ผู้เฒ่าโม่เห็นเืบนแขนเยี่ยซิงเหอก่อนเห็นกล่องสมุนไพร
เด็กหนุ่มเพิ่งผลักประตูรั้วเข้ามาในยามโหย่วชายชราก็ขว้างกระบอกสุราลงพื้น กระบอกกลิ้งผ่านรองเท้าไปชนขั้นเรือนกลิ่นยาต้มจากครัวถูกกลิ่นเืกลบในทันที
“ข้าบอกให้เก็บรากหญ้า”
“ข้าเก็บมาแล้ว”
“ข้ามิได้บอกให้เอาแขนไปแลก”
เยี่ยซิงเหอวางกล่องไม้ลงบนโต๊ะ “มีบางอย่างอยู่ในนั้นอย่าแตะด้วยมือเปล่า”
ผู้เฒ่าโม่มิได้เปิด เขาจับข้อมือซ้ายของซิงเหอยกแขนดูรอยเขี้ยวสี่จุด เืหยุดไปส่วนหนึ่งเพราะความหนาว แต่ขอบแผลเริ่มคล้ำรอยกรงเล็บบนหน้าอกตื้นกว่า ทว่าชายโครงเดิมบวมขึ้นอีก
“สัตว์ชนิดใด”
“หมาป่าหิมะ ตัวผอม แต่แรงมากกว่าปกติ มีโลหะดำฝังตรงฐานคอ”
“เ้าฆ่ามันหรือไม่”
“ไม่ มันหนีหลังข้าถอนโลหะ”
ชายชรามองเขา“เ้าถอนของไม่รู้จักจากสัตว์คลุ้มคลั่งด้วยมือที่มีแผล?”
“หากไม่ถอน มันจะตายหรือหลุดไปถึงหมู่บ้าน”
“หากมันกัดคอเ้า หมู่บ้านก็ยังอยู่เพียงมีคนโง่น้อยลงหนึ่งคน”
ถ้อยคำรุนแรง แต่ปลายนิ้วผู้เฒ่าโม่ซึ่งกดข้างแผลเบามาก
เยี่ยซิงเหอไม่เถียงเขารู้ว่าการกลับมาได้มิได้ทำให้การตัดสินใจทั้งหมดถูกต้อง เขาเห็นจุดอ่อนสัตว์ใช้ภูมิประเทศ และควบคุมพลังได้ชั่วพริบตา ทว่าก็ทิ้งเื ทิ้งรอยฝ่ามือและใช้เวลานานพอให้ผู้ใดบนเขาตามกลิ่นพบ
ผู้เฒ่าโม่พาเขาเข้าเรือน ต้มน้ำ ล้างแผลด้วยสุราแล้วใช้เข็มเงินแตะเืรอบรอยเขี้ยว เข็มไม่ดำ ชายชราจึงผ่อนลมหายใจเพียงเล็กน้อย
“โลหะมิได้ส่งพิษเข้าฟันสัตว์”
“มันทำให้หมาป่าตามดวงตรา”
“เ้ารู้ได้อย่างไร”
“ข้าโยนเสื้อ มันไม่ตาม ขว้างหิน มันไม่มองแต่ทุกครั้งที่รอยบนหลังร้อน มันรู้ตำแหน่งข้า”
ผู้เฒ่าโม่พันแผลใหม่ “ใช้ปราณหรือไม่”
“สองครั้ง”
“สำเร็จกี่ครั้ง”
“ครั้งเดียว”
“ราคา”
เยี่ยซิงเหอกางมือขวา ข้อมือบวม นิ้วกลางสั่นเมื่อพยายามเหยียด“พลังย้อนกลับ ข้อมือกับข้อศอกเจ็บ รอยบนหลังร้อนสองลมหายใจ”
“ร่องรอย”
“ฝ่ามือสีทองบนต้นสน ข้าขูดเปลือกและฝังไว้”
“พยาน”
เขานึกถึงเสียงโลหะเคาะหิน “ไม่เห็นคนแต่ก่อนลงเขามีเสียงจาก้า”
ผู้เฒ่าโม่ผูกปมผ้าพันแผลแน่นขึ้นจนเยี่ยซิงเหอสะดุ้ง
“นี่คือผลการทดสอบของเ้า” ชายชรากล่าว “เ้ามีพลังแต่ยังไม่รู้ว่าเมื่อใช้แล้วผู้ใดจะได้กลิ่น เ้าชนะสัตว์หนึ่งตัวแต่เปิดทางให้คนตามหนึ่งสาย”
“หากข้าไม่ใช้ ข้าคงพามันลงหมู่บ้าน”
