The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๔๑ ตัวป่วน

            ไม่ถึงสองชั่วโมงวิฬาร์ก็ป่วนไปทั่วทั้งสนามจนได้คะแนนสังหารมา 80 แต้มอย่างง่ายดาย

            เขาเดินย่องอย่างระมัดระวังเหมือนเดิมลอบฟังเสียงความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างตั้งใจ ไม่นานนัก ก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาจากด้านขวาพร้อมกับเสียงหญ้าแหวกลู่ดังมาจากหลายด้าน บอกให้รู้ว่ามีศึกใหญ่อยู่ไม่ไกล

            “ผู้เล่นวิฬาร์พบไกรสรราชสีห์ เลเวล 60 (30 แต้มสังหาร)”

            สัตว์ตระกูลสิงห์ตามวรรณคดีไทยกายสีขาวผ่องทั่วทั้งตัว มีหงอนรูปเหลี่ยมคมสีทองอร่าม เขี้ยวโค้งขาวราวมุกแก้วตัวหนึ่งผลุบๆโผล่ๆ ขึ้นลงในดงหญ้าห่างออกไปราวสี่สิบเมตรพร้อมกับวงล้อมของผู้เล่นกว่าสิบคนที่วิ่งสลับไปมาเพื่อกลุ้มรุมทำร้ายสัตว์อสูรตรงหน้า

            ผู้เล่นสี่คนที่รุมมันอยู่ในระยะประชิดบ้างก็ใช้ธนู บ้างก็ใช้ดาบ โจมตีใส่มันอย่างดุเดือดแต่แล้วก็มีคนหนึ่งเสียท่าให้จนได้

            ไกรสรราชสีห์พ่นลำแสงสีเงินยวงอัดเข้าตรงหน้าผู้เล่นคนหนึ่งเต็มเปา

            ผู้เล่นผู้โชคร้ายที่โดนโจมตีทรุดร่างลงกับพื้นอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้มือสองข้างที่ถือคทาเวทมนตร์ร่วงผล็อยลงข้างลำตัว สองตาเหม่อลอยไปไกลแสนไกล  สมองว่างเปล่าเพราะโดนชำระล้างด้วยเวทมนตร์ที่บริสุทธิ์ที่สุดในเกม

            สุคติเวท

            เวทมนตร์ที่น่าปวดหัวสายหนึ่งของเกม

            สุคติเวทนั้นมีเวทมนตร์บางบทที่ใช้จิตวิญญาณโดยตรง ทำให้ไม่ค่อยส่งผลด้านกายภาพนักคนที่โดนเข้าไป แปดในสิบคนมักรอดตายถ้าแก้ไขทัน

            แต่ส่วนที่รับมือยากก็คือมันส่งผลต่อการตอบสนองของร่างกาย เป็นต้นว่าทำให้ชะงัก หมดสติหรือเกิดความรู้สึกสงบใจจนอยากหยุดการฆ่าฟัน ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าโดนเข้าไปแล้วมักจะทำให้เกิดการชะงักงันหรือทำอะไรพิลึกๆ ขึ้นมา และสุดท้าย ก็ทำให้เสียจังหวะในขณะต่อสู้ และตายอยู่ดี

            และตอนนี้ชายผู้โชคร้ายที่โดนพลังชำระล้างสมองก็นั่งนิ่งเป็นพระพุทธรูปเขาที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้จึงถูกไกรสรราชสีห์งับเข้าให้แล้วกัดจนขาดครึ่งในคำเดียว เลือดสาดกระจายเป็นทาง

            คนอื่นที่เห็นภาพอนาถตาตรงหน้าถึงกับชะงักไปชั่วขณะท่าทีเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ฉายแววตกใจลนลานแต่คล้ายว่าหัวหน้ากลุ่มของพวกเขาจะดึงสติกลับมาได้ทัน

            เจ้าตัวร่ายมรณเวทประเภทตรึงการเคลื่อนไหวใส่สัตว์อสูรทำให้มันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเร่งตะโกนสั่งการให้คนอื่นรีบลงมือ

