงามที่สุด ไม่มีผู้ใดเทียบได้"