หลังจากชกเข้าไปที่ปากของทั้งสอง หลิวชิงหยู่ก็พ่นคำในใจออกมาจนหมด ส่วนเสวี่ยเหวินหลงได้แต่กุมปากด้วยความเ็ป ในใจของเขาเปี่ยมไปด้วยความโกรธและความอัปยศ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวพร้อมกัดฟันโพล่งออกมาว่า “หลิวชิงหยู่ มันจะมากเกินไปแล้ว แกกล้าต่อยฉันหรือ นี่แกยังเคารพกฎระเบียบของหน่วยงานอยู่หรือเปล่า รับรองว่าฉันไม่ปล่อยแกไปแน่!”
ตอนนี้เสวี่ยเหวินหลงกล่าวขึ้นด้วยความโกรธ เขาจ้องไปที่หลิวชิงหยู่ด้วยสายตาอาฆาต ในใจของเขาคิดหาทุกวิถีทางเพื่อดึงหลิวชิงหยู่ ลงจากตำแหน่งนายก และทำให้หลิวชิงหยู่จบชีวิตอย่างอนาถ เขาปรารถนาจะทำให้คนทั่วทั้งเทศมณฑลจิงหลินรู้ว่า หากใครก็ตามที่กล้ามาท้าทายเขาย่อมไม่พบจุดจบที่ดี เขาจะต้องเป็ผู้ควบคุมทุกสิ่งในจิงหลิน และไม่ยอมให้ใครขัดแข้งขัดขาท้าทายอำนาจเขาอย่างเด็ดขาด
ถึงแม้เสวี่ยเหวินหลงจะกล่าวออกไปแบบนั้น แต่หลิวชิงหยู่ก็ยังคงนิ่งเฉย ในฐานะทหารหน่วยรบพิเศษ เขาไม่เคยกลัวอันตรายใดๆ ในอดีต มือสังหารชั้นแนวหน้าแปดคนจากนานาชาติได้ตามล่าเขา สุดท้ายเขาก็สามารถเก็บอีกฝ่ายได้จนหมด ดังนั้นแค่คำขู่ของเสวี่ยเหวินหลง มันจึงทำให้หลิวชิงหยู่แสยะยิ้มราวกับได้ฟังเื่ตลก แล้วจับจ้องไปยังเสวี่ยเหวินหลงแล้วกล่าวว่า “เสวี่ยเหวินหลง คุณได้ยินชัดแล้วไม่ใช่หรือ หากคุณกล้าด่าผมอีกครั้ง รับรองเลยว่าผมจัดการคุณแน่ แล้วก็อย่าเอากฎระเบียบในองค์กรมาขู่ผม ผมไม่กลัว เพราะผมหลิวชิงหยู่ทำสิ่งใดเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่เคยขัดวินัยองค์กร ส่วนคุณระวังตัวให้ดีเถอะบางทีหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตอาจมาเยี่ยมคุณสักวัน “หลิวชิงหยู่ พูดจบก็ก้าวออกไป
ด้านหลังของหลิวชิงหยู่ผู้อำนวยการศูนย์ราชการ สั่วิยี่ก็ะโขึ้นด้วยความโกรธ “หลิวชิงหยู่ มันทำเกินไปแล้ว”
หลังจากนั้นเขาก็กล่าวกับเสวี่ยเหวินหลงว่า “ผู้ว่าการเสวี่ย ให้ผมรายงานความประพฤติเพื่อลงโทษหลิวชิงหยู่ทางวินัยหรือไม่”
เสวี่ยเหวินหลงกล่าวขึ้นด้วยความโกรธ “บัดซบ แกคิดว่าฉันโดนต่อยแล้วแค่นี้จะเพียงพอหรือไง ไม่ต้องรายงานอะไรทั้งนั้น!”
เสวี่ยเหวินหลง ระบายความโกรธออกมาเล็กน้อย จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า “ตาแก่สัว กลับไปและพิจารณาเื่นี้ให้ดีๆ ล่ะ ฉันจะหาโอกาสสวมรองเท้าให้หลิวชิงหยู่และเอามันหลงจากตำแหน่ง กล้ามาต่อยฉันงั้นหรอ เดี๋ยวฉันจะให้แกได้รู้จักนรกขุมที่สิบแปด!”