            แม้ว่าระบบจะแจ้งว่าไม่สามารถตั้งปาร์ตี้เพื่อแบ่งค่าประสบการณ์ได้แต่ก็ยังมีผู้เล่นบางกลุ่มที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่แรก จับกลุ่มกันด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจช่วยกันล้อมล่าและจับกลุ่มฆ่าสัตว์อสูรอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยกันปั่นแต้มสังหารให้ทุกคนผ่านการคัดเลือกไปพร้อมกัน

            เขามองกลุ่มคนเบื้องหน้าด้วยความชื่นชม

            แต่ในเมื่อทุกคนช่วยเหลือจับกลุ่มกันมากว่าสองชั่วโมงเขาเดาว่าแต่ละคนก็คงจะมีคะแนนตุนกันไว้ไม่น้อยอยู่แล้วต่างกับตัวเองที่ตอนนี้ยังขาดอยู่อีก 20 แต้ม ถ้ายังไงละก็ เจ้าไกรสรราชสีห์ที่บาดเจ็บตัวนี้เขาขอก็แล้วกัน

            เปรี้ยง!

            ไม้กายสิทธิ์เสกบอลไฟยิงเข้าไปแบบไม่ดูตาม้าตาเรือใส่ไกรสรราชสีห์เพื่อดึงความสนใจพร้อมทั้งเผาป่าเพื่อบดบังทัศนวิสัยไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าเขาเป็นใคร มายาเวทบิดทรรศน์มรณเวทตรึงการเคลื่อนที่ ดาราเวทลดค่าสถานะทั้งหมดพากันตบเท้าลงสนามอย่างพร้อมเพรียง

            ก่อนจะเสกศรเวทลมขึ้นอีกหกดอกแยกย้ายกันโจมตีใส่ผู้เล่นที่เขาหมายตาไว้แต่แรกสามคนในทิศทางที่แตกต่างกัน

            “แม่งเอ้ยเราถูกลอบโจมตี!”

            “มาจากทางซ้าย!”

            “ทางขวาก็มี!”

            “ข้างหลังจะไม่ไหวแล้ว!” เสียงโหวกเหวกดังออกมาจากกลุ่มควันจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์วิฬาร์ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างยินดีที่แผนการของตัวเองได้ผลคงไม่มีใครคิดหรอกว่าผู้เล่นที่มีเลเวลไม่เกิน 40 ในสนามทดสอบแห่งนี้จะสามารถร่ายเวทและกระทำเรื่องราวทั้งหมดแบบนั้นได้ด้วยตัวคนเดียว

            ส่วนสัตว์อสูรที่ถูกลอบยิงจนบาดเจ็บก็พุ่งทำร้ายผู้เล่นใกล้ตัวเพื่อระบายแค้นจนเลือดท่วม มันสั่งให้เสาแสงสี่ห้าต้นพุ่งพรวดขึ้นมาจากพื้นเพื่อโจมตีทีเผลอทำเอาผู้เล่นสองคนที่อยู่ใกล้แตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง

            แต่วิฬาร์ยังไม่หยุดเท่านั้นเขาลอบโจมตีเพื่อเรียกความสนใจจากสัตว์อสูร พลางค่อยๆดึงมันให้วิ่งตามเขามาตามทิศทางที่กำหนด

            ทั้งสามกลุ่มเหมือนกับกำลังเล่นรถไฟโดยมีวิฬาร์เป็นหัวรถจักรที่คอยสับรางเลี้ยวหลบซ้ายทีขวาทีอย่างช่ำชองบางทีเมื่อผู้เล่นโชคร้ายกลุ่มนั้นวิ่งเข้ามาใกล้ เขาก็ใช้มรณเวท เสกเงาเวทขึ้นเพื่อล่อหลอกและเพราะมีฝุ่นควันจากการระเบิดของเวทมนตร์บดบังทัศนวิสัยพวกนั้นจึงไม่ทันสังเกตว่าคือร่างเงาลวง ถูก เบี่ยงเบนความสนใจจนหลงทิศผิดทาง

            เขาซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้บ้างในพงหญ้าบ้าง พลางปาเวทย้อนกลับไปใส่เจ้าสิงห์ตัวนั้น ส่วนกลุ่มผู้เล่นก็พยายามดึงความสนใจมันกลับไปพลางโจมตีใส่อีกหลายชุดเพื่อรีบปิดงานแต่พอพวกเขาได้จังหวะโจมตีใส่ไกรสรราชสีห์ทีไรจะถูกศรเวทของวิฬาร์ยิงใส่จนเสียจังหวะทุกทีเป็นเหตุให้ยิ่งสู้ก็ยิ่งบาดเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ

            คนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มผู้เล่นคนนั้นตะโกนอะไรบางอย่างให้กลุ่มของเขาฟังวิฬาร์เห็นดังนั้นก็เดาได้ว่ากลุ่มผู้เล่นคงเริ่มจะหมดความอดทนกับเขาแล้วตอนนี้คงจะส่งคนมาสักสองสามคน เพื่อคิดบัญชีกับเขาก่อนเพราะแค่สัตว์อสูรที่บาดเจ็บเพียงตัวเดียว ใช้ผู้เล่นสี่ห้าคนก็พอจะยื้อเวลาเอาไว้ได้สักครู่

            “สายเกินไปแล้ว”

            เขายิ้มกริ่มเมื่อลากทุกคนมาถึงเป้าหมายที่เขาหมายตาเอาไว้แต่แรก

            วิฬาร์หยิบหอกไม้ระดับDออกมาจากหน้าต่างระบบ ร่ายเวทธาตุมืดประทับลงไปก่อนเงื้อขึ้นเหนือหัวเล็งไปยังกลางลำตัวที่เป็นเป้าใหญ่ที่สุดของสัตว์อสูรที่หันรีหันขวางต่อสู้กับผู้เล่นอยู่ตรงหน้าแล้วร่ายเวทลมขึ้นมาหนุนเพื่อเพิ่มความเร็วของหอกเวท ก่อนจะปาไปด้วยความเร็วสูง

            เวทมนตร์แต่ละธาตุมีจุดเด่นของมันเองที่แตกต่างกันและนี่ คือหน้าที่ของจอมธาตุเวทที่จะต้องเลือกสรรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ไม่ต่างจากการผสมสูตรเคมีเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

            ธาตุสายฟ้านั้นมีพลังปะทุสูงร่ายได้รวดเร็ว แสดงผลว่องไว อีกทั้งยังสามารถสตันเหยื่อได้เป็นระยะเวลาหนึ่งเหมาะกับการใช้งานแบบฉับไว หรือในระยะใกล้

            ต่างจากธาตุลมที่สามารถช่วยเพิ่มความเร็วโดยรวม พยุงน้ำหนักกลางอากาศ เสริมระยะและกระจายการโจมตีแบบหมู่

            ตอนนี้วิฬาร์ต้องเล่นศึกระยะไกลด้วยการจูงจมูกสัตว์อสูรเขาจึงเลือกใช้เวทลมเสริมระยะโจมตีให้กับหอกเวทแทนที่จะใช้สายฟ้าจุดปะทุแบบที่เคยทำ

            หอกเวทพุ่งหลาวมาจากระยะสามสิบเมตรแทงสวบเข้าที่สะโพกหลังของมันจนจมไปครึ่งเล่ม ไกรสรราชสีห์คำรามเสียงก้องสองตาแดงฉานบ่งบอกถึงความโกรธเกรี้ยวของมัน

            มันไม่สนการตอดเล็กตอดน้อยของกลุ่มผู้เล่นพวกนั้นอีกแล้วตอนนี้เป้าหมายที่มันชิงชังที่สุดก็คือวิฬาร์ที่ลอบทำร้ายมันอยู่วงนอกมาตลอดแต่เพราะไม่เห็นตัว จึงใช้การโจมตีแบบกวาดลาน สาดออกจากทุกทิศทางพาให้กลุ่มผู้เล่นที่ล้อมมันอยู่โดนหางเลขไปด้วย ส่วนตัวมันเองก็ฟื้นพลังชีวิตขึ้นมาชุดใหญ่บาดแผลสมานตัวเร็วขึ้นหลายเท่า

