ตอนที่ 8
ซุน หันมองไปยังอสรพิษทะเลที่กำลังเชิญหน้ากับค่ายกลของเหล่าหญิงสาวแม้จะยังไม่แน่ชัดว่าผลการปะทะจะออกมาเช่นไร แต่ ซุน ก็มั่นใจว่าคงไม่ปรากฏผลการต่อสู้ขึ้นในเวลาอันสั้นเด็กหนุ่มจึงสะกิดสหายเบา ๆ
“กังเฉิง... แผนการที่ข้าคิดเอาไว้จำเป็ต้องมีอุปกรณ์และสิ่งของบางอย่างเข้าเสริม ดังนั้นข้าจะต้องไปหาสิ่งเ่าั้ภายในหมู่บ้านเ้าช่วยเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ที่นี่ไปก่อน ไว้ข้าจะรีบกลับมา...” ซุนกล่าวขึ้นกับสหายตน
“เ้าจะบ้าหรือ!!จากที่นี่ไปยังหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดยังห่างออกไปร่วม ๆ 10 ลี้(5 กม.) กว่าเ้าจะไปกลับคงใช้เวลามากโข ใยมิให้ข้าเป็ผู้ไปเองเล่า?! ข้าฝึกฝนวิชาตัวเบามาแล้วคงใช้เวลาน้อยกว่าเ้าที่ไม่มีพลังลมปราณหลายเท่า” กังเฉิง แย้งขึ้นทันที
“เอาเถอะน่า ข้าไปเองนั่นแหละดีแล้ว ข้าย่อมมีวิธีการของข้า...แต่สิ่งสำคัญที่สุด ที่เ้าต้องจดจำให้มั่นเลยก็คือ ห้ามเ้าขยับออกจากตำแหน่งนี้ หรือยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือพวกนางโดยเด็ดขาด!! ต้องรอจนกว่าข้าจะกลับมาถึงเท่านั้น รับปากกับข้าได้หรือไม่?!” ซุน กำชับแน่นหนัก แววตาบ่งบอกถึงความเป็ห่วง
“เ้านี่มันช่างมีลับลมคมในเสียจริง.... แต่ก็เอาเถอะข้าจะรับปากเ้า...” กังเฉิง พยักหน้าตอบรับ
“ข้าจะรีบไปรีบมา...” กล่าวจบ ซุน ก็แยกตัวออกไปด้านหลัง
หลังหลบออกมาได้ระยะหนึ่งที่มั่นใจว่าคงไม่มีผู้ใดในละแวก แววตาของซุน ก็แปรเปลี่ยนเป็แข็งกร้าวขึ้น ประกบสองมือพนมพร้อมบริกรรมคาถา...
“ด้วยอำนาจแห่ง เบญจสารสัตว์... ขออัญเชิญจิติญญาแห่งอาชาสีหมอก...”
จังหวะนั้นเองที่เงาร่างของอาชาสีขาวขุ่นศีรษะมหึมาปรากฏออกจากแผ่นหลังของ ซุน ในร่างจิติญญาออร่าที่มันแผ่ล้นเต็มไปด้วยพลังที่พร้อมจะะเิออกมาทุกชั่วขณะเป็จิติญญาสัตว์ที่ถูกสะกดในแผ่นหลัง และติดตาม ซุน มาั้แ่โลกเดิม...
“ทรงร่าง!!”
สิ้นเสียงขับขาน เงาร่างอาชาค่อย ๆ สวมร่างของเด็กหนุ่ม...เส้นโลหิตทั่วร่างปูดบวมทันตา รวมไปถึงกล้ามเนื้อทั้งหมดที่สั่นสะท้านโดยเฉพาะน่องที่ขาทั้งสองข้างแทบจะปริแตกออกมา รอคอยการะเิ...
