ตอนที่ 8 ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง
และแล้ววันแข่งขันเต้นรำชิงรางวัลครั้งยิ่งใหญ่ก็มาถึงในห้องบอลลรูม ของ เนชั่นแนล พับลิก ฮอลล์อันกว้างขวางใหญ่โตที่สุดบนแผ่นดินสิงคโปร์ บรรดาแขกผู้มีเกียรติคนใหญ่คนโตในสังคม ต่างก็นั่งเรียงรายที่โต๊ะวีไอพี ท่ามกลางกองเชียร์ของนักศึกษาผู้เข้าร่วมแข่งขันที่นั่งแวดล้อมอยู่รอบๆ บอลรูมแห่งนั้น
บนเวทีนั้นเล่าเหล่านักดนตรีก็กำลังตั้งเสียงเครื่องดนตรีของตน เป็วงบิ๊กแบนด์ขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์สร้างเสียงเสนาะอย่างครบครันที่สุด ไม่ว่าจะเป็ทรัมเป็ต แซกโซโฟนกีตาร์ เบส เปียโน กลองชุด ฯลฯ
เมื่อพิธีกรกล่าวแนะนำคณะกรรมการผู้ตัดสินครบทุกคนแล้วก็กล่าวเชิญผู้เข้าแข่งขันจำนวน 10 คู่ เข้าไปยืนเตรียมพร้อมบนฟลอร์เต้นรำ
“ในรอบนี้จะเป็รอบตัดสิน ผู้เข้าแข่งขันคู่ใดมีคะแนนรวมมากที่สุด จะเป็ฝ่ายชนะแต่หากคะแนนเท่ากันสองคู่ขึ้นไป จะให้แข่งขันชี้ขาดอีกรอบหนึ่ง เริ่มแข่งขันได้ ”
สิ้นเสียงพิธีกรดนตรีในจังหวะสวิง ก็เริ่มบรรเลงอย่างเร้าใจผู้เข้าแข่งขันต่างวาดลวดลายลีลาเท้าไฟอย่างสุดเหวี่ยง
คู่ของหลี่หงหมินกับเว่ยถิงถิงมีลีลาที่ผาดโผน และท่าล่อแหลมเสี่ยงอันตรายค่อนข้างมากอีกทั้งชุดแต่งกายของถิงถิง ก็ออกจะดูโป๊ตามแบบนิยมของสาวตะวันตกในยุคปี 1930 ทางฝ่ายชายก็แต่งชุดทะมัดทะแมงเหมาะกับการเต้นรำในจังหวะรวดเร็วเช่นนี้ นับเป็คู่ที่คนดูต่างโจษจันกันว่าต้องได้ครองรางวัลแน่นอน
ส่วนคู่ของเสี่ยวเยี่ยนกับเดวิดแม้ลีลาไม่ผาดโผนเท่าคู่ของถิงถิง แต่ความพลิ้วไหว กลมกลืน ของคู่เต้นที่สอดรับกับจังหวะเสียงดนตรีก็สร้างความเพลิดเพลินให้ผู้ชมรอบสนามแข่งขันราวถูกมนต์สะกดให้ตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะหนึ่ง
สักพักหนึ่งคู่ของถิงถิงก็ขยับเข้ามาใกล้คู่ของเดวิด และโดยที่กรรมการไม่ทันเห็นถิงถิงก็ขัดขาเสี่ยวเยี่ยนให้ซวนเซ แต่สาวตาโตมีพื้นฐานวิทยายุทธอยู่แล้วก็ทรงตัวกลับสู่สเต็บได้ตามเดิม แล้วเวรกรรมก็ตามสนองให้ถิงถิง มีอันต้องเสียหลักเพราะส้นรองเท้าข้างหนึ่งหักหล่อนถึงกับล้มลงฟาดกับพื้นปาร์เก้ของลานลีลาศแห่งนั้นมิทันที่หลี่หงหมินจะคว้าได้ กว่าเขาจะพยุงกายหล่อนขึ้นมาได้ เพลงก็ใกล้จะจบแล้ว
เมื่อเสียงเพลงจบลงและกรรมการรวมคะแนนเป็ที่เรียบร้อยแล้ว พิธีกร ก็ก้าวขึ้นไปประกาศต่อหน้าไมโครโฟน
“ ผลการตัดสินแข่งขันเต้นรำชิงถ้วยพระราชทานพร้อมเงินรางวัล จากพระเ้าจอร์จที่ 8 ประจำปี 1931ผู้ชนะเลิศได้แก่......” ผู้ฟังต่างรอฟังคำตัดสินอย่างใจระทึก
“ คู่ของเติ้งเสี่ยวเยี่ยน และ เดวิด จาง ยินดีด้วยนะครับ ”
ถิงถิงถึงกับกระทืบเท้าด้วยความขัดเคือง หลี่หงหมินต้องกุมมือเธอไว้ ให้รักษากิริยา ได้แต่ยืนมองเดวิด กับเสี่ยวเยี่ยน ขึ้นไปรับถ้วยแชมป์พร้อมเงินรางวัลท่ามกลางเสียงปรบมือของคนทั้งเนชั่นฮอลล์ แล้วหลี่หงหมินก็ชวนถิงถิงกลับ
เมื่อเดวิดกับเสี่ยวเยี่ยนเดินออกมาที่บันไดหน้าเนชั่นฮอลล์ ก็มีชายชาวตะวันตกคนหนึ่งเข้ามาทักทายเขาและเธอทั้งคู่
“ขอแสดงความยินดีด้วยครับ คุณทั้งสอง ผมชื่อ บิลล์ เกรแฮมเป็ผู้กำกับภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ดผมอยากจะขออนุญาตนำเื่ราวการแข่งขันเต้นรำของคุณไปดัดแปลงเป็ภาพยนตร์จะรังเกียจไหมครับ”
เดวิดกับเสี่ยวเยี่ยนก็มองหน้ากันแล้วเสี่ยวเยี่ยนก็กล่าวขึ้นก่อนว่า
“ เรายินดีค่ะแต่ต้องขออ่านบทภาพยนตร์ของคุณก่อนนะคะ”
“ ขอบคุณครับแล้วผมจะส่งบทภาพยนตร์มาให้คุณอ่าน พร้อมเอกสารให้คุณเซ็นอนุญาตนี่นามบัตรของผมครับ ขอชื่อและที่อยู่ของคุณทั้งสองด้วยครับ ”
หนุ่มสาวทั้งสองก็เขียนที่อยู่ให้ฝรั่งคนนั้นไปโดยไม่คาดคิดว่า นั่นจะเป็แรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์ชื่อดังในยุคปี 1943
ในรถยนต์ระหว่างทางที่เดวิดจะไปส่งเสี่ยวเยี่ยนกลับหอพัก
“ เออ เสี่ยวเยี่ยนแล้วเงินรางวัลนี่ เธอจะเอาไปทำอะไรต่อไปล่ะ” เดวิดถาม
