เมื่ออาจารย์ใหญ่มาถึงพร้อมด้วยคณะอาจารย์ท่าน อื่น ๆ “องค์หญิงจวิ้นจู่เหลียงฟู่จิ้งเสด็จ”
“ถวายพระพรองค์หญิงของพระองค์ทรงพระเจริญหมื่น ๆ ปี”
“ศิษย์ทุกคนทำความเคารพท่านอาจารย์ทุกท่านเ้าค่ะ/ขอรับ”
“เชิญทุกคนนั่งเถิด"
“ขอบพระทัย”
“อยู่ในสำนักศึกษาไม่ต้องใช้คำาาศัพท์ต่อข้า”
“เ้าค่ะ ขอรับ”
เหลียงฟู่จิ้งสายตาไล่มองหน้าลูกศิษย์ทุกคนที่นั่งประจำที่จนไปหยุดที่ฟานอวี้พลางนึกในใจ “เ้ามาแล้วจริง ๆ บรรพบุรุษของข้าพาเ้ามาเพื่อแคว้นเหลียงของเรา”
อาจารย์เหมยอิงกล่าวแนะนำศิษย์ใหม่ทั้งสอง“ท่านอาจารย์ พวกนางคือศิษย์ใหม่เ้าค่ะ”
และหันบอกกล่าวให้ทั้งสองแนะนำตัว“พวกเ้าทั้งสองคุกเข่าคารวะท่านอาจารย์!”
“คารวะท่านอาจารย์ใหญ่และท่านอาจารย์ทั้งหลาย”(พร้อมกัน)
ฟานอวี้และหลิวลี้กล่าวแนะนำตัว “ศิษย์แซ่อวี้นามว่า ฟานอวี้ เ้าค่ะ”
“ศิษย์แซ่หลิว นามว่าหลิวลี้ เ้าค่ะ”
เหลียงฟู่จิ้งเอ่ยถามทั้งสอง “เ้าคิดเช่นไรถึงได้อยากมาเรียนหมอ”
อาจารย์เหลียงฟู่จิ้งถามฟานอวี้และหลิวลี้แต่ฟานอวี้ตอบคำถามแทน “ศิษย์อยากรักษาคนไข้ให้หายป่วยเ้าค่ะ”
หลิวลี้ก็ตอบคำถามเหมือนฟานอวี้ “ศิษย์ก็คิดเช่นนั้นเ้าค่ะ”
“ข้ามีสิ่งหนึ่งที่อยากจะถามเ้าหากเ้าต้องรักษาโจรป่าที่ปล้นฆ่ารังแกชาวบ้าน เ้าจะรักษาโจรป่าเ่าั้หรือไม่?"
“ตามจรรยาบรรณแพทย์ไม่ว่าคนไข้จะเป็ใครทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็เชื้อพระวงศ์ขุนนาง ราษฎร์ หรือแม้กระทั่งนักโทษเพราะหน้าที่ของหมอมีหน้าที่รักษาคนไข้ทุกชีวิตเพราะด้วยเหตุนี้ศิษย์ต้องรักษาโจรป่าอยู่แล้วเ้าค่ะ"
เมื่อทุกคนได้ยินกับคำตอบของฟานอวี้รู้สึกไม่พอใจเป็อย่างมาก พากันวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านกับความคิดเห็นของนางอาจารย์เหลียงฟู่จิ้งกล่าวตัดบทและถามฟานอวี้ต่อ “เงียบ ๆ กันก่อน ข้ายังถามไม่จบ!!!”
ทุกคนพากันเงียบกลับมาสงบอีกครั้ง
“แล้วเ้าไม่คิดบ้างหรือหากเ้าโจรป่าชั่วร้ายนั้นหายดีแล้ว จะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายเ้า”
“หน้าที่ของหมอคือรักษาคนไข้เมื่อหายป่วยแล้วก็หมดหน้าที่ของหมอ ต่อจากนี้ไปหากเขาคิดจะทำร้ายศิษย์ซึ่งเป็ผู้รักษาชีวิตของเขานั้นก็เป็เื่ของ์และจิตใต้สำนึกของโจรป่าผู้นั้นแล้วเ้าค่ะ ”
“เหตุใดเ้าถึงได้วางใจโจรป่าผู้นั้น?”
