22 ปลายทางที่ถูกกรีดแยก
22ปลายทางที่ถูกกรีดแยก
ภายในอุทยานเขตพระราชฐานฝั่งตะวันออก ขณะที่น้ำตกเล็กๆ กำลังไหลไปตามวิถีธรรมชาติอย่างเรื่อยเปื่อย โต๊ะเสวยชาพร้อมกับขนมของว่างก็ถูกจัดให้มีสองพระที่นั่ง เพื่อรองรับแขกคนพิเศษขององค์ราชา
ผู้ติดตามรับใช้ทั้งหมดไม่ว่าจะนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ หรือนางกำนัลต่างก็ถูกสั่งให้ถอยห่างออกไป และไกลมากพอที่จะทำให้ไม่สามารถได้ยินเรื่องที่ทั้งสองพระองค์สนทนากันได้อย่างแน่นอน
หลังจากตรัสถามทุกข์สุขภายในเขตพระราชวังแห่งนี้หลังจากที่ได้มาเยือนพอเป็นพิธีแล้ว ประเด็นพูดคุยก็พุ่งไปยังหัวข้อซึ่งคงไม่ต้องอ้อมค้อมกันอีกต่อไป
“ฝ่าบาทต้องตัดโอกาสหม่อมฉันถึงเพียงนี้เลยหรือเพคะ ถึงได้รีบจัดหาตัวแทนมาให้ดูตัวแต่เนิ่นๆ ถึงขนาดนี้”
“นึกอยู่แล้วเชียวว่าเจ้าต้องรู้ทัน แล้วเจ้าพอใจเขาหรือไม่กันล่ะ”
“เสด็จพ่อของหม่อมฉันคงคาดหวังให้เป็นฝ่าบาทมากกว่าเพคะ”
“เจ้าเหมือนน้องสาว...มาโมเนต แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นเช่นนั้นและมันคงจะไม่เปลี่ยนแปลง”
“ยังคิดถึงพระพี่นางอยู่อีกหรือเพคะ ถึงยังไม่อภิเษกสมรส”
องค์แดริสเงียบนิ่งไปไม่ตอบ มาโมเนตจึงได้เอ่ยขึ้นต่อ
“พระองค์ไม่ควรคิดถึงนางอีกต่อไปแล้ว”
“เมื่อก่อนอาจใช่... แต่ตอนนี้เรื่องของมารีอาร์ไม่ใช่ปัญหาที่ทำให้ข้ายังไม่อภิเษกฯ หรอกนะ”
“ถ้าอย่างนั้นแล้วปัญหาคืออะไรล่ะเพคะ”
“เจ้าเคยมีความรักแล้วหรือยังมาโมเนต”
“จะมีความรักหรือไม่ก็คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงอะไรได้ พระองค์เองก็น่าจะเข้าพระทัย ทั้งฝ่าบาททั้งหม่อมฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกได้ขนาดนั้น การมาเยือนจีโอเนสของหม่อมฉัน ไม่ต้องให้ใครทูลบอกก็คงทรงทราบว่าเต็มไปด้วยนัยยะทางการเมือง เรามาเจรจากันอย่างเปิดเผยเพื่อหาทางออกข้อสรุปที่จะทำให้เราได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายเถอะเพคะ เพราะเราต่างก็รู้กันดีว่าจีโอเนสต้องการอะไรจากคาบันเน่ย์ และคาบันเน่ย์ต้องการอะไรจากจีโอเนราฟา ที่หม่อมฉันเลือกมาที่นี่ ให้โอกาสพระองค์ก่อนก็เพราะความผูกพันในวันวาน และหากไม่เป็นไปตามนั้น กลับจากที่นี่ไปทางเราคงต้องรับสินทรัพย์ของหมั้นจากโมธ่าแล้ว”
โมธ่า...อาณาจักรโมโรธาร็อค ขั้วอำนาจทางตอนใต้ของทวีป หากจะมีสักอาณาจักรที่สามารถต่อกรเป็นไม้เบื่อไม้เมากับจีโอเนราฟาได้ดีที่สุดก็เห็นจะเป็นที่ไหนอื่นอีกไม่ได้