หลิวชิงหยู่ไม่รู้ว่าเสวี่ยเหวินหลงวางแผนการอะไรเอาไว้ เพราะในตอนนี้เขาไม่ได้สนใจเื่เสวี่ยเหวินหลงอีกต่อไป สิ่งที่เขากำลังกังวลคือเื่สามหมื่นชีวิตในกวนซาน ที่รอคอยเงินบรรเทาทุกข์จากภัยน้ำท่วม หลิวชิงหยู่จึงไม่นิ่งเฉยเขาตรงไปยัง หงซานจินแล้วกล่าวว่า “เข้าเมืองกัน”
หงซานจิน ตอบกลับมาทันทีว่า “เข้าเมืองหรือ ท่านนายก ท่านรู้จักคนในเทศบาลเมืองด้วยหรอครับ”
หลิวชิงหยู่ ส่ายหน้า
“ผมเกรงว่าจะเป็เื่ยาก ถ้าหากคุณไม่รู้จักใครเลย ในอดีต เลขาธิการซือ และนายกคนเก่าพยายามของบจากทางเทศบาลเมือง แต่ไม่เคยสำเร็จ พวกเขาได้พบกับผู้นำเทศบาลเมืองด้วย ซึ่งผมก็ไม่เคยพบมาก่อน” หงซานจิน รู้สึกปวดหัวในความคิดของเขา หลิวชิงหยู่เป็เด็กหนุ่มใจกล้า เขาจึงไม่้ามีปัญหากับหลิวชิงหยู่ ดังนั้นจึงได้แต่กัดฟันกล่าวออกไปเท่านั้น
หลิวชิงหยู่ยิ้มอย่างขมขื่นแล้วกล่าวว่า “ผมรู้ว่าคุณ้าจะบอกอะไร ระดับนั้นมันอาจจะสูงเกินไป แต่ในเทศมณฑลผมได้มาแค่สองแสนหยวนจากผู้นำพรรคเซี่ยเท่านั้น ซึ่งมันยังห่างจากตัวเลขที่จะเยียวยาภัยพิบัติได้ ผมจึง้างบอีกจำนวนมาก ดังนั้นไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ก็ขอให้ผมลองดูก่อน หากมันไม่สำเร็จผมจะหาวิธีอื่นแก้ไข ในฐานะนายกเทศมนตรีแล้วผมต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อแก้ปัญหา และทำให้แน่ใจว่าผู้คนจะกลับมาใช้ชีวิตกันได้ตามปกติ พ่อของผมมักบอกว่าเป็ข้าราชการหากไม่คิดช่วยเหลือประชาชนก็ควรกลับไปทำไร่ปลูกมัน” ด้วยความแน่วแน่ของหลิวชิงหยู่ ไม่ว่าหนทางจะยากเย็นเพียงใดเขาก็ไม่ย่อท้อ เพราะเขาเป็นายกเทศมนตรีตำบลกวนซาน
ดังนั้นหงซานจินจึงขับรถตรงไปที่ เมืองชางชาน อีกด้านหนึ่งเมื่อเลขาธิการซือ ได้รับข่าวว่าหลิวชิงหยู่ออกจากเทศมณฑลแล้ว เขาก็โทรหาหลิวชิงหยู่ทันที “ท่านนายกหลิว ได้เงินมาเท่าไหร่หรือ คุณจะให้ผมบอกให้ จางหงเซวียนจากกรมการคลังของเราไปยังสำนักงานคลังเทศมณฑล เพื่อรับเงินเลยไหม ผู้ว่าการเสวี่ยให้เราถึงสี่แสนห้านับว่ามากมายทีเดียว”
ซือเจิ้งเฉียงมีเจตนาบอกกับหลิวชิงหยู่ว่า หากคุณคิดจะสู้กับผมมันยังเร็วไปร้อยปี
หลิวชิงหยู่เข้าใจว่าซือเจิ้นเฉียงกำลังมองเขาเป็ตัวตลกเขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “ โอ้ งั้นคุณคงรู้แล้วสินะ ผมพึ่งได้รับเงินสองแสนหยวนจากผู้นำพรรคเซี่ย ผมกำลังไปยังเทศบาลเมือง เพื่อจะของบจากทางเมือง”
