"ไหนหงอ้ายลูกชมใครว่าดี พวกพี่ชายจะดีไปกว่าพ่อได้ยังไงล่ะ" ฟางไป่ได้ยินที่บุตรสาวเอ่ยชมพวกพี่ชายก็อดรนทนไม่ไหว ต้องรีบเข้ามาขัด บุตรสาวจะรักใครมากไปกว่าเขาได้ยังไง
"พ่อก็ดีที่สุดเลยค่ะ คุณปู่ คุณลุงก็ดีที่สุดเลยค่ะ" หงอ้ายเห็นผู้ใหญ่ทั้งสามคนมองมาที่เธอด้วยสายตาประมาณว่าบอกรักปู่สิ บอกรักลุงด้วยก็เลยเอ่ยบอกทุกคนไปพร้อมกัน
"คุณนี่แก่ขนาดนี้แล้วยังจะไปแย่งกับพวกหลานๆ อีกเหรอ" นางหวังซื่อเห็นท่าทางของสามีกับบุตรชายทั้งสองแย่งความรักของหลานสาวก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความระอาใจ เมื่อตอนบุตรสาวยังเล็กคนทั้งสามก็เป็แบบนี้เหมือนกัน
"ไม่ได้หรอก คนที่หงอ้ายรักมากที่สุดต้องเป็ปู่สิถึงจะถูกต้อง" ฟางไห่ไม่ยอมให้บุตรชายทั้งสองเทียบเท่าตนเอง หลานสาวต้องรักเขามากกว่าอีกสองคน
"พี่ฉาว ลักเล็กที่ฉุดนะ" เสียงของน้องเล็กดังขึ้น พร้อมกับเ้าตัวกลมที่วิ่งมาเกาะแขนของหงอ้ายเอาไว้ และมองมาด้วยสายตากลมโตที่ทำเอาใครเห็นก็พากันใจละลาย (พี่สาว รักเล็กที่สุดนะ)
"อืม พี่สาวรักน้องเล็กมากกว่าใครเลย" หงอ้ายเห็นแก้มกลมๆ กับตาใสแจ๋วมองมาก็แทบจะใจละลาย จึงเอ่ยตอบกลับไปพร้อมกับอุ้มน้องเล็กขึ้นมากอดมาหอมไปด้วย โดยลืมปู่ พ่อ ลุง และพวกพี่ชายไปเลย
"ฮ่าๆ สรุปว่าน้องเล็กชนะไป" เสียงของฟางตงชิงดังขึ้น ซึ่งก็เรียกเสียงหัวเราะและสายตารักใคร่เอ็นดูได้จากทุกคนเมื่อเห็นภาพสองพี่น้องกอดและเล่นกัน
วันเวลาผ่านไปอีกหลายสัปดาห์ โดยหงอ้ายกับย่าฟางตกลงว่าจะออกไปขายของกันสัปดาห์ละ 5 วัน ส่วนวันหยุดลงงานทั้งสองคนก็หยุดอยู่บ้านด้วยเช่นกัน ซึ่งก็เป็เื่ที่ดีเพราะถ้าหักโหมมากร่างกายจะเหนื่อยเกินไป
และตอนนี้ทั้งสองย่าหลานก็มีลูกค้าประจำหลายคนแล้ว โดยส่วนใหญ่ก็เป็ลูกค้าที่เคยซื้อของไป แล้วเห็นว่าของมีคุณภาพดีกว่าที่วางขายอยู่ในตลาด โดยเฉพาะสบู่มีคนมาขอซื้อทีละ 10-20 ก้อนเพื่อเอาไปขายต่อ แต่หงอ้ายไม่ได้ลดราคาให้เพราะเธอบอกว่ารับมาก็ราคาสูงแล้วได้กำไรไม่มาก ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าก็เข้าใจเพราะพวกเขาก็เอาไปขายต่อและบวกราคาเพิ่มอีกอยู่ดี
โดยหนึ่งในนั้นมีลูกค้าสาวที่เป็ลูกค้าคนแรกรวมอยู่ด้วยวันนี้ก็เป็อีกวันที่อีกฝ่ายมาซื้อของกับเธอสองย่าหลาน โดยวันนี้มีหญิงวัยกลางคนอีกคนหนึ่งตามมาด้วย
"คุณป้า นี่แม่บ้านที่บ้านของฉันค่ะ ต่อไปอาจจะให้ออกมาซื้อของแทนบ้างบางครั้ง วันนี้เลยต้องพามาด้วยจะได้จำกันได้" ลูกค้าสาวแนะนำผู้หญิงที่ตามมาด้านหลัง อีกฝ่ายก็พยักหน้าทักทายอย่างมีมารยาท