จีโอเนสมีอาณาเขตติดต่อกับโมธ่าหันหน้าประจันบานกันในเขตแดนทิศใต้ แม้จะมีสนธิสัญญาสงบศึกกันมาในรัชสมัยของพระเจ้าเรฮาริคเสด็จปู่ขององค์แดริส และพระขนิษฐาแท้ๆ ขององค์เรฮาริคก็เป็นถึงอดีตพระราชินีของโมธ่าในยุคสมัยนั้นก็ตาม แต่เมื่อวันเปลี่ยน เวลาพ้นผ่าน ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ก็แปรผันไปได้เสมอ และกษัตริย์หนุ่มองค์ปัจจุบันแห่งจีโอเนสก็หาได้วางพระทัยและเฝ้าระวังในเรื่องนี้เสมอมา
“นั่นไม่จริงเสียทีเดียว ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องการเรามากกว่า การพัฒนาระบบทหารของโมธ่ากับระบบการทหารของเราไม่เหมือนกัน และดูเหมือนแบบของเราจะเหมาะสมกับสิ่งที่พวกเจ้าต้องการเรียนรู้มากกว่าระบบกองทหารป่าของโมธ่า ด้านการเมืองพวกเจ้าก็จะไม่ต้องคอยงอนง้ออยู่ในอาณัติของโมธ่าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
อย่างไรเสียไม่ว่าจะเป็นข้าหรือไม่ เจ้าก็ต้องอภิเษกฯ กับใครสักคนที่นี่อยู่ดี เช่นเดียวกับจีโอเนส เราเสียดุลการค้าให้กับคาบันเน่ย์มามากเกินพอแล้ว เราเองก็ต้องการสานสัมพันธ์พิเศษนี้เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเช่นกัน
คงจะไม่มีข้ออ้างไหนดีเท่ากับการลดภาษีสินค้าฉลองความสัมพันธ์กับจีโอเนสแบบนี้อีกแล้ว แม้นั่นจะทำให้โมธ่าขัดข้องเคืองใจที่เสียประโยชน์ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะคัดค้าน และพวกเขาก็คงจะไม่เบาปัญญาพอจะเปิดศึกกับเรา เพื่อจะที่ถูกตีขนาบกลับจากทั้งจีโอเนสและคาบันเน่ย์แน่ๆ จริงไหม”
มาโมเนตนิ่งงันไปเล็กน้อยราวกับพยายามหาข้อโต้แย้ง หลังสิ้นสุดช่วงกลียุคที่เกิดขึ้นทั่วหัวระแหงในทวีปเป็นต้นมา คาบันเน่ย์ก็เจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจขึ้นอย่างขีดสุดด้วยการค้าทางทะเล โมธ่าเป็นเพียงอาณาจักรเดียวที่มีพื้นที่บนบกติดต่อกับคาบันเน่ย์ เปรียบเสมือนพี่ใหญ่ที่คอยดูแลควบคุมน้องมิให้ออกนอกลู่ทาง มิหนำซ้ำยังเป็นคู่ปรับกับจีโอเนสตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ดังนั้นด้วยนัยยะทางการเมืองหลายอย่าง ทำให้คาบันเน่ย์ไม่สามารถลดภาษีหรือราคาสินค้าจากการขนส่งทางเรือ ที่ต้องวิ่งผ่านน่านน้ำของโมธ่าให้กับทางจีโอเนสได้เลย
แต่ดินแดนที่เป็นดั่งประตูเปิดสู่ต่างทวีปนั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็กล่าวได้ว่าวุ่นวายขึ้นมาอย่างมาก ชาวต่างถิ่นคนต่างแดนที่ไม่รู้ธรรมเนียมพื้นเพของภาคพื้นทวีปทวีขึ้น ทั้งนักท่องเที่ยว กลุ่มการค้า หรือแม้แต่กลุ่มมิจฉาชีพที่ร่อนเร่มาหาที่ทำกินใหม่ มิหนำซ้ำหากกล่าวว่าคาบันเน่ย์คือประตูเปิดสู่ทวีปอื่น แต่อีกด้านหนึ่ง...ที่นั่นก็คือเมืองหน้าด่านหากจะมีสงครามการขยายเขตแดนการล่าอาณานิคมเกิดขึ้น