“ หนูว่าจะแบ่งครึ่งหนึ่งไว้ส่งตัวเองเรียนจนจบ ส่วนอีกครึ่งหนูจะเอาไปมอบให้ครอบครัวของหลีก่วงเหยา เพื่อเป็ทุนตั้งตัวประกอบอาชีพน่ะค่ะหรือพี่ว่ายังไง”
“ อืม ก็ดีนะเธอนี่ใจดีมาก ๆ เลยนะ เป็แม่พระมาเกิดแท้ ๆ เทียว”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ หนูแค่สงสารพวกเขาเท่านั้น”
หลายวันต่อมา
ร้านขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อของครอบครัวหลีก่วงเหยาก็เปิดบริการลูกค้าโดยมีเสี่ยวเยี่ยน เดวิด และแหม่มมากาเร็ต มาร่วมแสดงความยินดี
“ ขอให้ขายดีและกิจการเจริญก้าวหน้าตลอดไปนะ” แหม่มอวยพร
“ ขอบคุณครับนี่ก็เป็บุญคุณของคุณหนูเติ้ง ที่มอบโอกาสดี ๆ ให้แก่ครอบครัวเรานะครับผมจะไม่ทำให้ผิดหวังเลยครับ” พ่อของอาเหยากล่าวขอบคุณ
แม่ของอาเหยายกชามก๋วยเตี๋ยวมาเสิร์ฟแขกคนสำคัญทั้งสาม
“เชิญชิมก๋วยเตี๋ยวก่อนค่ะ ปรุงสุดฝีมือเลยนะคะ แต่ไม่รู้ว่ารสชาติเป็อย่างไรเพราะดิฉันตั้งปณิธานกินเจตลอดชีวิต จึงไม่ได้ชิมเวลาปรุงเลยพ่อของอาเหยาเป็คนปรุงน้ำซุปให้น่ะค่ะ เป็อย่างไรบ้างคะ”
“ แหมกลิ่นหอมจังเลย ขอลองชิมหน่อยนะคะ” เสี่ยวเยี่ยน ตักน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวขึ้นชิม
“ อืมรสชาติกลมกล่อม หอมเครื่องเทศ ไม่มีกลิ่นคาวของเนื้อวัวเลยค่ะ”
“ เนื้อนุ่มรสของสมุนไพรจีนเข้าเนื้อมาก ๆ เอ็นตุ๋นนี่ก็นุ่มลิ้น ละลายในปาก”
“ ระวังจะอ้วนกันนะสองคนนี้” แหม่มแซวเยาวชนทั้งสอง
“วันนี้ยอมอ้วนค่ะ” สาวตาโตตอบ ขณะยังเคี้ยวลูกชิ้นจนแก้มป่อง
เสี่ยวเยี่ยนเคี้ยวไปได้สองสามคำก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ ก็กล่าวกับเดวิดว่า
“ พี่เดวิดสัปดาห์หน้าหนูจะปิดเทอมกลางปี ว่าจะกลับไปเยี่ยมซิสเตอร์จินต้าที่ปีนังน่ะค่ะเราคงไม่ได้พบกันร่วมเดือนเลยนะ แล้วพี่สอบเสร็จหรือยัง ”
“สอบวิชาสุดท้ายวันมะรืนนี้แหละ หนูจะเดินทางวันไหนล่ะ พี่จะไปส่งที่ท่าเรือ ”
“ วันศุกร์หน้าค่ะขอบคุณล่วงหน้านะคะ”
ณ บาร์เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ในยามค่ำคืน
หลี่หงหมินมานั่งดื่มเบียร์อยู่เพียงเดียวดาย ในใจก็นึกย้อนไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเสี่ยวเยี่ยน และพยายามค้นหาสาเหตุที่ทำให้นางในดวงใจต้องตีจากไป มันเป็เพราะเขาหรือหล่อนกันแน่ เขานั้นก็เริ่มสงสัยในตัวเอง
สัปดาห์ต่อมา ที่ท่าเรือปากอ่าวสิงคโปร์
“ เดินทางโชคดีแล้วรีบกลับมานะ พี่คิดถึง” เดวิดกล่าวแล้วยื่นกระเป๋าของเสี่ยวเยี่ยนให้หล่อนขณะส่งสาวน้อยลงเรือ
“ ค่ะพี่ขอให้พี่รักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองนะ แล้วนะรีบกลับมา บ๊าย บาย ”
ชายหนุ่มมองดูเรือโดยสารแล่นออกไปจนไกลลิบตาขณะที่หัวใจของเขากลับล่องลอยไปกับเกลียวคลื่นติดตามเรือลำนั้นไปด้วย
ณ สำนักชีลับหลังป่าช้าท้ายโรงเรียนเซนต์มารีอา เกาะปีนัง
เสี่ยวเยี่ยนนั่งสนทนาปราศรัยอยู่กับแม่ชีจินตาซึ่งเป็ทั้งแม่บุญธรรม และอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวให้หล่อน
“จากที่ฟังหนูเล่ามา ตอนที่ตกน้ำเมื่อครั้งไปทะเล จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะวิชาขั้นที่ 5 ยังไม่สามารถช่วยให้เราลอยตัวบนผิวน้ำได้ ดังนั้น คราวนี้แม่จะถ่ายทอดวิชาขั้นที่ 6 ให้หากแม้นฝึกสำเร็จ แม้ผิวน้ำ หรือยอดไผ่ เ้าก็จะโลดแล่นได้อย่างใจนึก ก่อนอื่นแม่จะเปิดจุดชีพจร ทะลวงจุดให้เ้าและถ่ายทอดพลังฝีมือสำหรับเป็พื้นฐานในการฝึกวิชานะ ”
ภายในห้องพักแม่ชีจินตาก็เดินพลังภายในแล้วแผ่พลังนั้นให้ไหลมายังฝ่ามือแล้วแผ่ซ่านผ่านแผ่นหลังของสาวน้อยจนหมุนเวียนโคจรไปทั่วร่างของหล่อน ก่อนจะไปรวมกันที่จุดตันเถียนใต้สะดือลงไปสามนิ้ว จากนั้นสองแม่ลูกก็ฝึกซ้อมวิชาร่วมกันนานนับเดือนจนในที่สุดสาวหมวยั์ตาแขกก็สามารถเหาะเหินเดินบนน้ำและพริ้วกายบนยอดไม้อันสูงลิบลิ่วได้ราวกับวิหคเหินลม