"ได้ค่ะ ฉันก็อยู่แถวๆ นี้นี่แหละ แล้ววันนี้เอาอะไรบ้างคะ" นางหวังซื่อก็เอ่ยตอบรับลูกค้ากลับไป อีกฝ่ายมักจะออกมาหาซื้อของทุกวัน จึงทำให้พอสนิทสนมคุ้นเคยกันอยู่บ้าง อีกฝ่ายวางตัวดีถึงแม้จะช่างพูดคุยไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยพูดคุยสอบถามละลาบละล้วงถึงเื่ส่วนตัว ส่วนใหญ่จะพูดคุยกันในเื่ทั่วๆ ไปมากกว่า และนางยังเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดคุยกับทุกคน มีแค่เธอกับหลานสาวเท่านั้นที่อีกฝ่ายมักจะชวนพูดคุยด้วย
"คือวันนี้ฉันอยากสั่งของค่อนข้างเยอะนะคะ" ลูกค้าสาวเอ่ยขึ้นเสียงเบา
"ถ้าอย่างงั้นไปคุยกันด้านในดีกว่าค่ะ" นางหวังซื่อก็เข้าใจได้ในทันทีจึงพาเดินไปตรงที่หลานสาวนั่งรออยู่
"คือว่าวันมะรืนฉันอยากได้หมูสามชั้น 6 ชั่ง เนื้อหมู 6 ชั่ง น้ำมันสัก 3 ขวด และก็สบู่สัก 50 ก้อน คุณป้าพอจะหาให้ได้ไหมคะ" ลูกค้าสาวพอมาถึงตรงที่ใช้ส่งสินค้าและห่างจากคนอื่นๆ ก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบา
"อืม ค่อนข้างเยอะเลยนะ" นางหวังซื่อได้ยินที่อีกฝ่ายบอกก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ของพวกนี้หลานสาวเธอมีพออยู่แล้ว เพียงแต่ของจำนวนมากขนาดนี้ก็อาจจะเป็ที่สนใจของคนอื่นได้ เพราะเวลาที่ขายของออกไปแต่ละคนไม่ได้ซื้อเยอะแยะมากมายอะไร คนละไม่เกิน 3-4 อย่างเท่านั้นแต่นี่เป็สินค้าจำนวนมากในคราวเดียวย่อมต่างออกไป
"ถ้าคุณคนนี้อยากได้ของเยอะแบบนี้ พรุ่งนี้เราไม่มาขายแล้วเก็บของไว้ให้คุณเขาดีไหมคะ" หงอ้ายทำเป็กระซิบให้ย่าฟางฟัง เพราะเธอรู้ว่าย่าไม่กล้าตัดสินใจเื่จำนวนของที่มากขนาดนี้ เพราะกลัวว่าจะเป็ที่สงสัยเอาได้
"อืม นั่นสินะ ถ้าอย่างงั้นวันนี้คุณจะเอาอะไรไหมคะ ฉันจะรีบกลับไปเตรียมของให้คุณ และวันพรุ่งนี้พวกเราจะไม่มาขายของนะ" นางหวังซื่อได้ฟังที่หลานสาวบอกก็คิดว่าดีเช่นกัน พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องออกมาขายของถึงแม้จะต้องเสียรายได้ไปหนึ่งวันก็ดีกว่าเสียลูกค้าประจำคนนี้ไป
"ขอบคุณมากค่ะ ถ้าอย่างงั้นวันนี้ขอเนื้อหมูสัก 2 ชั่งก็แล้วกันค่ะ" ลูกค้าสาวเมื่อได้ฟังว่าทางนี้ตกลงก็ยิ้มดีใจ และซื้อของสำหรับวันนี้กลับไปด้วย
"แล้วของที่สั่งคุณจะเข้ามาเอาที่นี่หรือว่ายังไงคะ" นางหวังซื่อพอตกลงเื่ของได้แล้วก็เอ่ยถามถึงการรับสินค้าเนื้อหมูสิบกว่าชั่ง ยังมีน้ำมันและสบู่อีกคงไม่สะดวกที่จะแบกเข้ามาส่งมอบให้กันในนี้
"คุณป้ารู้จักบ้านพักที่อยู่ข้างสถานีตำรวจไหมคะ ไม่ทราบว่าสะดวกไปส่งที่นั่นไหม อ๊ะ! คุณป้าไม่ต้องกลัวนะคะ พอดีสามีฉันเขาเป็นายตำรวจอยู่ที่นั่น ดิฉันรับรองความปลอดภัยให้ได้เลยค่ะ" ลูกค้าสาวเอ่ยบอกสถานที่ พร้อมกับกระซิบบอกเื่สามีให้ฟัง