            ทันทีที่เขาปาหอกเวทเล่มนั้นออกไปโดนสัตว์อสูรวิฬาร์ก็หันหลังแล้ววิ่งหน้าตั้ง อ้อมบ่อโคลนที่เขาเข้าไปติดในตอนแรกไปทางด้านข้างแล้วไปยืนจังก้าอยู่อีกฟากหนึ่ง พลางยิงศรเวทอีกสามสี่ดอก ทำทีเป็นโจมตีอย่างมันมือเปิดตัวให้เห็นกันแบบจะจะ

            ไกรสรราชสีห์และผู้เล่นกว่าสิบคนต่างถูกโทสะเข้าครอบงำวินาทีนี้ทั้งหมดเหมือนจะร่วมมือกันชั่วคราวเพื่อกันคนวงนอกอย่างวิฬาร์ออกไปจากเวทีการต่อสู้ของทั้งสอง

            ทั้งหมดวิ่งทะยานมาหาเป้าหมายที่เด่นชัดที่สุดอย่างวิฬาร์ที่ห่างออกไปไม่มากคนที่มีทักษะระยะไกลอย่างธนูหรือเวทมนตร์สายนั้น ก็ง้างใส่แบบไม่ยั้งส่วนคนที่มีทักษะระยะประชิดก็พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วหมายจะจับวิฬาร์กดลงกับพื้นแล้วซัดหน้าสักสามสี่ครั้ง กะจะถุยน้ำลายใส่แล้วแหกปากบอกว่าห้าวนักก็แดกตีนกูนี่

            ไกรสรราชสีห์นำหน้าผู้เล่นสายประชิดอีกหกคนตามหลัง

            สวบ

            เพราะมีพุ่มหญ้าและฝุ่นควันบดบังทุกคนจึงไม่ทันเห็นบ่อโคลน แต่มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาสักเท่าไหร่ ทุกคนพร้อมใจกันโดดลงมาแล้วออกลุยตรงเข้าหาวิฬาร์อย่างบ้าคลั่ง

            หัวหน้ากลุ่มพาผู้เล่นอีกห้าคนที่เหลือมุ่งเข้าหาเป้าหมายหันไปตะโกนบอกเพื่อนอีกคนที่ตามมาติดๆ ให้ใช้อาณาเขตน้ำแข็งเปลี่ยนพื้นที่โคลนตรงนี้ให้เป็นพื้นที่เหยียบย่างได้ชั่วคราว

            แต่มีหรือวิฬาร์จะยอม

            การสั่งใช้เวทมนตร์ตรงหน้าวิฬาร์ก็เหมือนตะโกนบอกว่าไพ่ในมือมีอะไรบ้าง

            ยังไม่ทันที่เพื่อนคนนั้นจะพูดคำว่าอาณาเขตเวทวิฬาร์ก็ชิงตัดหน้าก่อน

            เวทมนตร์ธาตุน้ำแข็งระดับล่างกรงเวท

            ผู้เล่นชุดหลังที่เพิ่งจะก้าวเท้าลงบ่อโคลนได้ไม่กี่ก้าวถูกกรงเวทน้ำแข็งหุ้มเอาไว้จนร่างกายติดสถานะน้ำแข็งกัดทำให้เคลื่อนไหวได้ช้าลงกว่าเดิม 10%

            แต่คอมโบของวิฬาร์ยังไม่หมดเท่านั้น

            ดาราเวทระดับล่างบทเสาร์ เมื่อตะวันลากลับ เมื่อจันทร์ดับลับหาย รัตติกาลย่างกราย ดินแดนอนธการ*

            [*อนธการ(อน-ทะ-กาน) ความมืด]