“ข้าไม่ได้บอกว่าเ้าควรปล่อยให้มันกัดข้าบอกว่าชัยชนะมิได้ลบสิ่งที่ตามมา”
เยี่ยซิงเหอมองกล่องไม้ “สิ่งที่ตามมาอาจอยู่ในนั้น”
“ก่อนเปิด ข้าต้องรู้ว่ามีอะไรติดกลับมากับเ้าอีก”
ผู้เฒ่าโม่ให้เขานั่งบนเสื่อ หันหลังเข้าหาแสงตะเกียงชายชราใช้เข็มเงินสามเล่มแตะตามแนวข้อมือ ข้อศอก และหัวไหล่ มิได้แทงลึกเพียงวางปลายให้ััผิว
“รวบพลังเท่าที่ใช้ผลักต้นสน”
“ท่านเพิ่งบอกว่าข้าเปิดทางให้คนตาม”
“ในเรือนนี้มีขี้เถ้ากลบกลิ่น มีผนังดินและมีข้าคอยตบเ้าให้หยุด ต่างจากกลางูเาที่เ้าประกาศตนกับต้นไม้ทุกต้น”
เยี่ยซิงเหอปล่อยลมหายใจ นึกถึงจังหวะซึ่งหมาป่ากระโจนเขาไม่พยายามผลักสิ่งใด เพียงรอให้ความ้าปกป้องทางลงเขาชัดขึ้น
ปราณทองมิได้มา
เข็มทั้งสามนิ่ง
“เพราะตอนนี้ไม่มีผู้ใดตกอยู่ในอันตราย” เขากล่าว
“หรือเพราะร่างเ้าใช้ส่วนที่รับได้ไปแล้ว”
ผู้เฒ่าโม่ให้เขากำมือซ้าย เจ็บจนแรงหายไปครึ่งหนึ่งจากนั้นให้หายใจตามวิธีทั่วไป ปราณในอากาศยังไม่เข้าสู่เส้นแต่เข็มตรงหัวไหล่สั่นเบา ๆ ทุกครั้งที่ลมหายใจผ่านอก
“พลังค้างอยู่ตรงใด”
เยี่ยซิงเหอหลับตา “หลังหัวใจ เส้นเล็กกว่าคืนก่อน”
“ลองแตะ ไม่ต้องดึง”
เขาทำตาม ความร้อนผุดเพียงจุดเดียว เข็มที่ข้อมือไม่ขยับเข็มตรงข้อศอกเอียง ส่วนเข็มที่หัวไหล่เปลี่ยนเป็สีทองตรงปลาย
ผู้เฒ่าโม่ถอนทั้งหมดทันที
“พลังไม่เดินตามเส้นทางเดิมทุกครั้ง” ชายชรากล่าว“เมื่อคืนมันผ่านช่องว่าง วันนี้มันกองอยู่ใกล้าแ หากเ้าบังคับใช้ซ้ำมันอาจฉีกทางใหม่ผ่านเนื้อแทนเส้นปราณ”
“ข้าจึงยังไม่ใช่ผู้รวบรวมปราณ?”
“เ้ากำลังเริ่มรวบรวม แต่รากฐานยังไม่รู้ว่าจะวางตรงใดเรียกตนว่าอะไรก็ไม่ช่วยให้ข้อมือหายบวม”
เยี่ยซิงเหอมองปลายเข็มสีทอง “อย่างน้อยผลครั้งนี้ชัดกว่าศิลา”
“ชัดว่าหากใช้พลังเหมือนท่ากระบี่ซึ่งฝึกแล้วเ้าอาจทำแขนตนพิการก่อนฟันผู้ใด”
ชายชราใช้ผ้าห่อเข็มแยกจากเครื่องมืออื่นสีทองตรงปลายไม่จางทันทีนั่นหมายความว่าร่องรอยจากเขาเกาะวัตถุได้นานกว่าที่เห็นบนผิว
ทั้งสองมองกล่องไม้พร้อมกัน
เศษโลหะในนั้นอาจติดร่องรอยกลับมาเช่นเดียวกัน
ผู้เฒ่าโม่เลื่อนกล่องออกห่างจากเตา เขาโรยขี้เถ้าเป็วงบนโต๊ะวางถ้วยน้ำเกลือสี่ใบตามมุม แล้วใช้คีมเหล็กเปิดฝา
กลิ่นคาวเย็นแผ่ออกทันที
ผ้าสามชั้นรอบเศษโลหะดำชื้นด้วยของเหลวคล้ายเืทั้งที่ตอนเก็บมันแห้งแล้ว รอยหยดเืบนผิวโลหะสว่างแดงจาง ๆเมื่อหันมาทางเยี่ยซิงเหอ