ในดินแดนที่แม้แต่พระราชาเองก็เปรียบประดุจดั่งพ่อค้ารายใหญ่ที่สุดในอาณาจักร ระบบทางการทหารของคาบันเน่ย์ค่อยๆ อ่อนแอลงไปในขณะที่เศรษฐกิจพัฒนาขึ้น หลายต่อหลายคนก็เริ่มผันตัวไปทำการค้าเพราะสร้างรายได้ที่ดีกว่า ทหารที่ฝึกฝนตนเริ่มลดถอยลง เพราะกฎระเบียบที่เริ่มหย่อนยานและเคร่งครัดน้อยลงเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า จึงทำให้ขณะนี้ระบบกองกำลังทหารรักษาความปลอดภัยที่เข้มแข็งภายในตัวเมืองคือสิ่งที่คาบันเน่ย์ต้องการเหนือสิ่งอื่นใด
และหากเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากโมธ่า ก็เชื่อได้ว่าการ ‘ค่อยๆ ถูกกลืนกิน’ นั้นจะต้องเกิดขึ้นกับคาบันเน่ย์แน่นอน ดังนั้น...แม้จะใช้เวลามากกว่าและมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่คาบันเน่ย์ก็เลือกที่จะหันหน้าเข้าหาจีโอเนราฟาเพื่อร้องขอในการช่วยฟื้นฟูระบบทหารภายใน เพราะนั่นจะส่งผลให้เกิดความยั่งยืนมากกว่า และคาบันเน่ย์ก็จะสามารถคงอยู่ได้ด้วยตัวเอง
องค์แดริสอ่านแนวทางของคาบันเน่ย์มาอย่างขาดสะบั้น การเจรจาในครั้งนี้มาโมเนตตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัดแต่แรกอยู่แล้ว
“แต่หากจีโอเนสได้ผลประโยชน์การลดภาษีจากเรา เส้นทางการค้าระหว่างอาณาจักรก็จะเปิดมากขึ้น นั่นก็เป็นประโยชน์กับพระองค์เป็นอย่างมากไม่ต่างกัน เสด็จพ่อทรงคาดหวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นพระองค์ หากทรงยังยืนกรานที่จะส่งตัวแทนพระองค์มานั้น ทางเราก็คงจะต้องเลือกอีกหนทาง จะดีหรือเพคะหากปล่อยหม่อมฉันให้ไปโมธ่าอย่างง่ายดายแบบนี้”
“จริงอยู่นั่นเป็นเส้นทางที่สะดวกและจะได้ประโยชน์สูงสุด แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่มีแผนสำรอง และแผนสำรองของเราแม้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นที่หนึ่ง แต่ก็เป็นรองเพียงไม่มากหรืออาจพัฒนาไปได้มากกว่าหากทุ่มเทใช้เวลาสักหน่อยในระยะยาว เหมือนที่เจ้าต้องการฟื้นฟูกองกำลังภายในขึ้นมาใหม่และยืนให้ได้ด้วยตัวเองนั่นแหละ ยังมีอีกหนึ่งในแขกจากต่างแดน ท่านหญิงจากอาณาจักรเมโดรินบุตรสาวแห่งเจ้าการท่าเรือหลวงของเมโดรินคงมีเรื่องอยากจะพูดกับข้าหลายอย่างเช่นกัน หรือไม่ก็...”