            ดาราเวทแบ่งเป็นสายย่อยเจ็ดสายตามดวงดาวบนฟ้าบทเสาร์ คือบทแห่งคำสาป ทันทีที่วิฬาร์เอ่ยถ้อยคำนี้ภายในใจจนจบในแอ่งโคลนก็ปรากฏแสงสีดำทะมึนฉายวาบลงมาจากฟ้า เวทมนตร์ก่อตัวขึ้นราวเขม่าดำ ก่อนจะดับแสงในคลองจักษุของทุกคนอาณาเขตไปจนสิ้น

            เมื่อตาบอดชั่วขณะทุกคนต่างก็แตกตื่นจนรับมือไม่ถูก การโจมตีพุ่งเฉี่ยววิฬาร์อย่างสะเปะสะปะที่หนักหน่อยถึงกับยิงเวทโดนกันเองเหลือแต่สัตว์อสูรตัวนั้นที่หักล้างเวทมนตร์ของวิฬาร์ได้ทันมันจึงยังเล็งเป้าหมายได้เช่นเดิม

            ทว่าวิฬาร์ยังมีท่าตามหลังเขาคุกเข่าลง เอามือขวาแตะลงไปที่บ่อโคลนเบื้องหน้า ยิ้มกริ่มด้วยความย่ามใจแต่เมื่อมองจากสถานการณ์ของเหยื่อทั้งหลายในบ่อโคลนนั้นแล้วรอยยิ้มนี้ก็ไม่ต่างจากคำพิพากษาประหารชีวิตสำหรับพวกเขา

            วิฬาร์ผนึกเวทมนตร์ลงบนฝ่ามือก้อนใหญ่และเมื่อมีน้ำโคลนเป็นตัวนำไฟฟ้า ก็ทำให้เวทมนตร์บทนี้ใช้งานได้ง่ายขึ้นไม่น้อย

            ผู้เล่นทั้งเจ็ดคนที่ร่างกายส่วนล่างแช่อยู่ในน้ำโคลนชักกระตุกราวกับปลาถูกทุบดิ้นเร่าๆ อย่างน่าอนาถ ตาก็บอด ร่างก็ขยับไม่ได้ ส่วนไกรสรราชสีห์นั้นไม่ค่อยจะสะเทือนสักเท่าไหร่เพราะมีเลเวลที่สูงกว่าวิฬาร์ช่วงใหญ่ มันจึงมีภูมิต้านทานการโจมตีที่เหนือกว่าผู้เล่นที่เลเวลต่ำกว่า

            แต่เพราะน้ำหนักตัวที่มากกว่ารวมถึงตอนแรกที่มันทะยานร่างเข้าสู่บ่อโคลน ก็กระโดดเข้ามาลึกที่สุด ทำให้ตอนนี้ร่างกายของมันจมลงไปกว่าครึ่ง แถมยิ่งออกแรง โคลนดูดก็ยิ่งดึงร่างของมันให้จมลึกลงไปมากกว่าเดิม

            และใช้เวลาเพียงไม่นานบวกกับมีเวทซ้ำเติมจากวิฬาร์อีกสองสามชุดไกรสรราชสีห์ตัวนั้นก็จมบ่อโคลนจoขาดอากาศตายไปในที่สุด

            “ผู้เล่นวิฬาร์ได้รับแต้มสังหารเพิ่ม30 แต้ม มีแต้มสังหารรวม 110 แต้ม”

            เขายกมุมปากขึ้นอย่างถูกใจเมื่อตัวเองสังหารเป้าหมายได้ตามที่ตั้งใจเอาไว้

            “อย่าหนีนะโว้ยเดี๋ยวพวกกูเอามึงตายแน่!” แต่เสียงโหวกเหวกจากบ่อโคลนเบื้องล่างยังไม่เงียบหายไปพร้อมกับมีศรเวทลมสามสี่ดอกพุ่งเข้าใส่วิฬาร์ด้วยความโกรธแค้น