“ไม่ว่าจะโจรป่าหรือผู้ใดก็ตามต่างก็รักชีวิตกันทั้งสิ้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ต่างก็ไม่มีใครอยากเป็คนชั่วร้ายหรอกเ้าค่ะทุกคนก็อยากเป็คนดี แต่บางครั้งชีวิตคนเราก็เลือกเกิดไม่ได้”
เหลียงฟู่จิ้งขมวดคิ้วอย่างสงสัย แม้ฟังยากแต่พอจะจับใจความได้บ้าง“ถ้าให้เลือกล่ะระหว่างชาวบ้านกับโจรป่าเ้าจะรักษาชีวิตผู้ใด?”
“ศิษย์เลือกชีวิตผู้บริสุทธิ์เ้าค่ะหากชาวบ้านรักชีวิตไม่ทำร้ายส่วนโจรป่าหากคิดทำร้ายก็ถือว่าเป็ศัตรูกับหมออย่างศิษย์แน่นอนเพราะหน้าที่ของหมอคือรักษาชีวิต ซึ่งตรงข้ามกันกับการทำร้ายชีวิตศิษย์รักษาได้ก็ไม่ใช่ว่าจะยอมให้ถูกทำร้ายได้เช่นกันหากต้องให้เลือกศิษย์ก็ต้องเลือกชีวิตผู้บริสุทธิ์มาก่อนอันดับแรก เช่นถ้าให้ศิษย์เลือกรักษาระหว่างเชื้อพระวงศ์ที่ข่มเหงราษฎร กับราษฎรที่ถูกรังแกและถูกข่มเหงจากเชื้อพระวงศ์ศิษย์ก็ต้องเลือกรักษาราษฎรอยู่ดีเ้าค่ะ”
เมื่อทุกคนได้ฟังคำตอบของฟานอวี้ถึงกับอึ้งและส่งเสียงคัดค้านไม่พอใจอย่างมากและมีอาจารย์ท่านหนึ่งพูดว่า
“แคว้นลู่สอนพวกเ้าเช่นไรถึงได้มีความคิดฏเยี่ยงนี้!”
ฟานอวี้ได้ยินคำถามก็ยิ้มตอบรับพร้อมอธิบาย
“ที่ศิษย์พูดแบบนี้ไม่ได้มีความคิดเป็ฏเลยเ้าค่ะแค่เปรียบเทียบให้ฟัง ฮ่องเต้ที่ทรงพระปรีชาสามารถนอกจากจะบริหารบ้านเมืองให้อยู่ร่มเย็นเป็สุขแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือรักราษฎรของพระองค์ซึ่งราษฎรก็เปรียบเสมือนลูก ๆ ของพระองค์นั้นเองแม้ต้องเสียสละไม่ว่าเื่ใดก็ตาม คนที่เป็พ่อแม่ยิ่งเป็พ่อแม่ของแผ่นดินก็ย่อมที่จะต้องเสียสละเพื่อลูก!!!รวมไปถึงอนาคตและความสุขของลูกหลานในวันข้างหน้า”
ฟานอวี้อธิบายชัดถ้อยชัดคำด้วยท่าทางน่ารักและตากลมโตสวยของนาง เฉกเช่นเด็กไร้เดียงสาที่อายุแค่เพียง10 หนาว
ทำเอาทุกคนไม่สามารถหาคำโต้แย้งใด ๆได้เลย เพราะสิ่งที่ฟานอวี้คิดและพูดออกมามันดันตรงกับหลักธรรมาภิบาลการปกครองของบรรพบุรุษแคว้นเหลียงนั้นเองทำให้ทุกคนถึงกับอึ้งและเงียบจนไม่มีใครกล้าคัดค้าน
อาจารย์เหลียงฟู่จิ้งชอบใจกับคำเอ่ยบอกของนาง
“ห๊า ๆ ๆ ๆเ้าช่างเปรียบเปรยยิ่งนัก!