“ เอาละครานี้เ้าก็สำเร็จวิชาขั้นที่ 6 แล้ว ่นี้จงฝึกซ้อมทบทวนวิชาอีกสักครึ่งเดือนแล้วแม่จะถ่ายทอดวิชาขั้นที่ 7 อันเป็ขั้นสูงสุดให้เ้าซึ่งผู้ฝึกสำเร็จจะสามารถต่อสู้กับศัตรูโดยไม่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายเรียกว่าขั้นไร้รูปลักษณ์ ”
“ ค่ะ แม่”
ที่โรงยิมภายในมหาวิทยาลัยNSU
หลี่หงหมินฝึกซ้อมบาสเก็ตบอลกับเพื่อนๆ โดยมีเว่ยถิงถิงมานั่งเฝ้าอยู่เช่นเคย หลังจากเสร็จสิ้นการซ้อม หนุ่มแซ่หลี่ก็มาหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าจะเข้าไปผลัดเปลี่ยนในห้องแต่งตัว ถิงถิงก็ปรี่เข้ามาหาเขา และกล่าวว่า
“ ลีองคะวันนี้เราไปทานข้าวด้วยกันนะ ฉันอยากทานอาหารฝรั่งเศส ”
“ ผมไม่ว่าง จะดูหนังสือเตรียมสอบ ใกล้จะจบเทอมสุดท้ายแล้วคุณไม่ต้องเตรียมตัวหรอกหรือ ”
“ แหมไว้พรุ่งนี้ค่อยไปดูก็ได้ คุณเรียนเก่งอยู่แล้ว ยังไงก็สอบได้อยู่หรอกไปกับฉันนะคะ ”
“ ขอโทษไว้วันหลังเถอะ ผมอยากพักผ่อน เงียบ ๆ คนเดียว บ๊ายบายนะ ” ชายหนุ่มพูดจบก็เดินจากไปเฉย ๆ
“ หยุดก่อน ลีอง ๆกลับมาก่อน ” ถิงถิงได้แต่ยืนหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่คนเดียว
ณโรงภาพยนตร์คาเธ่ย์ สิงคโปร์
หลี่จิงจิงกับเพื่อนสาว เดินออกมาจากโรงหนังหลังจากหนังฉายจบ หล่อนก็ได้พบกับคนที่เคยรู้จักและไม่ได้พบกันมานาน
“ อ้าวพี่หลิว” หลี่จิงจิงทักทายหลิวอาซ่านสาวหล่อผู้เป็นักเรียนรุ่นพี่สมัยเรียนอยู่ปีนังเขามาดูหนังพร้อมกับสาวหน้าตาแฉล้มอีกคนหนึ่ง
“ โอ้ว จิงจิงมาดูหนังเหมือนกันหรือ ช่างบังเอิญเสียจริง เป็อย่างไรบ้าง สบายดีหรือ”
“ สบายดีนี่เป็...”
“ อ๋อ นี่อาเน้ยคนรักของพี่เอง”
“ยินดีที่รู้จักค่ะ” หลี่จิงจิงทักทาย
“ ยินดีเช่นกันค่ะ”อาเน้ยตอบ
“แล้วเสี่ยวเยี่ยนไปอยู่ที่ไหนล่ะเดี๋ยวนี้” อาซ่านถามหาคนที่ตนเคยจีบ
“เสี่ยวเยี่ยนก็เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับหนูที่สิงคโปร์นี่แหละ แต่ตอนนี้ปิดเทอมหล่อนก็เลยกลับไปหาแม่ชีจินตาที่ปีนัง แม่บุญธรรมของเสี่ยวเยี่ยนน่ะแหละ แล้วพี่ล่ะทำงานที่ไหน”
“พี่ทำงานเป็เสมียน อยู่โรงค้าไม้ที่อินโดนีเซีย นี่กลับมาเที่ยวบ้านของอาเน้ยเขา”
“ อ๋อ ค่ะยินดีกับพี่ทั้งสองด้วย แล้วคงมีโอกาสได้พบกันใหม่ โชคดีนะคะ บ๊ายบาย ”
สัปดาห์ต่อมา ณสำนักแม่ชีลับ ปีนัง
ซิสเตอร์สาวในชุดขาวมาพบกับซิสเตอร์จินตา เพื่อแจ้งว่า ทางเ้าอธิการิณีคณะมุขมณฑลใหญ่แห่งมะลายา้าพบด่วน เพราะแม่ชีต้องอธิกรณ์ว่าประพฤติตนนอกรีต ที่ไปสอนวิชาการต่อสู้ให้ฆราวาสอันมิใช่วิสัยของนักบวชในนิกายคาธอลิค แม่ชีจินตารับคำว่าจะตามไปแล้วจึงหันไปบอกเสี่ยวเยี่ยนให้รออยู่ที่สำนักก่อน
เมื่อไปถึงห้องประชุมของคณะมุขมณฑลฯ แม่ชีจินตาก็เข้าไปนั่งตรงเก้าอี้ซึ่งถูกจัดเตรียมไว้กลางห้องแวดล้อมด้วยโต๊ะของคณะกรรมการที่นั่งเป็รูปตัว U
สีหน้าของแม่ชีจินตายังคงราบเรียบสงบเยือกเย็น แม้ต้องเผชิญหน้ากับผู้สอบสวนนับสิบคนประธานในที่ประชุมเริ่มอ่านข้อกล่าวหาให้ฟังก่อน
“ซิสเตอร์จินตาจงฟัง ด้วยทางคณะมุขมณฑลได้รับคำร้องว่าเธอประพฤติตนออกนอกรีตโดยการฝึกสอนวิชาการต่อสู้อันมิใช่วิสัยของผู้สละชีวิตออกบวชแล้วจักพึงกระทำแลมั่วสุมคลุกคลีอยู่กับฆราวาส แม้เป็หญิงด้วยกัน ราวกับผู้ครองเรือนประสาแม่กับลูกเยี่ยงนั้นดังนี้แล้ว เธอจะแก้ข้อกล่าวหานี้หรือไม่ประการใด”
“ดิฉันยอมรับว่าได้สอนวิชาการต่อสู้ให้แก่ฆราวาสหญิงจริงแต่ก็โดยประสงค์จะสงเคราะห์เด็กผู้หญิงคนหนึ่งให้สามารถป้องกันตนจากคนเลวชั่วช้ามิให้กระทำย่ำยีอันนับเป็ความเมตตาต่อชาวโลก ดังที่พระเยซู และพระแม่มารีทรงมีต่อชาวโลกกระนั้นดิฉันจึงมิเห็นว่าจะเป็การเลวร้ายเยี่ยงไร หากท่านจะลงโทษดิฉันไซร้ดิฉันก็ยอมรับโทษอันนั้นโดยดี ”
ทางคณะกรรมการสอบสวนก็ปรึกษาหารือกันชั่วครู่หนึ่งก่อนจะอ่านคำวินิจฉัยว่า
“ทางคณะกรรมการได้พิจารณาแล้ว จึงลงมติดังนี้