            “อั่ก!” แถมมีธนูจริงอีกด้วย

            วิฬาร์ที่หลบธนูดอกสุดท้ายไม่ทันก็เอามือกุมท้องที่บาดเจ็บก่อนจะหันหลังแล้วโกยอ้าวไปอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งผู้เล่นที่เหลือไว้ให้ช่วยเหลือตัวเอง

            ส่วนผู้เล่นกลุ่มนั้นก็ขบฟันกรอดฝากความแค้นไว้ที่ตัววิฬาร์จนไปถึงบรรพบุรุษสามชั่วโคตร

            “ไอ้หมอนั่นมันเป็นใครวะใครเห็นหน้ามันถนัดบ้าง”

            “เห็นบ้าอะไรหญ้าเต็มตัวขนาดนั้น”

            เสียงด่ายังดังขรมไม่หยุดพร้อมกับค่อยๆ พาร่างตัวเองออกมาจากบ่อโคลนทีละคนๆ

             

            ………………..

             

            แจ้งเตือนจบการทดสอบครั้งที่1

            ผู้เล่นทุกคนที่ผ่านการทดสอบจะถูกย้ายไปสนามทดสอบแห่งถัดไป

            แจ้งเตือนบททดสอบครั้งที่2

            ผู้เล่นทุกคนจะถูกสุ่มเพื่อสร้างปาร์ตี้กับผู้เล่นคนอื่นๆเพื่อทำภารกิจร่วมกัน โดยผู้เล่นแต่ละปาร์ตี้จะได้รับชิ้นส่วนแผนที่ 1 ชิ้น

            ผู้เล่นแต่ละปาร์ตี้สามารถรวบรวมชิ้นส่วนแผนที่จากผู้เล่นปาร์ตี้อื่นหรือสัตว์อสูรภายในสนามทดสอบให้ครบสามชิ้นเพื่อปลดล๊อคแผนที่และนำทางไปสู่ทางออกภายในเวลา 3 ชั่วโมง

            เงื่อนไขการผ่านการคัดเลือก

            ผู้เล่นสามารถค้นพบทางออกจากสนามทดสอบภายในเวลา3 ชั่วโมง

            *หมายเหตุ

            ผู้เล่นที่ถูกทำร้ายจนพลังชีวิตเหลือ0 จะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นเวลา 10 นาที ก่อนจะได้รับการคืนชีพ

            หากผู้เล่นที่ถือครองชิ้นส่วนแผนที่มีพลังชีวิตเป็น0 จะดรอปแผนที่ทันที

    สัตว์อสูรทั้งหมดจะไม่ดรอปไอเทมหรือค่าประสบการณ์ใดๆ

    ผู้เล่นจะถูกเคลื่อนย้ายไปยังห้องพักเพื่อรวมกลุ่มกับสมาชิกในปาร์ตี้

    ผู้เล่นและสมาชิกในปาร์ตี้มีเวลาพักผ่อน1 ชั่วโมง

            ‘ครั้งนี้เป็นการทดสอบความสามารถในการทำงานเป็นทีมสินะ’

            คนส่วนใหญ่ที่เป็นทหารรับจ้างนั้นมักจะมีปาร์ตี้เฉพาะที่เข้าขากันได้เป็นอย่างดีอยู่แล้วแต่บางครั้งก็จะมีภารกิจขนาดใหญ่ ที่ต้องการผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นภารกิจตีชิงเมืองภารกิจคุ้มครองขบวนสินค้าขนาดใหญ่หรือการรวมกลุ่มกันเพื่อล่าสัตว์อสูรที่มีเลเวลสูง ดังนั้นการปรับตัวเข้ากับผู้อื่นเพื่อทำงานร่วมกันก็เป็นหนึ่งในความสามารถที่ผู้เล่นทุกคนในกิลด์ควรจะมี

             

            ………………..