ซือเจิ้นเฉียงหัวเราะขึ้นแล้วกล่าวออกไปว่า “เอาล่ะๆ ท่านนายกหลิว ผมชื่นชมในความขยันของคุณนะ คุณไปจัดการหน้าที่ของคุณเถอะ ผมจะคอยจัดการเื่ตำบลให้ เมื่อคุณกลับมา ผมจะจัดบุคลากรไปรอต้อนรับคุณ ผมเชื่อว่าคุณจะต้องทำให้กวนซานเราตะลึงได้แน่นอน “หลังจากพูดจบ ซือเจิ้นเฉียงก็วางโทรศัพท์ประโยคสุดท้ายเป็การปิดประตูบอกว่า หากหลิวชิงหยู่ไม่ได้รับเงินมา มันก็จะทำให้การจัดบุคลากรไปรอต้อนรับเสียเปล่า ซึ่งเื่นี้จะทำให้หลิวชิงหยู่เสียหน้าและเสียชื่อเสียงมาก
หลังจากวางสาย หลิวชิงหยู่ก็ยิ้มอย่างขมขื่น ในใจของเขารู้ดีว่า ซือเจิ้นเฉียงก็เหมือนกับเสวี่ยเหวินหลง ที่มองเขาเป็เสี้ยนหนามจึงหาทางกำจัดเขา แต่สำหรับเขามันไม่สำคัญ ที่เขา้าคือปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับตำแหน่งนายกเทศมนตรี เื่ความสุขสบายหรือชื่อเสียงเขาไม่ได้สนใจมันแม้แต่น้อย
เมื่อโทรศัพท์วางไปได้ไม่ถึงนาทีมันก็ดังขึ้นอีกครั้ง หลิวชิงหยู่อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ ซือเจิ้นเฉียงนี่แกจะไม่จบใช่ไหม
แต่เมื่อหลิวชิงหยู่เห็นชื่อบนเบอร์โทรศัพท์ก็ยิ้มขึ้น เพราะคนที่โทรมาเป็เพื่อนของเขาที่อยู่ในชางชาน เธอมีนามว่า ซูลั่วเสวี่ย เธอเป็สาวงามชั้นแนวหน้า เธอทำงานเป็นางพยาบาลในโรงพยาบาลทหารในเมืองชางชาน หลิวชิงหยู่เคยประจำการในจังหวัดไป๋หวินเมื่อปีก่อน เขาได้รับภารกิจลับ ให้จัดการสายลับต่างชาติที่แฝงตัวแทรกซึม ทำให้เขาต้องติดกับของศัตรู แม้เขาจะกำจัดสายลับได้สำเร็จ แต่เขาก็าเ็สาหัสมาจากภารกิจครั้งนั้นเช่นกัน แต่นับว่าโชคยังดีหลังจากเขาจัดการสายลับได้ทั้งหมดเขาก็ถูกนำตัวไปรักษาในโรงพยาบาลทหารเมืองชางชาน ซึ่งเขารักษาตัวนานถึงสองเดือน ั้แ่วันแรกจนถึงวันที่เขาออกจากโรงพยาบาล ซูลั่วเสวี่ยพยาบาลสาวก็ดูแลเขาเป็อย่างดี ทำให้เขาสนิทกับเธอ จนกลายเป็เพื่อนสนิทที่พูดคุยได้ทุกเื่ แต่ก็ไม่ได้เกินเลยจนกลายเป็สัมพันธ์เชิงชู้สาว เมื่อเขาหายดีจากการาเ็ เขาก็ได้ทิ้งเบอร์โทรไว้ให้ ซูลั่วเสวี่ย ทั้งสองมักจะติดต่อหากันบ้างเป็ครั้งคราว ในยามที่หลิวชิงหยู่พักจากภารกิจ และส่วนใหญ่ซูลั่วเสวี่ยก็ชอบพูดคุยเื่งาน มีทั้งความสุขความเศร้าใจปะปนไป และหลิวชิงหยู่ก็ปฏิบัติตัวเป็ผู้ฟังที่ดี เขาเห็นว่าซูลั่วเสวี่ยเป็คนที่น่าสนใจ แต่เขาก็คิดเพียงแค่เพื่อนเท่านั้น ดังนั้นหลิวชิงหยู่จึงรักษาความสัมพันธ์นี้เอาไว้ และเว้นระยะห่างจาก ซูลั่วเสวี่ย.