“ตามระเบียบปกครองมุขมณฑล ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดจริงจึงให้ลงโทษโดยการเนรเทศไปประจำการอยู่ที่ประเทศอาฟริกาใต้เป็เวลา 10 ปีเมื่อครบกำหนดเวลาแล้วจึงมีสิทธิจะกลับคืนมายังปีนังได้ ทั้งนี้ให้ผู้ต้องโทษออกเดินทางไปยังจุดหมายภายในสามวันนับแต่นี้ ”
เ้าหน้าที่ได้นำเอกสารมาให้แม่ชีจินตาลงนามแล้วจึงควบคุมตัวแม่ชีกลับไปยังสำนัก
เมื่อกลับไปถึงสำนักแม่ชีลับแม่ชีจินตาก็โผเข้ากอดเสี่ยวเยี่ยนแล้วกล่าวว่า
“ ลูกเอ๋ยนับแต่นี้ แม่ถูกเนรเทศไปอยู่อาฟริกาใต้แดนไกลโพ้นอีกนับสิบปีจึงจะได้กลับคืนสู่ดินแดนบ้านเกิด ต่อแต่นี้เราต้องจากกันไปไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกหรือไม่ แม่ต้องไปแล้ว ลูกจงรักษาตัวให้ดีเสียดายก็แต่ยังมิได้ถ่ายทอดวิชาขั้นที่ 7 ให้แก่เ้า ด้วยระยะเวลาอีกเพียงสามทิวาราตรียังมิเพียงพอที่เ้าจะฝึกให้สำเร็จได้ แม้จะเขียนตำรามอบให้เ้าแต่หากไร้แม่คอยกำกับดูแลตลอดเวลาการฝึกแล้ว ก็อาจเป็อันตรายถึงชีวิตของเ้าได้แม่เสียใจจริง ๆ ”
“แม่ต้องมารับโทษเพราะหนูแท้ ๆ ลูกนี้ช่างอกตัญญู หนูมันตัวซวยจริง ๆ ”เสี่ยวเยี่ยนพูดแล้วก็ตบหน้าตัวเองฉาด ๆ แม่ชีจินตาก็ยุดมือของหล่อนไว้แล้วว่า
“ อย่าโทษตัวเองเลยเพียงแค่สิบปี ประเดี๋ยวก็ได้พบกันอีก มิได้ตายจากกันเสียเมื่อไรเ้าจงหมั่นฝึกฝนทบทวนวิชาตลอดสิบปีข้างหน้านี้เถิด เมื่อแม่กลับมาจะถ่ายทอดวิชาขั้นสุดท้ายให้เ้าอีก อย่าลืมนะ”
“ ค่ะ แม่ ”เสี่ยวเยี่ยนตอบแล้วร้องไห้ กอดแม่ชีจินตาไว้ปานจะขาดใจ
ณ สิงคโปร์ พับลิคเฮาส์
เว่ยถิงถิงมานั่งดื่มสุราอยู่คนเดียวต่อหน้าบาร์เทนเดอร์ผับแห่งนี้ หล่อนนึกถึงหลี่หงหมินและนึกถึงเสี่ยวเยี่ยน ก็ยิ่งทำให้อารมณ์หงุดหงิดยิ่งดื่มแก้วต่อแก้วจนเริ่มเมามาย
หลี่จื้อซานซึ่งมาดื่มหาความสำราญอยู่กับสาวๆ ก็ปลีกตัวเดินมาหาถิงถิงทันที่ที่เขาเหลือบไปเห็น
“มานั่งดื่มอยู่คนเดียว จะมีรสชาติได้อย่างไร เสียดายสุราชั้นดีหมด ”
ถิ่งถิงหันมามองด้วยสายตาสลึมสลือ
“ อือ คุณเองหรือมาดื่มด้วยกันสิ เฮ้ขอแบบนี้อีกแก้วให้คุณผู้ชายคนนี้หน่อย ”
จื้อซานนั่งมองถิงถิงด้วยแววตาที่เหมือนอยากจะกลืนกินหล่อนเข้าไปทั้งตัว
เมื่อบาร์เทนเดอร์ยกแก้ววิสกี้มาตั้งต่อหน้าเขาจื้อซานยกขึ้นจิบแล้วพูดต่อว่า
“กลุ้มอกกลุ้มใจอะไรนักหรือ จึงมาระบายที่นี่ เล่าให้ฟังหน่อยสิเผื่อว่าผมจะช่วยอะไรได้”
ถิงถิงหันมามองแล้วทำสีหน้าเหมือนจะเย้ย
“ ฮึ คุณน่ะหรือจะช่วยฉันได้ ” หล่อนกระดกแก้ววิสกี้ ดื่มน้ำสีทองนั้นเข้าไป แล้วพูดว่า
“มันก็เกี่ยวกับเื่พี่ชายคุณน่ะแหละ ั้แ่นังเด็กแซ่เดิ้งนั่นเข้ามาพัวพันเขาก็เปลี่ยนไป ไม่แคร์ฉัน ทั้งที่ฉันรักเขาหมดใจ ทำไมช่างใจร้ายใจดำนัก ”
จื้อซานฟังคำพูดของถิงถิงแล้วก็รู้สึกน้อยใจ ปวดร้าวใจ ปนกับริษยาพี่ชายต่างมารดาของตนที่ครองหัวใจของสาวคนที่ตนแอบรักอย่างเบ็ดเสร็จถึงปานนี้ แต่เขาก็ฝืนใจแสร้งทำเป็เห็นใจ จึงพูดว่า
“ อย่าเครียดไปเลยนะ ผมจะหาทางช่วยเองขอเพียงกำจัดเด็กสาวนั่นออกไป อาหมินก็ต้องหันมาคุณแน่ ๆ ผมจะจัดการให้เองพรรคพวกผมเยอะ วางใจเถิด ”
ถิงถิงเริ่มมีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นจึงกล่าวว่า
“ จริงหรือคุณช่วยฉันได้แน่หรือ ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณล่วงหน้านะ มาเถิด มาชนแก้วกัน ”
ทั้งสองชนแก้วกันแล้วดื่มจนหมดแก้ว
“ นี่ก็ดึกแล้วผมจะไปส่งคุณกลับบ้านนะ”
“ ก็ดีค่ะ นี่ค่ะกุญแจรถ ”
จื้อซานขับรถมาส่งถิงถิงถึงหน้าบ้าน
“ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์มาส่ง กู้ดไนท์ค่ะ” ถิงถิงกล่าวก่อนจะเดินเข้าบ้านไปแล้วจื้อซานก็ขึ้นรถของเขาที่ให้คนขับรถขับตามมารับแล้วเคลื่อนรถออกไป
สามวันต่อมา ณท่าเรือ ปากแม่น้ำสิงคโปร์
เสี่ยวเยี่ยนมาส่งแม่ชีจินตาขึ้นเรือกลไฟลำใหญ่หล่อนโบกมือลาทั้งน้ำตา
“ โชคดีนะคะแม่ขอให้พระเ้าคุ้มครองค่ะ ”
“รักษาตัวให้ดีนะลูก แม่ไปหละ ”
เสียงหวูดของเรือกลไฟพร้อมควันจากปล่องกลางเรือพวยพุ่ง เรือลำนั้นก็ค่อย ๆ แล่นออกจากท่า จนลับขอบฟ้าเสี่ยวเยี่ยนเฝ้ามองจนสุดสายตา แล้วจึงกลับไป