             

            ผู้เล่นจะถูกเคลื่อนย้ายในอีก3…2…1

            วิฬาร์ถูกแสงเคลื่อนย้ายมาในห้องพักขนาดใหญ่แห่งหนึ่งพร้อมกันนั้นก็เห็นผู้เล่นคนอื่นอีก 9 คนเข้ามาพร้อมๆ กัน

            ทั้งหมดมองหน้ากันด้วยสายตาว่างเปล่าคล้ายกับยังไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าแต่คนที่เอ่ยปากพูดขึ้นมาคนแรก กลับเป็นคนที่ดูเหมือนจะอายุน้อยที่สุดในห้อง

            “หวัดดีฮะผมซานเชส”หนึ่งในผู้เล่นที่ยังสวมชุดเริ่มต้นอยู่กล่าวขึ้นทำลายความเงียบน่าอึดอัดระหว่างสิบคนด้วยหน้าตาแนวตะวันตกพร้อมกับผมหยิกสีทองบนหัวและดวงตากลมโตที่บ่งบอกว่าอายุยังน้อยอยู่ก็ทำให้บรรยากาศสดใสขึ้นเล็กน้อย

            “เราหลิวอี้”

            “ผมวิฬาร์”

            “ผมลาวเดอร์”

            “ผมราชีฟ”

            แต่ละคนผลัดกันแนะนำตัวคร่าวๆทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง จากนั้นก็เงียบกันไปอีกรอบหนึ่ง วิฬาร์ที่เห็นว่าต่างฝ่ายต่างยังเกรงๆกันอยู่ก็ลองออกหน้าพูดขึ้นมาแทน

            “เดี๋ยวยังไงเราก็ต้องร่วมมือกันทำภารกิจแล้วนี่ก็เหลือเวลาอีกชั่วโมงนึงเอาเป็นว่าลองบอกความถนัดของแต่ละคนมาเพื่อประชุมกันหน่อยดีมั้ย?”

            ทุกคนมองตากันแล้วพยักหน้าหงึกหงักแม้จะมีคนที่ส่งสายตาไม่มั่นใจสักเท่าไหร่แต่โดยรวมแล้วทุกคนก็ดูเห็นด้วยกับวิธีการนี้

            ปกติแล้วผู้เล่นทั่วไปมักจะไม่ค่อยบอกเรื่องความสามารถของตัวเองให้คนอื่นรู้นักเพราะถือเสมือนว่ามันเป็นความลับส่วนตัว แต่ในการทำงานรวมกลุ่มกันยังไงก็ต้องมีการจัดขบวนเพื่อรับมือกับภารกิจต่างๆ สุดท้ายจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเปิดเผยความลับของตัวเองออกไปบ้างเพื่อส่วนรวม

            วิฬาร์ที่เห็นว่าสมาชิกใหม่กลุ่มนี้ไม่ได้มีท่าทีอิดออดหรือติดขัดที่บอกเรื่องความสามารถของตัวเองก็ค่อนข้างประทับใจเล็กน้อย

            “ผมเป็นนักเวทสายธาตุใช้เวทธาตุไฟ ธาตุแสง แล้วก็ธาตุมืดได้”

            เขาไม่ต้องคิดอะไรมากก็บอกทักษะที่ตัวเองมีออกไปเพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของเขาในการให้ความร่วมมือกับทุกคน

            คนอื่นเมื่อได้ยินวิฬาร์บอกความสามารถของตัวเองก็พยักหน้าฟังเงียบๆไม่แปลกที่นักเวทคนหนึ่งจะสามารถใช้เวทมนตร์ระดับล่างได้หลายธาตุ เพราะวิหารเวทมนตร์ของเมืองเริ่มต้นนั้นสามารถทำภารกิจที่ให้ของรางวัลเป็นทักษะเวทมนตร์ได้ถึง 30 บทซึ่งแต่ละคนมักจะขอเรียนหลายๆธาตุเพื่อความคล่องตัวในการเล่นตามความถนัดของตนเองอยู่แล้วบางทีอย่าว่าแต่สามธาตุเลย ผู้เล่นที่ขอเรียนแปดธาตุก็มีอยู่ถมไป

            พอวิฬาร์พูดจบคนอื่นๆก็เริ่มคลายความระแวดระวังลง และบอกความสามารถของตัวเองออกมาคร่าวๆ