บทที่ 13 เพิ่มรายรับ ลดรายจ่าย
กู้อวี้หยุดมือที่กำลังคำนวณ หัวคิ้วขยับเข้าหากันเล็กน้อย
ถึงยุคสมัยนี้จะมีตำราที่คล้ายกับจิ่วจางซ่วนชู่*[1] มานานแล้ว แต่วิชาคณิตศาสตร์ก็ยังเป็สาขาที่ไม่ได้รับความนิยมอยู่ดี มีเพียงพ่อค้าที่ยอมทุ่มเทเรียนพื้นฐานด้านนี้
นางได้แต่อธิบายอย่างง่าย ๆ “นี่คือความเคยชินของข้า แปลงจำนวนเป็สัญลักษณ์ ช่วยให้คำนวณได้สะดวกกว่าเดิม”
เ้ากรมจางรับฟังจนนึกสงสัยต่อไปอีก เขาชี้ไปยังสมุดบัญชีเล่มใหม่ของนางพลางเอ่ยถาม “แล้วนี่คืออะไร”
กู้อวี้หยิบสมุดบัญชีเล่มนั้นมาเปิดให้ดูจากหน้าไปหลัง “นี่คือตารางที่ข้าน้อยวาด แบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็ห้าหมวด ได้แก่ เสื้อผ้า อาหาร ที่พัก การเดินทาง และงานชุมนุมปราชญ์ ใช้เส้นขวางและเส้นตั้งทำเป็ตาราง แบ่งหมวดต่าง ๆ ออกเป็สัดส่วน แต่ละหน้าเหลือพื้นที่ว่างเอาไว้สำหรับแก้ไขตัวเลขในภายหลัง…”
อีกฝ่ายเปิดดูผ่าน ๆ แต่เพราะยังมีตัวเลขอีกหลายตัวที่นางไม่ได้เติมเข้าไป เขามองเส้นที่ขีดทับกันไปมาเ่าั้อย่างไรก็ไม่เข้าใจอยู่ดี “ดูแล้วน่าสนใจดีนะ”
“ท่านอา วันนี้ก็น่าจะทำเสร็จแล้ว ถึงตอนนั้นท่านค่อยดูอีกทีอย่างละเอียดก็ได้ขอรับ” กู้อวี้กล่าว
เ้ากรมจางประหลาดใจ “บัญชีเยอะขนาดนี้ เ้าสามารถทำเสร็จได้ภายในวันนี้?”
คู่สนทนายกยิ้ม “ถึงจะมีมาก แต่เมื่อแยกตามหมวดหมู่ก็จะช่วยประหยัดแรงได้ไม่น้อย”
ผู้ฟังไม่เชื่อสักนิด บัญชีเล่มนี้รองเ้ากรมหลี่กับผู้ใต้บังคับบัญชาอีกหลายคนใช้เวลาสามสี่วันช่วยกันร่างออกมาเชียวนะ
ได้ยินดังนั้นเขาก็เข้าใจว่ากู้อวี้พูดทีเล่นทีจริง ตั้งใจว่าถึงตอนเย็น หากอีกฝ่ายยังทำบัญชีไม่เสร็จค่อยพูดเื่ให้กู้ซื่อจื่อบริจาคเงินสมทบอีกครา
เ้ากรมจางกล่าว “ลำบากหลานชายแล้ว” จากนั้นก็ไพล่หลังเดินจากไป
ก่อนม่านราตรีจะคลุมนภา กู้อวี้ก็เอาบัญชีที่ทำเสร็จเรียบร้อยไปส่งถึงมือเ้ากรมจาง แล้วดื่มด่ำกับสีหน้าที่เปลี่ยนจากสงสัยมาเป็จริงจัง สุดท้ายจึงอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจของอีกฝ่าย
“เยี่ยม! ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ ชั่วชีวิตนี้ข้าเพิ่งจะเคยเห็นบัญชีที่เป็ระเบียบเรียบร้อยเช่นนี้เป็ครั้งแรก”
เ้ากรมจางถือสมุดบัญชีเดินวกไปวนมาด้วยความพลุ่งพล่านใจ ทั้งเรียกขุนนางคนอื่น ๆ ในกรมขุนนางให้มาศึกษาด้วยกัน คนสิบกว่าคนล้อมวงกันดูพลางอุทานด้วยความเหลือเชื่อ
กู้อวี้ยืนถอนหายใจยืดยาวอยู่ด้านหลังพวกเขา ในที่สุดก็แก้บัญชีที่ยุ่งเหยิงเล่มนี้เสร็จเสียที
รองเ้ากรมหลี่ถาม “แต่ทำไมงบประมาณพวกนี้ถึงน้อยลงได้ขนาดนี้เล่า?”