ณโรงงานยาหม่องตราแมว สิงคโปร์
อาจารย์ปึงกับอาจารย์เล็กกำลังปัดกวาดโรงงานยาหม่องใน่เย็นเมื่อเห็นเสี่ยวเยี่ยนมาหาก็วางไม้กวาดแล้วเดินเข้าไปทักทาย
“ เป็อย่างไรเล่าเสี่ยวเยี่ยน ปิดเทอมแล้วหรือ ลืมกระบวนท่าที่ครูสอนหมดหรือยัง”
“ ยังค่ะหนูก็หาเวลาว่างฝึกซ้อมอยู่เสมอ แต่อยากจะมาเรียนเพิ่มเติมให้ดียิ่งขึ้นค่ะ”
“ ดีทีเดียวหลี่จิงจิงก็มาฝึกซ้อมอยู่เป็ประจำ นั่นไง เดินมาโน่นแล้ว ”
“ ว่าไงจ๊ะเพื่อนรัก กลับจากปีนังแล้วหรือ ซิสเตอร์แอนนากับซิสเตอร์จินตาสบายดีหรือไม่ได้พบท่านมานาน ” หลี่จิงจิงเข้าไปสวมกอดเสี่ยวเยี่ยน
“ซิสเตอร์แอนนาสบายดี แต่แม่บุญธรรมของฉันน่ะสิ ช่างโชคร้ายเหลือเกิน”
“ อ้าว ทำไมล่ะ”
“ ก็ท่านโดนศาสนจักรเรียกไปสอบสวนเื่ที่แอบสอนวิชาการต่อสู้ให้ฉัน จึงถูกลงโทษเนรเทศไปอยู่อาฟริกาใต้ เป็เวลา10 ปี จึงจะกลับมาได้”
“ หาทำไมลงโทษกันรุนแรงถึงเพียงนี้ แค่เื่เล็กน้อยเท่านั้นท่านไม่ได้ทำอะไรผิดศีลธรรมสักหน่อย ”
“จะอย่างไรท่านก็ถูกลงโทษไปแล้ว และเดินทางไปแล้วด้วย”
“ แล้วใครนะที่เอาเื่ไปฟ้องศาสนจักร ”
“ ฉันก็ไม่รู้แต่คิดว่าคงเป็คนที่อิจฉาริษยา หรือต้องได้ผลประโยชน์ถ้าแม่ฉันต้องออกจากสำนักแม่ชีลับ ”
“แล้วเธอจะไม่สืบหาคนที่ไปฟ้องหรือ ปกติเห็นแต่เธอไปสืบคดีช่วยคนอื่นได้มากมายแต่เมื่อถึงคราวแม่บุญธรรมของเธอถูกกลั่นแกล้ง ไม่เห็นช่วยอะไรได้เลย ”
เมื่อหลี่จิงจิงกล่าวถึงประโยคนี้สีหน้าของเสี่ยวเยี่ยนก็สลดไปทันใด น้ำตาใส ๆ ก็หยาดลงเปียกแก้มนกนางแอ่นน้อยก็กล่าวว่า
“ใช่ว่าฉันไม่อยากสืบแต่แม่บุญธรรมบอกว่าไม่ให้ฉันไปสืบหรือติดตามเอาผิดกับใครทั้งนั้นให้ถือว่านี่เป็การทดสอบจากพระเ้าเวลาสิบปีคงช่วยให้ท่านเข้มแข็งขึ้นในถนนแห่งพันธสัญญา ”
“ อ๋อ เช่นนั้นเองฉันขอโทษด้วย ที่พูดรุนแรงไป เราไปฝึกวิชากันต่อเถิด ”
ท่ามกลางป่าไผ่อันสูงชันและร่มครื้มที่แวดล้อมอยู่บริเวณหลังโรงงานยาหม่องแห่งนั้น
หลี่จิงจิงร่ายรำเพลงอาวุธเข้าไล่ฟาดฟันใส่เสี่ยวเยี่ยนแสงวูบวาบที่สะท้อนมาจากดาบคู่อันคมกริบแต่บางเฉียบนั้นดูราวกับัเงินกำลังลอยล่องล้อมรอบตัวของเ้าของดาบแต่สาวตาโตใช้เคล็ดวิชาสีลัตขั้นที่ 6 ผสมผสานกับวิชามวยหย่งชุนโอนอ่อนคล้อยตามกระบวนท่าของสาวแซ่หลี่ จนฝ่ายรุกไขว่าคว้าพบแต่ความว่างเปล่าครั้นจิงจิงหันรีหันขวางหาตัวเพื่อนรักไม่พบ ยังมิทันจะตั้งตัวก็ถูกเสี่ยวเยี่ยนจู่โจมลงมาจากเบื้องบน เหมือนวิหคที่บินลงโฉบเหยื่อกระนั้นหลี่จิงจิงถูกเสี่ยวเยี่ยนใช้ด้านแบนของกระบี่ตบเข้าที่แก้มหนึ่งที เสียงดังเพลี้ยะหล่อนเงยหน้าขึ้นมองที่มาของอาวุธนั้นก็โดนกระบี่ของเสี่ยวเยี่ยนพาดบ่าจากด้านหลังอย่างพร้อมที่จะเชือดเฉือนเอาโลหิตจากคอของหลี่จิงจิงได้ทุกเมื่อจนเมื่อเท้าของสาวแซ่เติ้งััพื้นอย่างแ่เบาหลี่จิงจิงก็จำต้องปล่อยอาวุธทั้งคู่หลุดจากมือ ผลการฝึกซ้อมเพลงอาวุธเสี่ยวเยี่ยนเป็ฝ่ายชนะ
จากนั้นเป็การประลองกำลังภายในกัน ฝ่ายเสี่ยวเยี่ยนเป็ผู้เริ่มก่อน หล่อนตบเบา ๆเข้าที่ก้อนหินใหญ่ขนาดสองคนโอบเพียงหนึ่งทีหินนั้นก็ลอยละลิ่วเข้าใส่หลี่จิงจิงอย่างรวดเร็วสาวแซ่หลี่ก็เดินพลังลมปราณไปที่ฝ่ามือใช้วิชาฝ่ามือสยบัฟาดเข้าใส่ก้อนหินลอยกลับไปหาเสี่ยวเยี่ยนฝ่ายสาวแซ่เติ้งก็หาประหวั่นพรั่นพรึงไม่ หล่อนอมยิ้มอย่างใจเย็นแล้วดีดเอากิ่งไม้เล็ก ๆ ลอยไปกระทบก้อนหินใหญ่นั้นมันก็พลันแตกสลายเป็ก้อนกรวดลงในพริบตา
หลี่จิงจิงปรบมือให้เสี่ยวเยี่ยนพลางกล่าวว่า
“ ยอดเยี่ยม ๆเพื่อนสาวของเราช่างเก่งกล้านัก จงบอกเราหน่อยซิว่าวิชาของเธอเรียกชื่อว่าอะไรทำไมช่างพิสดารเช่นนี้”
“ ฉันตั้งชื่อว่าวิชานางแอ่นหยกเป็การผสมผสานพลังฝีมือจากวิชาปันจักสีลัตโบราณแห่งอาณาจักรมัชปาหิตกับวิชามวยหย่งชุนที่อาจารย์เล็กสอน เป็อย่างไรล่ะ”
“ นับถือ ๆเธอช่างอัจฉริยะโดยแท้ เพื่อนรัก ”
อาจารย์ปึงกับอาจารย์เล็กก็ชื่นชมในตัวลูกศิษย์ทั้งคู่มาก
ค่ำคืนวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปดจีน
เดวิดชวนเสี่ยวเยี่ยนไปเดินเล่นในงานไหว้พระจันทร์ภายในงานซึ่งจัดขึ้นที่สวนสาธารณะกลางเมืองสิงคโปร์ประดับประดาไปด้วยโคมไฟแบบจีนรูปร่างและสีสันต่าง ๆ มีทั้งรูปปลา รูปหกเหลี่ยมรูปดาว มีการออกร้านรวงขายสินค้าต่าง ๆ ทั้งเครื่องประดับ เครื่องสำอาง ขนม ของกินต่างๆ เต็มไปสองข้างทางเดินในสวนนั้น บรรดาหนุ่มสาวคู่รักก็ควงกันมาเดินเที่ยวต่างก็ชี้ชวนกันดูสีสันของโคมไฟที่สวยงาม
เดวิดและเสี่ยวเยี่ยนยืนชมวิวอยู่บนสะพานโค้งข้ามคลองเล็กๆ ซึ่งขนาบไปด้วยต้นหลิวที่ปลูกเรียงรายไปตลอดลำน้ำนั้น บรรยากาศในยามนี้ เดวิดเห็นว่าเหมาะนักที่เขาจะได้เผยความในใจที่เก็บไว้มานานต่อเสี่ยวเยี่ยนเสียที เขากุมมือหล่อนเบา ๆแล้วพูดว่า
“ เสี่ยวเยี่ยนจ๊ะเราสองคนก็รู้จักกันมาได้ระยะหนึ่ง นี่ก็ปีเศษเห็นจะได้น้องคงจะรู้จักดีว่าพี่เป็คนอย่างไร พี่จึงอยากจะบอกให้น้องรู้ ว่า พี่รักน้องนะเสี่ยวเยี่ยน เราแต่งงานกันดีไหม ”
เสี่ยวเยี่ยนรู้สึกตกตะลึงปนกับเขินอายอย่างมาก หล่อนก็สับสนว่าจะตกลงปลงใจให้รักเขาดีไหมถ้าจะกล่าวถึงความดี ความเอาใจใส่ ความเสียสละที่เขามีต่อเธอนั้นยากที่ใครจะทัดเทียมได้ แต่มันก็เหมือนกับจะเป็วิบากกรรมของเธอหรือเป็บัญชาของพระเ้าก็ยากจะเดา ทำไมหล่อนจึงตัดใจจากหลี่หงหมินไม่ได้สาวตาโตจึงตอบเขาไปว่า
“ พี่เดวิดคะนับแต่หนูได้รู้จักกับพี่ หนูก็ประทับใจในคุณความดีที่พี่มีต่อหนูตลอดมาทั้งยังเคารพรักประดุจพี่ชายแท้ ๆ ของหนูเอง แต่จะให้หนูรักพี่เยี่ยงคนรักนั้นหนูยังไม่มีความรู้สึกกับพี่เช่นนั้นอย่าให้หนูสูญเสียความรู้สึกเคารพในตัวพี่ไปเลยนะคะ ลืมเื่แต่งงานไปเสียดีกว่านะคะพี่คงมีโอกาสได้เจอผู้หญิงดี ๆ กว่าหนู ที่เขารักพี่จริง ๆ ค่ะ หนูขอโทษจริง ๆที่รับรักพี่ไม่ได้ เรามาเป็พี่น้องกันแบบเดิมดีกว่านะ”
เดวิดได้ฟังดังนั้นก็หน้าเสียไปสักครู่แล้วกล่าวว่า
“ อืมหรือว่าน้องยังไม่ลืมหลี่หงหมิน พี่เข้าใจดีนะ ว่าเขามาก่อนบางทีคนเราก็ยากจะตัดใจจากรักแรกได้ พี่ขอโทษ ที่คิดกับหนูเช่นนั้น ”
เมื่อเห็นว่าเดวิดมีอาการซึมเศร้าลงไปมากหล่อนก็จับแขนเขาไว้กล่าวว่า
“ พี่อย่าโกรธหนูนะเื่แบบนี้มันบังคับจิตใจกันไม่ได้ หนูเองก็อยากจะรักพี่ แต่ใจมันไม่ยอมก็ไม่รู้จะทำเช่นไร”
“ ไม่เป็ไรหรอกพี่ไม่โกรธ เราเลิกพูดเื่นี้เถิด ไปเที่ยวดูแสงสีในงานดีกว่า ”
ท่ามกลางคืนวันเพ็ญอันกระจ่างฟ้าแต่ทว่าดวงใจของเดวิดกลับหมองหม่นราวกับคืนข้างแรมที่ไร้แม้ดวงดาวสักดวงเป็เพื่อนทั้งสองก็เดินเที่ยวดูบรรยากาศในงานแล้วไปนั่งในศาลาแปดเหลี่ยมริมน้ำโดยไม่พูดจากันราวชั่วโมงเศษก่อนจะพากันแยกย้ายกลับบ้านของตนไป
หลายวันต่อมาเสี่ยวเยี่ยนไปสอบปลายภาคของปีสามที่มหาวิทยาลัย หลังจากสอบเสร็จโซเฟียซึ่งมารอพบอยู่แถวหน้าห้องสอบ ก็ยื่นซองจดหมายให้เพื่อนสาวตาโตของหล่อน
“พี่ชายฉันฝากมาให้ เปิดอ่านดูเดี๋ยวนี้เลย ”
สาวงามเปิดมันออกอ่านทุกถ้อยความเนื้อหาในจดหมายมีอยู่ว่า
“น้องเสี่ยวเยี่ยนที่รักยิ่ง
เมื่อน้องได้รับจดหมายฉบับนี้พี่ก็คงกำลังโดยสารเรืออยู่กลางทะเล เพื่อเดินทางไปศึกษาต่อด้านศัลยแพทย์ ณประเทศสาธารณรัฐไวมาร์ ( คือประเทศเยอรมันใน่ปี ค.ศ.1919 – 1933 WeimarRepublic ) คงอีกหลายปีอยู่กว่าเราจะได้พบกันอีก แต่เมื่อถึงเวลานั้นน้องก็คงแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว เราคงได้แต่เป็เพียงคนที่เคยรู้จักเท่านั้น
ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กัน และทำให้พี่ได้รู้จัก ว่าความรักนั้นคืออะไร คนเราจะรักใครสักคนไม่จำเป็หรอก ว่าจะต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเสมอไป แค่เพียงมีความคิดถึงมีความห่วงใยกันทุกเวลาก็พอแล้ว
สุดท้ายนี้ขอให้น้องจงดูแลตัวเองให้ดี ๆ หวังว่าน้องจะมีความสุข ความสำเร็จในทุก ๆด้านของชีวิตตลอดไป
รัก
เดวิด จาง ”
สาวตาโตอ่านจบแล้วเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนของตนด้วยสีหน้าตระหนก