เอาล่ะคำตอบของเ้าเป็ที่ถูกใจข้ายิ่งหนัก เมื่อเ้าร่ำเรียนหมอสำเร็จแล้วเ้าจงจำคำของเ้าไว้ให้ดี เพราะบางทีเ้าอาจจะตกอยู่ในเหตุการณ์เช่นนี้ก็เป็ได้!”
ฟานอวี้ไม่เข้าใจในสิ่งที่ เหลียงฟู่จิ้งได้เอ่ยบอกกับนาง
“ศิษย์จะจดจำขึ้นใจเ้าค่ะขอบพระคุณท่านอาจารย์ใหญ่เ้าค่ะ”
“เอาล่ะข้ากล่าวทักทายศิษย์ใหม่เรียบร้อยแล้ว เหมยอิง!”
“เ้าค่ะ ท่านอาจารย์”
“เ้าแนะนำการเรียนวันนี้เถิดข้าขอตัว”
จากนั้นอาจารย์เหลียงฟู่จิ้งเดินทางกลับราชวังที่ประทับของพระองค์
“เอาละทุกคนข้าจะแนะนำอาจารย์ท่านอื่นให้พวกเ้ารู้จักข้าอาจารย์เหมยอิงอาจารย์ประจำโรงหมอฝังเข็มส่วนนี้ท่านอาจารย์หญิงนามว่าชื่อเซียวอี้หลัน (พี่สาวของเซียวอี้เซียว)ประจำโรงหมอสมุนไพร ส่วนท่านอาจารย์ชายท่านนั้นนามว่า ลั่วซือเฟิง(พี่ชายของลั่วซือหยาง) ประจำโรงหมอตรวจโรคส่วนโรงหมอพิษนั้นเป็ท่านอาจารย์ใหญ่ฟู่จิ้งประจำโรงหมอพิษ”
ทุกคนทำความเคารพอาจารย์แต่ละท่าน
“ศิษย์คารวะท่านอาจารย์”
“เอาละ เมื่อพวกเ้ารู้จักท่านอาจารย์กันหมดแล้วต่อไปมาทำความรู้จักศิษย์เอกกันบ้างนี่คือกุ้ยหลิงศิษย์เอกประจำโรงหมอฝังเข็ม ส่วนท่านนั้นนามว่าเซียวอี้เซียวศิษย์เอกประจำโรงหมอสมุนไพร”
เมื่อท่านอาจารย์เหมยอิงกล่าวถึงเซียวอี้เซียวก็หันไปมองแล้วใกับหน้าของศิษย์เอกคนนี้ “เซียวอี้เซียว ตาเ้าเป็อะไร เหตุใดถึงได้เขียวบวมเช่นนี้?”
ลั่วซือหยางรีบตอบแทนสหายคนสนิท “คือว่าเกิดเหตุนิดหน่อยขอรับ ระหว่างเดินทางเข้ามาเรียนที่สำนักท่านอาจารย์อย่าได้เป็ห่วงและกังวลเลยขอรับ”
“เฮ้อ!”