“ไม่อยากจะทรงร่างนี้เลยจริง ๆ หลักจากนี้ไปอีก 2 วันข้าคงเดินได้ลำบากเป็แน่แท้...”ซุน ทอดถอนหายใจเมื่อนึกถึงผลเสียที่จะสะท้อนกลับมา...ก่อนจะะเิฝีเท้าพุ่งตรงไปยังหมู่บ้านความเร็วและพลังในการวิ่งเหนือกว่ามนุษย์สามัญไปหลายขุม
“เฒ่าชีเปลือย หัดทำตัวเป็ประโยชน์เสียบ้าง!! มิเช่นนั้นข้าจะเลิกพูดคุยเป็เพื่อนเ้า สักสองเดือนเป็อย่างไร?!” ชายหนุ่ม ตวาดเสียงขึ้น
เฒ่าชีเปลือยที่กำลังแหวกว่ายในอากาศตามความเร็วที่ ซุน ออกวิ่ง ก็ผงะหน้าถอดสีไปเล็กน้อยเมื่อซุน เอ่ยทัก... ตัวของ เฒ่าชีเปลือย มีเพียงแค่ ซุนเท่านั้นที่พบเห็นและติดต่อสื่อสารได้ เคยมีครั้งหนึ่งที่ ซุน โกรธเคือง เฒ่าชีเปลือยจนไม่คุยกับผู้ชราร่วมเดือน ทำให้ดวงิญญาของผู้ชราตนนี้แทบจะบ้าคลั่งอัดอั้นด้วยความเหงา ปากคันคะเยอไม่มีคนพูดด้วย ตามวิสัยของตน ั้แ่นั้นมา ซุนจึงมักใช้เื่นี้ขู่เข็ญ เฒ่าชีเปลือย เพื่อให้ช่วยงานมาโดยตลอด...
“เ้าเด็กบ้า!!เช่นนั้นวันพรุ่งเ้าต้องตอบแทนข้า ด้วยการยอมให้ข้าสิงสู่ในร่างเ้าชั่วคราวเพื่อลิ้มรสเนื้อชั้นเลิศ ตกลงหรือไม่!!” เฒ่าชีเปลือยเอ่ยต่อรอง
ซุน ลังเลเล็กน้อย แต่พอย้อนคิดถึงโอกาสที่จะได้รับ โชควาสนาจากอสรพิษทะเลตนนั้น ก็นับว่าคุ้มค่ายิ่ง ในการยอมให้ เฒ่าชีเปลือย สิงสู่ตน... แน่นอนว่าทั้งสองได้ทำเช่นนี้มาค่อนข้างที่จะบ่อยครั้งแล้วขึ้นอยู่กับข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายที่มีร่วมกัน...
“ตกลง!!”
เฒ่าชราชีเปลือย ยิ้มปลื้มปริ่มก่อนจะยื่นมือออกไปในเส้นทางเบื้องหน้าของ ซุน... ก่อเกิดมิติพลังที่ถูกบิดเบือนบนเส้นทางด้านหน้าจนมองเห็นความพร่าเลือนได้ด้วยตาเปล่า...
“มิติร่นระยะ!!”
ซุน เผยรอยยิ้มเจือจาง ก่อนจะพุ่งเข้าไปในมิติที่ถูกบิดเบือนนั้นในทันที!! โผล่อีกครั้งยังด้านหน้าหมู่บ้านลำดับที่ 4ซึ่งเป็หมู่บ้านที่ใกล้ชายฝั่งมากที่สุด... เวลาทั้งหมดที่ควรจะต้องใช้เพื่อเดินทางถูกรวบรัดในพริบตาด้วยอำนาจพลังปริศนาของ เฒ่าชีเปลือย แม้แต่ ซุนเองก็ยังไม่อาจอธิบายพลังที่ เฒ่าชีเปลือย ถือครองไว้ได้ รู้แต่เพียงว่าเฒ่าชีเปลือย มีพลังิญญาที่แก่กล้าที่สุด เท่าที่ ซุน เคยพบเจอมา...
................................................
ณ ชายฝั่ง...
กลุ่มหญิงสาวรุ่นเยาว์ทั้ง 6 คนซึ่งนำโดยหญิงสาวพัดเหล็กที่ปกปิดใบหน้า วางค่ายกลรูปแบบเฉพาะของสำนักหงส์สราญ...การเคลื่อนไหวของทั้ง 6 คนดูสอดคล้องไร้การติดขัด บ่งบอกถึงการฝึกฝนมาอย่างหนักร่วมกัน...