องค์แดริสตรัสจบไว้เพียงเท่านั้นราวกับยั่วยุให้มาโมเนตอยากรู้ต่อ ซึ่งก็ดูจะได้ผลทีเดียว
เมโดรินคืออาณาจักรที่อยู่ทางตะวันตกของจีโอเนราฟา แม้จะไม่มีพื้นแผ่นดินติดกันแต่ก็กั้นไว้ด้วยเพียงแม่น้ำสายใหญ่เส้นหนึ่งเพียงเท่านั้น อาณาจักรแห่งพงไพรนั้นยังอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยแหล่งทรัพยากรอย่างมหาศาล แต่ก็ยังค่อนข้างล้าหลังขาดการพัฒนาอยู่มากเอาการด้วยวิสัยรักสันโดษเป็นชาวป่าผู้แสนลึกลับ วางตัวเป็นกลางและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเสมอ
“คาบันเน่ย์มีวิทยาการความรู้ต่างๆ มีสินค้าหลายอย่างที่เราต้องการก็จริง แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ การที่ในตอนนี้เราไม่มีหรือยังทำไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าวันหน้าจะทำให้มีขึ้นมาไม่ได้ หรือยังทำไม่ได้อยู่ตลอดไป แต่เจ้าไม่คิดหรือว่าหากเป็นเช่นนั้นแล้วจีโอเนสจะดูแข็งแกร่งจนเกินไป พวกเจ้าจะทำอย่างไรกัน หากภาคพื้นทวีปทางตอนเหนือไม่ต้องการอะไรจากพวกเจ้าอีกแล้วโดยสิ้นเชิง อย่างไรเสียเราก็ยังอาศัยอยู่ในภาคพื้นทวีปเดียวกัน ข้าจึงยังวางแผนการเรื่องคาบันเน่ย์ให้เป็นอันดับหนึ่งเสมอ เพราะเราไม่อยากที่จะแข็งแรงจนกลายเป็นความโดดเดี่ยวที่มากเกินไป...”
มาโมเนตนึกอะไรมาต่อรองไม่ได้อีกแล้ว แม้จะซุ่มซ้อมเตรียมการมามากมายแต่สุดท้ายเหมือนจะเปล่าประโยชน์เหลือเกิน
“สามพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดทางตอนเหนืออย่างจีโอเนส เฟอร์มแฟเรียลและทากาเบรอสแน่นแฟ้นกันมานับพันปี เรายังอยู่เป็นเรากันแบบนี้ได้เพราะการแบ่งปันและไม่เคยคิดจะกลืนกินกัน จีโอเนสเหมือนหน้าด่านป้องกันการรุกรานจากที่อื่นให้กับเฟอร์มแฟเรียลที่อยู่ทางตอนเหนือสุด และเฟอร์มแฟลก็เป็นเหมือนภูเขากั้นภัยธรรมชาติต่างๆ ให้มาไม่ถึงที่นี่ และแม้ทากาเบรอสจะเป็นเพียงเกาะขนาดเล็ก มีพื้นที่น้อยกว่าเราไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า แต่เจ้าก็คงรู้ดีว่าไม่ควรทำให้เทพเจ้าแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันแสนลี้ลับนั่นโกรธเคือง...
ข้าไม่ได้จะอวดอ้างศักดาของพวกเราแต่อย่างใด แต่หากเราต้องการเป็นที่หนึ่งที่ยิ่งใหญ่ ถ้าต้องการหมดทั้งผืนแผ่นทวีปก็คงจะทำไปนานแล้ว ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ที่ใกล้คนรุ่นเราที่สุดก็คือเสด็จปู่ของข้า หากองค์เรฮาริคทรงต้องการให้เป็นเช่นนั้น ทวีปนี้คงได้เปลี่ยนชื่อเป็นอาเวนติน่าร์ไม่ก็จีโอเนสแทนชื่อพาเรนเธียไปแล้ว ดังนั้นเพราะไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า หากวันใดวันหนึ่งคาบันเน่ย์ถูกหลอมรวมกับโมธ่าเมื่อไร อะไรต่างๆ นานา ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกแล้วอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ข้าก็แค่อยากหาทางป้องกันทางอ้อมเท่านั้น
จีโอเนสเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของคาบันเน่ย์อยู่แล้วไม่ว่าเจ้าจะได้อภิเษกสมรสกับใครที่นี่ก็ตาม เพราะนอกจากแลกเปลี่ยนและสนับสนุนแล้ว พวกเจ้าก็รู้ดีว่าพวกเราคงไม่สามารถกลืนกินเจ้าได้อย่างแน่นอน เพราะแค่กองกำลังทางเรือคงไม่สามารถทำอะไรได้หากไม่เด็ดธงอาณาจักรโมธ่าลงมาก่อนแล้วข้ามแดนไป”
ชั่วขณะนี้มาโมเนตได้เพียงนิ่งงัน ลอบถอนใจอย่างเสียขวัญไม่น้อยที่พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง
“หากเพียงเจ้าพึงพอใจคนของข้า คาอูลเป็นทหารคนสนิทของข้า ได้เห็นได้เรียนรู้งานจากข้าไปไม่น้อยในสี่ปีมานี้ เป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าคนหนึ่งของเรา เติบโตมาจากตระกูลสำคัญที่เป็นขุนนางใหญ่ และเป็นเชื้อสายของตระกูลรองของราชวงศ์จีโอเนสที่หลงเหลืออยู่
หากข้าตายไปก่อนโดยไม่มีรัชทายาท เขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่มีสิทธิ์ขึ้นครองราชย์แทนข้าด้วยซ้ำ ถึงจะถนัดใช้กำลังมากกว่าจึงเลือกมาเป็นทหาร แต่เขาก็เป็นพวกมีหัวคิดทีเดียว เขาจะเป็นราชบุตรเขยที่ช่วยเจ้าช่วยเสด็จพ่อของเจ้า พระเชษฐาว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไปของเจ้า และคาบันเน่ย์ได้อย่างมากมายแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านระบบระเบียบและแนวทางการฝึกทางการทหารที่พวกเจ้าต้องการเรียนรู้จากเรา
และเจ้าจะได้กลับไปอยู่บ้านตัวเอง ไม่ต้องมาทนเป็นราชินีอยู่ที่นี่ที่รายล้อมไปด้วยสนมของข้า และข้าให้สัญญากับเจ้าไม่ได้นักหรอกว่า จะสานสัมพันธ์กับเจ้าได้มากเพียงใด หรือมากไปกว่าเหล่าสนมของข้าหรือไม่ บอกตามตรงว่าข้าหลงใหลพวกนางเอาการเลยทีเดียว ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องมาทรมานอยู่ที่นี่ รับข้อเสนอของข้ามาโมเนต เลือกคาอูลซะเถอะ นั่นจะเป็นผลดีกับเจ้าทุกประการ”
เกิดความเงียบขึ้นอยู่นานครู่ใหญ่ หลังจากอีกฝ่ายนิ่งไปนานองค์แดริสจึงหยิบยกถ้วยชาขึ้นเสวย และหันมองไปยังน้ำตกธารน้อยที่อยู่ตรงหน้า ปล่อยให้มาโมเนตได้คิดและค้นหาทางเลือกของตัวนางเอง
“แล้วราชีนีของฝ่าบาทล่ะเพคะทรงหมายตาใครไว้ หม่อมฉันคาดว่าพระองค์ทรงจัดงานเลี้ยงวันเกิดเลือกคู่อ้างหน้าไปอย่างนั้นเอง แต่แท้ที่จริงทรงมีคนที่หมายตาไว้แล้วใช่ไหมเพคะ”
“ข้าจะเลือกใครคงบอกเจ้าไม่ได้ แต่เจ้าคิดถูกว่าข้าหมายตาสตรีผู้หนึ่งไว้แล้ว ที่ต้องจัดงานเลี้ยงขึ้นมาข้าจะได้มีข้ออ้างเชิญเจ้ามาเพื่อการนี้ และเผื่อว่าพวกตาแก่ในห้องว่าราชกิจจะเลิกจู้จี้กับข้าบ้าง”
“หากว่าหม่อมฉันเลือกรับข้อเสนอของพระองค์ แต่ท่านคาอูลมีคนรักอยู่แล้ว นั่นจะไม่เป็นปัญหาหรือเพคะ เพราะทางเราคงไม่ยินยอมให้รับนางเป็นอนุภรรยา ”
