ตอนที่ 4 — วงออเคสตราเงา
คืนนั้น ฝนตกพรำอีกครั้ง
เสียงฝนกระทบหลังคาเหล็กแ่เบาเหมือนจังหวะกลองจากอีกโลก เมฆาเดินอยู่กลางทางเท้าแคบ ๆ ย่านสตูดิโอเพลงเก่าริมคลองบางกอกน้อย
ในมือของเขาถือกระเป๋าใส่เครื่องตรวจคลื่นเสียง ส่วนวรุฒกับจิตราเดินตามหลัง — หน้าซีดแต่ปากยังพูดไม่หยุด
“พี่... ผมว่าพี่นัดเขากลางวันได้ไหม ต้องมืดแบบนี้ทุกทีเลยเหรอ...”
“นักดนตรีส่วนใหญ่ทำงานกลางคืน” เมฆาตอบเรียบ ๆ
“แต่ผีมันก็ทำงานกลางคืนเหมือนกันนะพี่ ผมไม่อยากไปชนกะกะิญญาที่อยู่ในกะดึกเลย!”
จิตราหัวเราะเบา ๆ “ถ้าผีเล่นกะดึก พี่ก็คงเป็หัวหน้าวงแน่ ๆ”
“ไม่ใช่หัวหน้า” เมฆาพูดนิ่ง “ผมเป็คนบันทึกเสียงต่างหาก”
วรุฒถอนใจ “เออ เอาเถอะ ขอแค่ไม่มีไวโอลินเดินตามก็พอ”
ทันใดนั้นเสียง ปิ๊งงงง! ดังขึ้นจากร้านใกล้ ๆ เป็เสียงสายกีตาร์ขาดเอง
วรุฒสะดุ้ง “เฮ้ย!! นี่ผมพูดเล่นนะพี่!”
เมฆาหยุดมองประตูร้านบันทึกเสียง “สตูดิโอก้องภพ” ตัวหนังสือป้ายจางจากฝุ่น แต่ภายในยังมีแสงไฟลอดออกมาจาง ๆ
“ถึงแล้ว” เมฆาพูดพลางผลักประตูเข้า
ภายในสตูดิโอ
ผนังเต็มไปด้วยโปสเตอร์อัลบั้มเก่า เครื่องดนตรีหรูราคาแพงตั้งเรียงอยู่เหมือนแสดงในพิพิธภัณฑ์
ก้องภพ — ชายวัยสามสิบกว่า ใบหน้าคม ใส่แว่นกลม ผมยาวรวบไว้หลวม ๆ กำลังปรับเสียงเปียโน
“อ้าว คุณคือ...?”
“เมฆา หน่วยสืบพิเศษทางปรากฏการณ์” เขายื่นบัตร
“อ้อ... หน่วยจับผีเหรอครับ” ก้องภพยิ้มเยาะ “จะมาจับผีในเสียงเพลงผมหรือไง?”
“อาจจะ” เมฆาตอบนิ่ง ๆ “เราแค่้าตรวจสอบที่มาของเสียงบางอย่างในผลงานคุณ — เสียงที่ไม่ใช่มนุษย์”
ก้องภพหัวเราะในลำคอ “พวกคุณนี่... ผมใช้เสียงจริงจากเทปเก่าที่ได้มาจากงานประมูลต่างประเทศ ไม่ใช่เสียงผีอะไรทั้งนั้น”
“เทปเก่าจากต่างประเทศ?” เมฆาเลิกคิ้ว “แต่เราพบว่าเสียงนั้นเป็ของเด็กหญิงไทยที่ตายในคอนเสิร์ตปี 2541”
รอยยิ้มของก้องภพจางไปนิดหนึ่ง “คุณพูดเื่อะไร ผมไม่รู้จักเด็กคนนั้น”
“แต่เธอรู้จักคุณ” เมฆาพูดเรียบ
วรุฒแทรกทันที “ใช่ครับ เมื่อคืนเธอมาหาเราด้วยไวโอลินสีดำ แถมเล่นโชว์เองเลย!”
“วรุฒ” เมฆาเรียกเสียงเย็น
“อ้อ ครับ ผมหมายถึง... เหมือนเล่นจริงเลยครับพี่”
ก้องภพหัวเราะแห้ง ๆ “จะให้ผมเชื่อเื่ผีเหรอ คุณเมฆา ผมทำงานกับเสียงมาทั้งชีวิต เสียงคือศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งลี้ลับ”
เมฆามองตรง “ผมก็คิดเหมือนกัน... แต่บางครั้งเสียงก็เก็บ ‘ความทรงจำ’ ไว้ลึกกว่าที่คุณรู้”
เงียบชั่วขณะ
ก่อนที่เสียงคีย์เปียโนจะกดเองหนึ่งตัว ติ้ง...
ก้องภพหันขวับ “เฮ้ย ใครแตะเปียโน?”
“ไม่มีใครครับ” วรุฒพูด “เว้นแต่...ผีเด็กมาซ้อม”
จิตราสะกิดแขน “อย่าแซวตอนนี้!”
เสียงเปียโนเริ่มเล่นช้า ๆ เป็ทำนองเดียวกับไวโอลินดำเมื่อคืน
ก้องภพซีดเผือด “นี่มันเพลงของผม... ผมยังไม่ได้กดคีย์เลย...”