“พี่เดวิดเดินทางไปั้แ่เมื่อไหร่ ”
“ เมื่อวานนี้”
“ทำไมถึงรีบไปกะทันหันจังล่ะ”
“ ถามตัวเองดูสิไปทำอะไรพี่ชายฉันไว้” โซเฟียทำแววตาดุ
“ เปล่านะ”
“ไปหักอกเขาหรือเปล่า เขาถึงหนีไปไกลสุดขอบฟ้าปานนั้นน่ะ”
“ถ้าเป็เช่นนั้นจริง ฉันก็คงบาปมาก ”
“ ช่างเถอะ ไหน ๆเขาก็ไปแล้ว ป่วยการจะมาโทษตัวเอง”
“ ขอบใจมากนะที่มาบอกให้ฉันรู้ ”
“แล้วเธอกับหลี่หงหมินว่าอยางไร”
“ ก็ยังไม่รู้”
สัปดาห์ต่อมาในงานวันรับปริญญา มหาวิทยาลัย NSU
หลี่หงหมิน กับเว่ยถิงถิง จบการศึกษาแล้วต่างก็ถ่ายรูปเป็ที่ระลึกร่วมกับบรรดาเพื่อนบัณฑิตใหม่ทุกคน
หลี่จิงจิงกับเสี่ยวเยี่ยน ก็นำช่อดอกไม้มาแสดงความยินดีกับพี่ชาย
“ยินดีด้วยกับความสำเร็จนะคะพี่ชาย “
“ ขอบใจนะพวกเธอก็ขยันเรียนให้จบเร็ว ๆ นะ อีกปีเดียวเอง”
เว่ยถิงถิงเดินมาดึงตัวหลี่หงหมินไปต่อหน้าเสี่ยวเยี่ยน
“ไปถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ของฉันหน่อยค่ะ ลีอง ”
สองวันต่อมา ณมูลนิธิ WFDF
มากาเร็ตและทีมงานมูลนิธิกำลังยืนรุมล้อม ต้อนรับสมาชิกใหม่
“นี่คือ หลี่หงหมินเ้าหน้าที่คนใหม่ของมูลนิธิเรา ซึ่งจะมาดูแลในส่วนงานด้านบรรเทาสาธารณภัยพวกเราปรบมือต้อนรับเขาหน่อย”
เสียงปรบมือของเพื่อนร่วมงานดังเกรียวกราวในขณะเดียวกัน เสี่ยวเยี่ยนก็เพิ่งจะเดินเข้ามาในสำนักงานพอดีเมื่อเห็นหน้าหลี่หงหมิน หล่อนก็แปลกใจอย่างมาก
“ เอ๊ะ คุณ...”
“ ลินดา มานี่เธอคงจะแปลกใจสินะ ว่าทำไมเขาจึงมาร่วมงานกับเราได้”
“ ค่ะ”
“เมื่อตอนที่พวกเราไปบนเกาะเซนโตซา ฉันก็ได้คุยกับลีองแล้วรู้สึกประทับใจที่เขาทำกิจกรรมช่วยเหลือเด็กนักเรียนยากจนบนถิ่นที่ห่างไกลจึงได้ชวนมาทำงานที่นี่”
“ อ๋อ ค่ะยินดีด้วยค่ะ พี่หงหมิน” เสี่ยวเยี่ยนกล่าวพร้อมยื่นมือไปเช็คแฮนด์กับหนุ่มหล่อ
“ ขอบคุณครับ”
“แล้วคุณหนูเว่ยล่ะคะ ไปทำงานให้คุณพ่อของเธอหรือเปล่า”
“ใช่แล้วถิงถิงไปทำงานในบริษัทส่งออกเครื่องเทศและของป่าซึ่งคุณพ่อของฉันร่วมหุ้นอยู่ด้วย”
“ ดีจังเลยนะคะจบแล้วก็มีงานทำเลย”
“เธอเองถ้าจบแล้วก็คงได้มาช่วยงานแหม่มเขาน่ะแหละ ไม่ต้องกลัวตกงานหรอก”
“ค่ะพี่”
ณบริษัทน่ำฮั้วอิมปอร์ตเอ๊กซ์ปอร์ต จำกัด
ในที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทและผู้บริหารต่างมากันพร้อมหน้าเ้าสัวเว่ยเชียนนั่งเป็ประธาน ถัดมามีหลี่จื้อโหย่ว หลี่จื้อซาน และเว่ยถิงถิง
“วันนี้ผมขอแนะนำพนักงานใหม่ ซึ่งจะมาทำงานให้บริษัทของเราหวังว่าทุกท่านคงจะให้การต้อนรับเธอด้วยความเมตตานะครับ เธอคือ เว่ยถิงถิงลูกสาวของผมครับ”
เมื่อถิงถิงลุกขึ้นคำนับผู้เข้าประชุมทุกคนก็ปรบมือต้อนรับอย่างหนาแน่น
“ เธอจะมาดูแลงานด้านการตลาดของบริษัทดูแลงานนำเข้าส่งออกโดยเฉพาะ”
หลี่จื้อโหย่วเห็นลูกสาวเพื่อนมาช่วยงานพ่อเช่นนี้จึงเปรยขึ้นว่า
“ ช่างดีจริงเ้าสัวเว่ยช่างมีบุญแท้ ลูกสาวเรียนจบก็ได้มาช่วยงานครอบครัว ผิดกับผมที่มีลูกชายคนโตไม่รักดี จบแล้วก็ไปทำงานอะไรไม่รู้นี่มันยังเห็นผมเป็พ่ออยู่มั๊ย”
“ เ้าสัวหลี่อย่าเพิ่งโมโหไป ปล่อยให้เด็กหนุ่ม ๆ มันไปหาประสบการณ์บ้างเถิด จะได้หูตากว้างไกลเพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว มันอาจจะมีอะไรดี ๆมาพัฒนาบริษัทของท่านบ้างก็ได้นะ”
“ เฮอะมีแต่จะเอาเงินของผมไปเที่ยวแจกพวกคนยากจนน่ะสิ ทำแต่งานขาดทุน คนจีนเรียกว่าสิปึ้งเซงลี่ ”
“ผมก็ยังอยู่ทั้งคนนะครับคุณพ่อ ปล่อยพี่ใหญ่เขาไปเถอะครับถ้าเขาเลือกทางเดินของเขาแบบนั้น” หลี่จื้อซานเรียกร้องความสนใจจากพ่อ
“และนอกจากลูกสาวผมจะรับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการด้านการตลาดแล้วยังให้รับตำแหน่งเลขานุการอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ในการนี้ให้หวงหู่ลิ เป็บอดี้การ์ดเพื่อคุ้มกันความปลอดภัยให้ถิงถิง ส่วนเลขาคนเดิมให้ไปดูแลงานด้านบุคลากรของบริษัทนะ