“คาอูลเป็นทหาร เขาได้ถวายสัตย์สาบานปฏิญาณตนเพื่อจีโอเนสแล้ว หากนี่เป็นการทำเพื่อบ้านเมืองและเขาต้องทำ เขาก็จะทำ นั่นคือเกียรติในการดำรงตนอยู่ของทหารแห่งจีโอเนราฟา ไม่ต้องกังวลเรื่องของฟีออน แม้จะเป็นสตรีแต่นางก็มีอุดมการณ์ที่ต้องการทำประโยชน์เพื่อบ้านเมืองไม่น้อยหน้าไปกว่าชายคนใด ท้ายที่สุดข้าเชื่อว่านางจะยอมรับได้และเข้าใจมัน เพราะนางเป็นคนแบบนั้น ข้าถึงกล้าวางใจให้นางมาฝึกทำงานในตำแหน่งสำคัญแบบนี้ได้”
น้ำเสียงขององค์กษัตริย์อ่อนโยนลงอย่างประหลาดเมื่อเอ่ยถึงหญิงสาวผู้นั้นจนมาโมเนตนึกแปลกใจ แม้จะไม่ได้แสดงออกทั้งทางสีหน้าและน้ำเสียงเช่นเดียวกันกับคาอูล แต่อาการแบบนี้องค์แดริสเองก็คงเอ็นดูนางไม่น้อย ดูท่านางผู้นั้นจะมีอะไรบางอย่างที่สามารถจับใจผู้คนรอบข้างของนางได้อย่างเป็นแน่แท้
“ได้ยินมาว่าสิบปีมานี้ นอกจากเหล่านางในพิเศษและท่านสตรีอาวุโสทั้งสามที่คุ้นเคยมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์แล้ว ทรงไม่ให้สตรีคนใดมาทำงานอยู่รับใช้ใกล้ชิดในตำแหน่งใกล้ตัวเลย ได้ยินจากท่านคาอูลมาว่า นางกำลังฝึกงานในตำแหน่งร่างอักษรประจำพระองค์ หม่อมฉันเริ่มจะสนใจอยากรู้จักฟีออนยิ่งกว่าเหล่าพระสนมของฝ่าบาทขึ้นมาเสียแล้วล่ะเพคะ”
“เจ้าเองก็น่าจะเคยเห็นนาง วันที่เจ้ามาถึงที่วังนางก็อยู่ในขบวนผู้ติดตามด้วย”
“ท่านคาอูลเล่าให้หม่อมฉันฟังแล้วเพคะ ยิ่งใบหน้าของนางเป็นแบบนั้นแล้วหม่อมฉันก็ยิ่งสงสัยเหลือเกิน นางจะเก่งกาจสามารถเพียงใดกัน ถึงทำให้พระองค์ไว้วางพระทัยนางขนาดนี้ และดูแล้วคนสนิทของฝ่าบาทก็ปลื้มปีติคนรักของตัวเองขนาดหนักเลยทีเดียว หืม...นั่นสินะ จะว่าไปแล้วก็...” มาโมเนตสบสายพระเนตรขององค์ราชาเจ้าถิ่นอย่างตรงไปตรงมา
“หากนางไม่มีบาดแผลอันน่ากลัวนั่น หม่อมฉันก็มองเห็นเงาของว่าที่ราชินีของพระองค์ขึ้นมาอย่างไรพิกล”
องค์แดริสนิ่งไปเล็กน้อยเมื่อได้ฟังจนจบ ใครต่อใครช่างตัดสินเรื่องนั้นด้วยรูปโฉมของนางกันเหลือเกิน อยากเห็นเสียจริงว่าในตอนที่เขาทำให้ฟีออนตอบตกลงได้สำเร็จ คนเหล่านี้จะทำหน้าอย่างไร หากได้รู้ว่าเขาถึงขนาดต้องใช้แทบทุกแผนการงัดกลวิธีสกปรกอย่างการส่งคาอูลแต่งงานออกไปแบบนั้น
“มาโมเนต หากเจ้าไม่ได้เป็นน้องสาวของมารีอาร์ข้าคงไม่ลังเลที่จะอภิเษกฯ กับเจ้า ขออภัยที่ข้าตัดสินเรื่องราวของเจ้าด้วยเหตุผลที่สุดแสนเห็นแก่ตัวนั่น เห็นเจ้าแล้วทำให้ข้านึกถึงเรื่องอดีตตลอดเวลา ข้าทำใจไม่ได้จริงๆ ได้โปรดนำข้อเสนอของข้าไปคิดดูให้ถี่ถ้วน เจ้าเองก็เป็นดั่งน้องสาวของข้า ข้าคิดและพยายามเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเจ้าแล้วจริงๆ”
หน้าที่กับหัวใจ...ดูเหมือนเส้นทางสองสายที่มาโมเนตเคยคิดว่าบรรจบกันได้จะถูกกรีดแยกออกเป็นสองทางเดินเสียแล้ว