เมฆาก้าวเข้าใกล้เครื่องดนตรี เครื่องตรวจคลื่นในมือเริ่มสั่น เส้นกราฟะโขึ้นสูง
“คลื่นนี้ตรงกับที่เทปของคุณมี” เขาพูดเสียงเรียบ “หมายความว่า... เธอกำลัง ‘เล่นกลับมา’”
แสงไฟในห้องเริ่มกะพริบ
เสียงเปียโนเล่นเร็วขึ้น ราวกับมือที่มองไม่เห็นกำลังกดแป้นอย่างบ้าคลั่ง ติ่ง ติ๊ง ติ๊ง ติ๊งงงงงง!
จิตรากรีดร้อง “พี่เมฆา มันจะพังแล้ว!”
“ไม่ใช่เปียโนที่จะพัง” เมฆาเพ่งจอ “แต่สมองของเราจะสั่นถ้าอยู่ใกล้เสียงนี้เกินไป — ออกไปข้างนอกเดี๋ยวนี้!”
พวกเขากำลังจะวิ่งออก
แต่เสียงก้องภพะโ “เดี๋ยวก่อน!! ผมได้ยินเธอ... เสียงเด็กคนนั้น!”
“ก้องภพ... เล่นต่อสิ...”
เสียงเด็กหญิงดังจากในเปียโน เสียงก้องสะท้อนทุกทิศ
“เล่น... จนกว่าฉันจะจบเพลง...”
“ไม่!” ก้องภพกุมหัว “ผมไม่ได้ตั้งใจ! พวกเขาบังคับผมให้ใช้เสียงนั้นในเพลง! ผมแค่...”
ไฟในห้องดับพรึ่บ — เหลือเพียงเปียโนที่เรืองแสงจากภายใน
เมฆาหยิบเครื่องเสียงพกพาขึ้นมากดเปิด คลื่นสวนเริ่มปล่อยออก วูววววว!
เสียงเปียโนสะดุดไปชั่วขณะ แล้วมีเสียงกรีดร้องแหลมลอดออกมา
“อย่าาา...! หยุดน๊าา...!”
เมฆาขบกราม “คลื่นสวนไม่พอ เธอฝังเสียงไว้ในเครื่องนี้ั้แ่สร้าง”
วรุฒะโ “งั้นทำไงดีพี่! ผีมันจะเล่นบังก์โฮลอีกแล้วนะ!”
“ก็ให้เธอเล่นให้จบ”
เมฆาก้าวไปนั่งหน้าคีย์เปียโนเอง นิ้วเขาวางลงตรงแป้นที่สั่น
เสียงดนตรีเปลี่ยนโทนทันที กลายเป็ช้า อ่อนโยน เหมือนเด็กกำลังสงบลง
“ขอบคุณ...”
เสียงสุดท้ายของผีเด็กแ่เบาลง แล้วหายไปพร้อมควันขาวจาง ๆ
ไฟทั้งห้องกลับมาอีกครั้ง
ก้องภพนั่งนิ่ง น้ำตาไหล “ผม...ไม่ได้อยากให้มันเกิดแบบนี้เลย...”
เมฆาวางมือลงบนเปียโน “เสียงเธอจบแล้ว... แต่เสียงของคุณ ต้องไม่เริ่มจากความตายของคนอื่นอีก”
หลังเหตุการณ์
วรุฒนั่งซดกาแฟหน้าสำนักงาน “พี่ครับ ผมว่าเครื่องดนตรีพวกนี้มันเหมือนมีชีวิต”
“ก็เพราะคนสร้างใส่ชีวิตของตัวเองลงไป” เมฆาตอบ
“แต่ผีมันยังอยู่ในวงได้ไง?”
“เพราะคนยังฟังเพลงของมันอยู่”
จิตราหัวเราะ “งั้นพี่ก็ช่วยผีให้ได้อัลบั้มจบสมบูรณ์สินะ”
“ก็เรียกได้ว่า...มิกซ์เสียงให้ผีฟรีหนึ่งรอบ” วรุฒพูดขำ ๆ
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากในลำโพงของห้อง — เสียงเด็กหญิง
“ขอบคุณ...ที่ฟังจนจบ...”
วรุฒสะดุ้ง “พี่! ผีขอบคุณเราด้วย!!”
เมฆาแค่ยิ้มบาง ๆ “เธอแค่บอกลา...”
“แน่ใจนะพี่ว่าไม่ใช่ Intro เพลงใหม่ ของเธอ?”
เมฆาหันไป “ถ้าใช่ เธอก็มีพร์กว่าหลายคนในวงการ”
ทั้งสามคนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน เสียงฝนข้างนอกยังตกเบา ๆ
และในห้อง... เปียโนสีขาวที่ถูกปิดฝาไว้ ขยับคีย์ตัวสุดท้ายเองแ่เบา ติ้ง...
เหมือนบทเพลงสุดท้ายที่ยังเล่นต่อ... ในโลกอีกฟากหนึ่ง...
จบ Series ไวโอลินดำ
*โปรดติดตาม Series ต่อไป*