สำหรับโปรเจคท์ใหม่ของเราคือการส่งออกแร่ดีบุก กำมะถัน ขี้ค้างคาว แร่เหล็กไปให้บริษัทผลิตอาวุธดูโป้แห่งสหรัฐอโรมา ตามออเดอร์ที่เราได้รับมา มูลค่า 350 ล้านดอลลาร์ขอมอบให้หลี่จื้อซานดูแลด้านการรวบรวมสินค้า สต๊อคสินค้า งานด้านชิปปิ้งและให้ถิงถิง ติดตามเื่การรับชำระค่าสินค้าจากผู้ซื้อด้วยขอให้เ้าสัวหลี่ช่วยกำกับดูแลด้วยอีกส่วนหนึ่งนะครับ ” เว่ยเชียนกล่าว
“ ได้ ไม่มีปัญหา”เ้าสัวรับปาก
“ผมจะทำให้เต็มที่ครับ ท่านประธาน” หลี่จื้อซานรับรอง
“พี่ซานก็ช่วยแนะนำน้องด้วยนะคะ” ถิงถิงพูดกับจื้อซาน
“ แน่นอนครับน้องถิงถิง้าให้ช่วยอะไร พี่ยินดีทำทุกอย่าง” จื้อซานยิ้มแก้มแทบปริเมื่อสาวคนที่ตนแอบชอบ มาออกปากขอให้ช่วย
สามเดือนต่อมา
เสียงอ่านข่าวจากวิทยุกระจายเสียงและพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ต่างประโคมข่าวใหญ่ที่ะเืความมั่นใจของนักลงทุนทั่วโลก
“เศรษฐกิจสหรัฐปั่นป่วน หุ้นวอลสตรีทดิ่งลงเหว ผู้คนตกงานเรือนแสน”
“ชาวเยอรมันก่อการประท้วงรัฐบาล ที่ปล่อยให้ชาวยิวครอบงำเศรษฐกิจขูดรีดกดขี่แรงงานจนคนเยอรมันอดอยากยากจน เกิดการจลาจลทั่วกรุงเบอร์ลิน”
“ แย่แล้วเสี่ยวเยี่ยน พี่ชายฉันไปเรียนที่เยอรมัน จะเป็อย่างไรบ้างก็ไม่รู้เกิดจลาจลวุ่นวายอย่างนี้ ฉันว่าจะโทรเลขไปบอกให้เขากลับมาก่อนจะดีกว่า เธอว่าไหม”
“ฉันก็ว่าอย่างนั้น ตอนนี้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ต้องเกิดการอดอยาก ข้าวของราคาแพงพี่เดวิดต้องลำบากแน่ ๆ เธอรีบโทรเลขไปเถิด”
หลังจากเข้าทำงานในบริษัทของบิดา เว่ยถิงถิงก็ได้ติดตามเว่ยเชียนออกไปตรวจงานบ่อยครั้ง บางคราวก็ไปเพียงลำพังกับหวงหู่ลิบ้างก็ตรวจงานร่วมกับหลี่จื้อซาน ด้วยความใกล้ชิดนี้ก็ดึงดูดใจให้สองหนุ่มหลงใหลมัวเมาในลูกสาวเ้าสัวเว่ยเป็ยิ่งนักและเฝ้ารอวันที่ฝันของตนจะเป็จริง
จดหมายจากเยอรมัน
โซเฟียกระหืดกระหอบนำจดหมายจากเดวิดมาให้เสี่ยวเยี่ยนอ่าน
“ถึงเสี่ยวเยี่ยนน้องสาวอันเป็ที่รักยิ่ง
ขณะที่น้องได้อ่านจดหมายฉบับนี้มันคงเป็จดหมายฉบับสุดท้ายที่น้องจะได้รับจากพี่ เพราะหลังจากนี้ชีวิตของพี่ก็คงหาไม่แล้วเนื่องด้วยพวกนาซีจับตัวพี่และเพื่อนนักศึกษาชาวต่างชาติทั้งหลายมาเป็ตัวประกันเพื่อต่อรองกับรัฐบาลให้ยอมแพ้ เมื่อพวกนาซีจับพี่ไปสอบเค้นเอาความรู้ความสามารถก็ได้มอบหมายให้พี่ทำหน้าที่รักษาคนไข้ภายในค่ายลับของพรรคนี้และยังบังคับให้ออกแบบคิดค้นอาวุธต่าง ๆ ให้พวกมันอีกด้วย
เมื่อพวกมันได้อาวุธเบาไปใช้ต่อสู้กับรัฐบาลแล้วก็กำเริบเสิบสานหมายจะขยายอำนาจยุโรปและเอเซียด้วยจึงบังคับให้พี่ประดิษฐ์อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงชนิดที่อาจทำลายล้างเมืองทั้งเมืองลงได้ภายในพริบตาแต่ว่าพี่ยังมีความละอายต่อบาปอยู่บ้าง จึงได้ปฏิเสธพวกมันไปซึ่งก็ถูกพวกมันจับไปทรมานต่าง ๆ นานา จนาเ็เจียนตาย
และจะด้วยพระเมตตาจากพระเ้าหรือไรไม่ทราบบังเอิญผู้คุมนักโทษเกิดสำนึกในบุญคุณที่พี่เคยรักษาลูกของเขาจนหายป่วยเขาจึงรับอาสาจะลักลอบนำจดหมายจากพี่ไปส่งมาถึงน้อง ซึ่งหลังจากนี้แล้วเ้าฮิตเลอร์ก็คงจะไม่ไว้ชีวิตพี่ให้เป็เสื้ยนหนามต่อไป ด้วยพี่ก็จะไม่ยอมเป็ทาสให้มันใช้ก่อกรรมหนักต่อชาวโลกต่อไปพี่ขอยอมตาย ไม่ยอมเป็คนบาปที่ทำลายล้างโลก
ขอให้น้อง ๆของพี่จงรักษาตัวไว้ให้ดี
รัก
เดวิด จาง
จากห้องขังนักโทษ พรรคนาซี สาธารณรัฐไวมาร์ ”
เมื่ออ่านจดหมายฉบับนั้นจบลง เสี่ยวเยี่ยนก็สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลพรากทรุดตัวลงกับพื้น คร่ำครวญว่า
“โซเฟีย ฉันขอโทษเพราะฉันแท้ ๆ ที่ทำให้พี่ชายของเธอเสียใจ จนต้องหนีไปเรียนที่เยอรมัน หากเขาไม่ไปเขาคงไม่ต้องไปจบชีวิตเช่นนี้ ฉันมันเลวมากใช่ไหม ”
“เธออย่าโทษตัวเองเลย พี่ชายก็ได้ตายอย่างสมศักดิ์ศรีแล้วที่ไม่ยอมใช้วิชาความรู้ไปเพื่อช่วยพวกนาซีทำลายล้างโลก ลุกขึ้นเถิด ”โซเฟียประคองเพื่อนสาวลุกขึ้นแล้วเช็ดน้ำตาของเสี่ยวเยี่ยน
นับแต่นั้นมาเสี่ยวเยี่ยนก็ไม่ได้รับข่าวคราวจากเดวิดอีกเลย…
จบตอนที่ 8 โปรดติดตามตอนที่ 9 ขอดเกล็ดจอมมาร