ซื่อจื่อเดินเข้าไปหา เนื่องจากนางเป็คนปรับปรุงบัญชีเล่มนี้ เวลาพลิกหน้าจึงคล่องแคล่วอย่างยิ่ง
“บัณฑิตที่เดินทางมายังเมืองหลวงมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเราไม่อาจคาดการณ์งบประมาณโดยการบวกเพิ่มถ่ายเดียว แต่ต้องเพิ่มรายรับ ลดรายจ่าย”
“ยกตัวอย่างเช่นส่วนของ ‘อาหาร’ งบประมาณเดิมคำนวณจากราคาอาหารที่ทำสำเร็จแล้ว ข้าให้บ่าวรับใช้ไปสอบถามราคามาจากในตลาด หากไปซื้อกับเกษตกรโดยตรง แม้จะมีค่าใช้จ่ายเื่การเดินทาง แต่ราคาก็จะลดลงกึ่งหนึ่ง ทั้งยังไม่ต้องผ่านมือพ่อค้าคนกลาง อาหารยังสดใหม่กว่าอีกด้วย”
“ ‘เสื้อผ้า’ ก็เช่นกัน เดิมตั้งใจไว้ว่าจะแจกจ่ายชุดสุภาพให้พวกเขาโดยอ้างอิงจากข้อมูลส่วนตัวในทะเบียนบัณฑิต แต่ไม่สามารถหาซื้อชุดสุภาพแบบสำเร็จที่เป็รูปแบบเดียวกันจำนวนมากมายขนาดนั้นได้ แต่ถ้าไปซื้อผ้าปริมาณมากจากร้านขายผ้าโดยตรง แล้วส่งไปให้โรงปักผ้ารายใหญ่เร่งมือตัดเย็บ ก็ยังเตรียมการได้ทัน และราคายังถูกลงอีกด้วย…”
“ส่วนเื่ ‘ที่พัก’ ข้าเห็นว่าผู้าุโทั้งหลายกำหนดให้พวกบัณฑิตพักที่เรือนรับรอง แต่นั่นมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป แต่ละเรือนรับรองยังมีลักษณะแตกต่างกัน หากมีบัณฑิตที่บังเอิญได้พักในเรือนรับรองที่สภาพแวดล้อมแย่กว่าของคนอื่นแล้วนำไปเปรียบเทียบกัน ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงความไม่พอใจ
หยางคังฟางใกล้กับเขาอวี้ตูซานเป็เขตที่สร้างขึ้นใหม่ของเมืองหลวง เพิ่งมีไม่กี่ครัวเรือนที่ย้ายเข้าไปอยู่ สามารถจ่ายเงินให้เ้าของเรือนในเขตหยางคังฟางเป็ค่าเช่าสำหรับ่หลายวันนี้ เหล่าบัณฑิตพักรวมอยู่ในเขตเดียวกันยังสะดวกต่อการจัดการดูแล”
เ้ากรมจางกล่าว “แค่นี้ก็สามารถประหยัดงบประมาณได้กว่าครึ่งแล้ว หลานกู้ช่างมีสติปัญญาเฉียบแหลม ทำให้ข้าต้องมองเ้าใหม่จริง ๆ”
รองเ้ากรมหลี่ใช้โอกาสนี้ถามขึ้นมาว่า “แล้วค่า ‘เดินทาง’ เล่า? มีวิธีการใดช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมายังเมืองหลวงของเหล่าบัณฑิตได้บ้าง?”