"อืม ถ้าอย่างนั้นห่างจากตรงนั้นไปหน่อยมีสนามเด็กเล่นอยู่ เจอกันที่นั่นแทนเถอะค่ะ และฉันอยากจะขอเงินมัดจำส่วนหนึ่งด้วย" นางหวังซื่อพอได้ฟังสถานที่นัดเจอของอีกฝ่ายก็ใอยู่เหมือนกัน แต่พอได้ฟังคำอธิบายก็เข้าใจได้ แต่นางก็ไม่คิดจะไปยังสถานที่นัดหมายของอีกฝ่าย จึงเอ่ยนัดเป็สถานที่ใกล้เคียงแทน เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นนางยังพอมีหนทางพาหลานสาวหลบหนีได้
"ได้ค่ะ งั้นสักแปดโมงเช้าคุณป้ามาทันไหมคะ" ฝ่ายลูกค้าสาวก็ไม่เื่มาก เพราะเข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายคงกังวลกับฐานะของสามีตนเอง และตรงที่อีกฝ่ายเสนอมาก็ไม่ได้อยู่ใกล้จากจุดที่เธอเสนอไปสักเท่าไร
"ได้ แปดโมงเช้าวันมะรืน นี่ของที่คุณสั่งหกหยวน" นางหวังซื่อเห็นอีกฝ่ายตกลงก็รับของมาจากหลานสาวแล้วยื่นให้กับแม่บ้านที่ยืนอยู่ด้านหลังของอีกฝ่ายรับไปใส่ตะกร้า
"ขอบคุณมากค่ะ นี่เงินค่าของวันนี้หกหยวน กับเงินมัดจำหนึ่งร้อยหยวน ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนนะคะ" ลูกค้าสาวยื่นเงินมาให้ 106 หยวน แล้วก็เตรียมตัวจะเดินออกไป
"เดี๋ยวก่อนค่ะ ค่าของที่คุณสั่งทั้งหมด 366 หยวน มัดจำมา 100 หยวน เหลืออีก 266 หยวน รบกวนคุณเก็บกระดาษนี้เอาไว้นะคะ" หงอ้ายเอ่ยเรียกอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน พร้อมกับยื่นแผ่นกระดาษที่เธอเพิ่งเขียนเสร็จให้ไป และเอ่ยอธิบายไปด้วย
"หนูคิดเงินได้เร็วมากเลย และยังรอบคอบมากอีกด้วย ขอบใจนะจ๊ะ" ลูกค้าสาวรับกระดาษที่เขียนรายการของที่สั่งเก็บใส่กระเป๋าแล้วก็เดินออกไป
แต่ก่อนที่หงอ้ายกับย่าฟางจะได้เก็บของออกจากตลาดมืด ก็มีผู้หญิงอายุประมาณ 40 ปีเดินเข้ามาด้อมๆ มองๆ เธอกับย่า ย่าฟางจึงเอ่ยถามเผื่ออีกฝ่ายอาจจะอยากได้อะไร
"เมื่อกี้คุณนายตำรวจกับแม่บ้านมาซื้ออะไรไป" ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยถามออกมา ซึ่งในน้ำเสียงแฝงความไม่พอใจเอาไว้ด้วย จนเธอกับย่าต้องหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัย
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหล่อนล่ะ" นางหวังซื่อเมื่อจับน้ำเสียงของอีกฝ่ายว่าคงไม่ได้มาดี ก็ไม่รักษาท่าทีอีกต่อไป เอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกัน
"เมื่อก่อนคุณนายจะมาซื้อของกับฉันตลอด แต่เดี๋ยวนี้ไม่เห็นมา ฉันก็เพิ่งจะรู้ว่าเธอเปลี่ยนมาซื้อกับพวกหล่อนแทน" ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอีกครั้ง พร้อมกับพยายามจะเอาตัวเข้ามาดูว่าในตะกร้าของพวกเธอมีของอะไรอยู่อีกด้วย
"คนเขาพอใจจะซื้อกับใคร มันก็เป็สิทธิของเขา ถ้าหล่อนไม่พอใจก็ไปคุยกับคนซื้อเองสิ หลบไป" นางหวังซื่อที่ระมัดระวังตัวเองอยู่แล้วก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้เข้ามาใกล้ตะกร้ากับหลานสาว เดินไปยืนเอาตัวขวางไว้ อีกฝ่ายขยับไปทางไหนก็ขยับไปยืนบังเอาไว้ และไม่ลืมเอ่ยตอบกลับไป และพอคำพูดสุดท้ายก็ผลักอีกฝ่ายจนกระเด็นออกไป