ค่ายกล รำพัดพญาหงส์ เป็ค่ายกลรูปแบบส่งเสริม 5 เกื้อหนุน 1เหล่าศิษย์สายในทั้ง 5 จะใช้ผ้าแพรใยไหมที่เหนียวและทนทาน คอยร่ายรำกระจายอยู่รอบๆ ศัตรู เสริมส่งการเคลื่อนไหวจาก 5 ทิศทาง โดยจะให้ศิษย์หลักผู้รำพัดเปรียบดังพญาหงส์เข้าเผชิญหน้าศัตรู...
หากพัดพญาหงส์เกิดพลาดท่าเสียที พวกนางจะใช้ผ้าแพรใยไหมดึงร่างของ พัดพญาหงส์ให้หลบเลี่ยงกลับออกมา ตั้งกระบวนท่าใหม่และเริ่มจู่โจมละลอกที่สอง...สลับเปลี่ยนไปเช่นนี้จนกว่าจะโค่นล้มศัตรูได้สำเร็จ เหมาะสมอย่างมากกับการเผชิญหน้าสัตว์อสูรหรือศัตรูที่มาเพียงลำพัง...
หญิงสาวที่ปกปิดใบหน้า กวัดแกว่งพัดเหล็กได้อย่างชำนาญ ท่วงท่าในการเคลื่อนไหวของนางนอกจากจะงดงามอ่อนช้อยแล้วยังแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งดุดัน ทุกการตวัดพัดล้วนแฝงไว้ด้วยความเฉียบคมมิต่างเพลงกระบี่จนเล่นงาน อสรพิษทะเล ตนนี้ให้ได้รับาแทั่วร่าง...
อาจารย์หญิงที่เฝ้ามอง แสดงถึงสายตาที่พึงพอใจ...นางใช้ััลมปราณตรวจสอบแล้วว่า อสรพิษทะเลตนนี้ เป็เพียงสัตว์อสูรทะเลชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นปลายเท่านั้น...ซึ่งตัวของศิษย์หลักของนางที่ร่ายรำพัดพญาหงส์ ก็อยู่ในชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่7 นับเป็ขั้นปลายเช่นกัน อาจจะตึงมือไปบ้าง แต่พอได้รับการเกื้อหนุนจากค่ายกลก็ไม่นับเป็เื่ยากเย็นที่จะเอาชนะ...
ความมั่นใจของเหล่าหญิงสาว เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
จวบจนกระทั่ง...
เงาร่างของอสรพิษทะเลขนาดใหญ่อีกตน ปรากฏขึ้นจากเงามืดที่ด้านหลังของอาจารย์หญิง โชคร้ายผู้นี้... ดวงตาสีมรกตมีอำนาจพิเศษ สาปส่งสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นให้แน่นิ่งดุจศิลาทำให้ อาจารย์หญิง นาม เจวียนไป๋ฮัว ผู้นี้ชะงักแข็งค้าง ไม่อาจหลบเลี่ยง
ก่อนที่ งูร้ายดวงตาสีมรกตตนนั้น จะอ้าปากแผ่กว้างงับร่างของอาจารย์หญิงดังกล่าวพร้อมกลืนหายไปภายในคำ ๆ เดียว!! กลุ่มหญิงสาวรุ่นเยาว์ที่ผสานค่ายกลหันมองมาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด อสรพิษทะเล แท้จริงแล้ว ไม่ได้มีเพียงหนึ่ง!!
ยังอีกตนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าตัวแรกแอบซ่อนอยู่ในเงามืดมาโดยตลอดเพื่อเฝ้ารอโอกาสทั้งยังเป็สัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นกลางที่จัดเป็ภัยอันตรายระดับความน่ากลัวสามารถทำลายหมู่บ้านหนึ่งให้พินาศลงได้!!