“ถอยหลัง” ผู้เฒ่าโม่สั่ง
เด็กหนุ่มถอยหนึ่งก้าว แสงแดงลด
ชายชราหมุนคีมให้เศษโลหะชี้ไปทางอื่น มันไม่ตอบเตาไม่ตอบเข็มเงิน ไม่ตอบเืหมาป่าบนผ้า กลับสั่นเมื่อปลายหันสู่กลางอกซิงเหอ
“มันมิได้เลือกสัตว์” เยี่ยซิงเหอกล่าว“สัตว์เป็เพียงขาให้มันเดิน”
“และเป็ปากให้มันกัดจนเืเ้าตก”
ทันทีที่คำว่าเืสิ้นสุดของเหลวบนผ้าก็ไหลเป็เส้นบางออกจากกล่อง มันผ่านขี้เถ้าโดยไม่ทำให้เปียกมุ่งตรงหาแผลบนแขนเยี่ยซิงเหอ
ผู้เฒ่าโม่พลิกถ้วยน้ำเกลือ
น้ำกระจายขวาง เส้นดำบิดหนีราวงู เจาะเข้าเนื้อโต๊ะแล้วโผล่อีกด้านใกล้ปลายนิ้วเด็กหนุ่ม
เยี่ยซิงเหอยกมือหลบ รอยเสี้ยวดาวร้อนขึ้นปราณสีทองผุดใต้ผิวโดยไม่เรียก
เศษโลหะในคีมสั่นแรง
“อย่ารวบปราณ!”
“มันกำลังดึงเอง”
“เช่นนั้นอย่าตอบ”
ผู้เฒ่าโม่ทิ้งคีมทั้งชิ้นลงหม้อดินเปล่า ปิดฝาแล้วคว่ำโต๊ะเตี้ยทับ เส้นดำบนโต๊ะขาดจากต้นทางแต่ส่วนซึ่งเลื้อยออกมาแล้วยังมุ่งหาเยี่ยซิงเหอ
เด็กหนุ่มคว้าถ้วยน้ำเกลือใบสุดท้ายสาดใส่ มันชะงักเพียงพริบตาเขาเห็นว่าความดำมิได้อยู่ในน้ำ แต่อยู่ในเงาซึ่งน้ำทอดบนพื้น
“ตะเกียง!” เขาะโ
ผู้เฒ่าโม่เข้าใจทันที ชายชรายกตะเกียงจากผนังวางต่ำแสงสองทางทำให้เงาแตกเป็สองส่วน เส้นดำลังเล ไม่รู้จะตามเงาใด
เยี่ยซิงเหอใช้แผ่นทองแดงเงาจากชั้นยาสะท้อนแสงเพิ่มเงาแตกอีกครั้ง
ผู้เฒ่าโม่โปรยขี้เถ้าร้อนทับทั้งหมด
เสียงฉ่าดังใต้พื้น กลิ่นเหม็นคล้ายเืเก่าถูกเผาเส้นดำบิดอยู่สามครั้งแล้วหยุด
เรือนกลับเงียบ เหลือเพียงเสียงหายใจของคนสองคน
“มันเปลี่ยนทางตามเงา” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“มันตามที่ซ่อน มิใช่สิ่งที่แสงเปิดเผย”
“ท่านเคยเห็น”
ผู้เฒ่าโม่ยกโต๊ะออกจากหม้อดิน ฝายังสั่นเบา ๆชายชราใช้ลวดทองแดงรัดรอบปากหม้อสามชั้น แล้วนำไปวางในเตาซึ่งไม่มีไฟ
“เคยเห็นวิธีคล้ายกัน”
“จากคนที่ท่านเคยต่อสู้?”
“เ้ากำลังถามเร็วกว่าชีพจรตน”
“เพราะท่านตอบช้ากว่าศัตรู”
ถ้อยคำนั้นทำให้ผู้เฒ่าโม่หยุด ชายชรานั่งลงฝั่งตรงข้ามกล่องสมุนไพรคั่นระหว่างทั้งสองเหมือนหลักฐานในคดี
“ก่อนถามเื่พวกมัน จำกฎสามข้อ”
เยี่ยซิงเหอไม่ชอบการเปลี่ยนเื่ แต่ยอมฟัง
“ข้อแรก ห้ามรวบปราณสีทองต่อหน้าคนนอก ไม่ว่าจะถูกดูถูก ท้าทายหรือบีบให้พิสูจน์สิ่งใด”
“หากต้องช่วยคน?”