กู้อวี้ยังไม่ทันได้ตอบ อีกฝ่ายก็กล่าวขึ้นมาก่อนว่า “ ‘เดินทาง’ คือส่วนที่สถานีพักม้าต่าง ๆ เบิกมาทางพวกเรา รายละเอียดค่าใช้จ่ายไม่อาจระบุแน่นอนได้ อย่างมากก็ทำได้เพียงตรวจสอบบัญชีที่พวกเขารายงานมาให้ดี ไม่เปิดช่องให้ใครมาฉวยประโยชน์”
รองเ้ากรมหลี่เพ่งพินิจกู้ซื่อจื่อ ฉับพลันนั้นก็หันไปกล่าวกับเ้ากรมจางอย่างตื่นเต้นว่า “ใต้เท้า ข้าเห็นว่ากู้ซื่อจื่อทำบัญชีได้เป็ระเบียบชัดเจนยิ่ง มิสู้มอบหมายให้เขาเป็คนตรวจสอบบัญชีโดยมีข้าเป็ผู้ช่วยเถอะขอรับ”
เพียงนึกถึงบัญชีที่ยุ่งเหยิงเ่าั้ กู้อวี้ก็สามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดรองเ้ากรมหลี่จึงพลุ่งพล่านใจเช่นนี้ นี่กลับไม่ใช่เื่ยากสำหรับนาง ถือว่าเป็โอกาสอันดีในการหลอมรวมเข้ากับกรมขุนนางเสียอีก
นางจึงออกตัวว่า “หากท่านอาวางใจ ข้าเต็มใจรับหน้าที่ตรวจสอบบัญชีขอรับ”
เ้ากรมจางพยักหน้ากล่าวว่า “หลานชายเต็มใจรับหน้าที่นี้ก็ย่อมได้อยู่แล้ว”
รองเ้ากรมหลี่กล่าวขึ้นมา “ข้ามีเื่อยากขอร้อง ข้าอยากเรียนรู้วิธีทำบัญชีจากกู้ซื่อจื่อ การทำบัญชีเป็งานที่มีรายละเอียดยิบย่อยมากมาย หากต่อไปกู้ซื่อจื่อมีงานล้นมือ ข้าจะได้ช่วยเหลืออะไรได้บ้าง”
กู้อวี้ประคองมือตอบรับ “รองเ้ากรมกล่าวหนักไปแล้ว เดิมทีนี่ก็เป็เพียงเคล็ดลับในการแอบอู้ของข้าเท่านั้น ไม่มีอะไรต้องปิดบังแต่อย่างใด ถ้ารองเ้ากรมอยากเรียน ข้าย่อมถ่ายทอดให้ทั้งหมดโดยไม่ปิดบังแน่นอน”
ขุนนางที่อยู่ด้านข้างก็แสดงออกว่า้าเรียนด้วย นางตอบตกลงจนครบทุกคน
เ้ากรมจางกล่าวอย่างทอดถอนใจ “ถึงตอนนี้จะประหยัดเงินไปได้อีกโข แต่พอถึง่หลังของงานชุมนุมปราชญ์ เกรงว่าเงินก็คงไม่พออยู่ดี แม้ฝ่าาจะทรงเต็มพระทัยนำเงินส่วนพระองค์มาช่วยสมทบ แต่จะสมทบเป็จำนวนเท่าใดจวบจนตอนนี้ก็ยังไม่ได้บอกชัดเจน”
“ที่ข้าพูดมาข้างต้นเป็วิธีลดรายจ่าย ความจริงแล้วยังเหลืออีกวิธีคือการเพิ่มรายรับ ทว่า…” กู้อวี้แสร้งชะงักไปอย่างลังเล
“หลานชายมีวิธีการใดอีกก็รีบบอกมาเถอะ ข้าพอมีสิทธิ์มีเสียงในราชสำนักอยู่บ้าง ไม่จำเป็ต้องกังวลจนเกินไป”
เ้ากรมจางเห็นกู้อวี้เป็ฝนที่มาได้ทันกาลซึ่งช่วยคลี่คลายปัญหาเฉพาะหน้าให้ตนเองไปเสียแล้ว
กู้อวี้อมพะนำพอประมาณแล้วจึงเอ่ยว่า “ตอนนี้ผู้ที่สามารถบริจาคเงินก้อนใหญ่เพื่อสนับสนุนงานชุมนุมปราชญ์ไม่ใช่ผู้าุโทั้งหลาย ไม่ใช่ข้า และยิ่งไม่ใช่ฝ่าา”
รองเ้ากรมหลี่ถาม “แล้วเป็ใครเล่า?”