“อาจารย์เจวียน!!” เสียงเรียกของเหล่าหญิงสาวเต็มไปด้วยความหวาดกลัว...จังหวะนั้นแม้แต่ ผู้นำกลุ่มอย่างหญิงสาวพัดพญาหงส์ ยังไม่อาจควบคุมความสงบเมื่ออาจารย์ของตนถูกอสรพิษกลืนกินไปต่อหน้าต่อตา
ค่ายกลรำพัดพญาหงส์ สูญเสียความสมดุลไปในทันที!! ส่งผลให้อสรพิษเกล็ดสีแดงที่ติดอยู่ในค่ายกลนี้ฉกฉวยโอกาสะเิโทสะขึ้นกวาดตวัดหางขนาดใหญ่ของมันฟาดเข้าหาร่างของสตรีทั้ง 6 คน จนแตกพ่ายาเ็ถ้วนหน้านอนเกลื่อนกลาดเต็มชายหาด...
จากนั้น อสรพิษทะเลเนตรมรกต และ อสรพิษทะเลเกล็ดแดง ก็เคลื่อนตัวเลื้อยเป็วงกลมโอบล้อมหญิงสาวรุ่นเยาว์ทั้ง6 คนที่าเ็ นอกเหนือจากหญิงสาวที่ปกปิดใบหน้าแล้ว คนอื่น ๆ ที่เหลือไม่มีแม้กำลังจะลุกยืน
เหล่าหญิงสาวสั่นสะท้านดุจลูกนกลูกกา ยามถูกสองอสรพิษจดจ้อง... จิตคุกคามและอำนาจแห่งผู้ล่าจากสายพันธุ์ตามธรรมชาติสะกดให้อิสตรีเหล่านี้ หมดสิ้นความหวัง สัตว์อสูรทะเลเหล่านี้แม้มิอาจพูดจาภาษามนุษย์แต่มันก็เฉลียวฉลาดมากพอที่วางแผนลอบเล่นงาน
โดยเฉพาะอสรพิษเนตรมรกต... มันรู้ดีว่าตนเองมีพลังด้อยกว่า เจวียนไป๋ฮัวจึงแอบซ่อนตัวอย่างมืดชิดค่อย ๆ คืบคลาน ทั้งมันยังมีอาวุธสำคัญคือ เนตรมรกต ที่ดวงตาข้างซ้ายชัดเจนว่าสิ่งนี้มิใช่สิ่งที่อสรพิษตนนี้มีติดตัวมาตามธรรมชาติ แต่เป็สิ่งที่ถูกผนึกเข้ากับร่างของมันในภายหลังจึงมีอำนาจสะกดที่สามารถเล่นงานได้ แม้แต่ผู้ที่มีพื้นฐานพลังสูงล้ำกว่าตนเอง...
ฟุบ...
พัดเหล็ก หล่นร่วงลงจากมือของหญิงสาว...
ดูเหมือนว่าพลังใจในการต่อสู้ของนางจะแตกสลายไปแล้ว...
สองอสรพิษเริ่มตีวงแคบลงเรื่อย ๆ เจตนาของพวกมันส่อชัดเจน ว่าจะนำซากร่างหญิงสาวเหล่านี้กลับคืนสู่ใต้มหาสมุทรด้วยสภาพในเวลานี้ของพวกนาง ไม่หลงเหลือทั้งพลังกายและพลังใจจะขัดขืน...แต่แล้วในจังหวะนั้น หินขนาดใหญ่พลันถูกทุ่มโยนมา กระแทกเข้าใส่ด้านหลังของอสรพิษเกล็ดสีแดง...
ตูม!
ก่อนที่เงาร่างของชายหนุ่มคนหนึ่ง จะปรากฏขึ้นท่ามกลางการสิ้นหวัง...
“โทษทีนะ ซุน ที่ข้าไม่อาจสัญญา... ด้วยวิถีแห่งสุภาพบุรุษของข้าไหนเลยจะสามารถปล่อยให้หญิงสาวเหล่านี้ตกตายเบื้องหน้า!!”
กังเฉิง เผยตัวออกจากเขตอาคม ก่อนจะใช้พลังลมปราณกระตุ้นกล้ามเนื้อยกก้อนหินใหญ่ในละแวกนั้น ทุ่มเข้าใส่อสรพิษทั้งสอง ทำลายรูปแบบการโอบล้อมกลุ่มหญิงสาว...
“หากยังอยากมีชีวิตต่อไป จงกัดฟันลุกยืนขึ้นมา!!”