อาจารย์เหมยอิงถอนหายใจคิดว่านางไม่รู้หรือว่าไปมีเื่กับรองหัวหน้าองครักษ์หญิงแห่งแคว้นลู่
“ศิษย์อีกท่านที่กล่าวเมื่อสักครู่มีนามว่าลั่วซือหยางประจำโรงหมอตรวจโรค และศิษย์ท่านสุดท้ายนามว่าหย่งฉี ประจำโรงหมอพิษ”
ฟานอวี้ได้รู้จักอาจารย์และศิษย์เอกประจำโรงหมอต่างๆ นางกลับสนใจโรงหมอพิษที่สุด เพราะพิษนั้นมันท้าทายความสามารถของนางมากแม้ว่าพิษเ่าั้สามารถทำร้ายชีวิตผู้คนแต่ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถรักษาชีวิตได้เช่นกัน นางเลยสนใจด้านนี้เป็พิเศษเพราะฉะนั้นนางต้องเข้าหาอาจารย์ฟใหญ่และศิษย์พี่หย่งฉีเข้าไว้
“เอาละวันนี้เป็วันเปิดเรียนวันแรก พอแค่นี้ก่อนพักทานอาหารเที่ยงกันเสร็จใกล้ต้นยามเว่ย (13.00-15.59 น.)ข้าจะให้พวกเ้าเลือกอุปกรณ์การเรียนของแต่ละคน”
“เ้าค่ะ/ขอรับท่านอาจารย์”
พักเที่ยงที่สำนักโรงฝึกหมอมีอาหารให้นักเรียนทุกคนได้ทานกัน
“ฟานอวี้เ้าตอบคำถามได้ดีมากเลย”
“ขอบคุณศิษย์พี่หย่งฉีเ้าค่ะ”
“ว่าแต่พวกเ้าสนใจเรียนโรงหมอไหนก่อนหรือ?”
“ข้าสนใจโรงหมอพิษนะ”
“ข้าก็เหมือนกัน”
หลิวลี้ตอบเหมือนฟานอวี้ทุกอย่างเนื่องจากหน้าที่ของนางต้องคอยคุ้มกันนาย เพราะเหตุนี้ต้องอยู่ใกล้นายตลอดเวลา
“เ้า! ว่าอะไรนะเ้าสนใจโรงหมอพิษ”
“เ้าค่ะ มีไรหรือเ้าคะ?”
“ก็รับศิษย์ใหม่ทุกปีไม่มีใครอยากจะมาเรียนโรงหมอพิษกันหรอกเพราะว่าวิชานี้ร่ำเรียนยากนัก สอบไม่ผ่านก็ไม่ได้เป็หมอนะสิ!จะมีแต่ขุนนางหรือแม่ทัพบางท่านที่ได้รับพระบัญชาจากฝ่าาให้มาเรียนการใช้พิษบางตัวเท่านั้น!!!เผื่อจะได้เอาไว้ต่อกรกับศัตรูต่างแคว้นที่อยากจะมารุกล้ำแคว้น เหลียงยังไงล่ะ!”
ฟานอวี้ได้ฟังคำกล่าวของศิษย์พี่นางร้อนวิชาขึ้นมาในบัดดล!
“ข้าอยากเรียนอะไรที่เป็ประโยชน์ต่อชาวบ้านและแคว้น ข้าอยากเรียนนะศิษย์พี่”
“ถ้าเ้าชอบด้านการใช้พิษนี้ข้าจะคอยสอนให้เ้าแล้วกัน”
“ขอบคุณศิษย์พี่หย่งฉีเ้าค่ะ”
หย่งฉีรู้สึกถึงชะตากับศิษย์น้องคนนี้อย่างบอกไม่ถูกไม่รู้เพราะสาเหตุใด หรือเพราะน้องสาวของเขาอายุไล่เลี่ยกับนาง ก็อาจเป็ได้!!!
ด้านกุ้ยหลิงศิษย์พี่หญิงเห็นหย่งฉีสนิทสนมกับศิษย์คนใหม่กลับอิจฉาอย่างบอกไม่ถูก
“ก็แค่เด็กน้อยคนหนึ่ง ทำไมเ้าหย่งฉีถึงได้ใส่ใจยิ่งนัก”
แม้ร่างท่านหญิงสี่จะอายุ 13 หนาวแล้วก็ตามแต่ด้วยร่างกายที่อ่อนแอมาั้แ่เกิดเลยทำให้ร่างกายของนางไม่เติบโตเต็มที่เช่นเดียวกับเด็กรุ่นเดียวกันร่างกายเลยเติบโตช้ากว่าวัยอันควร เหมือนจะอายุเพียงแค่ 10 หนาวเท่านั้น!!!