เห็นว่านางอายุห้าสิบกว่าปีก็ไม่ใช่คนไร้เรี่ยวแรงหรอกนะ นางเคยทำงานหนักมาก่อน พอหยุดลงงานก็ยังต้องออกแรงทำงานภายในบ้าน พวกแม่บ้านในเมืองแบบนี้สู้นางไม่ได้หรอกถึงแม้จะอายุน้อยกว่าก็ตามเมื่อจัดการทำให้อีกฝ่ายพ้นทางไปแล้ว นางก็หยิบตะกร้าขึ้นมาสะพายเอาไว้ แล้วพาหงอ้ายเดินออกจากตลาดมืดทันที
หงอ้ายที่เดินตามหลังย่าฟางออกมา แต่ก็ยังหันกลับไปมองผู้หญิงคนนั้นไปด้วย ซึ่งอีกฝ่ายก็มองมาทางพวกเธอเช่นกัน จนกระทั่งออกจากประตูมาแล้วเธอก็มองไม่เห็นอีกฝ่ายอีก ซึ่งย่าฟางพาเธอเดินมานั่งพักตรงต้นไม้ใกล้โรงเรียนประจำอำเภอแทนที่จะพากลับไปยังสหกรณ์
"เผื่อยัยผู้หญิงคนนั้นตามมา เราพักที่นี่กันก่อนก็แล้วกัน แค่แอบขายของมันก็ไม่ใช่เื่ง่ายอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอคนแบบนี้อีก เฮ้อ!" นางหวังซื่อเอ่ยบอกหลานสาว พร้อมกับบ่นออกมาเบาๆ
"หนูขอโทษค่ะย่า เพราะหนูคิดไม่รอบคอบเอง" หงอ้ายเอ่ยบอกย่าฟางด้วยท่าทางสำนึกผิด เป็เพราะเธออยากให้ฐานะของที่บ้านดีขึ้น จึงคิดอยากออกมาขายของ เพราะในมุมมองของคนที่มาจากอนาคตรู้ดีว่าอีกไม่กี่ปีสถานการณ์มันจะดีขึ้น เพียงแต่ลืมนึกไปว่าในตอนนี้มันเป็สิ่งต้องห้ามและยังอันตรายอยู่มาก
"ไม่ใช่ความผิดของหลานหรอก มันเป็เพราะความอิจฉาริษยาของคนเราต่างหาก ถ้าอีกฝ่ายแค่ยอมรับว่าลูกค้าเขาไม่อยากซื้อของด้วยก็คงไม่เกิดเื่แบบนี้ขึ้นหรอก อีกอย่างที่หลานคิดเื่ขายของนี้ขึ้นมาก็เพราะอยากให้ครอบครัวของเราดีขึ้น ย่าไม่ว่าหลานหรอก เพียงแต่ถ้าเราส่งของให้ลูกค้าคนนี้ไปแล้วก็อาจจะต้องหยุดไปก่อน เพราะนี่ก็เริ่มหนาวขึ้นมากแล้ว ขี่จักรยานตอนอากาศหนาวทั้งย่าและหลานจะป่วยกันได้" นางหวังซื่อเอ่ยบอกหลานสาว นางไม่ได้คิดโทษเื่ที่หลานสาวอยากมาขายของ แต่นางแค่ไม่พอใจผู้หญิงคนนั้นที่เข้ามาหาเื่มากกว่า
"ได้ค่ะ ตอนนี้ก็ใกล้จะปีใหม่แล้ว" หงอ้ายเอ่ยรับย่าฟาง และไม่ลืมบอกเื่ที่ใกล้จะสิ้นปีแล้ว
"นั่นสินะ เดี๋ยวเราไปเดินดูของกันดีกว่าถ้ามีอะไรที่ไว้ใช้ตอนฉลองปีใหม่ก็ซื้อกลับไปกัน" นางหวังซื่อพอได้ยินที่หลานสาวบอกก็คิดได้ ปีนี้บ้านเธอไม่อัตคัดเหมือนปีก่อนอีกแล้ว เลยอยากไปเดินหาซื้อของเพื่อเตรียมรับเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึง
จากนั้นเธอกับย่าฟางก็เดินเข้าไปในสหกรณ์เพื่อหาของเตรียมไว้ฉลองปีใหม่ เพียงแต่พนักงานบอกว่าของจะเข้ามาใหม่ในอีกสองวัน เธอกับย่าจึงพากันขี่จักรยานกลับบ้าน แล้วค่อยมาเดินดูของกันตอนวันมะรืนแทน
*********
ไรต์ : อยากจะบอกว่าเกือบมาไม่ทัน งานเผามาก เดี๋ยวค่อยมาอ่านทวนอีกรอบ