หลิวชิงหยู่ ยิ้มแล้วก็พูดว่า “แม่นางซูผู้เลอโฉม โทรมาหาบุรุษสุดหล่อ มีเื่อันใดหรือ”
ซูลั่วเสวี่ย เค้นเสียงกล่าวว่า “ฮึ่ม สุดหล่อเหรอ?! แต่ฉันก็คิดว่านายหล่อจริงๆ นั่นแหละ”
หลิวชิงหยู่ยิ้มอย่างเขินๆ เขาถูจมูกโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ
จากนั้น ซูลั่วเสวี่ย ก็กล่าวขึ้นว่า “พี่หลิวขา ฉันได้ยินว่านายย้ายมาประจำเมืองกวนซาน หนำซ้ำยังได้เป็นายกเทศมนตรีแล้ว ฉันก็กังวลว่าจะไปรบกวนตารางงานของนาย แต่ไม่นานมานี้ฉันมีเื่ปวดหัวนิดหน่อย ช่วยมาที่ชางชานได้ไหม”
หลิวชิงหยู่ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธสาวงาม ยิ่งไปกว่านั้น ซูลั่วเสวี่ยก็ดูแลเขาอย่างดีตลอดระยะเวลาสองเดือน เขาจึงกล่าวออกไปด้วยรอยยิ้มว่า “เธอนี่โทรมาได้ถูกจังหวะจริงๆ ฉันกำลังไปเทศบาลเมืองชางชาน น่าจะถึงราวๆ ห้าโมงเย็น ฉันคิดว่าจะไปศูนย์ราชการของเทศบาลเมืองพรุ่งนี้ด้วย”
ซูลั่วเสวี่ยหัวเราะเสียงหวาน จากนั้นก็พูดอย่างนุ่มนวลว่า “ โอ้นายนี่คือผู้ช่วยชีวิตฉันจริงๆ คืนนี้ฉันต้องรับมือกับหายนะ เลยตั้งใจว่าจะขอให้นายช่วย”
หลิวชิงหยู่ กล่าวถามกลับไปว่า "มีเื่น่าปวดหัวหรอ”
ซูลั่วเสวี่ยยิ้มอย่างขมขื่น “ฉันก็แค่สาวน้อยอายุยี่สิบสี่เท่านั้น แต่ทำไมครอบครัวถึงชอบกังวลว่าฉันจะหาสามีไม่ได้ ดังนั้นพวกเขามักจะหาคนมาดูตัวให้ฉัน และคนที่ดูตัวก็แก่กว่าฉันด้วย มิหนำซ้ำคนที่พามาวันนี้ก็ยังเป็เพลย์บอย ฉันไม่ชอบขี้หน้าเขาสักนิด แต่ครอบครัวดึงดันจะให้ฉันไปพบเขา ฉันอยากจะให้นายมาบ้านฉันพบพ่อกับแม่ แล้วฉันจะบอกว่านายเป็แฟนฉัน เพื่อให้หมอนั่นตัดใจ ดังนั้นนายมาเป็ไม้กันหมาให้ที เื่นี้นายพอจะช่วยฉันได้ไหม”
หลิวชิงหยู่ยิ้มออกมา จากที่เขาฟัง นี่เป็เพียงเื่เล็กน้อย “ไม่มีปัญหา เป็ไม้กันหมา ก็แค่งานง่ายๆ คืนนี้ฉันไม่มีอะไรทำด้วย เอาเป็ว่าฉันจะไปช่วยเธอก็แล้วกัน”
อย่างไรก็ตามหลิวชิงหยู่คงไม่คิดว่า เื่ง่ายๆ แบบนี้จะทำให้เขาพบเจอปัญหาใหญ่ตามมา