“เลือกวิธีอื่นก่อน หากไม่มีทางจงรู้ว่าหลังใช้ต้องพาคนเ่าั้หนีด้วย เพราะศัตรูจะตามรอยเ้าไปหาเขา”
“ข้อสอง”
“หากรอยบนหลังร้อนเกินสามลมหายใจ ให้ตัดการรวบรวมทันทีต่อให้กำลังชนะ”
“เหตุใดต้องสาม”
“วันนี้ครั้งหนึ่งเ้าร้อนสองลมหายใจแล้วยังกลับมาได้ครั้งที่สามอาจเปิดผนึกชั้นนอก หรือเผาความทรงจำบางส่วนเราไม่มีค่ายกลเหลือพอทดลองราคา”
เยี่ยซิงเหอขมวดคิ้ว “ท่านรู้ว่าดวงตราเผาความทรงจำ?”
“ข้ารู้ว่าพลังซึ่งกักสิ่งมากเกินร่างย่อมหาที่จ่ายไม่มีสิ่งใดให้เ้ายืมโดยไม่ทวงคืน”
ยังเป็คำตอบครึ่งหนึ่ง แต่อย่างน้อยมีเหตุให้เขาเลือก
“ข้อสาม”
“หลังใช้ปราณ อย่ากลับทางเดิม อย่าแตะผู้ใดด้วยมือที่ยังมีแสงและอย่าเก็บสิ่งซึ่งตอบพลังกลับบ้าน”
สายตาทั้งสองเลื่อนไปยังหม้อดินพร้อมกัน
เยี่ยซิงเหอกล่าว “ข้อสุดท้ายท่านควรบอกก่อนส่งข้าขึ้นเขา”
“ก่อนวันนี้ข้าไม่รู้ว่าพวกมันฝังตัวติดตามในสัตว์”
“ท่านยอมรับว่าไม่รู้ได้ด้วยหรือ”
“นาน ๆ ครั้ง เพื่อมิให้เ้าหลงคิดว่าข้าเป็เทพ”
คำประชดไม่อาจกลบความจริง ผู้เฒ่าโม่มิได้ควบคุมทุกอย่างศัตรูมีวิธีซึ่งชายชราไม่เคยเห็น และกำลังเปลี่ยนสัตว์บนูเาให้เป็เครื่องมือ
เยี่ยซิงเหอหยิบรากหญ้าขมขาวสามรากออกจากกล่อง “ชื่อของนิกาย”
ผู้เฒ่าโม่มองหม้อดิน“ชื่อทำให้คนกลัวได้เพียงเมื่อไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าพวกมันทำอะไร”
“ข้าเห็นแล้วว่าพวกมันใช้เื ใช้เงา และใช้สัตว์”
“นั่นยังเป็เพียงปลายนิ้ว”
“เช่นนั้นบอกชื่อเ้าของมือ”
ชายชราเงียบจนเสียงต้มยาในหม้อข้างครัวเดือดผู้เฒ่าโม่ลุกไปลดไฟ กลับมาพร้อมถ้วยยา แล้ววางตรงหน้าเยี่ยซิงเหอ
“ดื่ม”
“ตอบ”
“ดื่มก่อน เ้าจะได้มีแรงผิดหวัง”
เด็กหนุ่มยกถ้วย ยาขมจนลิ้นชา เขาดื่มหมดโดยไม่ละสายตา
ผู้เฒ่าโม่จึงกล่าว “นิกายโลหิตทมิฬ”
ชื่อนั้นมิได้ดัง ไม่สั่นะเืเรือนแต่หม้อดินในเตากลับหยุดสั่นราวสิ่งข้างในกำลังฟัง
“พวกมัน้าดวงตรา?”