“พ่อค้า” กู้อวี้ครุ่นคิดแล้วเอ่ยต่อไปว่า “หากได้รับการสนับสนุนจากพ่อค้าก็ไม่ต้องกลุ้มใจว่าจะไม่มีเงินแล้ว”
สีหน้าของทุกคนในที่นั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย แคว้นต้าอวี่ยกย่องชาวนาเหยียดหยามพ่อค้า แม้พ่อค้ามั่งคั่งร่ำรวย แต่กลับมีสถานะทางสังคมต่ำต้อย พวกเขาจึงดูถูกพ่อค้าอยู่ไม่มากก็น้อย
แต่ก็เหมือนที่กู้อวี้พูดมา เวลานี้ผู้ที่สามารถทุ่มเงินก้อนใหญ่สนับสนุนงานชุมนุมปราชญ์มีเพียงพ่อค้าเท่านั้น
รองเ้ากรมหลี่กล่าวว่า “ถึงจะกล่าวเช่นนั้น แต่พวกเราจะจัดงานชุมนุมปราชญ์ ไม่ใช่ตลาดนัดขายของ แล้วจะทำอย่างไรให้พ่อค้ายินดีบริจาคเงินสนับสนุน?”
“ด้วยการประชาสัมพันธ์” กู้อวี้กล่าว “ปิดประกาศบอกพ่อค้าทั้งหลายว่า การจัดงานชุมนุมปราชญ์ได้รับการสนับสนุนจากฝ่าา เป็เื่ที่จะได้รับการกล่าวขวัญต่อไปนับร้อยปี”
“ถ้าพ่อค้าคนใดยินดีสมทบเงินสนับสนุนสามหมื่นตำลึง นามเ้าของกิจการหรือร้านค้าของพวกเขาจะถูกปักไว้บนชุดของเหล่าบัณฑิตที่มาร่วมงาน”
“ถ้ายินดีสมทบเงินสนับสนุนห้าหมื่นตำลึง ก็ให้บัณฑิตบอกกล่าวรายละเอียดกิจการของพวกเขาใน่ที่จัดงานชุมนุมปราชญ์”
“ถ้ายินดีสมทบเงินสนับสนุนหนึ่งแสนตำลึง ราชสำนักจะจัดทำป้ายเชิดชูเกียรติคุณให้บนเขาอวี้ตูซาน ได้รับการเคารพจากบัณฑิตทั่วแผ่นดินนับร้อยปี”
กู้อวี้พูดจบก็เห็นว่าทุกคนอ้าปากตาค้าง จึงกระแอมเบา ๆ อย่างอดไม่อยู่
นางทำตามแนวทางการประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากยุคปัจจุบันทุกกระเบียด แต่นี่อาจล้ำหน้าเกินไปสำหรับยุคสมัยนี้ พวกเขาจึงต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ
รองเ้ากรมหลี่ผายมือออก กล่าวอย่างเหลือเชื่อ “์ สามหมื่นตำลึง ห้าหมื่นตำลึง หนึ่งแสนตำลึง พ่อค้าพวกนั้นจะยอมบริจาคเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้เลยรึ?”
[1] จิ่วจางซ่วนชู่《九章算术》คือตำราคณิตศาสตร์โบราณที่สำคัญที่สุดเล่มหนึ่งของจีน