ชายหนุ่มตวาดเสียงก้องดังใต้แสงจันทร์... ปลุกกระตุ้นจิตใจที่สิ้นหวังของเหล่าหญิงสาวให้กลับมาคิดต่อสู้อีกครั้ง!!หญิงสาวที่ปกปิดใบหน้า ตัดสินใจหยิบคว้าพัดเหล็กอีกครั้ง ก่อนจะโบกสะบัดปล่อยเข็มเหล็กอาวุธที่แอบซ่อนอยู่ในพัด ให้พุ่งเข้าใส่ใบหน้าสองอสรพิษจากสัญชาตญาณแน่นอนว่าพวกมันจำต้องเลี่ยงหลบ...
เปิดเส้นทางแห่งความหวังให้กับเหล่าหญิงสาว...
“หากย่อมแพ้ก็จะมีแค่ความตายเฝ้ารออยู่ ทว่าหากพวกเราคิดต่อสู้ แม้จะน้อยนิดแต่โอกาสก็ยังหลงเหลือ!!”
กังเฉิง ทำได้เพียงทุ่มหินสนับสนุนนอกระยะ เพราะชายหนุ่มไม่ได้แข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับสองอสรพิษได้ตรงๆ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญชาญชัย ที่บุรุษผู้หนึ่งจะพึงมีได้... เหล่าหญิงสาวทั้ง5 กัดฟันลุกยืน กระเสือกกระสนเต็มที่ในการเคลื่อนตัวหลบมายังทิศทางของชายหนุ่มผู้สร้างความหวัง...
ในเวลานี้ทุกคนไม่คิดถึงหนทางเอาชนะอีกแล้ว…
ขอเพียงสามารถหลบหนีไปได้ ก็นับว่าเพียงพอ...
กังเฉิง และ หญิงสาวที่ปกปิดใบหน้า คอยถาโถมโจมตีนอกระยะเพื่อให้คนอื่นๆ ได้สามารถหลบหนี... แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ตลอดรอดฝั่ง อย่างไรเสียพลังของสองอสรพิษทะเลก็มีมากกว่าผู้เยาว์เหล่านี้หลายเท่า!!
สองอสรพิษ ใช้พลังกล้ามเนื้อทั่วร่าง ดีดตัวพุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วแสยะคมเขี้ยวน่ากลัว... ใบหน้าของ กังเฉิง และ หญิงสาวพัดเหล็กซีดเผือดทันทีเนื่องด้วยความเร็วที่ปรากฏชั่วพริบตานั้น เกินกว่าที่เหล่าผู้เยาว์จะสามารถรับมือ...
แต่แล้วทั้งสองผู้เยาว์ก็พลันมองเห็นวัตถุติดประกายไฟและกลุ่มควัน พุ่งออกมาจากทางด้านหลัง...มันได้ผ่านศีรษะของ กังเฉิง และ หญิงสาว ไปเพียงเล็กน้อย ลักษณะของมันเป็เหมือนท่อนไม้ไผ่ทรงยาว
วัตถุดังกล่าวพุ่งเข้าไปในปากที่อ้ากว้างของสองอสรพิษอย่างแม่นยำก่อนจะเกิดการะเิอย่างรุนแรงใส่ปากของอสรพิษทะเลทั้งสองตน... ส่งผลให้สภาพที่อสรพิษพุ่งเข้ามาถูกหยุดสภาวะกลางอากาศในทันที...
ตูม! ตูม!
กลิ่นดินประสิวรวมถึงกลุ่มควันคละคลุ้งตลบอบอวล เหล่าผู้เยาว์โดยรอบเต็มไปด้วยความสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนจะปรากฏเงาร่างของชายหนุ่มอีกคน ที่ก้าวเดิมผ่านม่านควันเข้ามา...
“กังเฉิง... เ้าผิดคำพูดกับข้า เป็ครั้งที่ร้อยแล้วนะ”ซุน เค้นเสียงขึ้น
กังเฉิง เผยรอยยิ้มเจือจาง...
“โทษทีสหาย... หากต้องรอให้เ้ากลับมาก่อน เกรงว่าตัวเ้าจะทำตัวเด่นสง่าต่อหน้าพวกนางเกินหน้าเกินตาข้า... เฉกเช่นที่เ้ากำลังทำอยู่ตอนนี้อย่างไร?”
.............................................