“พวกมัน้าทุกสิ่งซึ่งเปลี่ยนเป็อำนาจได้ เืของคนความกลัวของหมู่บ้าน ชีวิตของสัตว์ หรือความลับในร่างเ้าล้วนเป็วัตถุดิบในสายตาพวกมัน”
ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้คีบเติมถ่านรอบหม้อดินโดยไม่จุดไฟ“อย่าหลงคิดว่านิกายคือคนคลุมดำกลุ่มหนึ่งซึ่งฆ่าแล้วเื่จบ พวกมันใช้ผู้เดินสารใช้ผู้ซื้อขาย ใช้คนซึ่งไม่รู้ว่าของในมือทำอะไรบางคนเชื่อว่ากำลังรักษาผู้ป่วยด้วยเืสัตว์ บางคนเชื่อว่ากำลังปกป้องหมู่บ้านตนโดยส่งภัยไปบ้านอื่น”
“คนสองคนเมื่อเช้ารู้หรือไม่ว่ารับใช้สิ่งใด”
“คนตัวสูงรู้มากพอจะหยุดเมื่อเห็นข้าส่วนคนไหล่กว้างรู้เพียงคำสั่งกับรางวัล ผู้ใดอันตรายกว่ากันยังตอบไม่ได้”
เยี่ยซิงเหอนึกถึงคนทั้งสองที่ไม่พยายามจับตัวเขาพวกมันเลือกยืนยันข่าวแล้วถอย เพราะหน้าที่สำคัญกว่าความโกรธนั่นทำให้ศัตรูน่ากลัวกว่าคนบ้าซึ่งพุ่งเข้าใส่ทุกครั้ง
“พวกมันจะกลับมาอย่างไร”
“ไม่กลับด้วยวิธีเดิม เมื่อรู้ว่าหมู่บ้านระวังประตูพวกมันจะใชู้เา เมื่อรู้ว่าข้าปัดลูกธนูได้พวกมันจะใช้สิ่งที่บังคับให้ข้าปกป้องหลายด้าน เมื่อรู้ว่าเ้าตอบพลังทอง…”
ชายชรามองหม้อดิน
“พวกมันจะทำให้เ้าต้องเลือกใช้เอง”
หมาป่าบนเขามิใช่เพียงนักล่า มันคือคำถามซึ่งศัตรูวางไว้หากเยี่ยซิงเหอตาย พวกมันกำจัดสิ่งที่ตามหา หากเขารอดด้วยพลัง พวกมันได้คำยืนยันไม่ว่าทางใด คนวางกับดักก็รับประโยชน์
“เช่นนั้นคราวหน้า ข้าต้องชนะโดยไม่ตอบคำถามของมัน”
“หรือเปลี่ยนคำตอบให้มันอ่านผิด” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“กำลังอย่างเดียวช่วยเ้าไม่ได้ ต้องรู้ว่าฝ่ายตรงข้าม้าข้อมูลใด”
“ท่านเคยต่อสู้กับพวกมันที่ใด”
“ไกลจากโม่เหอ”
“เมื่อใด”
“ก่อนเ้าจะเดินได้”
“ผู้ใดชนะ”
ผู้เฒ่าโม่หัวเราะโดยไม่มีความขำ “หากข้าชนะเด็ดขาดเ้าคงไม่พบตราของมันบนูเาวันนี้”
“ท่านแพ้?”
“ข้ารอด ส่วนคนบางคนไม่รอด คำว่าชนะจึงไม่มีประโยชน์นัก”
นี่เป็ครั้งแรกที่ชายชรายอมรับตรง ๆว่าเคยอยู่ในศึกเดียวกับนิกาย ผู้เฒ่าโม่ยังไม่บอกตัวตน ไม่บอกว่าปกป้องผู้ใดและไม่บอกว่าทำไมศัตรูจึงรู้จักแซ่เยี่ย แต่กำแพงระหว่างทั้งสองมีรอยแตกเพิ่มขึ้น
เยี่ยซิงเหอมองหม้อดิน “ทำลายมันได้หรือไม่”
“ได้ แต่ก่อนทำ เราต้องรู้ว่ามันส่งสิ่งใดออกไปแล้ว”
“หากมันรายงานตำแหน่ง?”
“พวกมันรู้ว่าเ้าอยู่โม่เหออยู่แล้ว”
“หากรายงานว่าข้ารวบรวมปราณได้?”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบ
ความเงียบครั้งนี้คือคำตอบ
* * *
บนไหล่เขาซึ่งห่างออกไปหลายลี้ชายเสื้อคลุมดำถอนเข็มจากผงเปลือกสน
ปลายเข็มเคลือบสีทองเพียงครึ่งหนึ่ง สีทองนั้นจางลงทุกขณะแต่พอให้รอยหยดเืบนด้ามตอบแสงแดง
ชายผู้นั้นวางเข็มบนแผ่นไม้บาง จารเครื่องหมายสองบรรทัดแล้วม้วนใส่กระบอกดำ กระบอกใบแรกซึ่งส่งเมื่อเช้ายืนยันเพียงว่าเด็กยังมีชีวิต
กระบอกใบนี้ยืนยันสิ่งสำคัญกว่า
พลังมิได้หลับอีกแล้ว
เขาผูกสารกับขานกดำ ปล่อยขึ้นเหนือแนวสนก่อนกล่าวกับเงาซึ่งยืนอยู่หลังหิน
“รายงานท่านจ้าว เยี่ยซิงเหอตื่นแล้ว”